ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 362 (เล่ม 71)

๑๐๔. อรรถกถาปทปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระปทปูชกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส
ภควโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่ง-
สมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่ง
หนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บูชาแทบบาทมูลของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดอกมะลิ. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปใน
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสักกสมบัติ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิด
ในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวช
แล้วเจริญวิปัสสนา ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาติปุปฺผมทาสหํ ความว่า เมื่อควร
จะกล่าวว่า ชาติสุมนปุปฺผํ อทาสิ อหํ ให้ลบ สุมนศัพท์เสีย เพื่อสะดวก
แก่การประพันธ์คาถา. ท่านบังเกิดโดยชาติในที่นั้น เบิกบานอยู่ ชื่อว่า
สุมนะ เพราะทำความดีใจ คือโสมนัสแก่ชนทั้งหลาย ชื่อว่า ปุปผะ
เพราะอรรถว่า แย้มบาน คือคลี่บาน ชื่อว่า สุมนปุปผะ เพราะเป็นดอก
ไม้ที่แย้มบานด้วยดี อธิบายว่า เราได้บูชาดอกมะลิเหล่านั้นแด่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ. คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถง่าย
ทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปทปูชกเถราปทาน

362
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 363 (เล่ม 71)

มุฏฐิปุปผิยเถราปทานที่ ๕ (๑๐๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกมะลิ
[๑๐๗] ในกาลนั้น เราเป็นนายมาลาการมีชื่อว่าสุทัสสนะ ได้
เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศอากธุลี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ
กว่านระ.
เรามีจักษุบริสุทธิ์ มีใจโสมนัส ถือดอกมะลิไปบูชาพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีจักษุทิพย์ มีมัธยัสถ์.
ด้วยพุทธบูชานี้ และด้วยการตั้งจิตไว้ เราไม่เข้าถึง
ทุคติเลย ตลอดแสนกัป.
ในกัปที่ ๓๖ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ครั้ง
มีพระนามเหมือนกันว่าเทพอุตตระ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมุฏฐิปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมุฏฐิปุปผิยเถราปทาน

363
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 364 (เล่ม 71)

๑๐๕. อรรถกถามุฏฐิปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระมุฏฐิปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุทสฺสโน
นาม นาเมน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลช่างดอกไม้
เจริญวัยแล้วถึงความสำเร็จในศิลปะของตน วันหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแล้วมีใจเลื่อมใส โปรยดอกมะลิซ้อน แทบบาทมูลของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า บูชาด้วยมือทั้งสอง ด้วยกุศลสมภารนั้น ท่านท่องเที่ยว
ไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสอง ในพุทธุปบาทกาลนี้
บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา
ด้วยอำนาจวาสนาในกาลก่อน บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวว่า สุทสฺสโน นาม นาเมน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุทสฺสโน ความว่า ชื่อว่า สุทัสสนะ
เพราะอรรถว่า ดูงดงามด้วยความงามแห่งรูปสัณฐาน ที่สูงและอ้วนผอม
อธิบายว่า เราได้เป็นนามาลาการ (ช่างดอกไม้) นามว่า สุทัสสนะ
ตามนาม ได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ด้วย
ดอกมะลิซ้อน. คำที่เหลือในบททั้งปวง มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถามุฏฐิปุปผิยเถราปทาน

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 365 (เล่ม 71)

อุทกปูชกเถราปทานที่ ๖ (๑๐๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายน้ำ
[๑๐๘] ข้าพระองค์ ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้ามีพระฉวีวรรณดังทอง
ผู้รุ่งเรืองดังกองไฟ เหมือนพระอาทิตย์ เป็นที่รองรับเครื่อง
บูชาเสด็จไปในอากาศ.
จึงเอามือทั้งสองกอบน้ำแล้วโยนขึ้นไปในอากาศ พระ-
พุทธเจ้ามหาวีระมีพระกรุณาในข้าพระองค์ ทรงรับไว้.
พระศาสดามีพระนามว่าปทุมุตตระ ประทับยืนอยู่ใน
อากาศทรงทราบความดำริของข้าพระองค์ จึงได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ว่า
ด้วยการถวายน้ำนี้และด้วยเกิดปีติ เขาจะไม่เข้าถึงทุคติ
เลยในแสนกัป ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมสัตว์ เชษฐบุรุษ
ของโลกผู้นราสภ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ละความแพ้
และความชนะแล้ว บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว.
ในกัปที่ ๖,๕๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้ง
มีพระนามว่าสหัสสราช เป็นจอมชน ปกครองแผ่นดิน
มีสมุทรสาคร ๔ เป็นที่สุด.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 366 (เล่ม 71)

