ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 372 (เล่ม 71)

๑๐๘. อรรถกถาอาสนุปัฏฐาหกเถราททาน๑
อปทานของท่านพระอาสนุปัฏฐาหกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า กานนํ
วนโมคฺคยฺห ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง
อยู่ครองเรือน เห็นโทษในการอยู่ครองเรือน ละการครองเรือนออกบวช
เป็นดาบส อยู่ ณ ป่าหิมวันต์ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงที่นั้น
เลื่อมใส ได้ถวายสีหาสนะ. ถือเอากำดอกไม้ บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ประทับนั่ง ณ ที่นั้น กระทำประทักษิณพระองค์แล้วหลีกไป. ด้วย
บุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้มี
ตระกูลสูงได้เพียบพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ ในภพที่ตนเกิดแล้ว ๆ ในกาล
อื่นคือในพุทธุปปาทกาลนี้ ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญ
วัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านได้เป็นพระอรหันต์ ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส
เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กานนํ วนโมคฺคยฺห
ดังนี้. คำทั้งหมดนั้นมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอาสนุปัฏฐาหกเถราปทาน
๑. บาลีว่า อาสนุปัฏฐายกเถราปทาน.

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 373 (เล่ม 71)

พิฬาลิทายกเถราปทานที่ ๙ (๑๐๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายมันมือเสือ
[๑๑๑] เราอยู่ในเครื่องลาดใบไม้ ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ ใน
กาลนั้น (ถ้า) เราอยากอาหารก็มักนอนเสีย เราขุดจาวมะพร้าว
มันอ้อน มันมือเสือ และมันนกมาไว้ เรานำเอาผลพุทรา
ไม้รักดำ ผลมะตูม มาจัดแจงไว้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก
สมควรรับเครื่องบูชา ทรงทราบความดำริของเราแล้ว เสด็จ
มาสู่สำนักของเรา เราได้เห็นพระองค์ผู้มหานาค ประเสริฐ
กว่าเทวดา เป็นนราสภ เสด็จมาแล้ว จึงหยิบเอามันมือเสือ
มาใส่ลงในบาตร.
ในกาลนั้น พระสัพพัญญูมหาวีรเจ้า จะทรงยังเราให้
ยินดีจึงเสวย ครั้นเสวยเสร็จแล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
ท่านยังจิตให้เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายมันมือเสือแก่เรา
ท่านจะไม่เข้าถึงทุคติตลอดแสนกัป.
ภพที่สุดย่อมเป็นไปแก่เรา เราถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว
เราทรงกายที่สุดไว้ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๕๔ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนาม
ว่าสุเมขลิมะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 374 (เล่ม 71)

ทราบว่า ท่านพระพิฬาลิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบพิฬาลิทายกเถราปทาน
๑๐๙. อรรถกถาพิลาลิทายกเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระพิลาลิทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺ-
สาวิทูเร ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระชินเจ้าผู้ประเสริฐองค์
ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ใน
กาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมี
ตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว อยู่ครองเรือน เห็นโทษในการ
อยู่ครองเรือนนั้น ละการครองเรือน บวชเป็นดาบสอยู่ ณ ป่าหิมวันต์
เป็นผู้มักน้อยสันโดษอย่างยิ่ง ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยกรรมอันขุ่นมัว
อยู่. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปยังป่าหิมวันต์นั้น เพื่อ
อนุเคราะห์ท่าน. ท่านเห็นพระองค์แล้วเลื่อมใส ถวายบังคมแล้วถือเอา
เกลือที่เกิดใกล้ฝั่งทะเลเกลี่ยลงในบาตร. พระตถาคตเมื่อยังท่านให้โสมนัส
เพื่ออนุเคราะห์แก่ท่าน จึงได้เสวยสิ่งนั้น. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่าน
จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เสวยสมบัติทั้งสองในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว
เลื่อมใสในพระศาสดา บวชในพระศาสนา ไม่นานนักก็ได้เป็นพระ-
อรหันต์.
๑. บาลีว่า พิฬาลิทายกเถราปทาน.

