ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 644 (เล่ม 70)

นั้น แล้วไหลพลุ่งขึ้นไปทางอากาศห้าโยชน์ ชื่อว่า อากาสคงคา, และ ชื่อว่า
ภาคีรถี เพราะทำลายที่ที่น้ำตกลง แล้วทำลายฝั่งสระโบกขรณีที่เกิดเอง
ห้าโยชน์ ณ ที่นั้นแหละ เป็นแม่น้ำ ๕ สาย เหมือนนิ้วมือ ๕ นิ้ว มีชื่อ ๕
ชื่อคือ คงคา ยมุนา สรภู มหี และอจิรวดี แล้วกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้
เป็น ๕ ภาค ๕ ส่วนแล้วไป คือไหลไปยัง ๕ ภาค ๕ ส่วน. แม่น้ำนั้นด้วย
มีทางไหลไป ๕ ส่วนด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าแม่น้ำคงคาภาคีรถี.
พึงเห็นว่า เมื่อควรจะกล่าวว่า ภาคีรถี คงคา เพื่อสะดวกในการประพันธ์
คาถา จึงกล่าวดังเคยประพฤติมา. บทว่า หิมวนฺตา ปภาวิตา ความว่า
ที่ชื่อว่า หิมะ เพราะเบียดเบียนเหล่าสัตว์ คือเบียดเบียนรบกวน ทำให้
วุ่นวายด้วยความหนาว. ชื่อว่า หิมวา เพราะเขานั้นมีหิมะ. ชื่อว่า
หิมวนฺตปภาวิตา เพราะเกิด คือเป็นไป ได้แก่ไหลไปจำเดิมแต่ภูเขา
หิมวันต์นั้น. บทว่า กุติตฺเถ นาวิโก อาสึ ความว่า เราเกิดในตระกูล
ชาวประมง ได้เป็นนายเรืออยู่ที่ท่าไม่เรียบ ประกอบด้วยกระแสอันเชี่ยว
ของแม่น้ำคงคานั้น. บทว่า โอริเม จ ตรึ อหํ ความว่า เราให้
พวกคนผู้มาถึงแล้ว ๆ ข้ามจากฝั่งนอกไปยังฝั่งใน.
บทว่า ปทุมุตฺตโร นายโก ความว่า พระปทุมุตตรพุทธเจ้าผู้สูงสุด
แห่งเหล่าสัตว์ ๒ เท้า ทรงนำ คือทรงยังเหล่าสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน
ทรงทำบุญ สมบัติของเราให้สำเร็จ. เชื่อมความว่า พระองค์มีพระผู้ชำนะ
ตนหนึ่งแสน คือมีพระขีณาสพหนึ่งแสน ถึงท่าน้ำ เพื่อจะข้ามกระแสน้ำ
คงคา.
บทว่า พหู นาวา สมาเนตฺวา ความว่า เราเห็นพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้านั้นผู้เสด็จถึงแล้ว จึงนำเรือหลาย ๆ ลำมาเทียบกัน คือกระทำ

644
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 645 (เล่ม 70)

