ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 182 (เล่ม 71)

ความว่า ชื่อว่า เมตตา เพราะรักใคร่ เยื่อใย ยินดีในสัตว์ทุกจำพวก
จิตประกอบด้วยเมตตานั้น ชื่อว่าเมตตาจิต จิตประกอบด้วยเมตตานั้น ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีอยู่ เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ชื่อว่า
ผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตา. ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ผ้มีจิตประกอบ
ด้วยเมตตา บทว่า มหามุนึ ได้แก่ ภิกษุทั้งสิ้น. ชื่อว่า มหามุนิ
เพราะเป็นผู้ใหญ่ เชื่อมความว่า ซึ่งพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ
นั้น. บทว่า ชนตา สพฺพา ความว่า หมู่ชนทั้งหมด อธิบายว่า
ชาวพระนครทั้งสิ้น. บทว่า สพฺพโลกคฺคนายกํ เชื่อมความว่า ประชุม
ชนย่อมเข้าถึง คือเข้าไปใกล้พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้เลิศ
ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งสิ้น ชื่อว่า ผู้นำ เพราะนำไปให้ถึงพระนิพพาน.
บทว่า สตฺตุกญฺจ พทฺธกญฺจ ความว่า ได้อามิส กล่าวคือสัตตุก้อน
และสัตตุผง. ก็อีกอย่างเชื่อมความว่า ชนทั้งหลายย่อมถือเอา อามิส
คือปานะ และโภชนะ อันเป็นยาวกาลิก มีภัต ขนม ของเคี้ยว ของบริโภค
และยาคูเป็นต้นแล้ว ถวายแด่พระศาสดาผู้เป็นบุญเขตอันยอดเยี่ยม. บทว่า
อาสนํ พุทธฺยุตฺตกํ ความว่า ซึ่งอาสนะอันสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ อันควร
แก่พระพุทธเจ้า คืออันเหมาะสมแก่พระพุทธเจ้า. คำที่เหลือมีอรรถ
รู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากาฬิโคธาปุตตภัททิยเถราปทาน

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 183 (เล่ม 71)

สันนิฏฐาปกเถราปทานที่ ๔ (๔๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลแฟง
[๔๖] เราทำกระท่อมไว้ในป่าอยู่ในระหว่างภูเขา ยินดีด้วยลาภ
และความเสื่อมลาภ ด้วยศเเละควานเสื่อมยศ.
พระผ้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้รู้แจ้งโลก ผู้
ควรรับเครื่องบูชา เสด็จมาในสำนักเราพร้อมด้วยยภิกษุหนึ่ง
แสน.
เมื่อพระมหานาคทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้อุดมเสด็จ
เข้ามา เราได้ปูลาดเครื่องลาดหญ้าถวายแด่พระศาสดา.
เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ถวายผลแฟงและ
น้ำฉันแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ซื่อตรง ด้วยใจอันผ่องใส.
ในแสนกัปที่แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใด ด้วยทานนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลแฟง.
ในกัปที่ ๔๑ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครั้งหนึ่ง พระนาม
ว่าอรินทมะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสันนิฏฐาปกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสันนิฏฐานปกเถราปทาน

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 184 (เล่ม 71)

๔๔. อรรถกถาสันนิฏฐาปกเถราปทาน
อปทานของท่านพระสันนิฏฐาปกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อรญฺเญ
กุฏิกํ กตฺวา ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอัน เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล บรรลุ
นิติภาวะแล้ว ถูกตบแต่งให้มีเหย้าเรือน เห็นโทษในการครองเรือน ละวัตถุ-
กามและกิเลสกาม ไปอยู่ป่าระหว่างภูเขาไม่ไกลหิมวันตบรรพต. ในกาล
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระเสด็จถึงที่นั้น เพราะเป็น
ผู้ใคร่ต่อการสงัด. ลำดับนั้น ดาบสนั้น เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า มีใจ
ผ่องใส ไหว้แล้ว ได้ลาดหญ้าถวายเพื่อประทับนั่ง. ให้พระผู้มีพระภาค-
เจ้าผู้ประทับนั่งในที่นั้น เสวยผลาผลมีผละพลับเป็นต้นอันมีรสอร่อยเป็น
อเนก. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจุติจากอัตภาพนั้น แล้ว ท่องเที่ยวไป ๆ
มา ๆ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสอง บังเกิดในเรือนมี
ตระกูลนี้ ถึงพร้อมด้วยศรัทธา บวชแล้ว เจริญวิปัสสนาไม่นานนักก็ได้
เป็นพระอรหันต์. ท่านปรากฏนามว่า สันนิฏฐาปกเถระ เพราะตั้งอยู่ด้วยดี
ในพระนิพพาน กล่าวคือสันติบท (บทอันสงบ) โดยปราศจากอุตสาหะ
ทีเดียว เหมือนในเวลาบรรลุพระอรหัตขณะจดมีดโกนปลงผม.
ก็เมื่อท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิด
โสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อรญฺเญ
กุฏิกํ กตฺวา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรญฺเญ ความว่า เพราะ
กลัวแต่สีหะและเสือโคร่งเป็นต้น มนุษย์ทั้งหลายไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 185 (เล่ม 71)

