ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 574 (เล่ม 70)

พระองค์ทรงปราบพวกเดียรถีย์ ทรงกำจัดมารพร้อมทั้ง
เสนามาร และความมืดมนอนธการแล้ว ได้ทรงสร้างนคร
ธรรมไว้.
ข้าแต่พระธีรเจ้า ในนครธรรมนั้น มีศีลเป็นดังกำแพง
พระญาณของพระองค์เป็นดังซุ้มประตู ศรัทธาของพระองค์
เป็นดังเสาระเนียด และสังวรของพระองค์เป็นดังนายประตู.
ข้าแต่พระมุนี สติปัฏฐานของพระองค์เป็นดังป้อม ปัญญา
ของพระองค์เป็นดังทางสี่แพร่ง อิทธิบาทเป็นดังทางสาน
แพร่ง.
ธรรมวิถีพระองค์ทรงสร้างไว้สวยงาม พระวินัย พระสูตร
พระอภิธรรม และพระพุทธพจน์อันมีองค์ ๙ ทั้งสิ้นนี้ เป็น
ดังธรรมสภาในนครธรรมของพระองค์.
วิหารธรรม คือสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิต-
วิโมกข์ อเนญชสมาบัติ และนิโรธนี้ เป็นดังธรรมกุฎีในนคร
ธรรมของพระองค์.
พระธรรมเสนาบดีของพระองค์มีนามว่า สารีบุตร ทรงตั้ง
ไว้ว่า เป็นผู้เลิศด้วยปัญญา และว่าเป็นผู้ฉลาดในปฏิภาณ.
ข้าแต่พระมุนี ปุโรหิตของพระองค์มีนามว่า โกลิตะ ผู้ฉลาด
ในจุติและอุปบัติ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์.
ข้าแต่พระมุนี พระมหากัสสปเถระผู้ดำรงวงศ์โบราณ
มีเดชรุ่งเรือง หาผู้เทียบถึงได้ยาก เลิศในธุดงคคุณ เป็นผู้
พิพากษาของพระองค์.

574
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 575 (เล่ม 70)

ข้าแต่พระมุนี พระเถระขุนคลังธรรมของพระองค์ มีนาม
ว่าพระอานนท์ เป็นพหูสูต ทรงธรรม และชำนาญพระบาลี
ทั้งปวง ในพระศาสนา.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่แก่ข้าพระองค์ ทรง
ละเว้นพระเถระเหล่านี้ทั้งหมดเสีย แล้วทรงประทานการ
วินิจฉัยวินัย อันผู้รู้แจ้งแสดงแล้ว แก่ข้าพระองค์.
ภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้าบางรูป ถามปัญหาในวินัย
ในปัญหานั้น ข้าพระองค์ไม่ต้องคิด ย่อมแก้เนื้อความนั้นได้
ทันที.
ในกำหนดพุทธเขต เว้นพระมหามุนีเสีย ไม่มีใครเสมอ
กับข้าพระองค์ในเรื่องพระวินัย จักมีใครยิ่งกว่ามาแต่ไหน.
พระโคดมประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ แล้วทรง
ประกาศอย่างนี้ว่า ไม่ใครจะเสมอกับพระอุบาลี ในวินัยและ
ขันธกะ.
นวังคสัตถุศาสน์ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ มีกำหนดเพียง
ใด ทั้งหมดนั้นเรากล่าวไว้แล้วในวินัย แก่บุคคลผู้เห็นว่า
มีวินัยเป็นมูลราก.
พระโคดมศากยบุตรผู้ประเสริฐ ทรงระลึกถึงกรรมของ
เรา ประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่ง
เอตทัคคะ.
เราได้ปรารถนาตำแหน่งนี้ไว้ ตั้งต้นแต่แสนกัป ประโยชน์
นั้นเราได้ถึงแล้ว เราถึงที่สุดในพระวินัย.

575
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 576 (เล่ม 70)

