ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 482 (เล่ม 71)

๑๔๒. อรรถกถาถัมภาโรปกเถราปทาน
อปทานของท่านพระถัมภาโรปกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต
โลกนาถมฺหิ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้น จะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ธัมมทัสสี
ได้เกิดในเรือนอันมีสกุล มีศรัทธาเลื่อมใส เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
ปรินิพพานแล้ว ได้ปักเสายกธงไว้ที่ห้องพระบรมธาตุ (พระเจดีย์) ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า. ได้ร้อยดอกมะลิเป็นอันมาก ขึ้นไปบนบันไดแล้ว
บูชา.
เขาดำรงชีวิตอยู่จนตลอดอายุ ทำกาละแล้ว ได้ท่องเที่ยวไปใน
เทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองจนครบถ้วนแล้ว
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุลแห่งหนึ่ง ตั้งแต่เริ่มเป็น
หนุ่มมา ก็เป็นผู้ควรแก่การบูชา มีศรัทธาเกี่ยวเนื่องกับพระศาสนา จึง
ได้บวชแล้ว ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ระลึกถึง
บุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตน
เคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลก-
นาถมฺหิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ความว่า
ก็เมื่อพระศาสดาผู้ทรงเป็นนาถะ ทรงเป็นประธาน ทรงเป็นที่พึ่ง
อาศัยของชาวโลกทั้งสิ้น ปรินิพพานแล้วด้วยขันธปรินิพพาน ล่วงลับ
ดับไปมองไม่เห็น คล้ายกับแสงประทีปที่ดับไปแล้วฉะนั้น. บทว่า

482
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 483 (เล่ม 71)

ธมฺมทสฺสีนราสเภ มีรูปวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า ธัมมทัสสี เพราะย่อมได้
เห็นสัจธรรม ๔ ประการ (อริยสัจ ๔), อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ธัมมทัสสี
เพราะมีปกติได้เห็น ได้เห็นประจักษ์แจ้งซึ่งโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ
มีสติปัฏฐานเป็นต้น. ชื่อว่า นราสโภ เพราะอาจหาญ ประเสริฐสูงสุด
กว่านรชนทั้งหลาย, ธัมมทัสสีศัพท์ ๑ นราสภศัพท์ ๑ รวมเป็น ธัมม-
ทัสสีนราสภะ ในพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ธัมมทัสสี ผู้
ประเสริฐกว่านรชนพระองค์นั้น. บทว่า อาโรเปสึ ธชํ ถมฺภํ ความว่า
เราได้ปักเสาที่ห้องพระเจดีย์ ยกธงไว้ที่เสานั้น ผูกประดิษฐานไว้แล้ว.
บทว่า นิสฺเสณึ มาปยิตฺวาน มีรูปวิเคราะห์ว่า ชนทั้งหลาย ย่อมไป
ย่อมเดินไป ย่อมขึ้นไปอาศัยบนสิ่งนั้น เหตุนั้น สิ่งนั้นจึงชื่อว่า บันได.
เชื่อมความว่า เราได้ให้ช่างสร้างบันไดสำหรับประชาชนจะได้ขึ้นไปยัง
สถูปอันประเสริฐได้.
บทว่า ชาติปุปฺผํ คเหตฺวาน มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า ชาติสุมนะ
เพราะเมื่อดอกไม้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมทำความดีใจให้แก่ชนทั้งหลาย, คือ
ดอกมะลินั่นเอง ในเมื่อควรจะกล่าวว่า ชาติสุมนปุปผะ เพื่อสะดวกแก่
การผูกคาถา ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ชาติปุปผะ เพราะลบสุมนะศัพท์ออกเสีย
ความว่า เก็บดอกมะลินั้นร้อยแล้วยกขึ้นไว้บนสถูป, ครั้นยกขึ้นแล้วก็บูชา.
คำที่เหลือมีเนื้อความพอจะรู้ได้เองแล.
จบอรรถกถาถัมภาโรปกเถราปทาน

483
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 484 (เล่ม 71)

เวทิการกเถราปทานที่ ๓ (๑๔๓)
ว่าด้วยผลแห่งการกระทำที่บูชา
[๑๔๕] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าปิยทัสสี ผู้สูงสุดกว่านระ
นิพพานแล้ว เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้กระทำที่บูชา
พระพุทธเจ้าแวดล้อมด้วยแก้วมณีแล้ว ได้กระทำการฉลอง
อย่างมโหฬาร ครั้นทำการฉลองที่บูชาแล้ว เราได้ทำกาล-
กิริยา ณ ที่นั้น.
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์
ในกำเนิดนั้น ๆ เทวดาทั้งหลายย่อมทรงแก้วมณีไว้ในอากาศ
นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม.
ในกัปที่ ๑,๖๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
๓๒ ครั้ง ทรงพระนามว่ามณิปภา มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเวทิการกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ-
ฉะนี้แล.
จบเวทิการกเถราปทาน

