ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 252 (เล่ม 71)

สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา
บวชแล้วไม่นานนักก็บรรลุปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ ได้เป็นพระขีณาสพ.
เพราะการชมเชยพระพุทธเจ้า เป็นเหตุกระทำความเลื่อมใสแห่งจิตของ
สัตว์ทั้งปวง ท่านจึงปรากฏนามว่า ปรัปปสาทกเถระ ดังนี้.
วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศ
ปุพพจริตาปทานของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุสภํ ปวรํ วีรํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุสภํ ความว่า ผู้เป็นโคผู้ผู้ประเสริฐสุด
๔ คือ วสภะ, นิสภะ. วิสภะ, อาสภะ ใน ๔ ตัวนั้น โคผู้ประเสริฐกว่า
โค ๑,๐๐๐ ตัว ชื่อว่าวสภะ, ผู้ประเสริฐกว่าโค ๑,๐๐๐ ตัว ชื่อว่า
นิสภะ, ผู้ประเสริฐกว่า ๑๐,๐๐๐ ตัว ชื่อว่าวิสภะ, และผู้ประเสริฐกว่าโค
๑๐๐,๐๐๐ โกฏิตัว ชื่อว่าอาสภะ, พราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต ผู้มีพระ-
พุทธพจน์อันสดับแล้วมาก เมื่อจะกล่าวชมเชยท่านผู้ใดผู้หนึ่ง จึงกระทำ
การชมเชยด้วยปัญญาของตน ๆ แต่ผู้สามารถจะชมเชยพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย โดยอาการทั้งปวงย่อมไม่มี. เพราะพระพุทธเจ้ามีพระคุณ
ประมาณไม่ได้. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้มีอาทิว่า
แม้พระพุทธเจ้า พึงกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้า หากแม้
สรรเสริญอยู่ กัปอื่น ๆ ฟังสิ้นไปในระหว่างอายุกาลนาน การ
สรรเสริญพระคถาคตหาสิ้นไปไม่.
พราหมณ์แม้นี้ เมื่อควรกล่าว อาสภํ ด้วยอำนาจการคล่องปาก
ด้วยการเลื่อมใสโดยส่วนเดียว จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุสภํ ดังนี้. ชื่อว่า วระ
เพราะอรรถว่า บุคคลพึงปรารถนา คือพึงอยากได้. ชื่อว่า วีระ เพราะ
ได้บำเพ็ญเพียรมาแสนกัปมิใช่น้อย. ชื่อว่า มเหสี เพราะค้นหา คือ

252
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 253 (เล่ม 71)

แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่มีศีลขันธ์เป็นต้น. ซึ่งผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
คือพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น. ชื่อว่า วิชิตาวี เพราะชนะมารมีกิเลสมาร
และขันธมารเป็นต้น โดยพิเศษ. ซึ่งผู้ชำนะพิเศษคือพระสัมพุทธเจ้านั้น
วรรณะของพระพุทธเจ้าพระองค์ใด มีวรรณะเพียงดังว่าวรรณะแห่งทอง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ชื่อว่าผู้มีวรรณะเพียงดังว่าวรรณะแห่ง
ทอง. สัตว์ชื่อไรเล่า เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีวรรณะเพียงดังว่าวรรณะแห่ง
ทองนั้นย่อมไม่เลื่อมใสแล.
จบอรรถกถาปรัปปสาทกกกเถราปทาน

253
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 254 (เล่ม 71)

