ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 404 (เล่ม 70)

ด้วยไฟแล้วกิน บางพวกก็กินดิบๆ นั่นเอง บางพวกเอาฟัน
แทะเปลือกออกแล่วจึงกิน.
บางพวกซ้อมด้วยครกแล้วกิน บางพวกทุบด้วยหินกิน
บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง บางพวกชอบสะอาด ลงอาบน้ำ
ทั้งเวลาเย็นและเช้า บางพวกเอาน้ำราดตัว ศิษย์ของเราหา
ผู้ทัดเทียมได้ยาก.
ศิษย์ของเราปล่อยเล็บมือ เล็บเท้า และขนรักแร้ออกยาว
ขี้ฟันเขลอะ มีธุลีบนเศียร หอมด้วยกลิ่นศีล หาผู้ทัดเทียม
ได้ยาก.
ชฏิลทั้งหลายมีตบะแรงกล้า ประชุมกันในเวลาเช้า
แล้วไปประกาศลาภมากในอากาศในกาลนั้น. เมื่อดาบส
เหล่านี้หลีกไป เสียงอันดังย่อมเป็นไป เทวดาทั้งหลายย่อม
ยินดีด้วยเสียงหนังเสือ.
ฤๅษีเหล่านั้นกล้าแข็งด้วยกำลังของตน เหาะไปในอากาศ
ไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่ตามปรารถนา.
ปวงฤๅษีนี้แลทำแผ่นดินให้หวั่นไหว เที่ยวไปในอากาศ
มีเดชแผ่ไป ยากที่จะข่มขี่ได้ อันคนอื่นให้กระเพื่อมไม่ได้
ดังสาครอันใคร ๆ ให้กระเพื่อมไม่ได้ฉะนั้น.
ฤๅษีศิษย์ของเรา บางพวกประกอบการยืนและเดิน บาง
พวกไม่นอน บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง หาผู้อื่นเสมอ
ได้ยาก.

404
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 405 (เล่ม 70)

ท่านเหล่านี้มีปกติอยู่ด้วยเมตตา แสวงหาประโยชน์เกื้อ-
กูลแก่สรรพสัตว์ ไม่ยกตนทั้งหมด ไม่ติเตียนใคร ๆ ทั้งนั้น.
เป็นผู้ไม่สะดุ้งดังพญาราชสีห์ มีกำลังดังพญาคชสาร ยาก
ที่จะข่มได้ดังเสือโคร่ง ย่อมมาในสำนักของเรา.
พวกวิชาธร เทวดา นาค คนธรรพ์ ผีเสื้อน้ำ กุมภัณฑ์
อสูร และครุฑ ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น.
ศิษย์ของเราเหล่านั้น ทรงชฎา สมบูรณ์ด้วยหาบบริขาร-
ดาบส นุ่งห่มหนังสัตว์ เที่ยวไปในอากาศได้ทุกคน อาศัย
เลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น.
ในกาลนั้น ศิษย์เหล่านี้เป็นผู้เหมาะสม มีความเคารพกัน
และกัน เสียงไอจามของศิษย์ทั้ง ๒๔,๐๐๐ ย่อมไม่มี.
ท่านเหล่านี้ซ้อนเท้าบนเท้า เงียบเสียง สังวรดี ทั้งหมด
นั้น เข้ามาไหว้เราด้วยเศียรเกล้า.
เราเป็นผู้เพ่งฌาน ยินดีในณาน อันศิษย์เหล่านั้นผู้สงบ
ผู้มีตบะ ห้อมล้อมอยู่ในอาศรมนั้น.
อาศรมของเรามีกลิ่นหอมด้วยกลิ่นศีลของเหล่าฤๅษี และ
ด้วยกลิ่นดอกไม้และกลิ่นผลไม้ทั้งสองอย่าง.
เราไม่รู้จักคืนและวัน ความไม่พอใจ ย่อมไม่มีแก่เรา
เราสั่งสอนบรรดาศิษย์ของตน ย่อมได้ความร่าเริงอย่างยิ่ง.
เมื่อดอกไม้ทั้งหลายบาน และเมื่อผลไม้ทั้งหลายสุก
กลิ่นหอมตลบอบอวล ทำอาศรมของเราให้งาม.

