ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 554 (เล่ม 70)

พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงรู้ความดำริของเรา
ได้เสด็จเข้าไปหาด้วยพระฤทธิ์ทางกายอันสำเร็จด้วยใจ เรา
ได้มีความดำริในกาลใด ในกาลนั้น ได้ทรงแสดงให้ยิ่งกว่า
นั้น. พระพุทธเจ้าผู้ยินดีในธรรมอันไม่มีความเนิ่นช้า ได้
ทรงแสดงธรรมอันไม่มีความเนิ่นช้า เรารู้ทั่วถึงธรรมของ
พระองค์ ยินดีในพระศาสนาอยู่ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้ว
คำสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว.
ครั้นในกาลต่อมา พระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร
ทรงตั้งพระอนุรุทธเถระนั้นไว้ในตำแหน่งอันเลิศกว่า อนุรุทธะเป็นเลิศ
แห่งภิกษุทั้งหลายผู้มีจักษุทิพย์.
พระอนุรุทธเถระนั้น ครั้นได้ตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุผู้มีจักษุทิพย์
จากสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตน
เมื่อจะประกาศอปทานแห่งความประพฤติก่อน ด้วยอำนาจความโสมนัส
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สุเมธํ ภควนฺตาหํ ดังนี้. ในคำนั่น เชื่อมความว่า
เมธาดีกล่าวคือปัญญาในการให้เข้าไปคอยปฏิบัติ ปัญญาในมรรคผล
ปัญญาในวิปัสสนา และปฏิสัมภิทาเป็นต้น มีอยู่แก่พระผู้มีพระภาคเจ้าใด
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ชื่อว่าสุเมธะผู้มีปัญญาดี, เราได้เห็นพระสุเมธะ
นั้นชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะทรงถึงพร้อมด้วยภาคยะคือบุญ ผู้
เจริญที่สุด คือประเสริฐสุด ได้แก่เป็นประธานของโลก คือทรงออกจาก
สงสารก่อน ผู้องอาจคือไปเบื้องหน้าแห่งนรชนทั้งหลาย ผู้หลีกออก
คือเป็นผู้สงัด ได้แก่ผู้ปราศจากความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะอยู่.
ความว่า เข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ชื่อว่า สัมพุทธะ เพราะตรัสรู้ธรรม

554
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 555 (เล่ม 70)

ทั้งปวงด้วยพระองค์เอง. บทว่า อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน ความว่า ประนม
นิ้วทั้ง ๑๐ ไว้เหนือศีรษะ. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
บทว่า ทิวา รตฺติญฺจ ปสฺสามิ ความว่า ในกาลนั้น คือในกาล
เกิดขึ้นในเทวโลกและมนุษยโลก เราย่อมมองเห็นได้โยชน์หนึ่งโดยรอบ
ด้วยมังสจักษุ.
บทว่า สหสฺสโลกํ ญาเณน ความว่า เราแลเห็นตลอดพันจักรวาล
ด้วยปัญญาจักษุ. บทว่า สตฺถุ สาสเน ได้แก่ ในศาสนาของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่าโคดม ณ บัดนี้. นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป คือ
บูชาด้วยประทีป อธิบายว่า ด้วยผลนี้ เราจึงบรรลุ คือได้ทำทิพยจักษุ
ให้เกิดขึ้น.
จบพรรณนาอนุรุทธเถราปทาน

555
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 556 (เล่ม 70)

ปุณณมันตานีปุตตเถราปทานที่ ๗ (๕)
ว่าด้วยผลแห่งการแสดงธรรม
[๗] เราเป็นพราหมณ์ผู้สอน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท พวก
ศิษย์ห้อมล้อม ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นบุคคล
ชั้นสูงสุด.
พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้รู้แจ้งโลก ทรงรับ
เครื่องบูชาแล้ว ทรงประกาศกรรมของเราโดยย่อ.
เราได้ฟังธรรมนั้นแล้วถวายอภิวาทพระศาสดา ประคอง
อัญชลี แล้วมุ่งหน้าไปทางทิศทักษิณหลีกไป.
เราได้ฟังมาโดยย่อ แล้วแสดงได้โดยพิสดาร ศิษย์
ทั้งหมดดีใจฟังเรากล่าวอยู่.
บรรเทาทิฏฐิของตนได้แล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสในพระ-
พุทธเจ้า เหมือนเราแม้ฟังโดยย่อ ก็แสดงได้โดยพิสดาร
ฉะนั้น.
เราเป็นผู้ฉลาดในนัยแห่งพระอภิธรรม เป็นผู้ฉลาดด้วย
ความหมดจดในกถาวัตถุ ยังปวงชนให้รู้แจ้งแล้ว เป็นผู้ไม่มี
อาสวะอยู่.
ในกัปที่ ๕๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระ-
องค์ ผู้ปรากฏด้วยดี ทรงสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็น
ใหญ่ในทวีปทั้ง ๔.