484
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 485 (เล่ม 71)

๑๔๓. อรรถกถาเวทิการกเถราปทาน
อปทานของท่านพระเวทิการกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลก-
นาถมฺหิ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้น จะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่ง
พระนิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
พระนามว่า ปิยทัสสี ท่านได้บังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง ซึ่งมีความ
สมบูรณ์ด้วยสมบัติ บรรลุนิติภาวะแล้ว ดำรงชีวิตอยู่ในเพศฆราวาส
เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว มีความเลื่อมใสในพระศาสดา จึงให้ช่าง
สร้างแก้วมณีแวดล้อมพระเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ใส่
แก้วมณี ๗ ประการจนเต็มแล้ว ทำการบูชาเป็นการใหญ่. ด้วยบุญกรรม
นั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในหลายแสนชาติ
ที่ผ่านมา เป็นผู้ควรแก่การบูชา มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก ได้
เสวยความสุขในโลกทั้งสองจนครบแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิด
ในเรือนอันมีสกุล อันสมบูรณ์ด้วยสมบัติ (ต่อมา) บวชแล้ว พยายาม
อยู่ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงกุศลที่ทำไว้ในกาลก่อนของตนได้ เกิดความ
โสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาล
ก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้. คำนั้น มี
เนื้อความดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล. บทว่า ปิยทสฺสีนรุตฺตเม มี
วิเคราะห์ว่า การแสดงถึงความรัก คืออาการอันประกอบด้วยความโสมนัส

485
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 486 (เล่ม 71)

มีอยู่แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ทรงพระนามว่า ปิยทัสสี อธิบายว่า พระองค์เป็นผู้ดีด้วยมหาปุริสลักษณะ
๓๒ ประการ อนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ และมณฑลแห่งรัศมีที่แผ่ออก
ข้างละวาประกอบกันทำให้เจริญขึ้น คือย่อมยังดวงตาของมหาชนผู้เห็นอยู่
ให้เกิดความเลื่อมใส ชื่อว่า นรุตตมะ เพราะสูงสุดกว่านรชนทั้งหลาย.
ปิยทัสสีศัพท์ ๑ นรุตตมะนั้นศัพท์ ๑ รวมกันเป็น ปิยทัสสีนรุตตมะ.
เชื่อมความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปิยทัสสี ผู้สูงสุดกว่า
นรชนพระองค์นั้น ปรินิพพานแล้ว เราได้กระทำที่บูชาพระพุทธเจ้า
แวดล้อมด้วยแก้วมณี ณ ที่ห้องบรรจุพระบรมธาตุ. ความว่า เราได้
กระทำวลัยแวดล้อมแท่นบูชาในที่สุด เพื่อรองรับดอกไม้. บทว่า มณีหิ
ปริวาเรตฺวา มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า มณิ เพราะเปล่งปลั่ง โชติช่วง
สว่างไสว. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า มณิ เพราะบันดาลใจของชนทั้งหลาย
ให้เต็มเปี่ยม ทำให้เกิดความดีใจ เป็นไปทั่วถึง, อธิบายว่า เราได้นำ
มณีเป็นจำนวนมาก เช่นแก้วมณีสีแดง และแก้วไพฑูรย์เป็นต้น มาทำ
เป็นวลัยวงกลมล้อมแท่นบูชาแล้ว จึงทำการบูชาอย่างสูงสุดใหญ่ยิ่ง. คำ
ที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาเวทิการกเถราปทาน

486
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 487 (เล่ม 71)

สปริวาริยเถราปทานที่ ๔ (๑๔๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายไพรทีไม้จันทน์
[๑๔๖] พระชินสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระเชษฐบุรุษของ
โลกผู้ประเสริฐกว่านระ รุ่งเรืองดังกองอัคคี ปรินิพพานแล้ว.
เมื่อพระมหาวีรเจ้านิพพานแล้ว ได้มีสถูปอันกว้างใหญ่
ชนทั้งหลายเอาสิ่งของอันจะพึงถวายเข้าไปตั้งไว้ที่สถูป ใน
ห้องพระธาตุอันประเสริฐสุด.
ในกาลนั้น เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ทำไพรที
ไม้จันทน์อันหนึ่ง อันสมบูรณ์แก่สถูปและถวายธูปและของ
หอม.
ในภพที่เราเกิด คือ ในความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ เรา
ไม่เห็นความที่เราเป็นผู้ต่ำทรามเลย นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม.
ในกัปที่ ๑,๕๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ ครั้ง
ทรงพระนามว่าสมัตตะทุกครั้ง มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสปริวาริยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสปริวาริยเถราปทาน

487
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 488 (เล่ม 71)

