ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 442 (เล่ม 71)

คันธปุปผิยเถราปทานที่ (๑๒๙)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ต่าง ๆ
[๑๓๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี มีพระฉวีวรรณดัง
ทองคำ ผู้ควรแก่ทักษิณา แวดล้อมด้วยพระสาวกเป็นอันมาก
เสด็จออกจากพระอาราม.
เราได้เห็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด หาอาสวะ
มิได้ มีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้บูชาทางที่เสด็จดำเนิน.
ด้วยจิตอันเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นจอมสัตว์
ผู้คงที่นั้น เราร่าเริง มีจิตโสมนัส ถวายบังคมพระตถาคตอีก.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้า ด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๔๑ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม
กษัตริย์ มีนามว่าวรุณะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละ
มาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระคันธปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบคันธปุปผิยเถราปทาน

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 443 (เล่ม 71)

๑๒๙. อรรถกถาคันธปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระคันธปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุวณฺณ วณฺโณ
สมฺพุทฺโธ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญไว้ในหลายชาติที่ผ่านมาแล้ว ในกาลแห่งพระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี ท่านได้เกิดในเรือนอันมีตระกูลแห่งหนึ่ง
สมบูรณ์ด้วยเครื่องอุปโภคและบริโภค ไม่บกพร่อง วันหนึ่ง ได้พบเห็น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี พร้อมด้วยหมู่คณะแล้ว มีจิต
เลื่อมใส น้อมบูชาด้วยดอกไม้ทั้งหลายอันมีข้าวตอกเป็นที่ห้า. ด้วยจิต
ที่เลื่อมใสนั้นนั่นแล เขาดำรงอยู่จนตลอดอายุ ตายจากมนุษยโลกไปเกิด
ในเทวโลก ได้เสวยทิพยสมบัติแล้ว ในชาติต่อมาเกิดเป็นมนุษย์ เสวย
สมบัติในมนุษย์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือนอันมีตระกูล
แห่งหนึ่ง ได้มีศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุญที่ได้บำเพ็ญมาในชาติก่อนได้ เกิดความ
โสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน
ว่า ด้วยกุศลกรรมอันนี้ เราจึงได้ถึงพระนิพพานดังนี้. จึงกล่าวคำเริ่มต้น
ว่า สุวณฺณวณฺโณ สมฺพุทฺโธ ดังนี้. ถ้อยคำนั้นทั้งหมดมีเนื้อความง่าย
ทั้งนั้น เพราะได้กล่าวเนื้อความไว้แล้วในหนหลังแล.
จบอรรถกถาคันธปุปผิยเถราปทาน

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 444 (เล่ม 71)

ปทุมปูชกเถราปทานที่ ๑๐ (๑๓๐)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกบัว
[๑๓๒] ในที่ไม่ไกลจากภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาชื่อโคตมะ ดาดาษ
ด้วยต้นไม้ต่างชนิด เป็นที่อยู่ของหมู่มหาภูต (ยักษ์).
ในท่ามกลางภูเขานั้นมีอาศรมที่เราสร้างไว้ เราแวดล้อม
ด้วยพวกศิษย์ของตน อยู่ในอาศรมนั้น ได้สั่งศิษย์ทั้งหลาย
ว่า
คณะศิษย์ของเรา (เมื่อมาหาเรา) ขอจงนำเอาดอกบัวมา
ให้เรา เราจักทำพุทธบูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้จอมสัตว์
ผู้คงที่.
ศิษย์เหล่านั้นรับคำที่เราสั่งอย่างนี้แล้ว นำเอาดอกบัวมา
ให้เรา เรากระทำเครื่องหมายอย่างนั้นบูชาแด่พระพุทธเจ้า.
ในกาลนั้น เราประชุมศิษย์ทั้งหลายแล้ว พร่ำสอนด้วยดี
ว่า ท่านทั้งหลายอย่าประมาทนะ เพราะว่าความไม่ประมาท
นำสุขมาให้.
ครั้นเราพร่ำสอนบรรดาศิษย์ของตน ผู้อดทนต่อคำสอน
อย่างนี้แล้ว ประกอบตนในคุณ คือความไม่ประมาท ได้ทำ
กาละในกาลนั้น.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 445 (เล่ม 71)

