ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 132 (เล่ม 71)

คุ้มครองไว้. บทว่า ปถํ อาจิกฺขเส ตุวํ ความว่า ข้าแต่พระสัพพัญญู
ผู้เจริญ พระองค์ทรงบอกคือตรัสแสดง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ซึ่งทาง
คือทางแห่งสัตบุรุษ ได้แก่อุบายเป็นเหตุบรรลุพระนิพพาน. คำที่เหลือ
ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสาคตเถราปทาน

132
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 133 (เล่ม 71)

มหากัจจายนเถราปทานที่ ๓ (๓๓)
ว่าด้วยผลแห่งการทาทองพระเจดีย์
[๓๕] เราได้ให้ทำแผ่นศิลาไว้แล้ว ได้เอาทองฉาบทาพระเจดีย์
ชื่อปทุม ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นที่พึงของโลก พระ-
นามว่าปทุมุตตระ และได้กั้นฉัตรอันสำเร็จด้วยแก้ว แล้วเอา
พัดวาลวิชนีพัดถวายพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก ผู้
คงที่.
ภุมเทวดามีประมาณเท่าไร มาประชุมกันทั้งหมดในเวลา
นั้น ด้วยความหวังว่า พระศาสดาจักตรัสผลแห่งอาสนะและ
ฉัตรแก้ว.
พวกเราจักฟังพระศาสดาตรัสทั้งหมดนั้น พึงยังคาน
ร่าเริงให้เกิดอย่างยิ่ง ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
พระสยัมภูผู้อัครบุคคล ประทับนั่งบนอาสนะทองแล้ว
แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้
ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว.
ผู้นั้นจักเป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๑๐ กัป จักมี
รัศมีแผ่ไปโดยรอบตลอดร้อยโยชน์ มาสู้มนุษย์โลกแล้ว จักได้
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระนามว่า ปภัสสระ จักเป็นผู้มีเดช
อันรุ่งเรือง จักรได้เป็นกษัตริย์มีรัตนะ ๘ ประการโชติช่วงอยู่
โดยรอบ ทั้งกลางคืนกลางวัน ดังพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้น.
ในกัปที่แสน พระศาสดาพระนามว่าโคดม ซึ่งทรงสมภพ
ในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นอัน

133
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 134 (เล่ม 71)

กุศลมูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากภพดุสิด จักเป็นบุตร
พราหมณ์ มีนามชื่อว่ากัจจานะ ภายหลังเขาบวชแล้ว จักตรัสรู้
ไม่มีอาสวะอยู่ พระโคดมผู้ส่องโลกให้โชติช่วง จักทรงตั้งไว้
ในตำแหน่งอันเลิศ.
ผู้นั้นจักกล่าวปัญหาที่ถูกถามแล้งโดยย่อให้พิสดาร และ
เมื่อกล่าวปัญหานั้น จักยังอัธยาศัยให้เต็ม พราหมณ์ผู้เป็น
อภิชาตบุตรในสกุลอันมั่งคั่ง เรียนจบมนต์ ละทรัพย์และ
ข้าวเปลือกแล้ว บวชเป็นบรรพชิต.
เมื่อถูกถามปัญหาแม้โดยย่อ เราก็กล่าวแก้ได้โดยพิสดาร
เราย่อมยังอัธยาศัยของชนเหล่านั้นให้เต็ม ย่อมยังพระผู้มี
พระภาคเจ้าผู้สูงสุดกว่าสัตว์ให้โปรดปราน.
พระมหาวีรเจ้าผู้ตรัสรู้เอง เป็นอัครบุคคล ทรงโปรดปราน
เรา ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางสงฆ์แล้ว ทรงตั้งเราไว้ในเอต-
ทัคคสถาน.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมหากัจจายนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล
จบมหากัจจายนเถราปทาน

134
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 135 (เล่ม 71)

