ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 512 (เล่ม 71)

ได้ไปเกิดในสวรรค์มีชั้นดาวดึงส์เป็นต้น ได้เสวยสมบัติในกามาวจร ๖ ชั้น
แล้ว ได้มาเกิดในมนุษย์ เสวยสมบัติมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้นแล้ว ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ ได้มาเกิดในตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยสมบัติ เจริญวัยแล้ว
ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มีใจเลื่อมใสได้บวชแล้ว ไม่
นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ ระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความ
โสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาล
ก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปรกมฺมายเน ยุตฺโต ดังนี้. พึงทราบ
เนื้อความในบทเหล่านั้นว่า การงานของคนเหล่าอื่น ชื่อว่า การงานของ
คนอื่น. เราได้เป็นผู้ประกอบตระเตรียมแล้ว ในทางการงานของคนอื่น.
คำที่เหลือปรากฏชัดแจ้งแล้วแล.
จบอรรถกถาตัมพปุปผิยเถราปทาน

512
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 513 (เล่ม 71)

วีถิสัมมัชชกเถราปทานที่ ๓ (๑๕๓)
ว่าด้วยผลแห่งการกวาดถนนและยกธง
[๑๕๕] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้นำของโลก เป็นจอมสัตว์
ประเสริฐกว่านระ มีพระรัศมีเปล่งปลั่งดังพระอาทิตย์อุทัย
เหลืองอร่ามเหมือนพระจันทร์ เสด็จดำเนินไปเหมือนพระ-
จันทร์ในวันเพ็ญ.
ภิกษุสงฆ์ ๖๘,๐๐๐ ล้วนเป็นพระขีณาสพแวดล้อม เราจึง
กวาดถนนนั้น ในเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของโลกเสด็จไป
ได้ยกธงขึ้นที่ถนนนั้น ด้วยจิตอันเลื่อมใส.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ยกธงใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่
รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายธง ในกัปที่ ๔ แต่กัปนี้
เราได้เป็นพระราชามีพละมาก สมบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง
ปรากฏพระนามว่าสุธชะ.
คุณสมบัติเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระวีถิสัมมัชชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบสัมมัชชกเถราปทาน

513
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 514 (เล่ม 71)

๑๕๓. อรรถกถาวีถิสัมมัชชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระวีถิสัมมัชชกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อุเทนฺตํ
สตรํสึว ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ท่านก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญไว้เป็นเวลาหลายร้อยชาติ ในกาลแห่งพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิขี ท่านได้เกิดในเรือนอันมีตระกูล อยู่
เป็นฆราวาส ได้ร่วมกับชาวเมืองพากันกวาดถนน ได้พบเห็นพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ผู้อันคนนำเสด็จไปอยู่ จึงมีใจเลื่อมใส ปรับผิวถนนให้เสมอแล้ว
ช่วยกันยกธงขึ้นในที่นั้น.
ด้วยบุญอันนั้นนั่นแล เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย-
โลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองจนครบแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้
บังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนา
ของพระศาสดาแล้ว ได้มีศรัทธา มีใจเคารพมาก บรรพชาอุปสมบทแล้ว
ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ เมื่อระลึกบุพกรรมของตน ก็ได้ทราบ
โดยชัดแจ้ง เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วใน
กาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อุเทนฺตํ สตรํสึว ดังนี้. ในบทนั้นมี
ความว่า พระอาทิตย์มีรัศมีหนึ่งร้อย คือมีแสงสว่างหนึ่งร้อยอุทัยพวยพุ่งขึ้น.
คำว่า สตรํสี นี้ เป็นเพียงหัวข้อเทศนา, ความว่า ดังพระอาทิตย์มีแสง
สว่างหลายแสนฉะนั้น. บทว่า ปิตรํสึว ภาณุมํ ความว่า ได้เห็นพระ-

514
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 515 (เล่ม 71)

สัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้งดงามคล้ายพระจันทร์ มีรัศมีส่องสว่าง คือ
มณฑลพระจันทร์ มีรัศมีสีเหลือง ส่องสว่างเป็นกลุ่มก้อน. คำที่เหลือ
มีเนื้อความพอจะรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาวีถิสัมมัชชกเถราปทาน

515
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 516 (เล่ม 71)

กักการุปูชกเถราปทานที่ ๔ (๑๕๔)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกฟักทิพย์
[๑๕๖] เราเป็นเทพบุตร ได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนายก
พระนามว่าสิขี ได้ถือเอาดอกฟักทิพย์ไปบูชาแด่พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
และในกัปที่ ๙ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
มีพระนามว่าสัตตุคตมะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกักการุปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกักการุปูชกเถราปทาน

516
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 517 (เล่ม 71)