ภิสทายกเถราปทานที่ ๕ (๖๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเหง้ามันและรากบัว
[๖๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามชื่อว่าเวสสภู เป็นองค์ที่ ๓
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นฤาษีทั้งหลาย พระองค์ผู้เป็น
อุดมบุรุษ เสด็จเข้าป่าชัฏแล้วประทับอยู่.
เราได้ถือเอาเหง้ามัน และรากบัวไปในสำนักพระพุทธเจ้า
และเรามีจิตเลื่อมใส ได้ถวายเหง้ามันและรากบัวนั้น แด่
พระพุทธเจ้าด้วยมือทั้งสองของตน.
ก็ทานที่เราถวายนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
เวสสภู ผู้มีพระปัญญาอันประเสริฐ ทรงลูบคลำด้วยพระหัตถ์
เราไม่รู้สึกว่าจะมีความสุขอื่นเสมอด้วยสุขนั้น ที่ไหนจะมี
ความสุขยิ่งไปกว่านั้น.
อัตภาพที่สุดย่อมเป็นไปแก่เรา เราถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว
ตัดเครื่องผูกขาดดังช้างทำลายปลอกแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเหง้ามัน
และรากบัว.
ในกัปที่ ๑๓ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิรวม ๑๖ ครั้ง
เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ มีพละมาก.

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 255 (เล่ม 71)

คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระภิสทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบภิสทายกเถราปทาน
๖๕. อรรถกถาภิสทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระภิสทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า เวสฺสภู นาม
นาเมน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภู บังเกิดในกำเนิดช้างในป่าหิมวันต์
อยู่อาศัย ณ ที่นั้น. สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภูทรง
ประสงค์วิเวก จึงเสด็จไปหิมวันตประเทศ.ช้างเชือกประเสริฐนั้น เห็นพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส ถือเหง้ามันถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า
ให้เสวย. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจุติจากกำเนิดช้างนั้นแล้ว เกิดใน
เทวโลกเสวยกามาวจรสมบัติ ๖ ชั้นในเทวโลกนั้น แล้วมาสู่ความเป็นมนุษย์
เสวยสมบัติมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดใน
ตระกูลหนึ่งซึ่งมีโภคะมาก เลื่อมใสในพระศาสดา ด้วยกำลังแห่งวาสนา
ในกาลก่อนบวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. ท่านได้ปรากฏ
นามตามกุศลที่คนบำเพ็ญไว้ในกาลก่อนว่า ภิสทายกเถระ ดังนี้.

255
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 256 (เล่ม 71)

ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึง
กล่าวคำมีอาทิว่า เวสฺสภู นาม นาเมน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
เวสฺสภู ความว่า ชื่อว่า เวสสภู เพราะล่วงรู้ คือก้าวล่วงวิชชาของแพศย์,
อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า เวสสภู เพราะก้าวล่วงคือครอบงำ แพศย์คือวาณิช-
กรรม กิเลสมีกามราคะเป็นต้น กรรมมีกุศลกรรมเป็นต้น หรือวัตถุกาม
และกิเลสกาม พระผู้มีพระภาคเจ้าโดยพระนามว่าเวสสภู. บทว่า อิสีนํ
ตติโย อหุ ความว่า ชื่อว่า อิสิ เพราะแสวงหาคือหากุศลธรรมทั้งหลาย.
อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเป็นฤษี หรือเป็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็ทรงมีพระนาม ๓ พระนาม เพราะเรียกกันว่า วิปสฺสี สิขี เวสฺสภู.
บทว่า กานนํ วนโมคฺคยฺหา ความว่า เข้าไปยึดเอาป่า กล่าวคือป่าใหญ่.
บทว่า ภิสมุฬาลํ คณฺหิตวา ความว่า ชื่อว่า ภิสํ เพราะเบียดเบียน
คือทำความหิวของสัตว์ ๒ เท้าและสัตว์ ๔ เท้าให้พินาศ. ภิส นั้นคืออะไร ?
ได้แก่เหง้ามัน, เหง้ามันและรากบัว ชื่อว่า ภิสมุฬาละ ถือเอาเหง้ามัน
และรากบัวนั้น.
บทว่า กเรน จ ปรามฏฺโฐ ความว่า ทานที่เราให้แล้วนั้น อันพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภู ผู้มีปัญญาสูงสุดลูบคลำแล้วด้วยพระกร
คือด้วยผ่าพระหัตถ์ ได้เป็นอันพระองค์ทรงสัมผัสแล้ว. บทว่า สุขาหํ
นาภิชานามิ สมํ เตน กุโตตฺตรึ ความว่า เราไม่รู้สึกความสุขด้วย
ความสุขนั้น. อธิบายว่า สุขอื่นที่ยิ่งกว่าสุขนั้นจะมีแต่ที่ไหน. คำที่เหลือ
มีอรรถที่พึงรู้ได้ง่ายตามกระแสแห่งนัยแล.
จบอรรถกถาภิสทายกเถราปทาน

