ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 162 (เล่ม 71)

ธัมมจักกิกเถราปทานที่ ๙ (๓๙)
ว่าด้วยผลแห่งการตั้งธรรมจักรบูชา
[๔๑] เราได้ตั้งธรรมจักนี้ ทำอย่างสวยงาม อันวิญญูชนชม
เชย (บูชา) ไว้ข้างหน้าอาสนะอันประเสริฐ แห่งพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ.
เราย่อมรุ่งเรืองกว่าวรรณะทั้งสี่ มีคนใช้ พลทหารและ
พาหนะ คนเป็นอันมากย่อมติดตามห้อมล้อมเราเป็นนิจ
เราแวดล้อมด้วยคนตรีหกหมื่นทุกเมื่อ เราย่อมงามด้วยบริวาร
นี้เป็นผลแห่งบุญธรรม.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ตั้งธรรมจักรใดบูชา ด้วย
กรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการตั้งธรรมจักร
บูชา.
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง มีพละมาก มีพระนามว่า
สหัสสราชา ผู้เป็นใหญ่กว่าชน ได้มีปรากฏตลอด ๑๑ กัป
แต่กัปนี้.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระธัมมจักกิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบธัมมจักกิกเถราปทาน

162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 163 (เล่ม 71)

๓๙. อรรถกถาธัมมจักกิกเถราปทาน
อปทานของท่านพระธรรมจักกิกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส
ภควโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามสิทธัตถะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง
เจริญวัยแล้ว เจริญด้วยบุตรและภรรยา สมบูรณ์ด้วยสมบัติมีโภคะมาก.
ท่านเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เกิดศรัทธา ได้สร้างธรรมจักรสำเร็จด้วย
รัตนะบูชาข้างหลังธรรมาสน์ในธรรมสภา. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวย
สักกสมบัติและจักกวัตติสมบัติ ในที่ที่คนเกิดแล้วในเทวดาและมนุษย์. ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ เกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง สมบูรณ์ด้วยสมบัติ เกิด
ศรัทธา บวชแล้วเจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต ปรากฏ
โดยนามที่เสมือนกับนามแห่งกุศลที่ท่านบำเพ็ญในกาลก่อนว่า ธัมมจักกก-
เถระ.
ท่านบรรลุพระอรหัตผลโดยสมควรแก่บุญสมภาร ระลึกถึงบุพกรรม
ของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิ-
ว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้. บทว่า สีหาสนสฺส สมฺมุขา ความว่า
ในที่พร้อมหน้า คือในที่ตรงหน้าพุทธอาสน์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้
ประทับนั่ง. บทว่า ธมฺมจกฺกํ เม ฐปิตํ ความว่า เราได้แสดงรูปสีหะ
ทั้งสองข้าง โดยอาการดุจธรรมจักร สร้างกระทำให้เหมือนกระจกใน
ท่ามกลางตั้งธรรมจักรบูชา. เป็นอย่างไร ? เชื่อมความว่า ธรรมจักรที่

163
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 164 (เล่ม 71)

วิญญูชน คือบุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย สรรเสริญ ชมเชย กระทำดีแล้วว่า
งามเหลือเกิน.
บทว่า จารุวณฺโณว โสภามิ ความว่า เราย่อมงาม คือไพโรจน์
ประดุจมีวรรณะดังทองคำ. บาลีว่า จตุวณฺเณหิ โสภามิ ดังนี้ก็มี. อธิบาย
ว่า เราย่อมงดงาม คือไพโรจน์ด้วยวรรณะ กล่าวคือ ชาติแห่งกษัตริย์
พราหมณ์ แพศย์ ศูทร. บทว่า สโยคฺคพลวาหโน ความว่า ประกอบ
ด้วยยานมีวอทองเป็นต้น เสวก คือหมู่พล มีเสนาบดีและอำมาตย์เป็นต้น
และด้วยพาหนะ กล่าวคือรถเทียมช้างและม้าเป็นต้น. เชื่อมความว่า ชน
เป็นอันมาก คือมนุษย์เป็นอันมาก ประกอบตามคือคล้อยตามเราแวดล้อม
ตลอดกาลเป็นนิตย์. คำที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาธัมมจักกิกเถราปทาน

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 165 (เล่ม 71)

กัปปรุกขิยเถราปทานที่ ๑๐ (๔๐)
ว่าด้วยผลแห่งการตั้งตนกัลปพฤกษ์บูชา
[๔๒] เราได้คล้องผ้าอันวิจิตรหลายผืนไว้ตรงหน้าพระสถูปอัน
ประเสริฐของพระผู้มีพระภาคเจ้านานว่าสิทธัตถะ แล้วตั้งต้น
กัลปพฤกษ์ไว้.
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์
ในกำเนิดนั้น ๆ ต้นกัลปพฤกษ์อันงาม ย่อมประดิษฐานอยู่
ใกล้ประตูเรา เวลานั้น เราเอง บริษัท เพื่อนและคนคุ้นเคย
ได้ถือเอาผ้าจากต้นกัลปพฤกษ์นั้นมานุ่งห่ม.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ตั้งกัลปพฤกษ์ใดไว้ ด้วย
ธรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการตั้งต้นกัลป-
พฤกษ์.
และในกัปที่ ๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้ง
ทรงพระนามว่าสุเจละ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกัป ปรุกชิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกัปปรุกขิยเถราปทาน

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 166 (เล่ม 71)

๔๐. อรรถกถากัปปรุกขิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระกัปปรุกขิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส
ภควโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการทั้งหลายในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดในตระกูลหนึ่งอันสมบูรณ์
ด้วยสมบัติ ให้สร้างต้นกัลปพฤกษ์อันสำเร็จด้วยทอง วิจิตรด้วยรัตนะ ๗
วางบูชาไว้ตรงหน้าพระเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าสิทธัตถะ.
ท่านบำเพ็ญบุญเห็นปานนี้ ดำรงอยู่ตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่อง
เที่ยวไปในสุคตินั่นแล ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลตาม
ลำดับ บรรลุนิติภาวะแล้ว ดำรงการครองเรือน เลื่อมใสในพระรัตนตรัย
ฟังธรรมได้ศรัทธา อาราธนาพระศาสดา บวชแล้ว ไม่นานนักก็บรรลุ
พระอรหัต โดยนามแห่งกุศลที่ท่านเคยบำเพ็ญมาก่อน ท่านจึงปรากฏ
นามว่า กัปปรุกขิยเถระ ดังนี้.
ท่านบรรลุพระอรหัตผลแล้วอย่างนี้ ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อ
จะประกาศปุพพจริตาปทาน ด้วยอำนาจโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า
สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้. บทว่า ถูปเสฏฺฐสฺส สมฺมขา ความว่า ซึ่ง
ผ้าอันวิจิตรในที่เฉพาะหน้าพระสถูปเจดีย์อันประเสริฐสูงสุด ได้แก่ผ้าอัน
เขานำมาแต่เมืองจีน และผ้าอันเขานำมาแต่เมืองแขกเป็นต้น อันน่า
รื่นรมย์ใจ ด้วยจิตอันไม่เสมอเหมือนด้วยสีเป็นอเนก. อธิบายว่า เราได้
ประดิษฐ์ต้นกัลปพฤกษ์ห้อยย้อยลงอยู่. คำที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากัปปรุกขิยเถราปทาน
จบอรรถกถาวรรคที่ ๔

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 167 (เล่ม 71)

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กุณฑธานเถราปทาน ๒. สาคตเถราปทาน ๓. มหากัจจายน-
เถราปทาน ๔. กาฬุทายีเถราปทาน ๕. โมฆราชเถราปทาน ๖. อธิมุต-
ตกเถราปทาน ๗. ลสุณทายกเถราปทาน ๘. อายาตทายกเถราปทาน
๙. ธัมมจักกิกเถราปทาน ๑๐. กัปปรุกขิยเถรปทาน
และมีคาถา ๑๑๒ คาถา.
จบกุณฑธานวรรคที่ ๔

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 168 (เล่ม 71)

อุปาลิวรรคที่ ๕
อุปาลิเถราปทานที่ ๑ (๔๑)
ว่าด้วยพระบาลีปรารภกรรมของตน
[๔๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนายกของโลก แวดล้อมด้วย
พระขีณาสพหนึ่งพัน พระองค์ทรงประกอบความสงัด เสด็จ
ไปเพื่ออยู่ในที่ลับ เรานุ่งห่มหนังสัตว์ ถือไม้เท้าสามง่าม
เที่ยวไป ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของโลก แวดล้อม
ด้วยภิกษุสงฆ์.
จึงทำหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลีเหนือ
เศียรเกล้า ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า แล้วชมเชยพระองค์
ผู้นำของโลกว่า
สัตว์ทั้งหลายที่เกิดในไข่ เกิดในเถ้าไคล เกิดผุดขึ้น
เกิดในครรภ์ และนกมีกาเป็นต้นทั้งหมด ย่อมเที่ยวไปใน
อากาศทุกเมื่อ ฉันใด
สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีสัญญาก็ตาม ไม่มีสัญญาก็ตาม
สัตว์เหล่านั้น ก็ฉันนั้น ย่อมเข้าไปภายในพระญาณของพระ
องค์ทั้งหมด.
อนึ่ง กลิ่นหอมอันเกิดที่ภูเขา ณ ภูเขาหิมวันต์อันเป็นภูเขา
สงสุด กลิ่นหอมทั้งหมดนั้น ย่อมไม่ถึงแม้ส่วนเสี้ยว ในศีล
ของพระองค์.
โลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก แล่นไปสู่ความมืดมนใหญ่ โลก

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 169 (เล่ม 71)

