ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 452 (เล่ม 71)

ทราบว่า ท่านพระสุทัสสนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสุทัสสนเถราปทา
๑๓๒. อรรถกถาสุทัสสนเถราปทาน
อปทานของท่านพระสุทัสสนเถระ มีคำเริ่มต้นว่า วิตฺถตาย
นทีตีเร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระชินวรพุทธ-
เจ้าพระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญไว้ในทุก ๆ ภพนั้น ในกาลแห่งพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิขี ท่านได้เกิดในเรือนอันมีตระกูล
เจริญวัยแล้ว ดำรงอยู่ในเพศฆราวาส (วันหนึ่ง) กำลังเดินหาต้นการะเกด
ที่มีดอกบาน ใกล้กับฝั่งแม่น้ำชื่อวิตถตะ (แม่น้ำกว้าง) เผอิญได้พบ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สิขี ผู้งดงามเปรียบปานกองไฟที่กำลัง
ลุกโพลง ประทับนั่งใกล้ฝั่งแห่งแม่น้ำนั้น มีใจเลื่อมใส เด็ดดอกการะเกด
พร้อมทั้งขั้วมาเเล้ว เมื่อจะบูชาจึงกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระองค์เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ทรงมีอานุภาพมากถึงอย่างนี้ มีด้วย
พระญาณใด, ข้าพระองค์ขอบูชาซึ่งพระญาณนั้น. ลำดับนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าได้ทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว ด้วยบุญอันนั้น เขาได้บังเกิด
ในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติทั้งสองจนครบถ้วนแล้ว ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือนอันมีตระกูลแห่งหนึ่ง เลื่อมใสใน
พระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 453 (เล่ม 71)

ท่านระลึกถึงกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้ของตนแล้ว เกิดความโสมนัส
เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าว
คำเริ่มต้นว่า วิตฺถตาย นทีตีเร ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
วิตฺถตาย มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า วิตฺถตา เพราะเป็นแม่น้ำที่แผ่ขยายกว้าง
ออกไป. ชื่อว่า นที เพราะเปล่งเสียง ส่งเสียงหลั่งไหลไปแล้ว. ชื่อว่า
ตีรํ เพราะคนที่จะข้ามแม่น้ำ ถึงที่นั้นก่อนแล้ว จึงจะชื่อว่าข้ามไปได้,
อธิบายว่า ใกล้ฝั่งแม่น้ำที่กว้างนั้น. บทว่า เกตกึ ปุปฺผิตํ ทิสฺวา
มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า เกตํ เพราะมีหนามที่จะทิ่มแทงมือของผู้จะเด็ด
ทั้งหลาย โดยอาการอันน่าเกลียด, เชื่อมความว่า เห็นดอกการะเกดของ
ต้นการะเกดนั้นแล้ว จึงเด็ดไปทั้งขั้ว.
บทว่า สิขิโน โลกพนฺธุโน มีวิเคราะห์ว่า ไฟท่านเรียกว่าสิขี.
หมู่รัศมีมีพรรณ ๖ ประการ ต่างชนิดมีสีเขียวและเหลืองเป็นต้นเช่นกับไฟ
เปล่งปลั่งโชติช่วง มีอยู่แก่ผู้ใด ผู้นั้นคือพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี
พระองค์เป็นโลกพันธุ์ เพราะเป็นเผ่าพันธุ์เป็นญาติของชาวโลก คือของ
โลก ๓ ทั้งหมด. เชื่อมความว่า เราเด็ดดอกการะเกดพร้อมทั้งขั้วมาบูชา
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของชาวโลกพระองค์นั้น
แล้ว. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสุทัสสนเถราปทาน

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 454 (เล่ม 71)