405
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 406 (เล่ม 70)

เราออกจากสมาธิแล้ว มีความเพียร มีปัญญา ถือเอา
บริขารดาบสเข้าไปป่า.
ในกาลนั้น เราศึกษาชำนาญในลางดีร้าย ในการทำนาย
ฝัน และตำราทำนายลักษณะ ทรงบทมนต์อันกำลังเป็นไป.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี เป็นผู้ประเสริฐ
ในโลก เป็นนระผู้องอาจ ทรงใคร่ความวิเวก เป็นพระ-
สัมพุทธเจ้า เข้าไปยังเขาหิมวันต์.
พระองค์ผู้เลิศ เป็นมุนี ประกอบด้วยพระกรุณา เป็น
อุดมบุรุษ เสด็จเข้าป่าหิมพานต์แล้ว ทรงนั่งขัดสมาธิ.
เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระรัศมีสว่างจ้า
น่ารื่นรมย์ใจ ดุจดอกบัวเขียว ควรบูชา ทรงรุ่งเรื่องดังกองไฟ.
เราได้เห็นพระนายกของโลก ทรงรุ่งโรจน์ดุจต้นไม้
ประดับด้วยประทีป ดุจสายฟ้าในท้องฟ้า ดุจพญารังอันบาน
สะพรั่ง.
เพราะอาศัยการได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้
เป็นมหาวีระ ทรงทำที่สุดทุกข์ เป็นมุนีนี้ ย่อมพ้นจากทุกข์
ทั้งปวงได้.
ครั้นเราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นเทวดาล่วงเทวดา
แล้ว ได้ตรวจดูลักษณะว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือมิใช่.
เอาเถอะ เราจะดูพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ เราได้
เห็นจักรมีกำพันหนึ่งที่พื้นฝ่าพระบาท ครั้นได้เห็นพระลักษณะ
ของพระองค์แล้ว จึงถึงความตกลงใจในพระตถาคต.

406
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 407 (เล่ม 70)

ในกาลนั้น เราจับไม้กวาดกวาดที่นั้น แล้วได้นำเอา
ดอกไม้ ๘ ดอก มาบูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
ครั้นบูชาพระพุทธเจ้า ผู้ข้ามโอฆะไม่มีอาสวะนั้นแล้ว ทำ
หนังเสือเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง นมัสการพระนายกของโลก.
พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ ทรงอยู่ด้วยพระญาณใด
เราจักประกาศพระญาณนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังคำเรากล่าว.
ข้าแต่พระสยัมภู ผู้เป็นแดนเกิดขึ้นแห่งพระคุณหาประ-
มาณมิได้ ขอพระองค์จงรื้อถอนสัตว์โลกนี้ สัตว์โลกเหล่านั้น
อาศัยการได้เห็นพระองค์ ย่อมข้ามกระแสคือความสงสัย
เสียได้.
พระองค์ทรงเป็นศาสดา เป็นยอด เป็นธงชัย เป็นหลัก
เป็นที่อาศัย เป็นที่พึ่งพิง เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์ เป็นพระพุทธ-
เจ้าของสัตว์ทั้งหลาย.
น้ำในมหาสมุทรอาจประมาณได้ด้วยมาตราตวง แต่
ใคร ๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ได้
เลย.
เอาดินมาชั่งดูแล้ว อาจประมาณแผ่นดินได้ แต่ใคร ๆ
ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ได้เลย.
อาจวัดอากาศได้ด้วยเชือกหรือนิ้วมือ แต่ใคร ๆ ไม่อาจ
ประมาณพระสัพพัณญุตญาณของพระองค์ได้เลย.
พึงอาจประมาณน้ำในมหาสมุทร และแผ่นดินทั้งหมดได้
แต่จะถือเอาพระพุทธญาณมาประมาณนั้นไม่ควร.