เมื่อก่อนเราเป็นช่างกัลบก ผู้ยังความยินดีให้เกิดแก่เจ้า-
ศากยะทั้งหลาย เราละชาตินั้นแล้วเกิดเป็นบุตรของพระผู้
แสวงหาคุณใหญ่.
ในกัปที่สองแต่ภัทรกัปนี้ พระมหากษัตริย์เจ้าแผ่นดิน
พระนามว่าอัญชสะ มีพระเดชานุภาพสูงสุด มีบริวารประมาณ
มิได้ มีทรัพย์มากมาย.
เราเป็นกษัตริย์นามว่าจันทนะ เป็นโอรสของพระราชา
องค์นั้น เป็นคนกระด้างเพราะความเมาในชาติ และเพราะ
ความเมาในยศและโภคะ.
ช้างแสนหนึ่งประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง เป็นช้าง
ตกมันโดยฐานะสาม เกดในตระกูลช้างมาตังคะ ห้อมล้อมเรา
อยู่ทุกเมื่อ.
เราห้อมล้อมด้วยพลของตน ประสงค์จะประพาสอุทยาน
จึงขึ้นช้างชื่อว่าสิริ แล้วออกจากพระนครในกาลนั้น
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านามว่าเทวละ สมบูรณ์ด้วยจรณะ
คุ้มครองทวาร และสำรวมเป็นอันดี เดินมาข้างหน้าเรา.
เวลานั้นเราได้ไสช้างสิรินาคไปให้ทำร้ายพระปัจเจกพุทธ-
เจ้า. เพราะการบังคับไสไปนั้น ช้างเกิดความโกรธ (ในเรา)
จึงไม่ยกเท้าขึ้น.
เราเห็นช้างร้องไห้ จึงได้กระทำความโกรธในพระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า เราเบียดเบียนพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วไปยัง
อุทยาน.

576
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 577 (เล่ม 70)

ณ ที่นั้น เราไม่ได้ความสุขเสียเลย เหมือนไฟลุกโพลง
อยู่บนศีรษะ ย่อมร้อนด้วยความเร่าร้อน เหมือนปลาติดเบ็ด.
แผ่นดินมีสมุทรสาครเป็นที่สุด ปรากฏแก่เราเหมือนไฟ
ติดทั่วแล้ว เราเข้าไปเฝ้าพระชนกแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า
หม่อมฉันได้ทำพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์ใดผู้เป็นสยัมภู
ผู้เดินมา เหมือนอสรพิษโกรธ ดุจกองฟางไหม้โพลง
ประหนึ่งช้างกุญชรตัวฝึกแล้วซึ่งตกมันให้ขัดเคือง พระ-
ปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์นั้น หม่อมฉันให้ขัดเคืองแล้ว เป็นผู้
พึงกลัวมีเดชกล้า เป็นพระชินเจ้า.
(พระชนกตรัสว่า) พวกเราชาวบุรีทั้งหมดจักพินาศ เรา
จักขอขมาพระมุนีนั้น ถ้าเราจะไม่ขอขมาท่านผู้มีตนอันฝึกแล้ว
มีจิตตั้งมั่น ภายใน ๗ วัน แว่นแคว้นของเราจักพินาศ.
สุเมขลราชา โกสิยราชา สิคควราชา และสัตตกราชา
ได้รุกรานฤๅษีทั้งหลาย ท่านเหล่านั้นพร้อมทั้งเสนาเป็นผู้ตก
ยากแล้ว.
ฤๅษีทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ โกรธ
เคืองเมื่อใด เมื่อนั้นท่านย่อมยังมนุษยโลกพร้อมด้วยเทวโลก
ทั้งสาครและภูเขาให้พินาศ.
เราจึงสั่งให้บุรุษทั้งหลายประชุมกัน ในประเทศประมาณ
สามพันโยชน์ เพื่อต้องการแสดงโทษ จึงได้เข้าไปหาพระ-
ปัจเจกสัมพุทธเจ้า.

577
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 578 (เล่ม 70)

เราทั้งหมดมีผ้าเปียก มีศีรษะเปียก ประนมอัญชลี พา
กันหมอบลงแทบเท้า ของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า แล้วได้
เรียนท่านดังนี้ว่า
ข้าแต่พระมหาวีระ ขอเจ้าประคุณได้อดโทษเถิด มหา-
ชนอ้อนวอนเจ้าประคุณ ขอเจ้าประคุณได้โปรดบรรเทาความ
เร่าร้อน และขออย่าให้แว่นแคว้นพินาศเลย มนุษย์พร้อม
ทั้งเทวดา อสูรและผีเสื้อน้ำทั้งหมด พึงต่อยศีรษะของกระผม
ด้วยค้อนเหล็กทุกเมื่อ.
(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า) ไฟไม่ตั้งอยู่ในน้ำ พืช
ไม่งอกบนหินล้วน ๆ กิมิชาติไม่ดำรงอยู่ในยาพิษ ฉันใด
ความโกรธย่อมไม่เกิดในพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ฉันนั้น.
อนึ่ง พื้นดินไม่หวั่นไหว สมุทรสาครประมาณไม่ได้ และ
อากาศไม่มีที่สุด ฉันใด พระพุทธะอันใคร ๆให้กำเริบไม่ได้
ฉันนั้น.
พระมหาวีรเจ้าทั้งหลายมีตนฝึกแล้ว อดทน และมีตบะ
เจ้าประคุณทั้งหลายผู้อดทน ประกอบด้วยความอดทน ย่อม
ไม่มีการลุแก่อคติ.
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ได้บรรเทา
ความเร่าร้อนให้หมดไป ในกาลนั้นเราได้เหาะขึ้นสู่อากาศ
ข้างหน้ามหาชน กล่าวว่า
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าถึง
ความเลวทราม พ้นจากชาตินั้นแล้ว จึงได้เข้าสู่บุรีอันไม่มีภัย.