556
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 557 (เล่ม 70)

คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราทำ
เสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระปุณณมันตานีบุตรเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน
๕. พรรณนาปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน
คำมีอาทิว่า อชฺฌายโก มนฺตธโร ดังนี้ เป็นอปทานของท่าน
พระปุณณมันตานีบุตรเถระ.
แม้พระเถระนี้ ก็ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน
ทั้งหลาย ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะคือพระนิพพานใน
ภพนั้น ๆ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในนครหังสวดี ก่อนหน้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระเสด็จอุบัติขึ้น แล้วถึงความเป็นผู้รู้
เดียงสาขึ้นโดยลำดับ ในกาลต่อมา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระเสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่เหล่าสัตว์ผู้ควรแก่การตรัสรู จึงไปยัง
พระวิหารพร้อมกับมหาชน โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง นั่งอยู่ท้าย
บริษัทแล้วฟังธรรมอยู่ เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง
เลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก จึงคิดว่า แม้เราก็ควรเป็นผู้เห็น
ปานนี้ในอนาคต. ในเวลาจบเทศนา เมื่อบริษัทลุกขึ้นแล้ว จึงเข้าไป

557
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 558 (เล่ม 70)

เฝ้าพระศาสดา ทูลนิมนต์แล้วกระทำมหาสักการะ โดยนัยดังกล่าวแล้ว
ในหนหลัง แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ด้วยการกระทำอันยิ่งนี้ ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาสมบัติอย่างอื่น
ก็ภิกษุนั้น พระองค์ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็น
ธรรมกถึก ในที่สุดของวันที่ ๗ ฉันใด แม้ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น พึงเป็น
ผู้เลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระ-
องค์หนึ่งในอนาคตกาลดังนี้ ได้ทำความปรารถนาแล้ว. พระศาสดาทรง
ตรวจดูอนาคต ทรงเห็นว่าความปรารถนาของเขาจะสำเร็จ จึงทรง
พยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล ในที่สุดแสนกัป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม
จักอุบัติขึ้น เธอบวชในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้านั้น จักเป็นผู้เลิศ
แห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพระธรรมกถึก.
เขากระทำกรรมอันงามตลอดชั่วอายุ จุติจากอัตภาพนั้น เก็บรวม
บุญสมภารอยู่แสนกัป ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ได้บังเกิดเป็นหลานของพระ-
อัญญาโกณฑัญญเถระ ในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในบ้านพราหมณ์
ชื่อว่าโทณวัตถุ ไม่ไกลนครกบิลพัสดุ์ ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อเขาว่า ปุณณะ
นายปุณณะนั้น เมื่อพระศาสดาบรรลุพระอภิสัมโพธิญาณแล้ว ทรง
ประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จเข้าไปอาศัยนครราชคฤห์ประทับอยู่
โดยลำดับ จึงบวชในสำนักของพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้อุปสมบทแล้ว
ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเพียร ทำกิจแห่งบรรพชิตทั้งปวงให้ถึงที่สุดแล้ว
มายังสำนักของพระศาสดากับพระเถระผู้เป็นลุง ด้วยหวังใจว่า จักไปเฝ้า
พระศาสดา ล่าช้าอยู่ใกล้ ๆ นครกบิลพัสดุ์ กระทำกรรมอยู่ในโยนิโส-

558
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 559 (เล่ม 70)