407
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 408 (เล่ม 70)

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ จิตของสัตว์เหล่าใดย่อมเป็น
ไปในโลกพร้อมทั้งเทวโลก สัตว์เหล่านี้ย่อมอยู่ในภายในข่าย
คือพระญาณของพระองค์.
พระองค์ทรงบรรลุพระโพธิญาณอันสูงสุดสิ้นเชิง ด้วย
พระญาณใด พระสัพพัญญูก็ทรงย่ำยีอัญเดียรถีย์ ด้วยพระ-
ญาณนั้น. สุรุจิดาบสกล่าวชมเชยด้วยคาถาเหล่านี้แล้ว ปูลาด
หนังเสือบนแผ่นดินแล้วนั่ง.
ท่านกล่าวไว้ในบัดนี้ว่า ขุนเขาสูงหยั่งลงในห้วงมหรรณพ
๘๔,๐๐๐ โยชน์ ขุนเขาสิเนรุทั้งด้านยาวและด้านกว้าง สูง
เพียงนั้น ทำให้ละเอียดถึงแสนโกฏิ ด้วยชนิดแห่งการนับ.
เมื่อทำคะแนน (นับ) ไว้ ย่อมถึงความหมดสิ้นได้ แต่
ใคร ๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ได้เลย.
ผู้ใดพึงเอาข่ายตาถี่ ๆ ล้อมน้ำไว้ สัตว์น้ำบางเหล่าพึง
เข้าไปในภายในข่ายของผู้นั้น.
ข้าแต่พระมหาวีระ เดียรถีย์ผู้มีกิเลสหนาบางพวกก็ฉันนั้น
แล่นไปถือเอาทิฏฐิผิด หลงอยู่ด้วยการลูบคลำ.
เดียรถีย์เหล่านี้เข้าไปภายในข่าย ด้วยพระญาณอัน
บริสุทธิ์ มีปกติทรงเห็นได้โดยไม่ติดขัด ไม่ล่วงพ้นพระญาณ
ของพระองค์ไปได้.
ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี
ผู้มีพระยศใหญ่ ทรงชำนะกิเลส เสด็จออกจากสมาธิแล้ว
ทรงตรวจดูทิศ.

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 409 (เล่ม 70)

พระอัครสาวกนามว่า นิสภะ ของพระอโนมทัสสีมุนี อัน
พระขีณาสพหนึ่งแสน ผู้มีจิตสงบมั่นคง บริสุทธิ์สะอาด ได้
อภิญญา ๖ ผู้คงที่ แวดล้อมอยู่ ทราบพระดำริของพระ-
พุทธเจ้าแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระโลกนายก.
ท่านเหล่านั้นอยู่ในอากาศ ได้กระทำประทักษิณพระผู้มี-
พระภาคเจ้าแล้ว ลงมาประนมอัญชลีนมัสการอยู่ในสำนัก
ของพระพุทธเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี ผู้เป็นโลก-
เชษฐ์ เป็นนระผู้องอาจ ทรงชำนะกิเลสแล้ว ประทับนั่งใน
ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ทรงกระทำการแย้มพระโอฐ.
พระภิกษุนามว่า วรุณะ อุปัฏฐากของพระศาสดาอโนมทัสสี
ทำผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้วทูลถามพระโลกนายกว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อะไรเป็นเหตุให้พระศาสดา
ทรงกระทำการแย้มหนอ เพราะเมื่อไม่มีเหตุ พระพุทธเจ้า
ทั้งหลายย่อมไม่ทรงทำการแย้มให้ปรากฏ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าอโนมทัสสี ผู้เจริญที่สุดในโลก เป็น
นระผู้องอาจ ประทับนั่งท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถา
นี้ว่า ผู้ใดบูชาเราด้วยดอกไม้ ทั้งชมเชยญาณของเรา เรา
จักประกาศผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว.
เทวดาทั้งปวงพร้อมทั้งมนุษย์ ทราบพระดำรัสของพระ-

