ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 282 (เล่ม 71)

๗๔. อรรถกถาภิสาลุวทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระภิสาลุวทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า กานนํ
วนโมคฺคยห ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี อยู่ในป่าใกล้หิมวันต-
ประเทศ มีรากไม้และผลไม้เป็นอาหาร เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่าวิปัสสี เสด็จมาด้วยอำนาจวิเวก มีจิตเลื่อม ได้ถวายเหง้าบัวทั้งห้า.
พระภาคเจ้าได้เสวยทั้งที่เธอได้เฝ้าอยู่นั้นแหละ เพื่อจะยังจิตของ
เธอให้เลื่อมใส ด้วยความเลื่อมใสแห่งจิตนั้น เธอทำกาละแล้ว เสวย
สมบัติในเทวดาชั้นดุสิตเป็นต้น และเสวยมนุษย์สมบัติ ในพุทธุปบาทกาล
นี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง ได้รับทรัพย์สมบัติ ละสมบัตินั้น
แล้วบวชในศาสนา. ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหันต์.
แต่นั้นท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศ
ปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กานนํ วนโมคฺคยฺห ดังนี้ คำนั้น
มีอรรถดังกล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล. บทว่า วสามิ วิปิเน อหํ เชื่อม
ความว่า เราได้อยู่อย่างสงัด. คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาภิสาลุวทายกเถราปทาน
จบอรรถกถาภาณวารที่ ๖

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 283 (เล่ม 71)

เอกสัญญกเถราปทานที่ ๕ (๗๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง
[๗๗] ข้าพระองค์ได้ถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง แก่พระอัครสาวกของ
พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี มีนามชื่อว่าขัณฑะ ผู้สมควร
รับเครื่องบูชาของโลก ข้าแต่พระองค์ผู้จอมสัตว์นราสภ ด้วย
จิตอันเลื่อมใสนั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง.
ในกัปที่ ๔๐ แต่กัปนี้ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์
พระนามว่าวรุณะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเอกสัญญกเถราปทาน
๗๕. อรรถกถาเอกสัญญกเถราปทาน
อปทานของท่านพระเอกสัญญกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ขณฺโฑ
นามาสิ นาเมน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่ง
สมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 284 (เล่ม 71)

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูล บรรลุ
นิติภาวะแล้ว มีใจเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เห็นพระอัครสาวกนามว่า
ขัณฑะของพระศาสดานั้น กำลังเที่ยวภิกษาจาร ได้จัดแจงถวายบิณฑบาต
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยเทวสมบัติและมนุษย์สมบัติ. ในพุทธุปบาท-
กาลนี้ บังเกิดในเรือนมีสกุลแห่งหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี บรรลุนิติภาวะแล้ว
ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ได้ศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้
เป็นพระอรหันต์.
วันหนึ่งท่านมนสิการสัญญาแห่งบิณฑบาตแล้ว จึงปรากฏโดยชื่อว่า
เอกสัญญกเถระ เพราะเหตุที่ท่านกลับได้คุณวิเศษ.
ครั้นภายหลังท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน. จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ขณฺโฑ นามาสิ นาเมน
ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น ขณฺโฑ เป็นชื่อของพระอัครสาวก
องค์นั้น เพราะท่านทำลายกิเลสได้เด็ดขาด. คำที่เหลือในบททั้งปวงมี
อรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาเอกสัญญกเถราปทาน

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 285 (เล่ม 71)