เรือ ๒ ลำให้ติดกัน แล้วทำหลังคาด้วยปะรำที่พวกช่างปรุง คือทำเสร็จ
อย่างดีไว้เบื้องบนเรือนั้น แล้วนับถือ บูชาพระนราสภ คือพระสัมพุทธ-
เจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ.
บทว่า อาคนฺตฺวาน จ สมฺพุทฺโธ เชื่อมความว่า เมื่อเอาเรือ
ขนานกันอย่างนั้นแล้ว พระสัมพุทธเจ้าเสด็จมา ณ ที่นั้น แล้วเสด็จขึ้น
ยังเรือ คือนาวาอันเลิศลำนั้น. บทว่า วาริมชฺเฌ  ิโต สตฺถา เชื่อม
ความว่า พระศาสดาเสด็จขึ้นเรือแล้ว กำลังประทับอยู่ท่ามกลางน้ำ
ในแม่น้ำคงคา ได้ภาษิตคือตรัสพระคาถาอันประกอบด้วยความโสมนัส
เหล่านี้.
บทว่า โย โส ตาเรสิ สมฺพุทฺธํ ความว่า นายเรือนั้นใด
นิมนต์พระสัมพุทธเจ้า ให้ข้ามกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคา. บทว่า สงฺฆญฺ-
จาปิ อนาสวํ ความว่า นายเรือนั้น มิใช่นิมนต์พระสัมพุทธเจ้าให้
ข้ามน้ำอย่างเดียวเท่านั้น แม้พระสงฆ์ผู้ไม่มีอาสวะหมดกิเลส ก็นิมนต์
ให้ข้ามไปด้วย. บทว่า เตน จิตฺตปสาเทน ความว่า มีจิตเลื่อมใส
อันประกอบด้วยความโสมนัส ซึ่งเกิดขึ้นในกาลขับเรือนั้น จักยินดี คือ
จักเสวยทิพยสมบัติในเทวโลก คือในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น.
บทว่า นิพฺพตฺติสฺสติ เต พฺยมฺหํ ความว่า พยัมหะ คือวิมาน
ที่ทำไว้เรียบร้อย คือบังเกิดเสร็จแล้ว ตั้งอยู่เหมือนเรือ คือมีสัณฐาน
เหมือนเรือ จักบังเกิด คือจักปรากฏแก่ท่านผู้เกิดขึ้นในเทวโลก. บทว่า
อากาเส ปุปฺผฉทนํ เชื่อมความว่า เพราะวิบากของกรรมที่ได้ทำปะรำไว้
ปะรำเรือหลังคาดอกไม้ จักกางกั้นในอากาศในกาลทุกเมื่อ คือในที่
ที่ไปแล้ว ๆ.

645
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 646 (เล่ม 70)

บทว่า อฏฺฐปญฺญาสกปฺปมฺหิ เชื่อมความว่า ล่วงไป ๕๘ กัป
ตั้งแต่กาลที่ทำบุญนี้ จักเป็นกษัตริย์จักรพรรดิ มีนามชื่อว่า ตารกะ จัก
เป็นใหญ่ คือเป็นผู้มีชัยชนะในทวีปทั้ง ๔. คาถาที่เหลือมีเนื้อความง่าย
ทั่งนั้น.
บทว่า เรวโต นาม นาเมน ความว่า จักเป็นเผ่าพันธุ์พรหม
ได้แก่เป็นบุตรพราหมณ์ คือจักเกิดในตระกูลพราหมณ์ มีนามว่า เรวตะ.
เพราะเกิดในเรวดีฤกษ์.
บทว่า นิพฺพายิสฺสินาสโว ความว่า เป็นผู้หมดกิเลสจักนิพพาน
ด้วยขันธปรินิพพาน.
บทว่า วิริยํ เม ธุรโธรุยฺหํ ความว่า เราอันพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าปทุมุตตระทรงพยากรณ์อย่างนี้แล้ว ความเพียรของเราถึงที่สุด
แห่งบารมีโดยลำดับ เป็นความเพียรไม่ย่อหย่อน เป็นความเพียรนำธุระ
ไป คือเป็นที่รองรับธุระ เป็นเครื่องนำมาซึ่งพระนิพพานอันเป็นแดน
เกษม จากโยคะทั้งหลาย. บทว่า ธาเรมิ อนฺติมํ เทหํ เชื่อมความว่า
บัดนี้ เราทรงสรีระสุดท้ายไว้ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ในกาลต่อมา พระเถระนั้นไปยังบ้านเกิดของตน นำหลาน ๓ คน
คือนายจาลา นายอุปจาลา และนายสีสูปจาลา ซึ่งเป็นบุตรของน้องสาว
๓ นาง คือนางจาลา นางอุปจาลา และนางสีสูปจาลา มาให้บวชแล้ว
แนะนำกรรมฐานให้. หลาน ๆ เหล่านั้น ขวนขวายประกอบตามพระ-
กรรมฐานอยู่.
ก็สมัยนั้น อาพาธบางอย่างเกิดขึ้นแก่พระเถระ. พระสารีบุตรเถระ
ได้ฟังดังนั้น จึงเข้าไปหาด้วยหวังใจว่า จักทำการถามถึงความป่วยไข้เและ

646
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 647 (เล่ม 70)