จันทนปูชกเถราปทานที่ ๓ (๑๓๓)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยแก่นจันทน์หอม
[๑๓๕] เวลานั้น เราเป็นกินนรอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา และเรามี
ดอกไม้เป็นภักษา เป็นผู้กินดอกไม้ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า อัตถทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่า
นรชน เสด็จเหาะไปบนยอดไม้ในป่า ดังพญาหงส์ในอัมพร
(เรากล่าวว่า)
ขอความนอบน้อมจงมี แด่พระองค์ผู้บุรุษอาชาไนย จิต
ของพระองค์บริสุทธิ์ดี พระองค์มีสีพระพักตร์ผ่องใส.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระปัญญาดังแผ่นดิน มีเมธาดี
เสด็จลงจากอากาศ ทรงปูลาดผ้าสังฆาฏิแล้ว ประทับนั่งโดย
บัลลังก์ (ขัดสมาธิ).
เราถือเอาแก่นจันทน์หอมไปในสำนักพระชินเจ้า เรามี
จิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้บูชาแด่พระพุทธเจ้า ถวายบังคม
พระสัมพุทธเจ้าเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ยังความ
ปราโมทย์ให้เกิดแล้ว บ่ายหน้ากลับไปทางทิศอุดร.
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วย
แก่จันทน์ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๑,๔๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้ง
มีพระนามชื่อว่าโรหิณี มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 455 (เล่ม 71)

อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระจันทนปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบจันทนปูชกเถราปทาน
จบภาณวารที่ ๘
๑๓๓. อรรถกถาจันทนปูชนกเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระจันทนปูชนกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า จนฺท-
ภาคานทีตีเร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพาน ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อัตถทัสสี
ท่านได้บังเกิดในกำเนิดกินนร อยู่ใกล้แม่น้ำจันทภาคาในป่าหิมพานต์
มีดอกไม้เป็นภักษา เป็นผู้กินดอกไม้ ประดับด้วยดอกไม้มีไม้จันทน์และ
ไม้กฤษณาเป็นต้น เสวยความสุขนานัปการมีการเล่นในสวนและการเล่น
ในน้ำเป็นต้น สำเร็จชีวิตอยู่ได้ คล้ายภุมเทวดา เสวยความสุขอยู่ในป่า
หิมพานต์ฉะนั้น. ในกาลนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าอัตถทัสสี
เพื่อจะทำการอนุเคราะห์แก่เธอ จึงเสด็จไปยังป่าหิมพานต์ ลงจากอากาศ
แล้ว ให้ภิกษุปูลาดผ้าสังฆาฏิประทับนั่งแล้ว. กินนรนั้นได้พบพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้รุ่งโรจน์ประทับนั่งในที่นั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส
๑. บาลีเป็น จันทนปูชกเถราปทาน.

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 456 (เล่ม 71)

ได้บูชาด้วยดอกไม้จันทน์หอมแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำ
อนุโมทนาแก่เธอแล้ว.
ด้วยบุญอันนั้น เธอผู้มีจิตใจประกอบด้วยความโสมนัส ดำรงอยู่
จนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้น ได้บังเกิดในเทวโลก เสวยสมบัติ
ในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น ไป ๆ มา ๆ เสร็จแล้วได้เสวยจักรพรรดิสมบัติ
รัชสมบัติ และประเทศรัชสมบัติ ในเมืองมนุษย์แล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้
ได้บังเกิดในเรือนอันมีตระกูล บรรลุนิติภาวะแล้ว ก็บวช ไม่นานนัก
ได้บรรลุพระอรหัต ระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ
เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าว
คำเริ่มต้นว่า จนฺทภาคานทีตีเร ดังนี้. ที่ชื่อว่า จันทะ ในคำนั้น หมายถึง
เกิดขึ้นแล้วคล้ายกับว่ารู้พระจันทร์ ใจ ความพอใจ อัธยาศัย, อธิบายว่า
ชื่อว่า จันทภาคา เพราะเป็นเช่นกับส่วนแห่งพระจันทร์ เพราะที่ข้าง
ทั้งสองประกอบด้วยพื้นทรายสีขาวเกลี่ยลาด เช่นกับลาดด้วยพื้นแก้วมุกดา
มีน้ำใสสะอาดปราศจากมลทิน เหมือนมณฑลพระจันทร์. คือ ใกล้ฝั่ง
แม่น้ำจันทภาคานั้น. คำที่เหลือทั้งหมด มีเนื้อความพอจะรู้ได้ง่าย เพราะ
ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
จบอรรถกถาจันทนปูชนกเถราปทาน
จบอรรถกถาภาณวารที่ ๘

