พวก ๆ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสีพระองค์นั้น ได้
เสด็จไปยังพระวิหาร อันเป็นสถานที่ที่ควรแก่การบูชา ประจำเกาะ. คำ
ที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถามหาปริวารเถราปทาน
พวก ๆ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสีพระองค์นั้น ได้
เสด็จไปยังพระวิหาร อันเป็นสถานที่ที่ควรแก่การบูชา ประจำเกาะ. คำ
ที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถามหาปริวารเถราปทาน
สุมังคลเถราปทานที่ ๒ (๑๑๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดนตรีเครื่อง ๕
[๑๑๔] พระชินวรพระนามว่าอัตถทัสสี เชษฐบุรุษของโลก
ประเสริฐกว่านระ เสด็จออกจากพระวิหารแล้ว เสด็จเข้าไป
ใกล้สระน้ำ พระผู้มีพระภาคสัมพุทธเจ้าทรงสรงสนานและ
ดื่มแล้ว ทรงห่มจีวรผืนเดียวเฉวียงพระอังสะ ประทับยืน
เหลียวดูทิศน้อยใหญ่อยู่ ณ ที่นั้น ในกาลนั้น เราเข้าไปใน
ที่อยู่ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายกของโลก เรามีจิต
ร่าเริงโสมนัส ได้ปรบมือ เราประกอบการฟ้อน การขับร้อง
และดนตรีเครื่อง ๕ ถวายพระองค์ผู้โชติช่วงดังดวงอาทิตย์
ส่องแสงเรืองเหลืองดังทองคำ เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ
ความเป็นเทวดา หรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ ย่อมครอบงำ
สัตว์ทั้งปวง ยศของเรามีไพบูลย์ ขอนอบน้อมแด่พระองค์
ผู้บุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ผู้อุดมบุรุษ พระองค์
ผู้เป็นมุนี ทรงยังพระองค์ให้ยินดีแล้ว ทรงยังผู้อื่นให้ยินดีอีก
เล่า เรากำหนดถือเอาแล้ว นั่งแล้ว ทำความร่าเริง มีวัตร
อันดี บำรุงพระสัมพุทธเจ้าแล้ว เข้าถึงชั้นดุสิต ในกัปที่
๑,๖๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง มีพระนาม
เหมือนกันว่า ทวินวเอกจินติตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประ-
การ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุมังคลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสุมังคลเถราปทาน
๑๑๒. อรรถกถาสุมังคลเถราปทาน
อปทานของท่านพระสุมังคลเถระมีคำเริ่มต้นว่า อตฺถทสฺสี ชินวโร
ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้น จะสร้างสมอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็นประจำเสมอ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อัตถทัสสี ท่านได้เกิดเป็น
รุกขเทวดาประจำอยู่ ณ ที่ใกล้สระแห่งหนึ่ง. สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จออกจากพระวิหาร มีพระประสงค์จะสรงน้ำ จึงเสด็จไปยังฝั่งแห่ง
สระนั้น ทรงสรงน้ำที่สระนั้นแล้ว มีจีวรห่มชั้นเดียว ประทับยืนคล้าย
พรหม งามรุ่งโรจน์ คล้ายพระอาทิตย์ทอแสง และคล้ายรูปเปรียบที่ทำ
ด้วยทองคำฉะนั้น. ครั้งนั้น เทวบุตรนั้น เกิดความโสมนัสยกมือประนม
กระทำความชื่นชมแล้ว และได้นำเพลงและดนตรีทิพย์ของตนมาทำการ
บรรเลงถวาย ด้วยบุญกรรมนั้น เทพบุตรนั้นจึงได้เสวยสวรรค์สมบัติ
และมนุษย์สมบัติมากมาย ในกาลอื่นต่อมา คือในพุทธุปบาทกาลนี้ จึง
ได้บังเกิดในเรือนที่มีสกุล พอบรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา
จึงได้บวช ไม่นานเท่าไรนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ภายหลังท่านได้ระลึกถึงบุพกรรมแล้ว เกิดความโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้พระพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำ
เริ่มต้นว่า อตฺถทสฺสี ชินวโร ดังนี้. ในคำเริ่มต้นนั้น มีอรรถาธิบายว่า
ชื่อว่า อัตถทัสสี เพราะอรรถว่า เห็น คือเห็นแจ้งซึ่งปรมัตถธรรม ได้แก่
พระนิพพาน. หรืออีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอัตถทัสสี เพราะอรรถว่า มีปกติ
เล็งเห็นประโยชน์คืออริยสัจ ๔ ที่มีแก่สัตว์ทั้งปวง. ชื่อว่า ชินะ เพราะ
อรรถว่า ได้ชนะแล้ว กำลังชนะ และจักชนะกิเลสทั้งหลาย. ชื่อว่า วระ
เพราะอรรถว่า อันปวงสัตว์อยากได้ คือปรารถนาที่จะได้, พระะผู้มีพระ-
ภาคเจ้านั้น ชื่อว่า อัตถทัสสี ด้วย ชื่อว่า ชินะ ด้วย ชื่อว่า วระ ด้วย
ดังนั้นจึงรวมเรียกว่า อัตถทัสสีชินวระ. บทว่า โลกเชฏฺโฐ มีวิเคราะห์
ว่า ชื่อว่า โลก เพราะอรรถว่า ย่อมแตกสลาย คือเสื่อมไป, อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า โลก เพราะอรรถว่า ผู้ที่จะบรรลุถึงฝั่ง พระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อม
เห็น คือ ปรากฏได้ชัด (แก่พระพุทธเจ้า). โลกทั้ง ๓ อย่าง รวม
เรียกว่าโลก. ว่าด้วยอำนาจเอกเสสสมาส ควรจะเรียกว่า โลกา แต่ท่าน
เรียกว่า โลโก พระพุทธเจ้า ชื่อว่า โลกเชษฐ์ เพราะเป็นผู้ประเสริฐ
ของชาวโลก, พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ประเสริฐของชาวโลก คือ
เป็นผู้องอาจ. คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาสุมังคลเถราปทาน
สรณคมนิยเถราปทานที่ ๓ (๑๑๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถึงศาสดาเป็นสรณะ
[๑๑๕] สงครามปรากฏแก่ท้าวเทวราชทั้งสอง (พญายักษ์) กอง
ทัพประชิดกันเป็นหมู่ ๆ เสียงอันดังกึกก้องได้เป็นไป.
พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควร
รับเครื่องบูชา ประทับยืนอยู่ในอากาศ ทรงยังมหาชนให้เกิด
สังเวช.
เทวดาทั้งปวงมีใจยินดีต่างวางเกราะและอาวุธ ถวาย
บังคมพระสัมพุทธเจ้า รวมเป็นอันเดียวกันได้ในขณะนั้น.
พระศาสดาผู้ทรงอนุเคราะห์ ทรงรู้แจ้งโลก ทรงทราบ
ความดำริของเราแล้ว ทรงเปล่งวาจาสัตบุรุษ ทรงยังมหาชน
ให้เย็นใจว่า
ผู้เกิดเป็นมนุษย์มีจิตประทุษร้าย เบียดเบียนสัตว์เพียง
ตัวหนึ่ง จะต้องเข้าถึงอบายเพราะจิตประทุษร้ายนั้น.
เปรียบเหมือนช้างในค่ายสงคราม เบียดเบียนสัตว์เป็น
อันมาก ท่านทั้งหลายจงดับ (ระงับ) จิตของตน อย่าเดือด
ร้อนบ่อย ๆ เลย.
แม้พวกเสนาของพญายักษ์ทั้งสอง ได้ประชุมกัน นับถือ
พระโลกเชษฐ์ผู้คงที่เป็นอันดี เป็นสรณะ.
ส่วนพระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงยังหมู่ชนให้ยินยอมแล้ว
ทรงเพ่งดูในเบื้องบนจากเทวดาทั้งหลาย บ่ายพระพักตร์ทาง
ทิศอุดรเสด็จกลับไป.
เราได้นับถือพระองค์ผู้จอมสัตว์ผู้คงที่เป็นสรณะก่อนใคร ๆ
เราไม่ได้เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป.
ใน ๓ หมื่นกัปแต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ครั้ง
มีพระนามว่ามหาจุนทภิ และพระนามว่ารเถสภะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสรณคมนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสรณคมนิยเถราปทาน
๑๑๓. อรรถกถาสรณคมนิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระสรณคมนิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อุภินฺนํ
เทวราชูนํ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสร้างสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ปทุมุตตระ บังเกิดขึ้น ท่านรูปนี้ได้เกิดเป็นจอมเทพประจำป่าหิมวันต์.
สมัยหนึ่ง เมื่อจอมเทพนั้น ตระเตรียมเพื่อจะทำสงครามระหว่างยักษ์กับ
จอมเทพฝ่ายอื่น พวกบริวารของยักษ์มากมายประมาณได้ ๒,๐๐๐ ตน
ต่างก็ถือโล่และอาวุธเป็นต้นเข้าประชิดเพื่อจะทำสงครามกัน. ครั้งนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ได้ทรงบังเกิดความกรุณา
ในสัตว์เหล่านั้น จึงเสด็จไปยังสถานที่นั้นโดยทางอากาศ แล้วทรงแสดง
ธรรมให้แก่หมู่จอมเทพพร้อมด้วยบริวาร ในกาลนั้น หมู่จอมเทพทั้งปวง
นั้น ต่างก็พากันทิ้งโล่และอาวุธ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วย
ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก แล้วได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ. หมู่
จอมเทพเหล่านั้นได้ถึงสรณะที่ ๑ คือพระพุทธเจ้านี้แล. ด้วยบุญอันนั้น
เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลกหลายครั้ง ได้เสวยสมบัติ
ทั้งสองแล้ว ครั้นในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดมาในเรือนที่มีสกุล
เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระ-
อรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านได้ระลึกถึงกุศลในกาลก่อนได้ เกิดความโสมนัส
เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าว
คำเริ่มต้นว่า อุภินฺนํ เทวราชูนํ ดังนี้. ในคำเริ่มต้นนั้นมีอรรถาธิบายว่า
จอมยักษ์ทั้งสอง ไม่ปรากฏชื่อและโคตร เหมือนสุจิโลมยักษ์ ชรโลม-
ยักษ์ อาฬวกยักษ์ ท้าวกุมภีร์ และท้าวกุเวรเป็นต้น เมื่อจะแสดงอ้างถึง
โดยประการอื่น ท่านจึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อุภินฺนํ เทวราชูนํ ดังนี้.
