ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 564 (เล่ม 70)

พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์
แก่พระพุทธบิดา ในกาลนั้นบริษัทโดยรอบมีประมาณโยชน์
หนึ่ง.
ในกาลนั้น ดาบสชื่อว่าสุนันทะ อันหมู่มนุษย์สมมติแล้ว
ว่าเลิศ ได้เอาดอกไม้ทำร่มบังแดดให้ทั่วพุทธบริษัท.
พระพุทธเจ้าทรงประกาศสัจจะ ๔ ภายใต้มณฑปดอกไม้
อันประเสริฐ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ประมาณแสนโกฏิ.
พระพุทธเจ้าทรงยังฝนคือธรรมให้ตกตลอด ๗ คืน ๗ วัน
เมื่อถึงวันที่ ๘ พระชินเจ้าทรงพยากรณ์สุนันทดาบสว่า ท่าน
ผู้นี้เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกหรือมนุษยโลก จักเป็นผู้
ประเสริฐกว่าเขาทั้งหมด ท่องเที่ยวไปในภพ.
ในแสนกัป พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ผู้สมภพใน
วงศ์ของพระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก.
บุตรของนางมันตานีชื่อว่าปุณณะ จักเป็นสาวกของพระ-
ศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสผู้รับมรดกในธรรมทั้งหลาย
อันธรรมนิรมิตแล้ว.
เวลานั้น พระสัมพุทธเจ้าทรงยังชนทั้งปวงให้ร่าเริง ทรง
แสดงพระกำลังของพระองค์ ทรงพยากรณ์สุนันทดาบสด้วย
ประการอย่างนี้.
ชนทั้งหลายประนมอัญชลีนมัสการสุนันทดาบสในครั้งนั้น
ครั้นสุนันทดาบสกระทำสักการะในพระพุทธเจ้าแล้ว ได้ทำ
คติของตนให้หมดจด.

564
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 565 (เล่ม 70)

เพราะข้าพระองค์ได้ฟังพระดำรัสของพระมุนี จึงได้มี
ความดำริ ณ ที่นั้นว่า เราจักก่อสร้างบุญสมภาร ด้วยประการ
ที่จะได้เห็นพระโคดม.
ครั้นข้าพระองค์คิดอย่างนี้แล้ว จึงคิดถึงบุญกิริยาของ
ข้าพระองค์ว่า จะประพฤติกรรมอะไร ในบุญเขตอัน
ยอดเยี่ยม.
ก็ภิกษุนี้ชำนาญบาลีทั้งปวงในศาสนา พระศาสดาทรงตั้ง
ไว้ในตำแหน่งอันเลิศฝ่ายพระวินัย ข้าพระองค์จึงได้ปรารถนา
ตำแหน่งนั้น.
โภคสมบัติของข้าพระองค์ประมาณมิได้ เปรียบดังสาคร
อันอะไรให้กระเพื่อมไม่ได้.
ข้าพระองค์ได้สร้างอารามถวายแด่พระพุทะเจ้า ด้วย
โภคสมบัตินั้น.
ได้ซื้ออารามนามว่าโสภณ ณ เบื้องหน้าพระนคร ด้วย
ทรัพย์แสนหนึ่ง ถวายให้เป็นสังฆาราม
ข้าพระองค์ได้สร้างเรือนยอด ปราสาท มณฑป เรือนโล้น
และถ้ำอย่างสวยงามไว้ ในที่จงกรมใกล้สังฆาราม.
ได้สร้างเรือนไฟ โรงไฟ และห้องอาบน้ำ แล้วได้ถวาย
แก่ภิกษุสงฆ์.
ได้ถวายเก้าอี้นอน ตั่ง ภาชนะเครื่องใช้สอย คนเฝ้า
อารามและเภสัชทุกอย่างนั้น.
ได้ตั้งอารักขาไว้ แล้วให้สร้างกำแพงอย่างมั่นคง ด้วย

565
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 566 (เล่ม 70)