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 375 (เล่ม 71)

ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงกุศลกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อ
จะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้
คำนั้นทั้งหมดมีอรรถง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง.
เหง้ามันและมันอ้อนเป็นต้น เป็นชื่อของเหง้าในดินนั้น ๆ นั่นเองแล.
จบอรรถกถาพิลาลิทายกเถราปทาน

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 376 (เล่ม 71)

เรณุปูชกเถราปทานที่ ๑๐ (๑๑๐)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาดอกกระถินพิมาน
[๑๑๒] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้ามีพระฉวีวรรณดังทองคำ มี
พระรัศมีเปล่งปลั่ง ดุจพระอาทิตย์ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว
ดังพระจันทร์วันเพ็ญ.
อันพระสาวกทั้งหลายแวดล้อม ดุจแผ่นดินอันแวดล้อม
ด้วยสาคร จึงถือเอาดอกกระถินพิมานไปบูชาพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอก
กระถินพิมานใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๔๕ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม
กษัตริย์มีพระนามว่า เรณุ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเรณุปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเรณุปูชกเถราปทาน

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 377 (เล่ม 71)

๑๑๐. อรรถกถาเรณุปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระเรณุปูชกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุวณฺณวณฺณํ
สมฺพุทฺธํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระชินเจ้าผู้ประเสริฐ
องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี บังเกิดในเรือนมี
ตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บรรลุนิติภาวะ
แล้ว เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าโชติช่วงอยู่ประดุจกองเพลิง มีใจเลื่อมใส
ถือเอาเกสรดอกกระถินพิมานบูชา. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรง
กระทำอนุโมทนา.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปใน
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสอง เป็นผู้อันเขาบูชาแล้ว ในที่
ทั้งปวง ในภพที่ตนเกิดแล้ว ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดขึ้นเรือนมี
ตระกูล บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา ด้วยกำลังแห่งวาสนา
ของตน บวชในพระศาสนาไม่นานนัก ก็ได้เป็นพระอรหันต์ เห็นบุพ-
กรรมของตนด้วยทิพยจักษุ เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สุวณฺณวณฺณํ สมฺพุทฺธํ ดังนี้. คำนั้นมีอรรถดังกล่าว
แล้วในหนหลังแล. บทว่า สตรํสีว ภาณุมํ ความว่า รังสี คือรัศมี มี
ประมาณ ๑๐๐ คือมีร้อยเป็นประมาณ ของพระอาทิตย์ใดมีอยู่ พระอาทิตย์
นั้น ชื่อว่า มีรัศมีกำหนดตั้งร้อย. ท่านกล่าว สตรํสี เพื่อสะดวกแก่
การประพันธ์คาถา. อธิบายว่า มีรัศมีหลายร้อยหลายแสน รัศมีท่านเรียกว่า
ภาณุ (พระอาทิตย์), แสงคือ รัศมีของผู้ใดมีอยู่ ผู้นั้นชื่อว่า ผู้มีรัศมี

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 378 (เล่ม 71)

ความว่า เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าวิปัสสี ผู้เป็นดัง
พระอาทิตย์ กล่าวคือผู้มีรัศมี ถือเอาเกสรดอกกระถินพิมาน ปลูกสร้าง
ทำการบูชา. คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาเรณุปูชกเถราปทาน
จบอรรถกถาวรรคที่ ๑๑
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้
๑. ภิกขาทายกเถราปทาน ๒. ญาณสัญญิกเถราปทาน ๓. อุปล-
หัตถิยเถราปทาน ๕. ปทปูชกเถราปทาน ๕. มุฏฐิปุปผิยเถราปทาน
๖. อุทกปูชกเถราปทาน ๗. นฬมาลิยเถราปทาน ๘. อาสนุปัฏฐาย-
เถราปทาน ๙. พิฬาลิทายกเถราปทาน ๑๐. เรณุปูชกเถราปทาน.
มีคาถา ๖๖ คาถา.