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 457 (เล่ม 71)

ปุปผฉทนิยเถราปทานที่ ๔ (๑๓๔)
ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกไม้เป็นหลังคา
[๑๓๖] (เราเป็น) พราหมณ์มีนามชื่อว่าสุนันทะ ผู้รู้จบมนต์
เป็นผู้เล่าเรียน เป็นผู้ควรขอ ได้บูชายัญชื่อวาชเปยยะ.
ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้
ทรงรู้แจ้งโลกผู้เลิศ เป็นพระฤาษีกอปรด้วยพระกรุณา ทรง
เอ็นดูหมู่ชน เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ.
พระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก เสด็จจงกรม
แล้ว ทรงแผ่เมตตาไปในบรรดาสัตว์หาประมาณมิได้ ไม่มี
อุปธิ.
พราหมณ์ผู้รู้จบมนต์ เด็ดดอกไม้ที่ขั้วแล้ว ประชุมศิษย์
ทั้งหมด ให้ศิษย์ช่วยกันโยนดอกไม้ขึ้นไปในอากาศ.
ในกาลนั้น หลังคาดอกไม้ได้มีตลอดทั่วพระนครไม่หายไป
(คงมีอยู่) ตลอด ๗ วัน ด้วยพุทธานุภาพ.
ด้วยกุศลมูลนั้น พราหมณ์ผู้รู้จบมนต์ได้เสวยสมบัติแล้ว
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง ข้ามโลก ๓ และตัณหาได้แล้ว.
ในกัปที่ ๑,๑๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม
กษัตริย์ ๓๕ ครั้ง มีพระนามเหมือนกันว่าอัมพรังสะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 458 (เล่ม 71)

ทราบว่า ท่านพระปุปผฉทนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปุปผฉทนิยเถราปทาน
๑๓๔. อรรถกถาปุปผฉทนิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระปุปผฉทนิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุนนฺโท
นาม นาเมน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ หลายภพที่ผ่านมา จะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่ง
พระนิพพาน ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ
ท่านได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ บรรลุนิติภาวะแล้ว สำเร็จการศึกษา
ในศิลปะประจำตัวแล้ว เป็นผู้มีโภคะมาก มียศยิ่งใหญ่ ยินดียิ่งในการ
บริจาคทาน วันหนึ่ง ท่านสละมหาทานด้วยคิดว่า ขึ้นชื่อว่าพวกยาจก
เหล่านี้ในชมพูทวีปทั้งสิ้น อย่าได้วัตถุด้วยคิดว่า เราไม่ได้สิ่งของเลย.
ในคราวนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ได้เสด็จไป
ทางอากาศพร้อมด้วยบริวาร. พราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส ให้เรียกพวกศิษย์ของตนมาแล้ว ให้นำเอาดอกไม้
ทั้งหลายมาแล้ว โยนขึ้นบูชาในอากาศ. ดอกไม้เหล่านั้นได้ปกคลุมนคร
ทั้งสิ้น ตั้งอยู่ได้ตลอด ๗วัน.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านได้เสวยความสุขในเทวโลกและในมนุษย-
โลกแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านได้เกิดในเรือนอันมีตระกูลแห่งหนึ่ง

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 459 (เล่ม 71)