หวังว่า ใคร ๆ อย่าเบียดเบียนสังฆารามของท่านผู้มีจิตสงบ
ผู้คงที่.
ได้ให้สร้างกุฎีที่อยู่แสนหลังไว้ในสังฆาราม ครั้นให้สร้าง
สำเร็จพร้อมไพบูลย์แล้ว จึงน้อมถวายแด่พระสันพุทธเจ้าว่า
ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์สร้างอารามสำเร็จแล้ว ขอ
พระองค์โปรดทรงรับเถิด ข้าแต่พระธีรเจ้า ข้าพระองค์ขอ
มอบถวายแด่พระองค์ ขอได้โปรดรับไว้เถิดพระเจ้าข้า.
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้เเจ้งโลก เป็น
นายกของโลก ผู้ควรแก่การรับเครื่องบูชา ทรงทราบความ
ดำริของข้าพระองค์แล้ว ได้ทรงรับสังฆาราม.
ข้าพระองค์ทราบว่า พระสัพพัญญูผู้แสวงหาคุณอันยิ่ง
ใหญ่ทรงรับแล้ว จึงให้ตระเตรียมโภชนะเสร็จแล้วกราบทูล
เวลาเสวย.
เมื่อข้าพระองค์กราบทูลเวลาเสวยแล้ว พระปทุมุตตระผู้
นายกของโลก เสด็จมาสู่อารามของข้าพระองค์พร้อมด้วย
พระขีณาสพพันหนึ่ง.
ข้าพระองค์ทราบเวลาว่า พระองค์ประทับนั่งแล้ว ได้
เลี้ยงดูให้อิ่มหนำ ด้วยข้าวน้ำ ครั้นได้ทราบเวลาเสวยเสร็จแล้ว
ได้กราบทูลดังนี้ว่า ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์ซื้ออารามชื่อ
โสภณ ด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง ได้สร้างจนเสร็จด้วยทรัพย์
เท่านั้นเหมือนกัน ขอได้โปรดทรงรับเถิด.
ด้วยการถวายอารามนี้ และด้วยการตั้งเจตนาไว้ เมื่อ

566
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 567 (เล่ม 70)

ข้าพระองค์เกิดอยู่ในภพ ย่อมได้สิ่งที่ปรารถนา.
พระสัมพุทธเจ้าทรงรับสังฆาราม ที่ข้าพระองค์สร้างเสร็จ
แล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า
ผู้ใดได้ถวายสังฆารามที่สร้างสำเร็จแล้ว แด่พระพุทธเจ้า
เราจะพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว.
จตุรงคเสนา คือพลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า
จะแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม.
ดนตรีหกหมื่น และกลองอันประดับสวยงาม จะแวดล้อม
ผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม.
นารีแปดหมื่นหกพันนาง ตกแต่งงดงาม มีผ้าและอาภรณ์
อันวิจิตร สวมสอดแก้วมณีและกุณฑล มีหน้าแฉล้ม
ยิ้มแย้ม ตะโพกผึ่งผาย เอวเล็กเอวบาง จะแวดล้อมผู้นี้อยู่
เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม.
ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ตลอดสามหมื่นกัป จักเป็น
จอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลกพันครั้ง จักได้ของทุก
อย่างที่ท้าวเทวราชจะพึงได้ จักเป็นผู้มีโภคสมบัติไม่รู้จักพร่อง
เสวยเทวราชสมบัติอยู่.
จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่ในแว่นแคว้นพันครั้ง จักเป็น
พระราชาอันไพบูลย์ในแผ่นดิน โดยคณนานับไม่ถ้วน
ในแสนกัป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร
ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก
ผู้นี้จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น.