256
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 257 (เล่ม 71)

สุจินติตเถราปทานที่ ๖ (๖๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเนื้อดี
[๖๘] เราเป็นพรานผู้เที่ยวอยู่ที่ภูเขา ดังไกรสรราชสีห์ผู้เป็น
อภิชาสัตว์ เราฆ่าหมู่เนื้อเลี้ยงชีวิตอยู่ระหว่างภูเขา.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สัพพัญญูพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้
ประเสริฐกว่าบรรดาคนผู้รู้พระองค์ทรงประสงค์จะถอนเราขึ้น
จงเสด็จนายังภูเขาสูง.
เราฆ่าเนื้อฟานแล้วนำมาเพื่อกิน สมัยนั้น พระผู้มีพร-
ภาคเจ้าเสด็จเข้ามาภิกษาจาร.
เราได้เลือกหยิบเอาเนื้อดี ถวายแด่พระศาสดาพระองค์นั้น
ในกาลนั้น พระมหาวีรเจ้าจะทรงยังเราให้เย็น จึงทรง
อนุโมทนา ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราเข้าไปในระหว่างภูเขา
ยังปีติให้เกิดขึ้นแล้ว ทำกาละ ณ ที่นั้น.
ด้วยการถวายเนื้อนั้น และด้วยการตั้งจิตไว้ดี เรารื่นรมย์
อยู่ในเทวโลกตลอด ๑,๕๐๐ กัป.
ในกัปทั้งหลายที่เหลือ เราทำกุศลด้วยการถวายเนื้อนั้น
และด้วยการอนุสรณ์ถึงพระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๓๘ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ ครั้ง พระนามว่า
ทีฆายุ ในกัปที่ ๖,๐๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
๒ ครั้ง พระนามว่าสรณะ.

257
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 258 (เล่ม 71)

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุจินติตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสุจินติตเถราปทาน
๖๖. อรรถกถาสุจินติตเถราปทาน
อปทานของท่านพระสุจินติตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า คิริทุคฺคจโร
อาสึ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ.
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี เกิดในตระกูลแห่งพราหมณ์ หิมวันต-
ประเทศ ฆ่าเนื้อและสุกรเป็นต้น เคี้ยวกินอยู่. ในกาลนั้น พระโลกนาถเจ้า
ทรงสงเคราะห์สัตว์โลกและมีพระทัยเอ็นดูสัตว์จึงเสด็จไปสู่หิมวันต์. ใน
กาลนั้น นายพรานนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า มีจิตเลื่อมใส ได้ให้เนื้อ
ล่ำอันอร่อย ที่เขานำมาเพื่อประโยชน์ให้พระองค์ทรงเสวย. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงรับแล้ว เพื่อความอนุเคราะห์แก่เธอ. พระองค์ทรงเสวย
เนื้อนั้นแล้วเสด็จหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้นนั่งเอง ท่านจุติจากอัตภาพนั้น
ด้วยความโสมนัสนั่นแล ท่องเที่ยวไปในสุคติเสวยสมบัติในกามาวจร-
สวรรค์ ๖ ชั้น เสวยจักรพรรดิสมบัติเป็นต้นในมนุษยโลก ในพุทธุปบาท-

258
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 259 (เล่ม 71)

กาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลเลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนัก
ก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านถึงความแตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔ และอภิญญา ๖ ระลึกถึง
บุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำ
มีอาทิว่า คิริทุคฺคจโร อาสึ ดังนี้. ชื่อว่า คิริ เพราะอรรถว่า เปล่ง
คือกระทำเสียง. คิรินั้นคืออะไร ? คือภูเขาอันล้วนแล้วแต่สิลาและฝุ่น.
ทางที่บุคคลดำเนินไปด้วยยากคือลำบาก ชื่อว่า ทุคคะ ทางที่ไปยาก
ลำบาก ชื่อว่า คิริทุคคะ ได้แก่ทางที่บุคคลดำเนินไปได้ยาก. เราเป็นพราน
ผู้เที่ยวไป คือมีปกติเที่ยวไปในทางที่ผู้เปล่งเสียงดำเนินไปได้โดยยาก คือ
ในระหว่างภูเขา. บทว่า อภิชาโตวา เกสรี ความว่า เราเกิดคือบังเกิด
โดยพิเศษยิ่ง เที่ยวไปในทางที่ผู้ดำเนินไปได้โดยยาก เหมือนไกรสรราชสีห์
ฉะนั้น.
บทว่า ศิริทุคฺคํ ปวิสึ อหํ ความว่า ในกาลนั้น เราเกิดปีติ
โสมนัส เพราะการถวายเนื้อนั้นแล้ว ได้เข้าไประหว่างภูเขา. คำที่เหลือ
มีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสุจินติตเถราปทาน

259
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 260 (เล่ม 71)

วัตถทายกเถราปทานที่ ๗ (๖๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าผืนหนึ่ง
[๖๙] ในกาลนั้นเราเกิดเป็นพระยาครุฑสุบรรณ เราได้เห็น
พระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี เสด็จไปสู่เขาคันธมาทน์
เราละเพศนกครุฑแล้วแปลงเป็นมาณพ เราถวายผ้าผืน
หนึ่งแด่พระพุทธเจ้าผู้คงที่.
พระพุทธเจ้าผู้ศาสดาอัครนายกของโลก ทรงรับผ้าผืนนั้น
แล้ว ประทับยืนอยู่ในอากาศได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
ด้วยการถวายผ้านี้และด้วยการตั้งจิตไว้ (ดี) ผู้นี้กำเนิด
นกครุฑแล้ว จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าอัตถทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ผู้นราสภ ทรง
สรรเสริญการถวายผ้าเป็นทานแล้ว บ่ายพระพักตร์ทางทิศ
อุดรเสด็จไป.
ในภพที่เราเกิด เรามีผ้าสมบูรณ์ ผ้าเป็นหลังคาบังร่มอยู่
ในอากาศ นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้า.
ในกัปที่ ๓๖ แค่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ครั้ง
มีพระนามว่าอรุณสะ มีพละมาก เป็นใหญ่กว่ามนุษย์.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

260
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 261 (เล่ม 71)

ทราบว่า ท่านพระวัตถุทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบวัตถทายกเถราปทาน
๖๗. อรรถกถาวัตถทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระวัตถทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปกฺขิชาโต
ตทา อสึ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อัตถทัสสี บังเกิดในกำเนิดแห่งสุบรรณ
(ครุฑ) เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี กำลังเสด็จไปสู่
ภูเขาคันธมาทน์ มีใจเลื่อมใส ละเพศสุบรรณ นิมิตเป็นเพศมาณพน้อย ถือ
เอาผ้าทิพย์มีค่ามาก บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงรับแล้วตรัสอนุโมทนาแล้วเสด็จหลีกไป. ท่านให้กาลล่วงไปด้วย
โสมนัสนั่นเอง ดำรงอยู่จนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้น แล้วบังเกิดใน
เทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ ในเทวโลกนั้น เสวยบุญทั้งหลาย จากนั้น
เสวยมนุษยสมบัติในมนุษย์ จากอัตภาพที่ตนเกิดนั้น ได้ผ้าและเครื่อง
อาภรณ์มีค่ามากในที่ทั้งปวงด้วยประการฉะนี้ แล้วอยู่ในที่ ๆ ตนไปถึงแล้ว
ด้วยเงาผ้าในภพที่คนเกิดแล้ว ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือน
มีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้ว
ไม่นานนักก็ได้บรรลุอภิญญา ๖ เป็นพระขีณาสพ.

261