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 410 (เล่ม 70)

พุทธเจ้าแล้ว ประสงค์จะฟังพระสัทธรรม จึงพากันมาเฝ้า
พระสัมพุทธเจ้า.
หมู่ทวยเทพผู้มีฤทธิ์มากในหมื่นโลกธาตุ ประสงค์จะฟัง
พระสัทธรรม จึงพากันมาเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า.
จตุรงคเสนา คือพลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า
จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
ดนตรีหกหมื่น กลองที่ประดับสวยงาม จักบำรุงผู้นี้เป็น
นิจ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.
หญิงล้วนแต่สาว ๆ หกหมื่นนาง ประดับประดาสวยงาม
มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตรตระการตา สวมกุณฑลแก้วมณี มี
หน้าแฉล้ม ยิ้มแย้ม ตะโพกผาย ไหล่ผึ่ง เอวกลม จักห้อม
ล้อมผู้นี้เป็นนิจ.
นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ใน
เทวโลกตลอดแสนกัป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิในแผ่นดิน
พันครั้ง จักเป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลกพันครั้ง
จักเป็นเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับไม่ถ้วน.
เมื่อถึงภพสุดท้าย ถึงความเป็นมนุษย์ จักคลอดจากครรภ์
นางพราหมณีชื่อสารี นระนี้จักปรากฏตามชื่อและโคตรของ
มารดา โดยชื่อว่า สารีบุตร จักมีปัญญาคมกล้า จักหากังวล
มิได้ ละทิ้งทรัพย์ ๘๐ โกฏิ แล้วออกบวช จักเที่ยวแสวงหา
สันติบททั่วแผ่นดินนี้.

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 411 (เล่ม 70)

ในกัปอันประมาณมิได้ แต่กัปนี้ไป พระศาสดาทรง
พระนามว่า โคตมะ โดยพระโคตร ทรงสมภพในสกุล
พระเจ้าโอกกากราช จักมีขึ้นในโลก ผู้นี้จักเป็นโอรสทายาท
ในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น อันธรรมนิรมิตแล้ว จัก
ได้เป็นพระอัครสาวกมีนามว่า สารีบุตร.
แม่น้ำคงคาชื่อว่า ภาคีรสี นี้ ไหลมาแต่ประเทศหิมวันต์
ไหลไปถึงมหาสมุทร ยังห้วงน้ำใหญ่ให้เต็ม ฉันใด พระสารี-
บุตรนี้ ก็ฉันนั้น เป็นผู้อาจหาญแกล้วกล้าในเวททั้งสาม ถึงที่สุด
แห่งปัญญาบารมี จักยังสัตว์ทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญ.
ตั้งแต่ภูเขาหิมวันต์จนถึงมหาสมุทรสาคร ในระหว่างนี้
ว่าถึงการนับทรายนี้ใดนับไม่ถ้วน การนับทรายแม้นั้น ก็อาจ
นับได้โดยไม่เหลือ ฉันใด ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตร
จักไม่มี ฉันนั้นเลย.
เมื่อทำคะแนน (นับ) ไว้ ทรายในแม่น้ำคงคาพึงสิ้นไป
แต่ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตร จักไม่เป็นเหมือนอย่าง
นั้นเลย.
คลื่นในมหาสมุทร เมื่อจะว่าโดยการนับ ก็นับไม่ถ้วน
ฉันใด ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตร จักนับไม่ได้ ฉันนั้น
เหมือนกัน.
พระสารีบุตรจักยังพระสัมพุทธเจ้า ผู้ศากยโคดม ผู้ประ-
เสริฐให้ทรงโปรด แล้วจักได้เป็นพระอัครสาวกถึงความยอด
เยี่ยมแห่งปัญญา จักประกาศตามได้โดยชอบ ซึ่งพระธรรม-

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 412 (เล่ม 70)