๑๔๔. อรรถกถาสปริวาริยเถราปทาน
อปทานของท่านพระสปริวาริยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร
นาม ชิโน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ สั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานตั้งหลายชาติเป็น
ประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ
ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว เป็นผู้มีทรัพย์มาก มี
โภคสมบัติมาก. ครั้งเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ
ปรินิพพานแล้ว มหาชนเก็บพระบรมธาตุของพระองค์ไว้แล้ว ช่วยกัน
สร้างพระเจดีย์ขนาดใหญ่ไว้บูชา ในเวลานั้น อุบาสกคนนี้ได้มีส่วนสร้าง
เรือนครอบพระเจดีย์ด้วยแก่นไม้จันทร์ไว้เป็นบนพระเจดีย์นั้นแล้ว ได้
ทำการบูชาอย่างใหญ่ยิ่ง ด้วยบุญอันนั้นนั่นแหละ เขาจึงได้ท่องเที่ยวไป
ในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองจนครบถ้วน ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือนอันมีสกุล เจริญวัยแล้ว สร้างแต่
กุศลกรรม ต่อมาได้บวชในพระศาสนาด้วยความศรัทธา ไม่นานนักก็ได้
เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านได้ระลึกถึงบุพกรรมของตนได้เกิดความโสมนัส
ใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน
จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า โอมตฺตํ ความว่า เราไม่เห็น คือไม่รู้จักความเลวทรามต่ำช้า
หรือว่าความเป็นผู้ถึงทุกข์เลย ได้แก่เราไม่เคยเห็นว่าเราต่ำช้าเลย. คำที่
เหลือมีเนื้อความปรากฏชัดแจ้งแล้วทีเดียว.
จบอรรถกถาสปริวาริยเถราปทาน

488
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 489 (เล่ม 71)

อุมมาปุปผิยเถราปทานที่ ๕ (๑๔๕)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกผักตบ
[๑๔๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้ทรงเกื้อ
กูลแก่โลก สมควรรับเครื่องบูชา นิพพานแล้ว.
ได้มีการฉลองพระสถูปอย่างมโหฬาร เมื่อการฉลอง
พระสถูปแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้แสวง
หาคุณอันยิ่งใหญ่เป็นไปอยู่ เราเอาดอกผักตบไปบูชาที่พระ-
สถูป.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราบูชาพระสถูปด้วยดอกไม้ใด
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา
พระสถูปด้วยดอกไม้.
ในกัปที่ ๙ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘๕ ครั้ง
ทรงพระนามเหมือนกันว่าโสมเทวะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุมมาปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุมมาปุปผิยเถราปทาน

489
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 490 (เล่ม 71)

๑๔๕. อรรถกถาอุมาปุปผิยเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระอุมาปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต
โลกมหิเต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงนามว่า สิทธัตถะ
ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุล เจริญวัยแล้ว ดำรงอยู่ในเพศฆราวาส
เมื่อเขากำลังทำการฉลองเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นิพพานแล้วอยู่ ตน
เก็บเอาดอกผักตบสีแก้วมรกตมาบูชาแล้ว. ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่อง
เที่ยวไปในเฉพาะสุคติทั้งหลายเท่านั้น ได้เสวยทิพยสมบัติและมนุษยสมบัติ
แล้ว ในทุกภพที่เกิดแล้วได้มีผิวพรรณสีเขียว สมบูรณ์ด้วยชาติ เพียบ
พร้อมด้วยสมบัติ. ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุลแห่ง
หนึ่งซึ่งสมบูรณ์ด้วยสมบัติ บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้มีศรัทธาบวชแล้ว
ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะ
ประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำ
เริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลกมหิเต ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลกม-
หิเต มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า โลกมหิตะ เพราะอันชาวโลกทั้งหลายยกย่อง
บูชาแล้ว. เชื่อมความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ
ผู้อันชาวโลกบูชาแล้วพระองค์นั้น ปรินิพพานแล้ว. บทว่า อาหุตีนํ
ปฏิคฺคเห มีวิเคราะห์ว่า เครื่องบูชาและสักการะท่านเรียกว่า อาหุติโน,
๑. บาลีว่า อุมมาปุปผิยเถราปทาน.

490
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 491 (เล่ม 71)

ชื่อว่า อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห เพราะสมควรเพื่อจะรับเครื่องบูชา และสักการะ
ทั้งหลายเหล่านั้น. ศัพท์นี้ เป็นอลุตตสมาส, ความว่า เมื่อพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าผู้ควรเพื่อจะรับเครื่องบูชาและสักการะพระองค์นั้น ปรินิพพาน
แล้ว. บทว่า อุมาปุปฺผํ มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า อุมาปุบผะ เพราะเบ่งบาน
เปล่งปลั่งด้วยสีเขียวข้างบน. ความว่า เราได้เก็บเอาดอกผักตบนั้นมา
กระทำการบูชาที่พระเจดีย์. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอุมาปุปผิยเถราปทาน

491