578
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 579 (เล่ม 70)

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า แม้ในกาลนั้น พระองค์ก็ได้บรรเทา
ความเร่าร้อนอันตั้งอยู่ดี ให้แก่ข้าพระองค์ผู้เดือดร้อนอยู่ และ
ข้าพระองค์ก็ได้ขอขมาพระสยัมภูเจ้าแล้ว.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า แม้วันนี้พระองค์ได้ดับไฟ ๓ กอง
ให้แก่ข้าพระองค์ ผู้ถูกไฟ ๓ กองเผาอยู่ และข้าพระองค์
ได้ถึงความเย็นแล้ว.
ท่านเหล่าใดมีการเงี่ยโสตลงฟัง ขอท่านเหล่านั้นจงฟัง
เรากล่าว เราจักบอกเนื้อความแก่ท่าน ตามบทที่เราเห็นแล้ว.
เราดูหมิ่นพระสยัมภูผู้เป็นเอง ผู้มีจิตสงบ มีใจมั่นคง
นั้นแล้ว เพราะกรรมนั้น วันนี้เราจึงเกิดในกำเนิดต่ำทราม.
ขณะอย่าพลาดท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะผู้ที่ล่วงขณะ
ย่อมเศร้าโศก ท่านทั้งหลายจงพยายามในประโยชน์ของตน
ท่านทั้งหลายจงยังขณะให้สำเร็จ.
ยาสำรอกของบุคคลบางพวก เป็นยาถ่ายของบุคคลบาง
พวก ยาพิษร้ายของบุคคลบางพวก เป็นยาของบุคคลบาง
พวก.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสบอกการเปลื้องสงสารแก่ผู้
ปฏิบัติ ตรัสบอกการออกจากสงสารแก่ผู้ตั้งอยู่ในผล ตรัส
บอกโอสถแก่ผู้ได้ผล ตรัสบอกบุญเขตแก่ผู้แสวงหา ตรัสบอก
ยาพิษอันร้ายแรงแก่บุคคลผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระศาสนา ยาพิษ
อันร้ายแรงย่อมเผานระนั้น เหมือนอสรพิษมีพิษร้ายฉะนั้น.

579
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 580 (เล่ม 70)

ยาพิษอันกล้าแข็งที่บุคคลดื่มแล้ว ย่อมยังชีวิตให้พินาศ
ได้ครั้งเดียว แต่คนที่ผิดในพระศาสนาแล้ว ย่อมถูกเผาใน
โกฏิกัป.
พระศาสนานั้นย่อมข้ามโลกพร้อมทั้งเทวโลกได้ เพราะ
ขันติ อวิหิงสา และเพราะมีจิตเมตตา เพราะฉะนั้น พระ-
พุทธะเหล่านั้นอันใคร ๆ ให้พิโรธไม่ได้.
พระมุนี มีจิตเสมอในสรรพสัตว์ คือในพระเทวทัต
นายขมังธนู องคุลิมาลโจร พระราหุล และในช้างธนบาล.
พระพุทธเจ้าเหล่านี้ไม่มีความโกรธ ไม่มีความกำหนัด
เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงมีจิตเสมอในชนทั้งปวง คือ
ในผู้ฆ่าและพระโอรส.
ใคร ๆ เห็นผ้ากาสาวะอันเขาทิ้งไว้ที่หนทาง เปื้อนของ
ไม่สะอาด เป็นธงชัยของฤาษี พึงยกกรอัญชลีบนเศียรเกล้า
ไหว้.
พระพุทธเจ้าเหล่าใดในอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี อนาคตก็ดี
ย่อมบริสุทธิ์ด้วยธงชัยนั้น เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่า
นั้น ควรนมัสการ.
เราย่อมทรงพระวินัยอันงาม เช่นกับพระศาสดา ไว้ด้วย
หทัย เราจักนมัสการพระวินัยในกาลทุกเมื่อ.
พระวินัยเป็นที่อาศัยของเรา พระวินัยเป็นที่ยืนเดินของ
เรา เราจะสำเร็จการอยู่ในพระวินัย พระวินัยเป็นโคจรของ
เรา.