ไม่ติดในที่นั้น เหตุนั้นที่นั้นจึงชื่อว่าอรัญ. ในอรัญญะ (ในป่า) นั้น.
บทว่า กุฏิกํ ความว่า เราการทำกระท่อมมุงด้วยหญ้าอยู่ คือสำเร็จการ
อยู่ในระหว่างภูเขา. เชื่อมความว่า เรายินดีอยู่ ด้วยลาภ และด้วยความ
ไม่มีลาภ ด้วยยศ และด้วยความไม่มียศ.
บทว่า ชลชุตฺตมนามกํ ความว่า ดอกบัวอันเกิดในน้ำ ชื่อว่า ชละ,
คือปทุม ดอกบัวอันเกิดในน่าอันสูงสุด ชื่อว่า ชลชุตตมะ ชื่ออันเสมอ
ด้วยดอกบัวอันเกิดในป่าอันสูงสุดของผู้ใดมีอยู่ ผู้นั้นชื่อว่าผู้มีชื่อเสมือน
ดอกบัวที่เกิดในป่าอันสูงสุด ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้มีพระนาม
เสมือนกับด้วยดอกบัวที่เกิดในน้ำอันสูงสุด. คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้น
เพราะประกอบด้วยนัยอันมาแล้วในพระบาลีแล.
จบอรรถกถาสันนิฏฐาปกเถราปทานที่ ๔

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 186 (เล่ม 71)

ปัญจหัตถิเถราปทานที่ ๕ (๔๕)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกบัว ๕ กำ
[๔๗] พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธ ผู้มีพระจักษุทอดลง
ตรัสพอประมาณ มีพระสติ ทรงสำรวมอินทรีย์ เสด็จมาใน
แถวตลาด.
ดอกอุบล ๕ กำที่เราทำเป็นพวงมาลัยไว้มีอยู่ เราเลื่อมใส
ได้เอาดอกอุบลนั้นบูชาพระพุทธเจ้า ด้วยมือทั้งสองของตน
และดอกไม้เหล่านั้นเรายกขึ้นเป็นหลังคาแห่งพระศาสดานั้น
เราทรงดอกไม้ถวายพระมหานาค ดังศิษย์กั้นร่มถวายอาจารย์
ฉะนั้น.
ในกัปที่สามหมื่น เราได้ยกดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้น เรา
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่สองพันแต่กัปนี้ ได้เป็นกษัตริย์ ๕ ครั้ง และเป็น
พระเจ้าจักรพรรดิ ทรงพละมาก มีพระนามชื่อว่าหัตถิยะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปัญจหัตถิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปัญจหัตถิยเถรปทาน

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 187 (เล่ม 71)

๔๕. อรรถกถาปัญตหถิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระปัญจหัตถิยเถระ มีคำเริ่มต้น ว่า สุเมโธ นาม
สมฺพุทฺธโธ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญไว้ในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สั่ง
สมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า สุเมธะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว
เลื่อมใสในพระรัตนตรัยอยู่. สมัยนั้น ชนทั้งหลายได้นำดอกอุบล ๕ กำมือ
มา. ท่านถือดอกอุบล ๕ กำมือเหล่านั้น บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า พระ
นามว่าสุเมธะ ผู้กำลังเสด็จเที่ยวไปบนถนน. ดอกอุบลเหล่านั้นได้ลอยไป
เป็นเพดานทำเป็นร่มอยู่ในอากาศไปพร้อมกับพระตถาคตทีเดียว. ท่านเห็น
ดังนั้นเกิดโสมนัส เป็นผู้มีสรีระอันปีติถูกต้องแล้ว ระลึกถึงบุญนั้นนั่นแล
ตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ
มา ๆ อยู่ ในพุทธุปปาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลบรรลุนิติภาวะ
แล้ว เกิดศรัทธาบวชแล้ว เจริญวิปัสสนาไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต.
ท่านปรากฏโดยชื่อตามกุศลที่ตนบำเพ็ญมาว่า ปัญจหัตถิยเถระ ดังนี้.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศทิฏฐปุพพจริตาปทาน
ด้วยปัญญาโดยประจักษ์ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สุเมโธ นาม สมฺพุทฺโธ
ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุเมโธ เชื่อมความว่า เมธาดี คือ
ปัญญา มีปัญญาเครื่องแตกฉานการแทงตลอดสัจจะ ๔ เป็นต้น มีแก่
พระผู้มีพระภาคเจ้าใด พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น คือพระสัมพุทธะ พระ-
นามว่า สุเมธะ เสด็จไประหว่างถนนในร้านตลาด. บทว่า โอกฺขิตฺตจกฺขุ

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 188 (เล่ม 71)

แปลว่า มีตาทอดลง. บทว่า มิตภาณี ความว่า มีปกติรู้จักประมาณแล้ว
จึงพูด อธิบายว่า รู้จักประมาณแล้วจึงแสดงธรรม. คำที่เหลือเข้าใจง่าย
ทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปัญจหัตถิยเถราปทาน

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 189 (เล่ม 71)

ปทุมัจฉทนิยเถราปทานที่ ๖ (๔๖)
ว่าด้วยผลแห่งการกั้นร่มเป็นพุทธบูชา
[๔๘] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าวิปัสสี ผู้อัครบุคคลนิพพาน
แล้ว เราถือดอกปทุมอันบานดียกขึ้นบูชาที่จิตกาธาร ในเมื่อ
มหาชนยกพระศพขึ้นจิตกาธาร จิตกาธารสูงขึ้นไปจรดนภา-
กาศ เราได้ทำร่มไว้ในอากาศ กั้นไว้ที่จิตกาธาร.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ด้วยดอกไม้ใดบูชา ด้วยกรรม
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๔๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า
ปทุมเป็นใหญ่มีพละมากครอบครองแผ่นดินมีสมุทรสาคร ๔
เป็นที่สุด.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปทุมัจฉทนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปทุมัจฉทนิยเถราปทาน

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 190 (เล่ม 71)

๔๖. อรรถกถาปทุมัจฉาทนิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระปทุมัจฉทนยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต
โลกนาถมฺหิ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่ง
หนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระรัตนตรัย เมื่อพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า พระนามว่าวิปัสสีปรินิพพานแล้ว ท่านบูชาเชิงตะกอนด้วยดอก
ปทุมทั้งหลาย.
ด้วยความเลื่อมใสแห่งจิตนั้นนั่นแล ท่านดำรงอยู่ตลอดอายุ จุติ
จากอัตภาพนั้น ท่องเที่ยวไปในสุคตินั้นแล เสวยสมบัติทั้งสอง คือ ทิพย-
สมบัติและมนุษย์สมบัติหลายครั้ง ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา
ทั้งหลายนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อม
ใสในพระศาสดา บวชในพระศาสนา เพียรพยายามอยู่ไม่นานนัก ก็
บรรลุพระอรหัต. เมื่อท่านพักอยู่ในที่นั้น ๆ มีที่พักกลางคืนและที่พัก
กลางวันเป็นต้น วิหารได้ฉาบไปด้วยดอกปทุมทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น ท่าน
จึงปรากฏนามว่า ปทุมัจฉทนิยเถระ ดังนี้.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้ว เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน
ด้วยอำนาจโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิพฺพุเต ความว่า เมื่อพระศาสดาปรินิพพาน
แล้ว ด้วยขันธปรินิพพาน เมื่อพระสรีระของพระสัมมาสัมพุทธะ

190
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 191 (เล่ม 71)

พระนามว่าวิปัสสี ถูกนำขึ้นสู่เชิงตะกอนอันวิจิตร เราได้ถือเอากลีบปทุม
อันบานดีแล้วยกขึ้นเชิงตะกอนบูชา. คำในคาถาที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น
เพราะนัยอัน ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
จบอรรถกถาปทุมัจฉทนิยเถราปทาน

191