ติณสันถารทายกเถราปทานที่ ๖ (๗๖)
ว่าด้วยผลแห่งการเกี่ยวหญ้ามาลาดถวาย
[๗๘] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีสระใหญ่อยู่สระหนึ่ง ดาดาษ
ไปด้วยดอกปทุม เป็นที่อาศัยของนกต่าง ๆ เราอาบและดื่ม
น่าในสระนั้นแล้ว อยู่ในที่ไม่ไกล ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เลิศ
กว่าสมณะเสด็จไปในอากาศ.
พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของเรา
เสด็จลงจากอากาศแล้ว ประทับยืนอยู่ที่พื้นดิน ในขณะนั้น
เราได้เกี่ยวหญ้ามาลาดถวายเป็นที่ประทับนั่ง พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าผู้เป็นใหญ่ในโลก ๓ เป็นนายก ประทับนั่งบนนั้น.
เรายังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายบังคมพระองค์
ผู้นายกของโลก นั่งกระโหย่งเพ่งดูพระมหามุนีไม่กะพริบตา
ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั่น เราเข้าถึงภพชั้นนิมานรดี เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเครื่องลาดหญ้า.
ในกัปที่ ๒ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์
พระนามว่ามิตตสัมมตะ ทรงสมบูรณด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จ ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติณสันถารทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบติณสันถารทายกเถราปทาน

285
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 286 (เล่ม 71)

๗๖. อรรถกถาติณสันถรทายกเถรปทาน
อปทานของท่านพระติณสันถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสวิทูเร
ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอนเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ติสสะ ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่ง
หนึ่ง ละการครองเรือน เพราะท่านเกิดก่อนแต่พุทธุปบาทกาล บวช
เป็นดาบสอาศัยสระแห่งหนึ่ง ไม่ไกลป่าหิมพานต์อยู่. สมัยนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าพระนามว่า ติสสะ เสด็จไปทางอากาศเพื่ออนุเคราะห์ท่าน.
ครั้งนั้นแล ดาบสนั้น เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลงจากอากาศประทับยืน
อยู่นั้น มีใจเลื่อมใส เกี่ยวหญ้าทำเป็นสันถัตหญ้า ให้พระองค์ประทับนั่ง
ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ โดยการนับ ถือและการเอื้อเฟื้อเป็น
อันมาก โค้งกายแล้วหลีกไป. ท่านดำรงอยู่จนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพ
นั่นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติมีอย่าง
มิใช่น้อย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญ
วัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้.
คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล. ก็ในบทว่า มหาชาตสฺสโร
นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ชื่อว่า สระ เพราะเป็นที่เที่ยวไปแห่งสัตว์๒ เท้า
และสัตว์ ๘ เท้า เป็นต้น ผู้ต้องการด้วยน้ำดื่ม. อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า สระ
๑. บาลีว่า ติณสันถารทายกเถราปทาน.

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 287 (เล่ม 71)

เพราะเป็นที่ไหลมาแห่งแม่น้ำและลำธารเป็นต้น. สระนั้นใหญ่ด้วย เพราะ
เกิดเองด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สระใหญ่. พึงเห็นว่าท่านกล่าว
มหาชาตสระ เพราะไม่ปรากฏชื่อเหมือนสระอโนดาต และสระชื่อว่า
ฉัททันตะเป็นต้น. บทว่า สปตฺเตหิ สญฺฉนฺโน ความว่า ในดอกแต่
ละดอก มีกลีบ ๑๐๐ กลีบ ด้วย สามารถดอกละร้อยกลีบ. ดาดาษคือ
เป็นรกชัฏไปด้วยดอกปทุมขาว ๑๐๐ กลีบ. บทว่า นานาสกุณมาลโย
ความว่า สัตว์หลายชนิด เช่น หงส์ ไก่ นกเขา และงูน้ำ เป็นต้น
แต่ละตัวย่อมร้องคือทำเสียง เพราะฉะนั้น สระนั้นจึงเป็นที่อยู่ คือเป็น
ที่รองรับของนกทั้งหลาย อันได้นามว่า สกุณะ ดังนี้. คำที่เหลือในบท
ทั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาติณสันถรทายกเถราปทาน

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 288 (เล่ม 71)

สูจิทายกเถราปทานที่ ๗ (๗๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเข็ม
[๗๙] ในกัปที่สามหมื่นแต่กัปนี้ เราได้ถวายเข็ม ๕ เล่ม แด่
พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก มีพระนามชื่อว่าสุเมธะ มี
พระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ มีพระฉวีวรรณดัง
ทองคำ ผู้เป็นจอมสัตว์ ผู้คงที่ เพื่อต้องการเย็บจีวร.
ด้วยการถวายเข็มนั้นแล ญาณเป็นเครื่องเห็นแจ้ง อรรถ
อันละเอียดคมกล้า รวดเร็วและสะดวกเกิดขึ้นแก่เรา.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นแล้ว เรา
ทรงกายครั้งที่สุดอยู่ในศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง ทรงพระนามว่าทิปทา-
ธิบดี ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสูจิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสูจิทายกเถราปทาน

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 289 (เล่ม 71)

๗๗. อรรถกถาสูจิทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระสูจิทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ตึสกปฺป-
สหสฺสมหิ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระชินเจ้าผู้ประเสริฐ
องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธะ ท่านบังเกิด ในเรือนมี
ตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว ได้ถวายเข็ม ๕ เล่ม เพื่อทำจีวรกรรม
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วย บุญกรรมนั้น ท่านเสวยบุญในเทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลายเที่ยวไปอยู่ ปรากฏเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม ในภพที่ตน
เกิดแล้ว ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญ
วัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บรรพชาบรรลุพระอรหัตในขณะปลง
ผมนั้นเอง เพราะท่านมีปัญญาเฉียบแหลม.
ครั้นภายหลัง ท่านพิจารณาเห็นบุญนั้น เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ ดังนี้.
ก็คำอันเป็นลำดับในบทนี้ มีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้น. ในบทว่า
ปญฺจ สูจี มยา ทินฺนา มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ชื่อว่า สูจิ เพราะย่อมเย็บ
คือทำช่อง คือเจาะ. อธิบายว่า เข็มประมาณ ๕ เล่ม ชื่อว่าเข็ม ๕ เล่ม
เราถวายแล้ว. คำทีเหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาสูจิทายกเถราปทาน

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 290 (เล่ม 71)

ปาฏลิปุปผิยเถราปทานที่ ๘ (๗๘)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกแคฝอย
[๘๐] ในกาลนั้น เราเป็นบุตรเศรษฐสุขุมาลชาติ ตั้งอยู่ในป่า
ความสุข ได้เอาดอกแคฝอยห่อพกไปบูชาพระสัมพุทธเจ้า
ผู้มีพระฉวีวรรณดังทองคำ เช่นกับแท่งทองอันมีค่า มีพระ-
ลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ กำลังเสด็จดำเนินอยู่ใน
ละแวกตลาด.
เราร่าเริง มีจิตโสมนัส บูชาพระองค์ด้วยดอกไม้
ถวายนมัสการพระพุทธเจ้าพระนานว่าติสสะ ทรงรู้แจ้งโลก
เป็นนาถะของโลก ประเสริฐกว่านระ.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วย
ดอกไม้ ในกัปที่ ๖๓ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มี
พระนามว่าอภิสมมต ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ประการ ๗ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปาฏลิปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปาฏลิปุปผิยเถราปทาน

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 291 (เล่ม 71)

๗๘. อรรถกถาปาฏลิปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระปาฏลิปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้น ว่า สุวณฺณ-
วณฺณํ สมฺพุทฺธํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ติสสะ บังเกิดเป็นบุตรแห่งเศรษฐี
ในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เป็นผู้รู้จักกุศลและอกุศล
เลื่อมใสในพระศาสดา ถือเอาดอกแคฝอยบูชาพระศาสดา. ด้วยบุญกรรมนั้น
ท่านเสวยสุขสมบัติเป็นอันมาก ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสใน
พระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลังท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สุวณฺณวณฺณํ สมพุทฺธํ
ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺตราปเณ ความว่า ชื่อว่า
อาปณะ เพราะเป็นที่ทุบแผ่ไปซึ่งภัณฑะ มีแผ่นเงินและทองโดยรอบใน
ที่นี้. ชื่อว่า อันตราปณะ เพราะมีถนนผ่านไปในระหว่างแห่งร้านตลาด
นั้น. อธิบายว่า เราเห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีวรรณะเพียงดังวรรณะแห่งทอง
คล้ายกับแท่งแห่งทอง มีลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ จึงบูชาด้วย
ดอกแคฝอย. คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปาฏลิปุปผิยเถราปทาน

291