กำจัดความมืดได้ ส่องแสงโชติช่วงอยู่ เพราะพระญาณของ
พระองค์ เปรียบ เหมือนพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว โลกก็ถึง
ความมืด ฉันใด เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ สัตว์โลกก็
ถึงความมืด ฉันนั้น.
เปรียบเหมือนเมื่อพระอาทิตย์อุทัย ย่อมขจัดความมืดได้
ทุกเมื่อ ฉันใด พระองค์ผู้เป็นพระพุทธเจ้าอันประเสริฐสุด ก็
ขจัดความมืดได้ทุกเมื่อ ฉันนั้น.
พระองค์ทรงส่งพระองค์ไปเพื่อความเพียร ได้เป็นพระ-
พุทธเจ้าในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ทรงยังหมู่ชนเป็นอันมาก
ให้ยินดีด้วยการปรารภกรรมของพระองค์.
พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระผู้เป็นนักปราชญ์ ทรง
สดับคำนั้นแล้ว ทรงอนุโมทนาแล้ว เสด็จเหาะขึ้นในอากาศ
ดังพระยาหงส์ในอัมพร พระสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอัน
ใหญ่หลวง พระนามว่าปทุมุตตระผู้เป็นศาสดาของเทวดา
และมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเหาะขึ้นไปประทับอยู่ในอากาศ ได้
ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดชมเชยญาณอันประกอบด้วยข้ออุปมาทั้งหลายนี้ เรา
จักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เขาจักได้เป็น
ท้าวเทวราช ๑๘ ครั้ง จักได้เป็นพระราชาในแผ่นดินครอง
ครองพสุธา ๓๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๕ ครั้ง
จักรได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยจะคณานับมิได้.
ในกัปที่แสน พระศาสดามีพระนาม ชื่อว่าโคดม ซึ่งมี

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 170 (เล่ม 71)

สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกการาช จักเสด็จอุบัติในโลก เขา
อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากภพดุสิต จักเป็นผ้าต่ำ
โดยชาติ [มีชาติต่ำ] มีชื่อว่าอุบาลี.
และภายหลังเขาบวชแล้ว หน่ายกรรมอันลามกกำหนด
รู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ นิพพาน.
พระโคดมพุทธเจ้าผู้ศากยบุตร มียศใหญ่ จักทรงโปรด
ดังเขาไว้ในเอตทัคคสถานทางวินัย เราบวชด้วยศรัทธา ทำ
กิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง ไม่มี
อาสวะอยู่.
และพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์เราว่า เราแกล้ว-
กล้าในวินัย เราปรารภในกรรมของตน ไม่มีอาสวะอยู่.
เราสำรวมในพระปาติโมกข์และในอินทรีย์ ๕ ทรงพระ-
วินัยอันเป็นบ่อเกิดรัตนะไว้ได้หมดทั้งสิ้น พระศาสดาผู้ไม่มี
ใครเทียบถึงในโลก ทรงรู้คุณของเราแล้ว ประทับนั่งในท่าม
กลางสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอุปาลิเถราปทาน

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 171 (เล่ม 71)

อุปาลิวรรคที่ ๕
๔๑. อรรถกถาอุปลาเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระอุบาลีเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ขีณาสวสหสฺเสหิ
ดังนี้.
ก็พระเถระนี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั่งหลายในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เห็นโทษในการอยู่ครอง
เรือน จึงละเรือนออกบวชเป็นฤๅษี ได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘
สำเร็จการอยู่ ณ หิมวันตประเทศ. สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่า ปทุมุตตระ. ทรงประสงค์วิเวก จึงเข้าไปสู่หิมวันตประเทศ. ดาบส
เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รุ่งโรจน์เหมือนพระจันทร์เพ็ญแต่ไกลเที่ยว มี
ใจเลื่อมใส กระทำหนังเฉวียงบ่า ประคองอัญชลี ถวายบังคมแล้วยืนอยู่
นั่นแล ประนมมือไว้เหนือเศียร ชมเชยพระผู่มีพระภาคเจ้าด้วยอุปมา
มากหลาย ด้วยสดุดีเป็นอเนก. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับดังนั้นแล้ว
ทรงประทานพยากรณ์ว่า ในอนาคต ดาบสนี้ จักบวชในพระศาสนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคตมะ จักได้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้มีปัญญา
เฉียบแหลมในทางพระวินัย.
ท่านดำรงอยู่ตลอดอายุ มีฌานไม่เสื่อม บังเกิดในพรหมโลก.
ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เสวยสมบัติ. ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นหลานของพระอุบาลีเถระใน
กรุงกบิลพัสดุ์. ท่านถึงความเจริญวัยโดยลำดับ บวชในสำนักของพระ-
อุบาลีเถระผู้เป็นลุง เรียนพระกรรมฐาน เจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็ได้
๑. ม. ภาคิเนยฺยอุปาลิเถราปทาน

171