มนสิการไม่นานนัก ยังวิปัสสนาให้ขวนขวายแล้วได้บรรลุพระอรหัต.
ก็พระปุณณเถระนั้น ได้มีกุลบุตร ๕๐๐ คนบวชอยู่ในสำนัก. พระ-
เถระกล่าวสอนกุลบุตรเหล่านั้นด้วยกถาวัตถุ ๑๐ ประการ. แม้กุลบุตร
เหล่านั้นทั้งหมดก็กล่าวสอนด้วยกถาวัตถุ ๑๐ และตั้งอยู่ในโอวาทของ
พระปุณณเถระนั้นได้บรรลุพระอรหัต ครั้นรู้ว่ากิจแห่งบรรพชิตของตน
ถึงที่สุดแล้ว จึงเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
พวกกระผมถึงที่สุดแห่งกิจบรรพชิตแล้ว และเป็นผู้มีปกติได้กถาวัตถุ ๑๐
บัดนี้เป็นสมัยเพื่อจะเข้าเฝ้าพระทศพลแห่งพวกกระผม. พระเถระได้ฟัง
คำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว จึงคิดว่า พระศาสดาย่อมทรงทราบว่าเราเป็นผู้
ได้กถาวัตถุ ๑๐ เราเมื่อแสดงธรรมก็ไม่ทิ้งกถาวัตถุ ๑๐ นั้นแสดง ก็เมื่อ
เราไป ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดจักแวดล้อมเราไป เมื่อเป็นอย่างนั้น เราไม่
ควรจะไปเฝ้าพระทศพลพร้อมกับคณะ ภิกษุเหล่านี้จงไปเฝ้าพระทศพล
ก่อน. ลำดับนั้น พระเถระจึงกล่าวกะภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า อาวุโส
ทั้งหลาย พวกเธอจงไปเฝ้าพระทศพลก่อน จงถวายบังคมพระบาทของ
พระตถาคต ตามคำของเรา, แม้เราก็จักไปตามทางที่พวกท่านไป. พระ-
เถระแม้เหล่านั้น ทั้งหมดอยู่ในรัฐอันเป็นชาติภูมิของพระทศพล ทั้งหมด
เป็นพระขีณาสพ ทั้งหมดได้กถาวัตถุ ๑๐ ไม่ตัดทิ้งโอวาทของพระ-
อุปัชฌาย์ ไหว้พระเถระแล้วเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ ล่วงหนทางไปได้
๖๐ โยชน์ แล้วไปยังพระเวฬุวันวิหาร ในเมืองราชคฤห์ ถวายบังคม
พระบาทของพระทศพล แล้วนั่ง ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง. ก็การปราศรัยกับ
อาคันตุกภิกษุทั้งหลายนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายทรงประพฤติสืบกัน
มา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงทำปฏิสันถารอันไพเราะกับ

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 560 (เล่ม 70)

ภิกษุเหล่านั้น โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสบายดีหรือ
ดังนี้ แล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมาจากไหน เมื่อภิกษุ
เหล่านั้นกราบทูลอีกว่า มาจากชาติภูมิ พระเจ้าข้า จึงตรัสถึงภิกษุ
ผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐ ว่า ภิกษุทั้งหลาย ใครหนออันเหล่าภิกษุเพื่อน
พรหมจารีชาวชาติภูมิ ในแคว้นชาติภูมิยกย่องอย่างนี้ว่า เป็นผู้มักน้อย
ด้วยตนเอง และกล่าวถ้อยคำชักนำในความมักน้อยแก่ภิกษุทั้งหลาย. แม้
ภิกษุเหล่านั้นก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านผู้มีอายุชื่อว่า
ปุณณะ บุตรของนางมันตานี พระเจ้าข้า.
ท่านพระสารีบุตรได้ฟังถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้น ได้มีความประสงค์
เพื่อจะได้เห็นพระเถระ. ลำดับนั้น พระศาสดาได้เสด็จจากเมืองราชคฤห์
ไปยังเมืองสาวัตถี. แม้พระปุณเถระก็ได้ฟังว่า พระทศพลเสด็จไปใน
เมืองสาวัตถีนั้น จึงไปด้วยหวังว่า จักเฝ้าพระศาสดา มาทันพระตถาคต
ในภายในพระคันธกุฎีนั่นเอง. พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่พระเถระ.
พระเถระฟังธรรมแล้ว ถวายบังคมพระทศพล เพื่อต้องการจะหลีกเร้นจึง
ไปยังอันธวัน นั่งพักกลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง. ฝ่ายพระสารีบุตร
เถระได้ทราบการมาของท่าน จึงตรวจดูหัวข้อธรรมแล้วไป กำหนดโอกาส
แล้วเข้าไปหาพระเถระผู้นั่งอยู่ ณ โคนไม้นั้น ปราศรัยกับพระเถระแล้ว
จึงถามลำดับแห่งวิสุทธินั้น . ฝ่ายพระเถระนั้นก็พยากรณ์ปัญหาที่ถามแล้ว ๆ
แก่พระสารีบุตรเถระ ทำจิตให้ยินดียิ่งด้วยการเปรียบด้วยรถ ๗ ผลัด.
พระเถระทั้งสองนั้นต่างอนุโมทนาสุภาษิตของกันและกัน.
ครั้นในกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งอยู่ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์
ทรงตั้งพระเถระนั้นไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุณณะ

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 561 (เล่ม 70)