ทราบว่า ท่านพระอุทกปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุทกปูชกเถราปทาน
๑๐๖. อรรถกถาอุทกปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระอุทกปูชกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุวณฺณวณฺณํ
สมฺพุทธํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้สั่งสมกุศลที่ตนบำเพ็ญในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
บำเพ็ญบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล
แห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว รู้ถึงกุศลกรรมและอกุศลกรรม เลื่อมใส
ในพระรัศมีมีวรรณะ ๖ ที่ซ่านออกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ กอบน้ำบูชาด้วยมือทั้งสอง. ท่านเลื่อมใสยิ่ง บังเกิดในเทพ
ชั้นดุสิตเป็นต้น ด้วยโสมนัสนั่นแล เสวยทิพยสมบัติ และภายหลังเสวย
มนุษยสมบัติ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล บรรลุ
นิภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานก็ได้เป็นพระ-
อรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุญกรรมของตน เมื่อจะประกาศ
ปุพพจริตาปทาน จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า สุวณฺณวณฺณํ สมฺพุทิธํ ดังนี้.
คำนั้นท่านได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล. เนยใสท่านเรียกว่า ฆตะ ใน
บทว่า ฆตาสนํว ชลิตํ นี้. ที่เคี่ยวกลั่น คือที่รองรับเปรียง เพราะ-

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 367 (เล่ม 71)

ฉะนั้น ชื่อว่า ฆตาสนะ ได้แก่ ไฟ. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมกิน
คือบริโภคสิ่งนั้น เหตุนั้น สิ่งนั้น ชื่อว่า ฆตาสนํ คือ ไฟนั้นเอง
อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรุ่งเรืองอยู่ดุจกองเพลิง เหมือน
เมื่อไฟลุกลามมา เปลวไฟก็รุ่งโรจน์อย่างยิ่งฉะนั้น. บทว่า อาทิตฺตํว
หุตาสนํ ความว่า เครื่องสักการบูชา ท่านเรียกว่า หุตะ ที่เป็น
ที่รองรับวัตถุที่เขานำมาบูชา คือบูชาสักการะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
หุตาสนะ เชื่อมความว่า เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้มีวรรณะ
ดุจวรรณะแห่งทอง รุ่งโรจน์ด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ มีมณฑลแห่ง
รัศมีด้านละวา เหมือนพระอาทิตย์รุ่งโรจน์อยู่ เสด็จไปอยู่ในกลางหาว
อันหาร่องรอยมิได้. คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอุทกปูชกเถราปทาน

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 368 (เล่ม 71)

นฬมาลิยเถราปทานที่ ๗ (๑๐๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายพัดดอกอ้อ
[๑๐๙] เมื่อพระพุทธเจ้าพระนานว่าปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก
ผู้คงที่ สงบระงับ มั่นคง ประทับนั่งบนเครื่องลาดหญ้า.
เราเอาดอกอ้อมาผูกเป็นพัด แล้วน้อมถวายแด่พระพุทธ-
เจ้าผู้เป็นจอมสัตว์ ผู้คงที่.
พระสัพพัญญูผู้นายกของโลก ทรงรับพัดแล้ว ทรงทราบ
ความดำริของเรา ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
กายของเรา ดับ (ร้อน) แล้ว ความเร่าร้อนไม่มี ฉันใด
จิตของท่านจงหลุดพ้นจากกองไฟ ๓ กอง ฉันนั้น.
เทวดาบางเหล่าที่อาศัยต้นไม้อยู่ มาประชุมกันทั้งหมด
ด้วยหวังว่าจักได้ฟังพระพุทธพจน์อันยังทายกให้ยินดี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ที่นั้น แวดล้อมด้วยหมู่
เทวดา เมื่อจะทรงยังทายกให้รื่นเริง จึงได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ว่า
ด้วยการถวายพัดนี้ และด้วยการตั้งจิตไว้ ผู้นี้จักได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิมีพระนามชื่อว่าสุพพตะ ด้วยกรรมที่เหลือ
นั้น อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
มีพระนามว่ามาลุตะ.
ด้วยการถวายพัดนี้ และด้วยการนับถืออันไพบูลย์ ผู้นี้จะ
ไม่เข้าถึงทุคติในแสนกัป ในกัปที่ ๓ หมื่นจักเป็นพระเจ้าจักร-