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 379 (เล่ม 71)

มหาปริวารวรรคที่ ๑๒
มหาปริวารเถราปทานที่ ๑ (๑๑๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าทิพย์
[๑๑๓] ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เชษฐ-
บุรุษของโลก เป็นนระผู้องอาจ กับภิกษุสงฆ์ ๖๘,๐๐๐ เสด็จ
เข้าไปสู่พันธุมวิหาร.
เราออกจากนครแล้ว ได้ไปที่ทีปเจดีย์ ได้เห็นพระพุทธ-
เจ้าผู้ปราศจากธุลี สมควรรับเครื่องบูชา.
พวกยักษ์ในสำนักของเรา มีประมาณ ๘๔,๐๐๐ บำรุงเรา
โดยเคารพ ดังหมู่เทวดาชาวไตรทศบำรุงพระอินทร์โดยเคารพ
ฉะนั้น.
เวลานั้น เราถือผ้าทิพย์ออกจากที่อยู่ ไปถวายอภิวาท
ด้วยเศียรเกล้า และได้ถวายผ้าทิพย์นั้น แด่พระพุทธเจ้า.
โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม โอ พวกเราถึงพร้อมด้วย
พระศาสดาหนอ แผ่นดินนี้หวั่นไหวแล้ว ด้วยอานุภาพแห่ง
พระพุทธเจ้า.
เราเห็นความอัศจรรย์อันไม่เคยมี ขนพองสยองเกล้านั้น
แล้ว จึงยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมสัตว์ ผู้
คงที่.
เรานั้นครั้นยังจิตให้เลื่อมใส และถวายผ้าทิพย์แด่พระ-
ศาสดาแล้ว พร้อมทั้งอำมาตย์และบริวารชน ยอมนับถือ
พระพุทธเจ้าเป็นสรณะ.

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 380 (เล่ม 71)

ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๑๕ แต่กัปนี้ได้เห็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ครั้ง มี
พระนามว่าวาหนะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมหาปริวารเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้.
จบมหาปริวารเถราปทาน
มหาปริวารวรรคที่ ๑๒
๑๑๑. อรรถกถามหาปริวารกเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระมหาปริวารกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า วิปสฺสี
นาม ภควา ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสร้างสมอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็น
๑. บาลีเป็น มหาปริวารเถราปทาน.

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 381 (เล่ม 71)

ประจำเสมอ ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี บังเกิด
ขึ้น ท่านได้เกิดในกำเนิดยักษ์ มียักษ์จำนวนหลายแสนเป็นบริวาร เสวย
ทิพยสุขอยู่ ณ เกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง. ก็แลที่เกาะนั้น มีวิหารอันประดับ
ประดางดงามด้วยพระเจดีย์อยู่หลังหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปที่
วิหารนั้น. ครั้งนั้นแล หัวหน้ายักษ์มองเห็นว่าพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
เสด็จไปที่วิหารนั้น จึงถือผ้าทิพย์หลายผืน ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้ว บูชาด้วยผ้าทิพย์ทั้งหลาย ยักษ์พร้อมด้วยบริวารได้ถึงพระพุทธเจ้า
เป็นสรณะแล้ว. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาพร้อมด้วยบริวารจุติจากที่นั้นแล้ว
ได้ไปบังเกิดในเทวโลกบ้าง มนุษยโลกบ้าง เสวยความสุขอันมีใน
กามาวจร ๖ ชั้น ในกาลต่อมา คือในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาเกิดในเรือน
ที่มีสกุล พอบรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดาจึงบวช ไม่นาน
เท่าไรนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านได้ระลึกถึงบุพกรรมของตนเองแล้ว บังเกิด
ความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วใน
กาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า วิปสฺสี นาม ภควา ดังนี้. ในคำเริ่มต้น
นั้น มีอรรถาธิบายว่า ชื่อว่า วิปัสสี เพราะอรรถว่า ย่อมเห็นพระ-
ปรมัตถธรรมอย่างพิเศษ คือพระนิพพาน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิปัสสี
เพราะอรรถว่า ย่อมเห็นโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ มีสติปัฏฐาน
เป็นต้น ทุกอย่างได้ชัดเจน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิปัสสี เพราะอรรถว่า
ย่อมเห็นสัตว์ที่ควรเพื่อการตรัสรู้มีประการต่าง ๆ มากมาย แยกเป็น

381