นี้ เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้เป็นพระธรรมกถึก. พระเถระ
นั้นระลึกถึงกรรมในก่อนของตน เมื่อจะประกาศอปทานแห่งความพระพฤติ
ในชาติก่อนด้วยความโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อชฺฌายโก ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌายโก ได้แก่ บอก คือสอน
พวกพราหมณ์มิใช่น้อย. บทว่า มนฺตธโร แปลว่า ผู้ทรงจำมนต์ ท่าน
กล่าวอธิบายว่า ทรงจำพระเวทที่ ๔ กล่าวคือคัมภีร์พระเวท ด้วยอำนาจ
การท่อง การฟัง และการให้. บทว่า ติณฺณํ เวทานํ ความว่า ผู้ถึง
ฝั่ง คือที่สุดในคัมภีร์พระเวททั้ง ๓ อันได้นามว่าผู้มีเวท เพราะเป็นผู้
ทรงจำเวททั้ง ๓ คืออิรุพเวท ยชุรเวท และสามเวท ด้วยญาณความรู้.
บทว่า ปุรกฺขโตมฺหิ สิสฺเสหิ ความว่า เราเป็นผู้อันเหล่าศิษย์ผู้เป็น
บริวารประจำของเราห้อมล้อมอยู่. บทว่า อุปคจฺฉึ นรุตฺตมํ ความว่า
เราเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้สูงสุดแห่งนรชน อธิบายว่า เข้าไป
ใกล้ๆ. คำที่เหลือเข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น.
บทว่า อภิธมฺมนยญฺญูหํ ความว่า ในกาลนั้น คือในกาลของ
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราเป็นผู้ฉลาดในอภิธรรมนัย. บทว่า กถา-
วตฺถุวิสุทฺธิยา ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดด้วยความหมดจดในกถาวัตถุปกรณ์ อีก
อย่างหนึ่ง ความว่า เป็นผู้ฉลาดในกถาวัตถุ ๑๐ มีกถาว่าด้วยความมัก-
น้อยและสันโดษเป็นต้น. เราให้ชนผู้สำรวมอินทรีย์ คือบัณฑิตทั้งปวง
รู้แจ้ง คือตรัสรู้ด้วยความหมดจดในกถาวัตถุนั้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ คือ
ไม่มีกิเลสอยู่ ได้แก่ สำเร็จการอยู่.
บทว่า อิโต ปญฺจสเต กปฺเป ความว่า ใน ๕๐๐ กัปแต่กัป
ชื่อภัทรกัป เพราะประดับด้วยพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ได้มีพระเจ้า

561
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 562 (เล่ม 70)

จักรพรรดิ ๔ พระองค์ผู้ประกาศดี คือผู้ปรากฏด้วยดี ทรงสมบูรณ์ด้วย
รัตนะ ๗ มีจักรรัตนะเป็นต้น ทรงเป็นใหญ่ คือเป็นประธานในทวีป
ทั้ง ๔ มีชมพูทวีปเป็นต้น. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้ว ฉะนี้แล.
จบพรรณนาปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน

562
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 563 (เล่ม 70)

อุปาลีเถราปทานที่ ๘ (๖)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างสังฆาราม
[๘] ในพระนครหังสวดี มีพราหมณ์ชื่อว่า สุชาต สั่งสมทรัพย์
ไว้ประมาณ ๘๐ โกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย.
เป็นผู้สอน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท ถึงที่สุดในคัมภีร์
ทำนายลักษณะ คัมภีร์อิติหาสะ และคัมภีร์พราหมณ์.
ในกาลนั้นปริพาชกผู้มุ่นผมเป็นชฎา สาวกของพระพุทธ-
เจ้าพระนามว่าโคดม ผู้เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ และดาบส
ผู้ท่องเที่ยว พากันท่องเที่ยวไปบนพื้นแผ่นดิน.
แม้พวกเขาก็ห้อมล้อมข้าพระองค์ด้วยคิดว่า เป็นพราหมณ์
มีชื่อเสียง ชนเป็นอันมากบูชาข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์ไม่
บูชาใคร ๆ.
เพราะข้าพระองค์ไม่เห็นคนที่ควรจะบูชา เวลานั้น ข้า-
พระองค์มีมานะจัด คำว่า พุทโธ ยังไม่มี ตลอดเวลาที่พระ-
ชินเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น.
โดยกาลล่วงวันและคืนไป พระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระผู้เป็นนายก ทรงบรรเทาความมืดทั้งปวงแล้ว เสด็จ
อุบัติขึ้นในโลก.
ในศาสนาของพระองค์ มีหมู่ชนแพร่หลายมากมาย
หนาแน่น เวลานั้น พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปสู่พระนคร-
หังสวดี.

563