๓๓. อรรถกถามหากัจจานเถราปทาน
อปทานของท่านพระมหากัจจานเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตตระ
นาถสฺส ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ใน
กาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลคฤห-
บดีมหาศาล เจริญวัยแล้ว วันหนึ่ง ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็น
ภิกษุรูปหนึ่ง อันพระศาสดาทรงคงไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุผู้จำแนก
อรรถแห่งคำที่พระองค์ตรัสโดยย่อให้พิสดารได้ แม้ตนเองก็ปรารถนา
ตำแหน่งนั้น ตั้งปณิธานแล้ว บำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ท่องเที่ยวไป
ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในกาลแห่งพระผู้มีภาคเจ้าพระนามว่า
สุเมธะ เป็นวิทยาธรไปโดยอากาศ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง
ณ ไพรสณฑ์ มีจิตเลื่อมใส ได้กระทำการบูชาด้วยดอกกรรณิการ์.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ ในสุคตินั่นเอง
ในกาลแห่งพระทศพล พระนามว่ากัสสปะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลใน
กรุงพาราณสี เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ได้กระทำการบูชา
ด้วยแผ่นอิฐอันสำเร็จด้วยทอง มีค่าแสนหนึ่ง ที่ฐานอันเป็นที่กระทำ
สุวรรณเจดีย์ ดังความปรารถนาว่า ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออกแห่ง
บุญกรรมนี้ ขอสรีระของเราจงมีวรรณะเพียงดังว่าสีแห่งทอง ในที่ ๆ ตน
เกิดแล้ว. แต่นั้นกระทำกุศลกรรมตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลาย สิ้นพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือน

135
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 136 (เล่ม 71)

แห่งปุโรหิต ของพระเจ้าจัณฑปัชโชต ในกรุงอุชเชนี ในวันตั้งของท่าน
มารดาคิดว่า บุตรของเรามีวรรณะเพียงดังสีแห่งทอง ถือเอาชื่อของตนมา
จึงตั้งชื่อว่า กาญจนมาณพ นั่นเอง. ท่านเจริญวัยแล้ว เรียนไตรเพท
โดยล่วงไปแห่งบิดา จึงได้ตำแหน่งปุโรหิต. ด้วยอำนาจโคตรท่านปรากฏ
นามว่า กัจจานะ. พระเจ้าจัณฑปัชโชต ทราบกาลเสด็จอุบัติแห่งพระ
พุทธเจ้า ทรงส่งสาสน์ไปว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ท่านจงไปในที่นั้น
กราบเรียนให้พระศาสาดาทรงทราบ. ท่านมีตนเป็นที่แปดเข้าไปเฝ้าพระ-
ศาสาดา. พระศาสาดาทรงแสดงธรรมแก่เขาแล้ว. ในที่สุดแห่งเทศนา
ท่านกับชน ๗ คน ดำรงอยู่ในพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. ลำดับนั้น
พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิดดังนี้.
ในขณะนั้นนั่นเอง ภิกษุเหล่านั้นมีผมและหนวดเพียงสององคุลี
ทรงไว้ซึ่งบาตรและจีวรอันเสร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นเหมือนพระเถระผู้มี
พรรษาตั้งร้อย. พระเถระประนมมือของตนแล้ว กราบทูลพระศาสดา
อย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์และฟังธรรม. พระเจ้าจัณฑปัชโชตปรารภจะถวาย
บังคมพระบาทของพระองค์และฟังธรรม. พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุ เธอ
เท่านั้น จงเป็นผู้มีตนเป็นที่แปดไปในที่นั้น แม้เมื่อเธอไปแล้ว พระ-
ราชาจักเลื่อมใส. พระเถระมีตนเป็นที่แปด ไปในที่นั้น ยังพระ-
ราชาให้เลื่อมใส ให้พระศาสนาประดิษฐานในอวันตีชนบททั้งหลายแล้ว
กลับมาเฝ้าพระศาสดาอีกตามเดิม.
ท่านบรรลุพระอรหัตผลอย่างนี้แล้ว พระศาสดาได้ทรงตั้งไว้ใน
ตำแหน่งอันเลิศด้วยพระดำรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้สาวกของ
เรา ผู้จำแนกอรรถที่เรากล่าวโดยย่อให้พิสดารนี้ มหากัจจานะเป็นเลิศ

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 137 (เล่ม 71)