ถามถึงการบรรลุมรรคผลของพระเรวตะ. พระเรวตะเถระเห็นพระธรรม-
เสนาบดีเดินมาแต่ไกล เมื่อจะโอวาทโดยการทำสติให้เกิดขึ้นแก่สามเณร
เหล่านั้น จึงได้กล่าวคาถาว่า จาเล ดังนี้. คำว่า จาเล อุปจาเล สีสูป-
จาเล ในคาถานั้น เป็นคำร้องเรียกสามเณรเหล่านั้น. ก็เด็กทั้ง ๓ คน
ซึ่งได้ชื่อเป็นเพศหญิงว่า จาลา อุปจาลา และสีสูปจาลา แม้จะบวชแล้ว
เขาก็ยังเรียกชื่ออยู่อย่างนั้น. บางอาจารย์กล่าวว่า เด็กเหล่านั้นชื่อว่า จาลี
อุปจาลี สีสูปจาลี ดังนี้ก็มี. พระเรวตเถระเมื่อจะแสดงประโยชน์ที่กระทำ
การเรียกมาด้วยคำมีอาทิว่า จาลา ดังนี้. จึงกล่าวว่า เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มี
สติอยู่เถิด ดังนี้ แล้วกล่าวเหตุในการเรียกมานั้นว่า พระเถระผู้เป็นลุง
ของพวกท่านประหนึ่งนักแม่นธนู เดินมาแล้ว ดังนี้. บทว่า ปติสฺสตา
แปลว่า เป็นผู้มีสติ. ศัพท์ว่า โข ใช้ในอวธารณะห้ามความหมายอย่าง
อื่น. บทว่า อาคโต แปลว่า มาแล้ว. บทว่า โว แปลว่า ของพวก
ท่าน. บทว่า วาลํ วิย เวธิ แปลว่า เหมือนนักแม่นธนู. ก็ในคำนี้มี
ความย่อดังต่อไปนี้. พระเถระผู้เป็นลุงของพวกท่านมีสภาพเหมือนนัก
แม่นธนู คือคล้ายกับพระศาสดา เพราะมีปัญญากล้า มีปัญญาไว และ
มีปัญญาชำแรกกิเลส มาแล้ว, เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย จงเข้าไป
ตั้งสมณสัญญา คือจงเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะอยู่เถิด คือจงเป็นผู้
ไม่ประมาทในธรรมเครื่องอยู่ตามที่ได้บรรลุแล้วเถิด.
สามเณรเหล่านั้นได้ฟังดังนั้น จึงกระทำวัตรมีการต้อนรับเป็นต้น
แก่พระธรรมเสนาบดี แล้วนั่งเข้าสมาธิอยู่ในที่ไม่ไกลเกินไป ในเวลาที่
พระเถระผู้เป็นลุงทั้งสองปฏิสันถารกัน. พระธรรมเสนาบดีกระทำปฏิ-
สันถารกับพระเรวตเถระแล้ว ลุกจากอาสนะเข้าไปหาสามเณรเหล่านั้น เมื่อ

647
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 648 (เล่ม 70)

พระเถระเข้าไปหา สามเณรเหล่านั้นได้ลุกขึ้นไหว้แล้วยืนอยู่ เพราะได้ทำ
กำหนดเวลาไว้อย่างนั้น. พระเถระถามว่า พวกเธออยู่ด้วยธรรมเครื่อง
อยู่อย่างไหน ? เมื่อสามเณรเหล่านั้นบอกให้ทราบแล้ว จึงแนะนำแม้เด็ก
ทั้งหลายอย่างนั้น พลางสรรเสริญพระเถระว่า น้องชายของเรามีปกติ
กล่าวคำสัจจริงถึงผู้มีปกติประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ดังนี้แล้วหลีกไป.
คำที่เหลือในคาถานี้มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาขทิรวนิยเรวตเถราปทาน

648
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 649 (เล่ม 70)

อานันทเถราปทานที่ ๑๒ (๑๐)
ว่าด้วยผลแห่งการกางฉัตรถวายพระพุทธเจ้า
[๑๒] พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ เสด็จออกจากประตู
พระอารามแล้ว ทรงเมล็ดฝนอมฤตให้ตก ยังมหาชนให้เย็น
สบาย.
พระขีณาสพผู้เป็นนักปราชญ์เหล่านั้น ประมาณหนึ่งแสน
ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก แวดล้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ดุจพระฉายาตามพระองค์ไปฉะนั้น.
เวลานั้น เราอยู่บนคอช้าง กั้นฉัตรขาวอันประเสริฐ ปีติ
เกิดแก่เรา เพราะได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระรูปโฉมงาม.
เราลงจากคอช้างแล้วเข้าไปเฝ้าพระนราสภ ได้กั้นฉัตร
แก้วของเราถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
พระมหาฤๅษีพระนามว่าปทุมุตตระ. ทรงทราบความดำริ
ของเราแล้ว ทรงหยุดกถานั้นไว้ แล้วตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดได้กั้นฉัตรอันประดับด้วยเครื่องอลังการทอง เราจัก
พยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
บุรุษผู้นี้ไปจากมนุษยโลกแล้ว จักครอบครองภพดุสิต จัก
เสวยสมบัติ มีนางอัปสรทั้งหลายแวดล้อม.
จักเสวยเทวราชสมบัติ ๓๔ ครั้ง จักเป็นอธิบดีแห่งชน
ครอบครองแผ่นดิน ๘๐๐ ครั้ง จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๘
ครั้ง จักเสวยราชสมบัติในประเทศราชอันไพบูลย์ในแผ่นดิน.