ในกัปที่ ๕๑ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
มีนามว่าชลุตตมะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปทุมปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบปทุมปูชกเถราปทาน
๑๓๐. อรรถกถาปทุมปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระปทุมปูชกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสา-
วิทูเร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญบุญมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ
ท่านได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ บรรลุนิติภาวะแล้ว สำเร็จการศึกษา
ในศิลปะของตน แต่มองไม่เห็นสาระประโยชน์ในศิลปะนั้น ไม่ได้รับ
การแนะนำพร่ำสอน เพราะค่าที่ตนเกิดมาก่อนแต่ที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น
จึงละเพศฆราวาส บวชเป็นฤๅษี สร้างอาศรมอาศัยบรรพตชื่อโคตมกะ
ซึ่งไม่ไกลจากภูเขาหิมวันต์นัก ทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้เกิดขึ้น
แล้ว เป็นอยู่ด้วยความสุขในฌานนั่นแล. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพระนามว่าปทุมุตตระ เป็นพระพุทธเจ้า ทรงรื้อขนสัตว์ทั้งหลาย
ออกจากสงสาร ได้เสด็จไปยังหิมวันตประเทศเพื่ออนุเคราะห์เขา. ดาบส

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 446 (เล่ม 71)

เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วมีจิตเลื่อมใส ให้ศิษย์ของตนทั้งหมดมาประชุม
พร้อมกันแล้ว ก็ให้ศิษย์เหล่านั้นนำเอาดอกปทุมทั้งหลายมาบูชาแล้ว. ด้วย
บุญอันนั้น ดาบสนั้นได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวย
สมบัติจนครบทั้ง ๒ แล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือน
อันมีตระกูลในกรุงสาวัตถี มีศรัทธาเลื่อมใสได้บวชแล้ว ไม่นานนัก
ก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศ
เรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้. บทว่า โคตโม นาม ปพฺพโต ความว่า ภูเขา
ที่ได้ปรากฏ ชื่อว่า โคตมะ เพราะเป็นที่อยู่ของพวกยักษ์และเทวดาเป็น
อันมาก และเพราะเป็นที่อยู่ของท่านโคตมะด้วยอำนาจแรงอธิษฐาน. ชื่อว่า
บรรพต เพราะเป็นไปมั่นคง. บทว่า นาครุกฺเขหิ สญฺฉนฺโน มีวิเคราะห์
ว่า ชื่อว่า รุกขะ เพราะงอกขึ้นตั้งอยู่, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า รุกขะ
เพราะแทงแผ่นดินงอกขึ้น. ต้นไม้ทั้งหลายเช่นต้นจำปา การบูร กากะทิง
กฤษณา และต้นจันทน์เป็นต้น หลายชนิดหลายอย่าง รวมเรียกว่า
นานารุกขะ, เชื่อมความว่า ภูเขาโคตมะนั้น ดารดาษเกลื่อนกล่นไปด้วย
ต้นไม้นานาชนิดเหล่านั้น. บทว่า มหาภูตคณาลโย มีวิเคราะห์ว่า
ชื่อว่า ภูตะ เพราะมีขึ้นเกิดขึ้นอุบัติขึ้นและเจริญ, สัตว์เหล่านั้นมีมากด้วย
เป็นภูตด้วย ดังนั้น จึงชื่อว่า มหาภูตะ. คณะคือหมู่ของมหาภูตทั้งหลาย
ชื่อว่า มหาภูตคณะ, ที่อยู่ที่อาศัยของหมู่มหาภูต ชื่อว่า มหาภูตคณาลัย.

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 447 (เล่ม 71)

บทว่า เอวมชฺฌิมฺหิ จ ตสฺสาสิ ความว่า อาศรมที่พระดาบส
เนรมิต สร้างจนสำเร็จนั้นอยู่ในระหว่างท่ามกลางภูเขาโคตมะนั้น. คำที่
เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปทุมปูชกเถราปทาน
จบอรรถกถาเสเรยยวรรคที่ ๑๓
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เสเรยยกเถราปทาน ๒. ปุปผถูปิยเถราปทาน ๓. ปายาสทายก-
เถราปทาน ๔. คันโธทกิยเถราปทาน ๕. สัมมุขาถวิกเถราปทาน
๖. กุสุมาสนิยเถราปทาน ๗.ผลทายกเถราปทาน ๘. ญาณสัญญกเถราปทาน
๙. คันธปุปผิยเถราปทาน ๑๐. ปทุมปูชกเถราปทาน. บัณฑิตผู้เห็นแจ้ง
อรรถ รวมคาถาไว้ ๑๐๕ คาถา.
จบเสเรยยวรรคที่ ๑๓

447
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 448 (เล่ม 71)

