สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา
บวชแล้วไม่นานนักก็บรรลุปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ ได้เป็นพระขีณาสพ.
เพราะการชมเชยพระพุทธเจ้า เป็นเหตุกระทำความเลื่อมใสแห่งจิตของ
สัตว์ทั้งปวง ท่านจึงปรากฏนามว่า ปรัปปสาทกเถระ ดังนี้.
วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศ
ปุพพจริตาปทานของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุสภํ ปวรํ วีรํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุสภํ ความว่า ผู้เป็นโคผู้ผู้ประเสริฐสุด
๔ คือ วสภะ, นิสภะ. วิสภะ, อาสภะ ใน ๔ ตัวนั้น โคผู้ประเสริฐกว่า
โค ๑,๐๐๐ ตัว ชื่อว่าวสภะ, ผู้ประเสริฐกว่าโค ๑,๐๐๐ ตัว ชื่อว่า
นิสภะ, ผู้ประเสริฐกว่า ๑๐,๐๐๐ ตัว ชื่อว่าวิสภะ, และผู้ประเสริฐกว่าโค
๑๐๐,๐๐๐ โกฏิตัว ชื่อว่าอาสภะ, พราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต ผู้มีพระ-
พุทธพจน์อันสดับแล้วมาก เมื่อจะกล่าวชมเชยท่านผู้ใดผู้หนึ่ง จึงกระทำ
การชมเชยด้วยปัญญาของตน ๆ แต่ผู้สามารถจะชมเชยพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย โดยอาการทั้งปวงย่อมไม่มี. เพราะพระพุทธเจ้ามีพระคุณ
ประมาณไม่ได้. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้มีอาทิว่า
แม้พระพุทธเจ้า พึงกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้า หากแม้
สรรเสริญอยู่ กัปอื่น ๆ ฟังสิ้นไปในระหว่างอายุกาลนาน การ
สรรเสริญพระคถาคตหาสิ้นไปไม่.
พราหมณ์แม้นี้ เมื่อควรกล่าว อาสภํ ด้วยอำนาจการคล่องปาก
ด้วยการเลื่อมใสโดยส่วนเดียว จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุสภํ ดังนี้. ชื่อว่า วระ
เพราะอรรถว่า บุคคลพึงปรารถนา คือพึงอยากได้. ชื่อว่า วีระ เพราะ
ได้บำเพ็ญเพียรมาแสนกัปมิใช่น้อย. ชื่อว่า มเหสี เพราะค้นหา คือ