649
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 650 (เล่ม 70)

ในแสนกัป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร
ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก
ผู้นี้จักเป็นโอรสแห่งพระญาติของพระพุทธเจ้าผู้เป็นธงชัยแห่ง
สกุลศากยะ จักรได้เป็นพุทธอุปัฏฐาก มีนามชื่อว่า อานนท์
จักมีความเพียร ประกอบด้วยปัญญา ฉลาดในพาหุสัจจะ มี
ความประพฤติอ่อนน้อม ไม่กระด้าง ชำนาญในบาลีทั้งปวง.
พระอานนท์นั้น มีจิตส่งไปเพื่อความเพียร สงบระงับ
ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน.
มีช้างกุญชรอยู่ในป่าอายุ ๖๐ ปี ตกมัน ๓ แห่ง (คือที่
ตา หู และอัณฑะ) เกิดในตระกูลช้างมาตังคะ มีงางอนงาม
ควรเป็นราชพาหนะ ฉันใด แม้บัณฑิตทั้งหลาย ก็ฉันนั้น
ประมาณได้หลายแสน มีฤทธิ์มาก บัณฑิตทั้งหมดนั้นของ
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นผู้ไม่มีกิเลส.
เรานมัสการอยู่ทั้งในยามต้น ในยามกลาง และในยาม
สุดท้าย เรามีจิตเลื่อมใส ปลื้มใจ บำรุงพระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐสุด เรามีความเพียร ประกอบด้วยปัญญา มีสติ
สัมปชัญญะ บรรลุโสดาปัตติผล ฉลาดในเสขภูมิ.
ในแสนกัปแต่กัปนี้ เราก่อสร้างกรรมใดไว้ เราได้บรรลุ
ถึงภูมิแห่งกรรมนั้นแล้ว ศรัทธาตั้งมั่นแล้วมีผลมาก การมา
ในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดของเรา เป็นการมาดีแล้ว
หนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา
ทำเสร็จแล้ว.

650
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 651 (เล่ม 70)

คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา
ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระอานนทเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอานันทเถราปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. พุทธาปทาน ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน ๓. สารีปุตตเถรา-
ปทาน ๔. มหาโมคคัลลานเถราปทาน ๕. มหากัสสปเถราปทาน ๖.
อนุรุทธเถราปทาน ๗. ปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน ๘. อุปาลีเถรา-
ปทาน ๙. อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน ๑๐. ปิณโฑลภารทวาชเถรา-
ปทาน ๑๑. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน ๑๒. อานันทเถราปทาน. รวม
คาถาทั้งหมดได้ ๖๕๐ คาถา.
จบอปทานพุทธวรรคที่ ๑
๑๐. พรรณนาอานันทเถราปทาน
คำมีอาทิว่า อารามทฺวารา นิกฺขมฺม ดังนี้. เป็นอปทานของท่าน
พระอานนทเถระ.
แม้พระเถระนี้ก็ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ

651
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 652 (เล่ม 70)

ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดเป็นน้องชายต่างมารดากับ
พระศาสดา ในนครหังสวดี. เขาได้มีชื่อว่า สุมนะ. ก็พระบิดาของ
สุมนะนั้น เป็นพระราชาพระนามว่า นันทะ, พระเจ้านันทราชนั้น เมื่อ
สุมนกุมารผู้เป็นโอรสของพระองค์เจริญวัยแล้ว จึงได้ประทานโภคนคร
ให้ในที่ประมาณ ๒๐ โยชน์ จากนครหังสวดีไป. สุมนกุมารนั้นมาเฝ้า
พระศาสดาและพระบิดาในบางครั้งบางคราว ครั้งนั้น พระราชาทรงบำรุง
พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ประมาณหนึ่งแสนโดยเคารพด้วยพระองค์เอง ไม่
ยอมให้คนอื่นบำรุง.
สมัยนั้น ปัจจันตชนบทกำเริบขึ้น. พระกุมารไม่กราบทูลพระราชา
ถึงความที่ปัจจันตชนบทกำเริบ เสด็จไประงับเสียเอง. พระราชาได้สดับ
ดังนั้นดีพระทัยตรัสว่า นี่แน่ะพ่อ พ่อจะให้พรเจ้า เจ้าจงรับเอา. พระ-
กุมารกราบทูลว่า ข้าพระองค์ปรารถนาเพื่อจะบำรุงพระศาสดาและภิกษุ
สงฆ์ กระทำชีวิตไม่ไห้เป็นหมัน. พระราชาตรัสว่า ข้อนั้นเจ้าไม่อาจได้
จงบอกอย่างอื่นเถิด. พระกุมารกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ธรรมดาว่า
กษัตริย์ทั้งหลาย ไม่มีพระดำรัสเป็นสอง ขอพระองค์จงประทานการบำรุง
พระศาสดานั้นแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไม่ต้องการอย่างอื่น. ถ้าพระ-
ศาสดาทรงอนุญาต ก็เป็นอันทรงประทานเถิดพระเจ้าข้า. พระกุมารนั้น
จึงเสด็จไปยังพระวิหารด้วยทรงหวังว่า จักหยั่งรู้น้ำพระทัยของพระศาสดา.
ก็สมัยนั้น พระศาสดากำลังเสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฎี. พระกุมารเสด็จ
เข้าไปหาภิกษุทั้งหลายแล้วตรัสว่า ท่านผู้เจริญ โยมมาเพื่อจะเฝ้าพระ-

652
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 653 (เล่ม 70)

ศาสดา ขอท่านทั้งหลายจงแสดงพระศาสดาแก่โยมด้วยเถิด. ภิกษุทั้งหลาย
ทูลว่า พระเถระชื่อว่าสุมนะเป็นพระอุปัฏฐากของพระศาสดา พระองค์จง
เสด็จไปยังสำนักของพระเถระนั้น. พระกุมารจึงเสด็จไปยังสำนักของพระ-
เถระแล้วตรัสว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงแสดงพระศาสดา.
ลำดับนั้น พระเถระ เมื่อพระกุมารทรงเห็นอยู่นั่นเอง ได้ดำดิน
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระราชบุตรเสด็จมาเพื่อจะขอเฝ้าพระองค์. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุ ถ้าอย่างนั้นเธอจงปูลาดอาสนะไว้ข้างนอก. พระเถระถือเอาพุทธ-
อาสน์อีกที่หนึ่ง แล้วดำลงในภายในพระคันธกุฎี เมื่อพระกุมารนั้นทรง
เห็นอยู่ ก็ปรากฏขึ้น ณ ที่บริเวณภายนอก แล้วปูลาดอาสนะในบริเวณ
พระคันธกุฎี. พระกุมารเห็นดังนั้น จึงทำความคิดให้เกิดขึ้นว่า ภิกษุนี้
ยิ่งใหญ่หนอ.
ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากพระคันธกุฎี ประทับนั่งบน
อาสนะที่ปูลาดไว้. พระราชบุตรถวายบังคมพระศาสดา ทรงทำปฏิสันถาร
แล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเถระนี้เห็นจะเป็นที่โปรดปราน
ในพระศาสนาของพระองค์. พระศาสดาตรัสว่า ถวายพระพร พระกุมาร
เธอเป็นที่โปรดปราน. พระราชบุตรทูลถามว่า พระเถระนี้เป็นที่โปรด-
ปราน เพราะกระทำกรรมอะไร พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า เพราะ
ทำบุญมีให้ทานเป็นต้น. พระราชบุตรนั้นทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
แม้กระหม่อมฉันก็ใคร่จะเป็นที่โปรดปรานในศาสนาของพระพุทธเจ้าใน
อนาคต เหมือนพระเถระนี้ แล้วถวายภัตตาหารแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธ-
เจ้าเป็นประธาน ณ ที่กองค่ายพัก ตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ กราบทูลว่า

653