โสภิตวรรคที่ ๑๔
โสถิตเถราปทานที่ ๑ (๑๓๑)
ว่าด้วยผลแห่งการฟังอาสภิวาจา
[๑๓๓] พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก
ประเสริฐกว่านระ ทรงแสดงอมตบทแก่หมู่ชนเป็นอันมาก.
เวลานั้น เราได้ฟังพระดำรัสอาสภิวาจาที่พระองค์เปล่ง
แล้ว ประนมกรอัญชลี เป็นผู้มีใจเป็นอารมณ์เดียว (กล่าว)
สมุทรเลิศกว่าทะเลทั้งหลาย เขาสุเมรุประเสริฐ
กว่าเขาทั้งหลาย เป็นที่สั่งสมหิน ฉันใด ชนเหล่าใด
ย่อมเป็นไปตามอำนาจจิต ชนเหล่านั้นย่อมไม่เข้าถึง
เสี้ยวแห่งพระพุทธญาณ ฉันนั้น.
พระพุทธเจ้าทรงเป็นฤาษีประกอบด้วยพระกรุณา ทรงหยุด
การแสดงธรรม ประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์แล้ว ได้ตรัส
พระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดสรรเสริญพระญาณในพระพุทธเจ้าผู้นำของโลก ผู้นั้น
จะต้องไม่ไปสู่ทุคติตลอดแสนกัป.
ผู้นั้นจักเผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว จักเป็นผู้มีอารมณ์เดียว
มีจิตมั่นคง จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าโสภิตะ.
เราเผากิเลสได้แล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว วิชชา ๓
เราบรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 449 (เล่ม 71)

ในกัปที่ ๕๐,๐๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
๗ ครั้ง ทรงพระนามว่าสมุคคตะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโสภิตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบโสภิตเถราปทาน
อรรถกถาโสภิตวรรคที่ ๑๔
๑๓๑. อรรถกถาโสภิตเถราปทาน
อปทานของท่านพระโสภิตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร
นาม ชิโน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ปทุมุตตระ ท่านได้เกิดในเรือนอันมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว
ดำรงเพศเป็นฆราวาส วันหนึ่ง เมื่อพระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนา
เขามีใจเลื่อมใสด้วยความโสมนัส จึงชมเชยโดยประการต่าง ๆ ด้วยความ

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 450 (เล่ม 71)

โสมนัสนั้นนั่นแล. เขากระทำกาละแล้ว ได้บังเกิดในเทวโลก เสวย
ที่สุดในเทวโลกนั้นแล้ว เเละได้มาเกิดในมนุษยโลก เสวยความสุขใน
มนุษย์แล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มาบังเกิดในเรือนอันมีตระกูลในกรุง
สาวัตถี เขามีอายุได้เพียง ๗ ปีเท่านั้นก็บวช ไม่นานนักก็ได้เป็นพระ-
อรหันต์ มีอภิญญา ๖.
ในกาลต่อมา ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัส
เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้ว ในกาลก่อน จึง
กล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. ถ้อยคำนั้นทั้งหมด
มีเนื้อความพอรู้ได้ง่ายทั้งสิ้น เพราะได้กล่าวเนื้อความไว้แล้วในหนหลัง
แล.
จบอรรถกถาโสภิตเถราปทาน

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 451 (เล่ม 71)

สุทัสสนเถราปทานที่ ๒ (๑๓๒)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกการะเกด
[๑๓๔] ไม้การะเกดกำลังมีดอก มีอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำกว้าง ข้าพระ-
องค์แสวงหาต้นการะเกดนั้นอยู่ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้นำของโลก.
ในกาลนั้น ข้าพระองค์เห็นการะเกดมีดอกบาน จึงตัดที่ขั้ว
แล้วบูชาแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของ
โลก.
ข้าแต่พระมหามุนีพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระองค์ทรงบรรลุ
อมตบทอันไม่เคลื่อนด้วยพระญาณใด ข้าพระองค์บูชาพระ-
ณาณนั้น ข้าพระองค์ทำการบูชาพระญาณแล้ว ได้เห็น
ดอกการะเกด ข้าพระองค์เป็นผู้ได้สัญญานั้น นี้เป็นผลแห่ง
การบูชาพระญาณ.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ข้าพระองค์บูชาพระพุทธญาณด้วย
ไม้ใด ด้วยการบูชานั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งการบูชาพระญาณ.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๒ ครั้ง
ทรงพระนามว่าพลุคคตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.

451