580
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 581 (เล่ม 70)

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระอุบาลีผู้ถึงที่สุดในพระวินัย
และฉลาดในสมถะ ขอถวายบังคมที่พระบาทของพระองค์
ผู้เป็นพระศาสดา.
ข้าพระองค์นั้นจะไปจากบ้านนี้สู่บ้านโน้น จากบุรีนี้สู่บุรี
โน้น เที่ยวนมัสการพระสัมพุทธเจ้า และพระธรรม อัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว.
ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมด
แล้ว อาสวะทั้งปวงสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ข้าพระองค์
ได้ดีแล้วหนอ ในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
วิชชา ๓ ข้าพระองค์ได้บรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
ข้าพระองค์กระทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า ข้าพระองค์ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอุปาลีเถราปทาน

581
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 582 (เล่ม 70)

๖. พรรณนาอุปาลีเถราปทาน
คำมีอาทิว่า นคเร หํสวติยา ดังนี้ เป็นอปทานของท่าน
พระอุบาลีเถระ.
แม้พระเถระนี้ ก็ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปาง
ก่อนทั้งหลาย ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะคือพระ-
นิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า
ปทุมุตตระ ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์อันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ ใน
นครหังสวดี. วันหนึ่ง ฟังธรรมอยู่ในสำนักของพระศาสดา ได้
เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นเลิศแห่งพระวินัยธร
ทั้งหลาย จึงกระทำกรรม คือการการทำอันยิ่งแด่พระศาสดา แล้ว
ปรารถนาฐานันดรนั้น.
เขาทำกุศลจนตลอดชีวิต แล้วท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย ครั้นในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนของช่างกัลบก ญาติ
ทั้งหลายตั้งชื่อเขาว่า อุบาลี. อุบาลีนั้นเจริญวัยแล้วได้เป็นสหายรักแห่ง
กษัตริย์ ๖ พระองค์ มีเจ้าอนุรุทธะเป็นต้น เมื่อพระตถาคตประทับอยู่
ในอนุปิยอัมพวัน ได้ออกบวชพร้อมกับกษัตริย์ทั้ง ๖ องค์ผู้เสด็จออก
ทรงผนวช. วิธีการบรรพชาของพระอุบาลีนั้น มาในพระบาลีทีเดียว.
พระอุบาลีนั้น บรรพชาอุปสมบทแล้ว เรียนพระกรรมฐาน
ในสำนักของพระศาสดาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ. ขอพระ-
องค์จงทรงอนุญาตการอยู่ป่าแก่ข้าพระองค์. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุ เมื่ออยู่ป่า ธุระอย่างเดียวเท่านั้น จักเจริญงอกงาม แต่เมื่อ
อยู่ในสำนักของเรา วิปัสสนาธุระและคันถธุระจักบริบูรณ์.

582
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 583 (เล่ม 70)

พระอุบาลีนั้นรับพระดำรัสของพระศาสดาแล้ว กระทำวิปัสสนา-
กรรมอยู่ ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต. แม้พระศาสดาก็ทรงให้
พระอุบาลีนั้นเรียนพระวินัยปิฏกทั้งสิ้น ด้วยพระองค์เอง กาลต่อมา ท่าน
ได้วินิจฉัยเรื่อง ๓ เรื่องนี้ คือเรื่องภารุกัจฉะ เรื่องอัชชุกะ และเรื่อง
กุมารกัสสปะ. พระศาสดาทรงประทานสาธุการ ในการวินิจฉัยแต่ละเรื่อง
ทรงกระทำวินิจฉัยทั่ง ๓ ให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ จึงทรงตั้งพระเถระไว้ใน
ตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นวินัยธร.
พระเถระนั้นครั้นได้ตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพ-
กรรมของตนขึ้นมาก็เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศอปทานแห่งความ
ประพฤติในกาลก่อนนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า นคเร หํสวติยา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หํสวติยา ความว่า รั้ว คือการล้อม
กำแพง โดยอาการอย่างหงส์วน มีอยู่ในนครใด นครนั้นชื่อว่า หังสวดี.
อีกอย่างหนึ่ง พวกหงส์นับไม่ถ้วนอยู่อาศัยในบึงโบกขรณี สระ และ
เปือกตม เป็นต้น บินแล่นอยู่รอบ ๆ ในนครนั้น เพราะเหตุนั้น นคร
นั้นจึงชื่อว่า หังสวดี, ในนครหังสวดีนั้น.
บทว่า สุชาโต นาม พฺราหฺมโณ ความว่า ชื่อว่าสุชาต เพราะ
เกิดดี อธิบายว่า เกิดมาเป็นผู้ไม่ถูกติเตียนโดยคำว่า ไม่ถูกดูถูก ไม่ถูก
ตำหนิ. บทว่า อสีติโกฏินิจโย เชื่อมความว่า พราหมณ์นามว่าสุชาต
มีกองทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ชื่อว่ามีทรัพย์และข้าวเปลือกเพียงพอ คือมีทรัพย์
และข้าวเปลือกนับไม่ถ้วน.
เมื่อจะแสดงว่า พราหมณ์สุชาตนั้นนั่นแหละเป็นคนใหญ่โตแม้อีก
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อชฺฌายโก ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า

583