567
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 568 (เล่ม 70)

เป็นโอรสผู้รับมรดกในธรรม อันธรรมเนรมิต มีนามชื่อว่า
อุบาลี.
จักถึงที่สุดในพระวินัย ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะ
ดำรงพระศาสนาของพระชินเจ้า ไม่มีอาสวะอยู่.
พระโคดมศากยะผู้ประเสริฐ ได้ทรงทราบข้อนี้ทั้งสิ้น แล้ว
ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์จักทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะ.
ข้าพระองค์อาศัยบุญกุศลอันหาประมาณมิได้ ย่อม
ปรารถนาศาสนาของพระองค์ ประโยชน์คือธรรมเครื่องสิ้น
แห่งสังโยชน์ทั้งปวงนั้น ข้าพระองค์บรรลุแล้ว.
อุปมาเหมือนคนอันพระราชอาญาคุกคาม ถูกเสียบด้วย
หลาว ไม่ได้ความสุขที่หลาว ปรารถนาจะพ้นไปอย่างเดียว
ฉันใด.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้น อันอาญาคือ
ภพคุกคาม ถูกเสียบด้วยหลาวคือกรรม ถูกเวทนาคือความ
กระหายบีบคน.
ไม่ได้ความสุขในภพ ถูกไฟ ๓ กองแผดเผาอยู่ ย่อม
แสวงหาอุบายเครื่องพ้น ดังคนแสวงหาอุบายเพื่อฆ่ายาพิษ.
พึงแสวงหายา เมื่อแสวงหาอยู่ พึงพบยาสำหรับฆ่ายาพิษ
ดื่มยานั้นแล้วพึงมีความสุข เพราะพ้นจากพิษ ฉันใด.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็เหมือนคนอันถูกยาพิษ
บีบคั้น ฉันนั้น ถูกอวิชชาบีบคั้นแล้ว พึงแสวงหายาคือ
พระสัทธรรม.

568
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 569 (เล่ม 70)

เมื่อแสวงหายาคือพระสัทธรรมอยู่ ได้พบศาสนาของ
พระองค์ผู้ศากยบุตร อันเป็นของจริงอย่างเลิศสุดยอดของ
โอสถ เป็นเครื่องบรรเทาลูกศรทั้งปวง.
ข้าพระองค์ดื่มยาคือธรรมแล้ว ถอนยาพิษคือสังสารทุกข์
ได้หมดแล้ว ข้าพระองค์ได้พบนิพพานอันไม่แก่ไม่ตาย เป็น
ธรรมชาติเย็นสนิท.
อุปมาเหมือนคนถูกผีคุกคาม ได้รับทุกข์เพราะผีสิง พึง
แสวงหาหมอผีเพื่อจะพ้นจากผี เมื่อแสวงหาไป ก็พึงพบ
หมอผู้ฉลาดในวิชาไล่ผี หมอนั้นพึงขับผีให้แก่คนนั้น และพึง
ให้ผีพินาศไปพร้อมทั้งต้นเหตุ ฉันใด.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้น ได้รับทุกข์
เพราะความมืดเข้าจับ จึงต้องแสวงหาแสงสว่างคือญาณ เพื่อ
จะพ้นจากความมืด ทีนั้น ได้พบพระศากยมุนีผู้ชำระความ
มืดคือกิเลสให้หมดจด. ได้ทรงบรรเทาความมืดให้ข้าพระองค์
แล้ว ดังหมอผีขับผีไปฉะนั้น.
ข้าพระองค์ตัดกระแสสงสารได้แล้ว ห้ามกระแสตัณหา
ได้แล้ว ถอนภพได้สิ้นเชิง เหมือนหมอผีขับผีพร้อมทั้งถอน
รากฉะนั้น.
อุปมาเหมือนพญาครุฑ โฉบลงเพื่อจับนาคอันเป็นเหยื่อ
ของตน ย่อมทำน้ำในสระใหญ่ให้กระเพื่อมตลอดร้อยโยชน์
โดยรอบ ครั้นจับนาคได้แล้ว ห้อยหัวนาคไว้เบื้องต่ำทำให้
ลำบาก ครุฑนั้นพาเอานาคไปได้ตามปรารถนา ฉันใด.