ท่านได้รับตำแหน่งเอตทัคคะแล้ว ระลึกถึงกรรมของตน เมื่อจะประกาศ
ปุพพวจริตาปทานจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรนาถสฺส ดังนี้. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า ปทุมํ นาม เจติยํ ความว่า เพราะได้ปกปิดด้วย
ดอกปทุม และเพราะการทำด้วยอาการแห่งดอกปทุม วิหารคือพระ-
คันธกุฎีอันเป็นที่ประทับอยู่แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล ได้เป็นเจดีย์
โดยเป็นที่ควรบูชา ที่ประทับอยู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ ท่านเรียกว่า
เจดีย์ เหมือนที่เขากล่าวว่า โคตมกเจดีย์ อาฬวกเจดีย์ สถานที่อยู่ของยักษ์
เหล่านั้น ท่านเรียกว่าเจดีย์ เพราะเป็นสถานที่ควรบูชา. พึงทราบว่า
ไม่ใช่เจดีย์อันเป็นที่บรรจุพระธาตุ. ก็ท่านไม่ได้สร้างธาตุเจดีย์ เพราะ
ไม่มีสรีรธาตุ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ยังไม่ปรินิพพาน. บทว่า สิลาปฏํ
การยิตฺวา ความว่า ได้สร้างแผ่นศิลา อันสำเร็จด้วยแก้วผลึก ในภาย
ใต้แห่งพระคันธกุฎี อันมีชื่อว่าปทุมนั้น เพื่อเป็นที่รองรับดอกไม้.
บทว่า สุวณฺเณนาภิเลปยึ ความว่า เราได้ฉาบปกปิดแผ่นศิลานั้นด้วย
อาการพิเศษยิ่ง ด้วยทองชมพูนุท. เราได้ยกฉัตรอันแล้วด้วยรัตนะ คือ
ทำด้วยรัตนะ ๗ แล้วกั้นไว้บนยอด แล้วยกพัดวาลวิชนีและพัดบวรจามรี
ขาว เพื่อพระพุทธเจ้า. บทว่า โลกพนฺสฺส ตาทิโน ความว่า เราได้
กั้นไว้เพื่อพระพุทธเจ้าผู้พรั่งพร้อมด้วยคุณมีสติเป็นต้น เช่นกับเผ่าพันธุ์
แห่งโลกทั้งสิ้น. คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถามหากัจจานเถราปทาน

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 138 (เล่ม 71)

กาฬุทายีเถราปทานที่ ๔ (๓๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวชั้นพิเศษ
[๓๖] เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก
ผู้คงที่ เสด็จดำเนินทางไกล เที่ยวจาริกไป ในเวลานั้น
เราได้ถือเอาดอกปทุม ดอกอุบล และดอกมะลิซ้อนอัน
บานงาม และถือข้าว (สุก) ชั้นพิเศษมาถวายแด่พระศาสดา.
พระมหาวีรชินเจ้า เสวยข้าวชั้นพิเศษอันเป็นโภชนะ
ดี และทรงรับดอกไม้นั้นแล้ว ทรงยังเราให้รื่นเริงว่า ผู้ใด
ได้ถวายดอกปทุมอันอุดม เป็นที่ปรารถนา เป็นที่ใคร่ในโลกนี้
แก่เรา ผู้นั้นทำกรรมที่ทำได้ยากนัก ผู้ใดได้บูชาดอกไม้ และ
ได้ถวายข้าวชั้นพิเศษแก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้ง-
หลาย จงฟังเรากล่าว.
ผู้นั้นจักได้เสวยเทวรัชสมบัติ ๑ ครั้ง ดอกอุบล ดอก
ปทุม และดอกมะลิซ้อน จะมีในเบื้องบนผู้นั้น ด้วยผลแห่ง
บุญนั้น ผู้นั้นจักสร้างหลังคาอันประกอบด้วยของหอมอันเป็น
ทิพย์รู้ในอากาศ จักทรงได้ในเวลานั้น จักได้เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิ ๒๕ ครั้ง จักรดีเป็นพระชาในแผ่นดินครอบครอง
พสุธา ๕๐๐ ครั้ง.
ในกัปที่แสน พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ซึ่งทรง
สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้น
ปรารถนาในกรรมของตน อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักได้เป็น

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 139 (เล่ม 71)

บุตรผู้มีชื่อเสียง ทำความเพลิดเพลินให้เกิดแก่เจ้าศากยะ
ทั้งหลาย.
แต่ภายหลัง ผู้นั้นอันกุศลมูลตักเตือนแล้วจักบวช จัก
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะนิพพาน พระโคดมผู้
เผ่าพันธุ์ของโลก จักทรงตั้งผู้นั้นซึ่งบรรลุปฏิสัมภิทา ได้ทำ
กิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ในเอตทัคคสถาน.
ผู้นั้นมีตนส่งไปแล้วเพื่อความเพียร สงบระงับ ไม่มีอุปธิ
จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าอุทายี เรากำจัด
ราคะ โทสะ โมหะ มานะ และมักขะได้แล้ว กำหนดรู้
อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสนะอยู่ เรายังพระสัมพุทธเจ้าให้
ทรงโปรดปราน มีความเพียร มี่ปัญญา และพระสัมพุทธ-
เจ้าทรงเลื่อมใส ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกาฬุทายีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบกาฬทุายีเถราปทาน

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 140 (เล่ม 71)