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 369 (เล่ม 71)

พรรดิ ๓๘ ครั้ง มีพระนามว่าสุพพตะ ใน ๒๙,๐๐๐กัป
จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ ครั้ง มีพระนามว่ามาลุตะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนฬมาลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบนฬมาลิยเถราปทาน
จบภารวารที่ ๗
๑๐๗. อรรถกถานฬมาลิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระนฬมาลิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตตร-
พุทฺธสฺส ดังนี้.
พระเถระแม้นั้น ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระชินเจ้าผู้ประเสริฐ
องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในชาติเป็น
อเนก ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิด
ในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วอยู่ครองเรือน เห็นโทษในกาม
ละเรือนบวชเป็นดาบสอยู่ในป่าหิมวันต์ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตถาคต
ก็เลื่อมใส ลาดเครื่องลาดหญ้า กระทำพัดวิชนีด้วยดอกไม้อ้อพัดถวาย
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประทับนั่งอยู่ ณ ที่นั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับ
แล้ว ได้กระทำอนุโมทนา เพื่อทรงอนุเคราะห์แก่ท่าน. ด้วยบุญกรรม

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 370 (เล่ม 71)

นั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ละเว้นความกระวน
กระวายและความเร่าร้อนในภพที่ตนเกิดแล้ว ๆ ได้รับความสุขทางกาย
และทางจิต เสวยสุขเป็นอเนก ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือน
มีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดาด้วยกำลังแห่ง
วาสนาในกาลก่อน บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้.
คำนั้นท่านกล่าวไว้ในหนหลังนั่นแล้ว.
บทว่า นฬะ ในบทว่า นฬมาลํ คเหตฺวาน เชื่อมความว่า ชื่อว่า
นฬะ เพราะไม่มีแก่นเป็นไม้น้อยเบาพร้อมกว่าลำไม้ไผ่ ระเบียบคือดอก
แห่งไม้อ้อ ชื่อว่า นฬมาละ เราได้สร้างพัดวิชนีด้วยระเบียบไม้อ้อนั้น.
ชื่อว่า วิชนี เพราะเป็นเครื่องพัดให้เกิดลม. เราได้น้อมนำพัดวิชนีนั้นเข้า
ไปถวายพระพุทธเจ้าแล้ว. คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถานฬมาลิยเถราปทาน
จบอรรถกถาภาณวารที่ ๗

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 371 (เล่ม 71)

อาสนุปัฏฐายกเถราปทานที่ ๘ (๑๐๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายอาสนะทอง
[๑๑๐] ข้าพระองค์เข้าป่าชัฏสงัดเสียง ไม่อากูล ได้ถวายอาสนะ
ทองแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้คงที่.
ข้าพระองค์ถือดอกไม้กำมือหนึ่ง แล้วทำประทักษิณพระ-
องค์ เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว กลับมุ่งหน้าไปทางทิศอุดร.
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมสัตว์ เชษฐบุรุษของโลก ประ-
เสริฐกว่านระ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ย่อมยังตนให้ดับ
ถอนภพได้ทั้งหมดแล้ว.
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ ข้าพระองค์ได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
อาสนะทอง.
ในกัปที่ ๗๐๐ กัปแต่กัปนี้ ข้าพระองค์ได้เป็นพระเจ้าจักร-
พรรดิจอมกษัตริย์ พระนามว่าสันนิพาปกะ ทรงสมบูรณ์ด้วย
แก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอาสนุปัฏฐายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอาสนุปัฏฐายกเถราปทาน

371