จักรที่พระผู้มีพระภาคศากยบุตรทรงประกาศแล้ว จักยังเมล็ด
ฝน คือธรรมให้ตกลาง.
พระโคดมผู้เป็นศากยะ ผู้ประเสริฐ ทรงทราบข้อนั้น
ทั้งหมดแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ จักทรงตั้งไว้
ในตำแหน่งอัครสาวก.
โอ ! กรรมเราได้ทำไว้อย่างดีแล้ว แก่พระศาสดาพระ-
นามว่า อโนมทัสสี. เราได้กระทำอธิการคือบุญอันยิ่งใหญ่
แก่พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ได้ถึงที่สุดในที่ทั้งปวง พระ-
พุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้น่าอัศจรรย์.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงกรรมที่เรากระทำไว้ใน
กาลอันนับไม่ได้ว่าเป็นวิบากของกรรมในภพสุดท้ายนี้แก่เรา.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว เหมือนกำลังแห่งลูกศรอันพ้น
ดีแล้ว(จากแล่ง). เรานี้แสวงหาบทอันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้
ดับสนิท ไม่หวั่นไหว พิจารณาเดียรถีย์ทั้งปวง ท่องเที่ยว
ไปแล้วในภพ.
คนเป็นไข้พึงแสวงหาโอสถ ต้องสะสมทรัพย์ไว้ทุกอย่าง
เพื่อปลดเปลื้องความป่วยไข้ แม้ฉันใด เราก็ฉันนั้น เมื่อ
แสวงหาอมตบทคือพระนิพพาน อันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ได้
บวชเป็นฤๅษี ๕๐๐ ชาติ โดยไม่ปะปนกัน.
เราทรงชฎา เลี้ยงชีวิตด้วยหาบคอน นุ่งห่มหนังเสือ
ถึงที่สุดอภิญญาแล้ว ได้ไปสู่พรหมโลก. ความบริสุทธิ์ในลัทธิ
ภายนอก ย่อมไม่มี ยกเว้นแต่ศาสนาของพระชินเจ้า.

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 413 (เล่ม 70)

สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้มีปัญญา ย่อมบริสุทธิ์ได้ใน
ศาสนาของพระชินเจ้า. เพราะฉะนั้น เราจึงไม่นำตัวเรานี้
ผู้ใคร่ต่อประโยชน์ ไปในลัทธิภายนอก, เราเมื่อแสวงหาบท
อันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง จึงท่องเที่ยวไปสู่ลัทธิอันผิด.
บุรุษผู้ต้องการแก่น พึงตัดต้นกล้วยแล้วผ่าออก จะไม่ได้
แก่นไม้ในต้นกล้วยนั้น เพราะมันว่างจากแก่น ฉันใด คน
เป็นอันมากผู้เป็นเดียรถีย์ มีทิฏฐิต่าง ๆ กันในโลก ก็ฉันนั้น
แล.
คนเหล่านั้นเป็นผู้ว่างเปล่าจากอสังขตบท เหมือนต้นกล้วย
ว่างเปล่าจากแก่นฉะนั้น. เมื่อถึงภพสุดท้ายแล้ว เราได้เป็น
เผ่าพันธุ์ของพราหมณ์ ละทิ้งโภคสมบัติเป็นอันมาก ออกบวช
เป็นบรรพชิตแล้ว.
จบปฐมภาณวาร
ข้าพระองค์อยู่ในสำนักของพราหมณ์นามว่า สัญชัย ซึ่ง
เป็นผู้สอน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท ข้าแต่พระมหาวีระ
พราหมณ์ชื่อ อัสสชิ สาวกของพระองค์ หาผู้เสมอได้ยาก
มีเดชรุ่งเรื่อง เที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกาลนั้น.
ข้าพระองค์ได้เห็นท่านผู้มีปัญญาเป็นมุนี มีจิตตั้งมั่นใน
ความเป็นมุนี มีจิตสงบระงับ เป็นมหานาค แย้มบานดัง
ดอกปทุม.

413