569
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 570 (เล่ม 70)

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้น แสวงหา
อสังขตธรรม เหมือนครุฑมีกำลัง บินแสวงหานาคฉะนั้น
ข้าพระองค์ได้คายโทษทั้งหลายแล้ว ข้าพระองค์เห็นธรรมอัน
ประเสริฐ เป็นสันติบท ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ข้าพระองค์ถือ
ธรรมนี้อยู่ เหมือนครุฑจับนาคบินไปฉะนั้น.
เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี เกิดในสวนจิตรลดา ต่อเมื่อล่วงไป
พันปี จึงเผล็ดผลหนึ่งผล. เหล่าเทวดาเข้าไปนั่งใกล้เถาวัลย์
ชื่ออาสาวดีนั้น ซึ่งมีผลคราวหนึ่งนานเพียงนั้น เถาวัลย์
อาสาวดีนั้น เป็นเลิศแห่งไม้เถา๑ เป็นที่รักของเทวดาทั้งหลาย
อย่างนี้.
ข้าพระองค์อาศัยเวลาเป็นแสนปี จึงได้เที่ยวมาใกล้พระ-
องค์ผู้เป็นมุนี ได้นมัสการทั้งเวลาเย็นและเวลาเช้า เหมือน
เทวดาเชยชมผลอาสาวดีฉะนั้น.
การบำเรอพระพุทธเจ้าไม่เป็นหมัน และการนมัสการไม่
เป็นโมฆะ แม้ข้าพระองค์จะมาแต่ที่ไกล ขณะก็ไม่ล่วงเลย
ข้าพระองค์ไป ข้าพระองค์ค้นหาปฏิสนธิในภพ ก็ไม่เห็น
เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่มีอุปธิ พ้นวิเศษแล้ว สงบ
ระงับเที่ยวไป.
ธรรมดาดอกปทุม ย่อมบานเพราะแสงอาทิตย์ แม้ฉันใด
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน บานแล้ว
เพราะรัศมีของพระพุทธเจ้า.
๑. บาลีเป็น ผลุตฺตมา, ม. ยุ. เป็นลตุตฺตมา.

570
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 571 (เล่ม 70)

นกยางตัวผู้ ย่อมไม่มีในกำเนิดนกยางทุกเมื่อ เมื่อเมฆ
ร้องกระหึ่ม นกยางย่อมมีครรภ์ทุกเมื่อ พวกมันย่อมทรงครรภ์
อยู่แม้นานตลอดเวลาที่สายฝนยังไม่ตก พวกมันย่อมพ้นจาก
การทรงครรภ์ เมื่อเวลาที่สายฝนตก ฉันใด.
ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ ทรงประกาศกึกก้องด้วยเมฆฝนคือธรรม ได้ถือเอา
ครรภ์คือธรรม ด้วยเสียงแห่งเมฆฝนคือธรรม ข้าพระองค์
อาศัยแสนกัป ทรงครรภ์คือบุญอยู่ ยังไม่พ้นจากภาระคือ
สงสารตลอดเวลาที่สายฝนคือธรรมยังไม่ตก.
ข้าแต่พระศากยมุนี เมื่อเวลาที่พระองค์ทรงประกาศ
กึกก้องด้วยสายฝนคือธรรม ในนครกบิลพัสดุ์อันน่ารื่นรมย์
ข้าพระองค์จึงได้พ้นจากภาระคือสงสาร.
ข้าพระองค์สะสาง (ชำระ) ธรรมคือสุญญตวิโมกข์ อนิ-
มิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ และผล ๔ ทั้งหมดแม้นั้น
ให้สะอาดได้แล้ว.
จบทุติยภาณวาร
ข้าพระองค์ปรารถนาคำสอนของพระองค์ ตั้งต้นแต่กัป
อันหาประมาณมิได้ ประโยชน์อันนั้น ข้าพระองค์ได้ถึงแล้ว
สันติบทอันยอดเยี่ยม ข้าพระองค์บรรลุแล้ว.
ข้าพระองค์ถึงความยอดเยี่ยมในพระวินัย เหมือนภิกษุ
ผู้ชำนาญพระบาลีฉะนั้น ไม่มีใครเสมอเหมือนข้าพระองค์
ข้าพระองค์ทรงคำสอนไว้.