บทว่า สงฺคามิ สมุปฏฺฐิโต ความว่า ชื่อว่า สงคราม เพราะ
อรรถว่า เป็นสถานที่กลืนกินชั้นดี คือเข้าไปประชิดเพื่อการทะเลาะวิวาท
สงครามนั้นมีการตระเตรียม (ล่วงหน้า) เป็นอย่างดี คือตระเตรียมที่จะยึด
ในสถานที่แห่งหนึ่ง. บทว่า อโหสิ สมุปพฺยูฬฺโห ความว่า เป็นกอง
เข้าไปประชิดใกล้อย่างพร้อมเพรียง.
บทว่า สํเวเชสิ มหาชนํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง
ในอากาศแล้วยังหมู่ยักษ์เหล่านั้น ให้เกิดความสลดใจด้วยพระธรรมเทศนา
อริยสัจ ๔ ได้แก่ทรงให้ถือเอา คือให้ทราบ ให้ตรัสรู้ ด้วย ทรงชี้แจง
ถึงโทษ. คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาสรณคมนิยเถราปทาน
เอกาสนิยเถราปทานที่ ๔ (๑๑๔)
ว่าด้วยผลแห่งการเอาดนตรีประโคมบูชาไม้โพธิ์
[๑๑๖] ในกาลนั้น เราเป็นท้าวเทวราชมีนามชื่อว่าวรุณะ พร้อม
ด้วยยาน พลทหารและพาหนะ บำรุงพระสัมพุทธเจ้า.
เมื่อพระโลกนาถพระนามว่า อัตถทัสสี ผู้สูงสุดกว่าสัตว์
เสด็จนิพพานแล้ว เราได้ถือเอาดนตรีทั้งปวงไปประโคมไม้
โพธิ์อันอุดม.
เราประกอบด้วยการประโคม การฟ้อนรำ และกังสดาล
ทุกอย่าง บำรุงไม้โพธิ์พฤกษ์อันอุดมดังบำรุงพระสัมพุทธเจ้า
เฉพาะพระพักตร์.
ครั้นบำรุงโพธิ์พฤกษ์อันงอกขึ้นที่ดินดื่มรสด้วยรากนั้นแล้ว
นั่งคู้บัลลังก์ แล้วทำกาลกิริยา ณ ที่นั่นเอง.
เราปรารภด้วยกรรมของตน เลื่อมใสในโพธิพฤกษ์อันอุดม
ได้อุบัติยังชั้นนิมมานรดีด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น.
นักดนตรี ๖ หมื่น แวดล้อมเราทุกเมื่อ เป็นไปในภพน้อย
ใหญ่ ทั้งในมนุษย์และในเทวดา.
ไฟ ๓ กองของเราดับแล้ว ภพทั้งปวงเราถอนขึ้นได้แล้ว
เราทรงกายอันมีในที่สุดไว้ ในศาสนาของพระสัมมาสัม-
พุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๕๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม-
กษัตริย์ ๓๔ ครั้ง มีพระนามชื่อว่าสุพาหุ ทรงสมบูรณ์ด้วย
แก้ว ๗ ประการ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกาสนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเอกาสนิยเถราปทาน
๑๑๔. อรรถกถาเอกานิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระเอกาสนิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า วรุโณ นาม
นาเมน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสร้างแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อัตถทัสสี
ท่านได้เกิดเป็นจอมเทพชื่อว่า วรุณะ. วรุณเทพนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้ว มีจิตใจเลื่อมใส จึงพร้อมด้วยบริวาร พากันบำรุงบูชาด้วยของหอม
และระเบียบดอกไม้เป็นต้น และด้วยเพลงขับ. ในกาลอื่นต่อจากนั้นมา
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว เขาพร้อมด้วยบริวารได้นำ
เครื่องดนตรีทุกชิ้นและผู้แสดงดนตรีมา ทำการแสดงยังที่ต้นมหาโพธิ์ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น คล้ายกับแสดงต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า
ฉะนั้น. ด้วยบุญนั้นเขาจุติจากเทวโลกชั้นนั้นแล้ว มาบังเกิดในนิมมาน-
รดีเทวโลก. ครั้นเขาได้เสวยสวรรค์สมบัติอย่างนี้แล้ว ต่อมาได้เป็นมนุษย์