๑๕๔. อรรถกถากักการุปุปผปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระกักการุปุปผปูชกเถระมีคำเริ่มต้นว่า เทวปุตฺโต
อหํ สนฺโต ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ท่านก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญเป็นประจำเสมอ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิขี ท่านได้เกิดเป็นภุมมัฏฐเทวดา
ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สิขี แล้ว ได้เก็บเอาดอกฟักทิพย์
มาบูชาแล้ว.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก
ได้เสวยความสุขในโลกทั้งสอง ในระหว่างกัปที่ ๓๑ ในพุทธุปบาทกาลนี้
ได้บังเกิดในเรือนอันมีตระกูลในกรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสใน
พระศาสดาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ ทราบบุพกรรม
ของคนได้โดยประจักษ์ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราว
ที่คนเคยไค้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า เทวปุตฺโต
อหํ สนฺโต ดังนั้น. พึงทราบวิเคราะห์ในบทนั้นว่า ชื่อว่า เทวา
เพราะย่อมร่าเริงสนุกด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ทั้ง ๕ บุตรของเทวะทั้ง-
หลาย, เทวะและบุตรรวมเป็นเทพบุตร. เราเป็นเทพบุตรประคองดอก
ฟักทิพย์ถือมายกขึ้นบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขีแล้ว. คำที่เหลือ
มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากักการุปุปผปูชกเถราทาน
๑. บาลีว่า กักการุปูชเถราปทาน.

517
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 518 (เล่ม 71)

มันทารวปุปผปูชกเถราปทานที่ ๕ (๑๕๕)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกมณฑารพ
[๑๕๗] เราเป็นเทพบุตร ได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนายก
พระนามว่าสิขี ได้บูชาแด่พระพุทธเจ้าด้วยดอกมณฑารพ.
พวงมาลัยทิพย์เป็นหลังคาบังร่มในพระตถาคตตลอด ๗ วัน
ชนทั้งปวงมาประชุมกันนมัสการพระตถาคต.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๑๐ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีนาม
ว่าชุตินธระ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมันทารวปุปผปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมันทารวปุปผปูชกเถราปทาน

518
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 519 (เล่ม 71)

๑๕๕. อรรถกถามันทารวปุปผปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระมันทารวปุปผปูชกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า เทว-
ปุตฺโต อหํ สนฺโต ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิขี
ท่านได้เป็นภุมมัฏฐกเทพบุตร ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
สิขี แล้ว มีใจเลื่อมใสได้บูชาด้วยดอกมณฑารพทั้งหลายแล้ว.
คำทั้งหมดตั้งแต่คำว่า โส เตน ปุญฺเญน ดังนี้เป็นต้นไป บัณฑิต
พึงทราบได้ตามนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ในอรรถกถาอปทาน ของพระ-
อนันตรเถระนั้นนั่นแล.
จบอรรถกถามันทารวปุปผปูชกเถราปทาน

519
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 520 (เล่ม 71)

กทัมพปุปผิยเถราปทานที่ ๖ (๑๕๖)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกกระทุ่ม
[๑๕๘] มีภูเขาชื่อกุกกุฏะอยู่ในที่ไม่ไกลแต่ภูเขาหิมวันต์ พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า ๗ พระองค์อยู่ใกล้เชิงภูเขานั้น.
เราเห็นต้นกระทุ่มมีดอกบาน ดังพระจันทร์ขึ้นไปใน
ท้องฟ้า จึงประคองด้วยมือทั้งสอง บูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า
ทั้ง ๗ พระองค์.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วย
ดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งการบูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ครั้ง
ทรงพระนามว่าปุปผะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละ
มาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกทัมพปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกทัมพปุปผิยเถราปทาน

520
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 521 (เล่ม 71)

๑๕๖. อรรถกถากทัมพปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระกทัมพปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺ-
ตสฺสาวิทูเร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ เมื่อโลกกำลังสูญจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านได้เกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วอยู่ครองเรือน มองเห็นโทษ
ในการอยู่ครองเรือนนั้น จึงละเพศฆราวาสบวชเป็นดาบส สร้างอาศรมอยู่
ที่ภูเขาชื่อว่า กุกกุฏะ ใกล้ภูเขาหิมวันต์ เขาได้พบเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
๗ พระองค์ในสถานที่นั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส เลือกเก็บเอาดอกกระทุ่มที่
บานแล้วมาบูชาพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นแล้ว. แม้พระปัจเจกพุทธเจ้า
เหล่านั้น ก็ได้กระทำอนุโมทนาแล้วด้วยดีว่า อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ดังนี้
เป็นต้น.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก
ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือน
อันมีสกุลในกรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระ-
ศาสดาแล้ว ได้มีศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ ระลึก
ถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราว
ที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺ-
สาวิทูเร ดังนี้. คำนั้น มีเนื้อความดังที่ได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล. บทว่า
กุกฺกุโฏ นาม ปพฺพโต ความว่า ภูเขาที่เรียกกันว่า กุกกุฏะ เพราะยอด
ภูเขาทั้งหลายมีลักษณะคล้ายกับหงอนไก่ ตรงที่ข้างทั้งสองของภูเขานั้น.

521