ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 332 (เล่ม 71)

สุปีฐิยเถราปทานที่ ๒ (๙๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายตั้ง
[๙๔] เรายินดีมีจิตโสมนัส ได้ถวายตั่งอันสวยงามแด่พระ-
พุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ ผู้เป็นนาถะของโลก เป็นเผ่าพันธุ์
พระอาทิตย์.
ในกัปที่ ๓๘ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระราชาพระนามว่า
มหารุจิ โภคสมบัติอันไพบูลย์และที่นอนมิใช่น้อย ได้มี
แล้วแก่เรา เรามีใจผ่องใสได้ถวายตั่งแด่พระพุทธเจ้า ย่อม
เสวยกรรมของตน ที่ตนได้ทำไว้ดีแล้วในกาลก่อน.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ถวายตั่งใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่ง.
ในกัปที่ ๓๘ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้ง
ครั้งที่ ๑ พระนามว่ารุจิ ครั้งที่ ๒ พระนามว่าอุปรุจิ และ
ครั้งที่ ๓ พระนามว่ามหารุจิ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้
ทราบว่า ท่านพระสุปีฐิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสุปีฐิยเถราปทาน

332
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 333 (เล่ม 71)

๙๒. อรรถกถาสุปีฐิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระสุปีฐิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ติสฺสสฺส
โลกนาถสฺส ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญเพื่อบรรลุพระนิพพานในอเนกชาติ ในกาลแห่งพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงพระนามว่าติสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัย
แล้วเลื่อมใสในพระศาสดา ได้ถวายตั่งอันมีค่าแล้วด้วยไม้บริสุทธิ์สละสลวย
เพื่อเป็นที่ประทับนั่งแห่งพระศาสดา. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยสุข
ในสุคติ ท่องเที่ยวไปในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือน
มีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วเลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นาน
นัก ก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านบรรลุพระอรหัตผลแล้ว ระลึกถึงบุพกรรม เกิดโสมนัส เมื่อ
จะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ติสฺสสฺส โลกนาถสฺส
ดังนี้. คำทั้งหมดนั้นมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสุปีฐิยเถราปทาน

333
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 334 (เล่ม 71)

อัฑฒเจลกเถราปทานที่ ๓ (๙๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าครึ่งท่อน
[๙๕] เราเป็นคนเข็ญใจ สมควรได้รับความการุณอย่างยิ่ง ได้
ถวายผ้าครึ่งท่อนแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าติสสะ
ครั้นถวายผ้าครึ่งท่อนแล้ว บันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัปหนึ่ง
และเราได้ทำกุศล ในกัปทั้งหลายที่เหลือ
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผ้าใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้า.
ในกัปที่ ๕๑ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง
พระนามว่าสมันตาโอทนะ เป็นกษัตริย์จอมชน.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอัฑฒเจลกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอัฑฒเจลกเถราปทาน

334
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 335 (เล่ม 71)

๙๓. อรรถกถาอัฑฒเจลกเถราปทาน
อปทานของท่านพระอัฑฒเจลกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ติสฺสสฺสาหํ
ภควโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ. ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ บังเกิดในเรือนของสกุลคนเข็ญใจ
เพราะอกุศลกรรมอย่างหนึ่ง เจริญวัยแล้ว ฟังพระสัทธรรมเทศนา มีใจ
เลื่อมใส ได้ถวายผ้ากึ่งส่วนหนึ่งเพื่อทำจีวร. ด้วยปีติและโสมนัส นั้น ๆ เอง
ท่านทำกาละแล้วบังเกิดขึ้นสวรรค์ เสวยกามาพจรสมบัติ ๖ ชั้น จุติจาก
อัตภาพนั้นแล้ว เสวยจักรพรรดิสมบัติอันเป็นยอดแห่งมนุษยสมบัติใน
มนุษย์ทั้งหลาย. ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดขึ้นสกุลมั่งคั่งสกุลหนึ่ง เจริญ
วัยแล้วฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดามีใจเลื่อมใส บวชแล้วไม่นาน
นักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลังท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพ-
จริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ติสฺสสฺสาหํ ภควโต ดังนี้. คำทั้งหมด
นั้นมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอัฑฒเจลกเถราปทาน

335
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 336 (เล่ม 71)

สูจิทายกเถราปทานที่ ๔ (๙๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเข็ม
[๙๖] เมื่อก่อนเราเป็นช่างทองอยู่ในพระนครพันธุมะ อันประ-
เสริฐสุด เราได้ถวายเข็มแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี
ญาณของเราเสมอด้วยแก้ววิเชียรอันเลิศ เป็นเช่นนี้นั้นเพราะ
กรรม เราเป็นผู้ปราศจากราคะ พ้นวิเศษแล้วบรรลุถึงธรรม
เป็นที่สิ้นอาสวะ ภพทั้งปวงทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน
เราค้นคว้า (พิจารณา) ได้ด้วยญาณ นี้เป็นผลแห่งการถวาย
เข็ม ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ครั้ง
ทรงพระนามว่า วชิราสมะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระสูจิตายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสูจิทายกเถราปทาน

336
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 337 (เล่ม 71)

๙๔. อรรถกถาสูจิทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระสูจิทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า กมฺมาโรหํ ปุเร
อาสึ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
บำเพ็ญพืชคือกุศลในระหว่าง ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่า วิปัสสี บังเกิดในตระกูลแห่งช่างทอง เพราะถูกกรรมอย่างหนึ่งที่ตน
กระทำไว้ในระหว่าง ๆ ตัดรอน. เจริญวัยแล้ว ถึงความสำเร็จในศิลปะ
ด้วยตนเอง ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วมีใจเลื่อมใสได้ถวาย
เข็มสำหรับเย็บจีวร. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยทิพยสมบัติ ครั้นภายหลัง
เกิดในมนุษย์ เสวยสมบัติทั้งหลายมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้น เป็นผู้มีปัญญา
หลักแหลม มีญาณดังเพชรในภพที่คนเกิดแล้ว ๆ. ในพุทธุปบาทกาลนี้
ท่านบังเกิดโดยลำดับ เจริญวัยแล้วมีทรัพย์มาก เกิดศรัทธามีปัญญา
หลักแหลม. วันหนึ่งท่านฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ส่งญาณไป
ตามกระแสแห่งธรรม ได้เป็นพระอรหันต์บนอาสนะที่ตนนั่งนั่นแล.
ท่านเป็นพระอรหันต์แล้วระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส
เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กมฺมาโรหํ ปุเร อาสึ
ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมาโร ความว่า ช่างทองเป็นอยู่
งอกงาม ถึงความเจริญไพบูลย์ด้วยการงาน มีการงานที่ทำด้วยเหล็กและ
การงานที่ทำด้วยโลหะเป็นต้น ความว่า ในกาลก่อน คือในกาลบำเพ็ญบุญ
เราได้เป็นช่างทอง. คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสูจิทายกเถราปทาน

337
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 338 (เล่ม 71)

คันธมาลิยเถราปทานที่ ๕ (๙๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายสถูปไม้หอม
[๙๗] เราได้ทำสถูปไม้หอมคลุม (ปิด) ด้วยดอกมะลิ อันสมควร
แก่พระพุทธเจ้า ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
สิทธัตถะ ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าอัครนายกของโลก เช่น
กับทองคำนี้ค่า ผู้รุ่งเรืองดังนิลอุบล แผดแสงดังพระอาทิตย์
ผู้องอาจดังพญาเสือโคร่ง ผู้ประเสริฐ มีชาติยิ่งเหมือนไกรสร
ผู้เลิศกว่าสมณะทั้งหลาย ประทับนั่งแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์
เราถวายบังคมพระบาทของพระศาสดาแล้ว บ่ายหน้าทางทิศ
อุดรหลีกไป.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายของหอมและดอกไม้
ด้วยผลแห่งสักการะที่ทำแล้วในพระพุทธเจ้าโดยพิเศษนั้น เรา
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๓๙ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ครั้ง
พระเจ้าจักรพรรดิเหล่านั้น มีพระนามเหมือนกันว่าเทวคันธะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระคันธมาลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบคันธมาลิยเถราปทาน

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 339 (เล่ม 71)

๙๕. อรรถกถาคันธมาลิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระคันธมาลิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส
ภควโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง
ได้เป็นผู้มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก. ท่านเลื่อมใสในพระศาสดา พอกพูน
ของหอมเป็นอันมาก มีจันทน์ กำยาน การบูร และกฤษณาเป็นต้น สร้าง
สถูปหอมถวายพระศาสดา. ฉาบดอกมะลิไว้บนคันธสถูป และกระทำการ
นอบน้อมพระพุทธเจ้าด้วยองค์ ๘. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจึงเสวยสมบัติ
ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดขึ้นเรือนมี
ตระกูลแห่งหนึ่ง สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสใน
พระศาสดา บวชแล้วไม่นานนัก ก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน จึงเกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้.
คำนั้น ทั้งหมดมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาคันธมาลิยเถราปทาน

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 340 (เล่ม 71)

ติปุปผิยเถราปทานที่ ๖ (๙๖)
ว่าด้วยผลแห่งการเก็บในแคฝอยทิ้ง
[๙๘] เมื่อก่อนเราเป็นพรานเนื้ออยู่ในชัฏใหญ่ เราเห็นไม้แค-
ฝอยอันเขียวสด อันเป็นโพธิ์ ของพระผู้มีระภาคเจ้า
พระนามว่าวิปัสสี จึงบูชาด้วยดอกไม้ ๓ ดอก.
เวลานั้น เราเก็บใบแคฝอยที่แห้ง ๆ ไปทิ้งในภายนอก
เรากราบไหว้ไม้แคฝอย เหมือนถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า
พระนามว่าวิปัสสี นายกของโลก ผู้บริสุทธิ์ทั้งภายในภายนอก
ผู้พ้นวิเศษแล้ว ไม่มีอาสวะ เฉพาะพระพักตร์ แล้วทำกาละ
ณ ที่นั้นเอง.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาไม้โพธิ์ใด ด้วยกรรมนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาไม้โพธิพฤกษ์ ใน
กัปที่ ๓๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๓ ครั้ง ทรง
พระนามว่าสมันตปาสาทิกะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบติปุปผิยเถราปทาน

340
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 341 (เล่ม 71)

๙๖. อรรถกถาติปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระติปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า มิคลุทฺโธ ปุเร
อาสึ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองก์ก่อน ๆ
เพราะอกุศลบางอย่างตัดรอน ท่านจึงเกิดเป็นนายพรานเนื้ออยู่ในตระกูล
นายพรานในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ในกาลนั้น
นายพรานนั้นเห็นต้นโพธิ์ ชื่อว่า ปาฏลิ (ไม้แคฝอย) ของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี มีใบอ่อนพร้อมพรั่ง มีสีเขียวสด มีรัศมีเขียวน่า
รื่นรมย์ใจ จึงบูชาด้วยดอกไม้ ๓ ดอก เก็บใบเก่าทิ้งเสีย ไหว้ไม้แคฝอย
มหาโพธิ์ ดุจไหว้ในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วยบุญกรรม
นั้น ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติแล้ว ๆ
เล่า ๆ ในเทวโลกนั้น จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว เกิดในมนุษย์ เสวย
จักรพรรดิสมบัติในมนุษย์นั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมี
ตระกูลเจริญวัยแล้ว ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ได้หทัยประกอบ
ด้วยโสมนัส ละเรือนออกบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านครั้นบรรลุความสำเร็จอย่างนี้ ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิด
โสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า มิคลุทฺโธ
ปุเร อาสึ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า มิคะ เพราะไปคือถึงโดยมรณะ. อีกอย่าง
หนึ่ง ชื่อว่า มิคะ เพราะค้นหาไปคือเป็นไป. ชื่อว่า มิคลุทธะ เพราะ
อยากได้ มักได้ ติดอยู่ในการฆ่าเนื้อ. เชื่อมความว่า เราได้เป็นพราน

341