มีศรัทธาบวชแล้ว พอจรดปลายมีดโกนเท่านั้นก็บรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึก
ถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตน
เคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า สุนนฺโท นาม
นาเมน ดังนี้. ถ้อยคำที่เหลือทั้งหมดนั้น มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น เพราะ
ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
จบอรรถกถาปุปผฉทนิยเถราปทาน

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 460 (เล่ม 71)

รโหสัญญิกเถราปทานที่ ๕ (๑๓๕)
ว่าด้วยผลแห่งสัญญาในการเลื่อมใส
[๑๓๗] ภูเขาชื่อวสภะมีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ ที่เชิงเขา
วสภะนั้น มีอาศรมที่เราสร้างไว้ในกาลนั้น.
เราเป็นพราหมณ์บอกมนต์กะศิษย์ประมาณ ๓,๐๐๐ เรา
สั่งสอนศิษย์เหล่านั้นแล้วเข้าอยู่ (ในที่สงัด) ณ ที่สมควรส่วน
ข้างหนึ่ง.
พราหมณ์ผู้รู้จบมนต์ นั่งอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง
แล้ว ระลึกถึงพระญาณของพระพุทธเจ้าแล้วยังจิตให้เลื่อม-
ใสในพระญาณ ครั้นเรายังจิตให้เลื่อมใสในพระญาณแล้ว
นั่งคู้บัลลังก์อยู่บนสันถัตใบไม้ กระทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วย
สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการได้สัญญา.
ในกัปที่ ๒๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงพระ-
นามว่าสิรีธระ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระรโหสัญญิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบรโหสัญญิกเถราปทาน

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 461 (เล่ม 71)

๑๓๕. อรรถกถารโหสัญญกเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระรโหสัญญกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺ-
ตสฺสาวิทูเร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ในภพนั้น ๆ ได้สั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลที่ว่างจากพระพุทธเจ้ากาลหนึ่ง เขาได้บังเกิด
ในตระกูลพราหมณ์ ในมัชฌิมประเทศ เจริญวัยแล้ว สำเร็จการศึกษา
ในศิลปะของตนแล้ว มองไม่เห็นสาระในศิลปะนั้น อย่างดีก็เพียงยัง
ท้องให้เต็มเท่านั้น มองเห็นแต่อกุศลมีโกธะ มทะ และมานะเป็นต้น จึง
ละเพศฆราวาส เข้าป่าหิมพานต์บวชเป็นฤาษี มีดาบสหลายร้อยคนเป็น
บริวาร สร้างอาศรมอยู่ใกล้ภูเขาวสภะ อยู่ที่ภูเขาหิมวันต์เท่านั้น จน
ตลอด ๓,๐๐๐ ปี มีความคิดว่า เราเป็นอาจารย์ของพวกศิษย์มีประมาณ
เท่านี้ เป็นครุฐานียะควรแก่ความเคารพ ควรแก่การกราบไหว้โดยชอบ
แต่เสียใจว่า อาจารย์ของเราไม่มี จึงให้ประชุมพวกศิษย์ทั้งหมดนั้นแล้ว
ประกาศความไม่มีการบรรลุพระนิพพาน เพราะความไม่มีพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ตนเองผู้เดียวนั่งในที่ลับอันสงัด กระทำความสำคัญว่าพระ-
พุทธเจ้าไว้ในใจ คล้ายนั่งอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าฉะนั้น เกิด
ความปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ นั่งคู้บัลลังก์ในศาลากระทำกาละแล้ว
ได้เกิดในพรหมโลก.
ในชาตินั้น ท่านอยู่ได้นานเพราะมีฌานเป็นประธาน ในพุทธุปบาท
กาลนี้ ได้บังเกิดในเรือนอันมีตระกูล มีความเบื่อหน่ายในกามทั้งหลาย
พอมีอายุได้ ๗ ปีก็บวช พอปลายมีดโกนจรดที่ผมเท่านั้น ก็ได้บรรลุ
๑. บาลีว่า รโหสัญญิกเถราปทาน.

461