571
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 572 (เล่ม 70)

ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยในวินัย (คืออุภโตวิภังค์)
ขันธกะ (คือมหาวรรคและจุลวรรค) ในติกเฉท (คือติก-
สังฆาทิเสส และติกปาจตตีย์) และในคัมภีร์ที่ ๕ (คือปริวาร)
เหล่านี้ ทั้งในอักขระหรือแม้พยัญชนะ.
ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในนิคคหกรรม การลงโทษ ใน
ปฏิกรรม การทำคืนอาบัติ ในฐานะและไม่ใช่ฐานะ ในการ
ชักเข้าหมู่ และในการให้ออกจากอาบัติ ถึงความยอดเยี่ยม
ในวินัยกรรมทั้งปวง.
ข้าพระองค์ตั้งบทไว้ในวินัย ขันธกะ และอุภโตวิภังค์
แล้วพึงชักเข้าหมู่ตามกิจ.
ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในนิรุตติ และเฉียบแหลมใน
ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ สิ่งที่ข้าพระองค์ไม่รู้ ย่อมไม่มี
ข้าพระองค์ผู้เดียวเป็นเลิศแห่งพระวินัยธรในพระพุทธศาสนา.
วันนี้ข้าพระองค์บรรเทาความเคลือบแคลงได้ทั้งสิ้น ตัด
ความสงสัยได้ทั้งหมด ในคราวตัดสินวินัย ในศาสนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ศากยบุตร.
ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในฐานะทั้งปวง คือบัญญัติ อนุ-
บัญญัติ อักขระ พยัญชนะ นิทาน และปริโยสาน.
เปรียบเหมือนพระราชาผู้ทรงพระกำลัง ทรงกำจัดเสนา
ของพระราชาอื่นแล้วพึงทำให้เดือดร้อน ชนะสงครามแล้วจึง
ให้สร้างนครไว้ในที่นั้น.

572
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 573 (เล่ม 70)

ทรงให้สร้างกำแพง คู เสาระเนียด ซุ้มประตูและป้อม
ต่าง ๆ ไว้ในนครเป็นอันมาก ทรงให้สร้างถนน วงเวียน
ร้านตลาด อันจัดไว้เป็นระเบียบ และสภาไว้ในนครนั้น เพื่อ
วินิจฉัยคดีและมิใช่คดี.
เพื่อจะป้องกันพวกศัตรู เพื่อจะรู้จักโทษและมิใช่โทษ
และเพื่อจะรักษาพลกาย พระองค์จึงโปรดตั้งเสนาบดีไว้.
เพื่อประสงค์จะทรงรักษาสิ่งของ จึงโปรดตั้งขุนคลังไว้
ในหน้าที่รักษาสิ่งของ ด้วยทรงหวังว่า สิ่งของของเราอย่า
ฉิบหายเสียเลย.
ผู้ใดเป็นผูสมัครสมานกับพระราชา ปรารถนาความเจริญ
แก่พระราชานั้น ๆ ย่อมประทานการตัดสินอธิกรณ์แก่ผู้นั้น
เพื่อปฏิบัติต่อมิตร.
พระราชานั้นโปรดตั้งคนผู้ฉลาดในลางดีลางร้าย ในนิมิต
และในตำราทำนานลักษณะ ผู้สั่งสอนมนต์ ทรงจำมนต์ ไว้ใน
ตำแหน่งปุโรหิต.
พระราชานั้นทรงสมบูรณ์ด้วยองค์เหล่านี้ มหาชนย่อม
เรียกว่ากษัตริย์.
เสนาบดีเป็นต้นเหล่านี้ ย่อมรักษาพระราชาอยู่ทุกเมื่อ
ดังนกจากพรากรักษาญาติของตนผู้มีทุกข์ ฉันใด.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น มหาชนย่อมกล่าว
ว่า เป็นพระธรรมราชาของโลกพร้อมทั้งเทวโลก เช่นพระ-
ราชาทรงกำจัดศัตรูได้แล้ว มหาชนเรียกว่ากษัตริย์ฉะนั้น.

573