๓๔. อรรถกถากาฬถทายีเถราปทาน
อปทานของท่านพระกาฬุทายีเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส
ภควโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุคตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ใน
หังสวดีนคร ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้ง
ภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศของภิกษุทั้งหลายผู้ยังสกุลให้เลื่อมใส
กระทำกรรมคือความปรารถนาที่ตั้งใจจริง อันเกิดแต่กรรมนั้น แล้ว
ปรารถนาตำแหน่งนั้น.
ท่านบำเพ็ญกุศลจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย ในวันถือปฏิสนธิในพระครรภ์มารดาแห่งพระโพธิสัตว์ของเรา
ทั้งหลาย ท่านถือปฏิสนธิในเรือนแห่งอำมาตย์ ในกรุงกบิลพัสดุ์นั้นเอง
เกิดในวันเดียวกันกับพระโพธิสัตว์นั้นเองแล. วันนั้นนั่นเอง เขาให้นอน
บนเทริดผ้าที่ทำด้วยเปลือกไม้ชนิดหนึ่ง แล้วไปสู่ที่บำรุงของพระโพธิสัตว์
สมบัติ ๗ คือ โพธิพฤกษ์ ราหุลมารดา ขุมทรัพย์ทั้ง ๔ ม้ากัณฐกะ
พระอานนท์ นายฉันทะ พระกาฬุทายี กับพระโพธิสัตว์ ได้ชื่อว่า
สหชาต เพราะเกิดขึ้นวันเดียวกัน. ครั้นในวันตั้งชื่อท่าน ญาติทั้งหลาย
ได้ตั้งชื่อท่านว่า อุทายี นั่งเอง เพราะชาวพระนครทั้งสิ้นเกิดความ
เบิกบานใจ. อนึ่ง ท่านปรากฏชื่อว่า กาฬุทายี เพราะมีธาตุดำน้อยหนึ่ง.
ท่านเล่นกับพระโพธิสัตว์มาตั้งแต่เด็กจนถึงความเจริญวัย.

140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 141 (เล่ม 71)

ครั้นภายหลัง เมื่อพระโลกนาถเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ บรรลุ
พระสัพพัญญุตญาณโดยลำดับ ประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จเข้า
อาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน พระเจ้าสุทโธทนมหาราช
ทรงสดับข่าวนั้น จึงได้ทรงส่งอำมาตย์คนหนึ่ง มีบุรุษพันหนึ่งเป็นบริวาร
ด้วยรับสั่งว่า จงนำพระลูกเจ้าของเรามาในที่นี้. ท่านไปเฝ้าพระศาสดาใน
เวลาแสดงธรรม ยืนอยู่ท้ายบริษัท ฟังธรรมแล้วพร้อมด้วยบริวาร บรรลุ
พระอรหัต.
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสกะพวกเขาว่า พวก
เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด. ในขณะนั้นนั่งเอง ท่านทั้งหมดนั้น ต่างทรงบาตร
และจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นเหมือนพระเถระผู้มีพรรษาตั้งร้อย. ก็
จำเดิมแต่กาลที่ท่านเหล่านั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เป็นพระอริยเจ้าผู้มี
ความวางเฉยเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงไม่กราบทูลข่าวสาสน์ที่พระราชาส่งไป
แด่พระทศพล. พระราชามิได้ทรงสดับข่าวสาสน์. พระองค์จึงทรงส่ง
อำมาตย์อื่นอีกไปกับบุรุษ ๑,๐๐๐ คน. แม้เมื่ออำมาตย์นั้นปฏิบัติเหมือน
อย่างนั้น พระองค์ก็ทรงส่งอำมาตย์ ๘ คนแม้อื่นอีก ไปพร้อมกับบุรุษ
๘,๐๐๐ คน ด้วยอาการอย่างนี้. คนเหล่านั้นบรรลุพระอรหัตได้เป็นผู้นิ่ง.
ลำดับนั้น พระราชาทรงพระดำริว่า คนมีประมาณเท่านี้ ไม่ได้
แจ้งอะไร ๆ เพื่อการเสด็จมาแห่งพระทศพลในที่นี้ เพราะไม่มีความรัก
ในเรา อุทายีนี้แลเป็นผู้มีวัยเสมอกับพระทศพล เคยเป็นเพื่อนแล่นฝุ่นด้วย
กัน และมีความรักในเรา เราจักส่งผู้นี้ไป จึงรับสั่งให้เรียกท่านมาแล้ว
ตรัสว่า พ่อ พ่อจงมีบุรุษ ๑,๐๐๐ คนเป็นบริวาร ไปกรุงราชคฤห์นำพระ-
ทศพลมาดังนี้แล้วทรงส่งไป. ท่านทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ถ้าหม่อมฉัน

141