ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 4 (เล่ม 70)

สองข้างปราสาทมีกระถางน้ำเต็มเปี่ยมหลายกระถาง ปลูก
ปทุมและอุบลไว้.
เรานิรมิตพระพุทธเจ้าในอดีต ผู้เป็นนายกของโลกทุก
พระองค์ พร้อมทั้งพระสงฆ์สาวก ด้วยวรรณะและรูปตามปกติ.
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์พร้อมทั้งพระสาวกเสด็จเข้า และ
เข้าไปทางประตูนั้น. หมู่พระอริยเจ้านั่งบนตั่งอันล้วนแล้วด้วย
ทองคำล้วน ๆ.
พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ยอดเยี่ยมในโลก มีอยู่ในบัดนี้ก็ดี
ที่ล่วงไปแล้วก็ดี ที่จะมีมาก็ดี ทุกพระองค์ได้ขึ้นปราสาทของ
เรา.
พระสยัมภูปัจเจกพุทธเจ้าหลายร้อยพระองค์ผู้ไม่พ่ายแพ้
ทั้งในอดีตและปัจจุบันทั้งหมด ได้ขึ้นปราสาทของเรา.
มีต้นกัลปพฤกษ์มากมายทั้งที่เป็นของทิพย์และเป็นของ
มนุษย์ เรานำเอาผ้าทุกอย่างจากต้นกัลปพฤกษ์นั้นนาทำจีวร
ให้ท่านเหล่านั้นครอง.
ของเคี้ยว ของฉัน ของลิ้ม น้ำและข้าวมีสมบูรณ์ เรา
รสอาหารเต็มบาตรงาม อันล้วนแล้วด้วยแก้วมณีแล้วถวาย.
พระอริยเจ้าทั้งหลายครองผ้าทิพย์ ครองจีวรเนื้อเกลี้ยง
อิ่มหนำสำราญ ด้วยน้ำตาลกรวด น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย
มีรสหวานฉ่ำ และด้วยข้าวปายาส.
หมู่พระอริยเจ้าผู้อิ่มหนำด้วยข้าวปายาสแล้วเข้าห้องแก้ว

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 5 (เล่ม 70)

สำเร็จสีหไสยาบนที่นอนอันควรค่ามาก ดังไกรสรราชสีห์
นอนในถ้ำที่อยู่ฉะนั้น.
มีสัมปชัญญะรู้สึกตัวอยู่ สำเร็จสีหไสยาบนที่นอนแล้ว
ลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิบนที่นอน.
เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความยินดีในฌาน อันเป็นโคจรของ
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. บางพระองค์แสดงธรรม บางพระองค์
แผลงฤทธิ์ บางพระองค์เข้าอัปปนาฌาน และบางพระองค์
เจริญอภิญญาวสี.
ฝ่ายพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แผลงฤทธิ์เป็นหลายร้อยหลาย
พันองค์ ถามอารมณ์คือพระสัพพัญญุตญาณกะพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ท่านเหล่านั้น ตรัสรู้ฐานะอันละเอียดลึกซึ้งด้วย
ปัญญา.
พระสาวกทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสถามพระ-
สาวก. ท่านเหล่านั้นคือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า
และพระสาวกผู้เป็นศิษย์ ต่างถามกันและกัน ต่างพยากรณ์
กันและกัน. ท่านเหล่านั้นยินดีอยู่ด้วยความยินดีอันนี้ อภิรมย์
อยู่ในปราสาทของเรา มีฉัตรซ้อน ๆ กันซึ่งมีสีเปล่งปลั่งดัง
แก้วไพฑูรย์ตั้งอยู่.
ทุก ๆ องค์ทรงฉัตรอันห้อยย้อยด้วยข่ายทอง ขจิตด้วย
ข่ายเงิน แสดงด้วยข่ายมุกดา บนพระเศียร. มีเพดานผ้า
แวววาวด้วยดาวทอง ห้อยพวงมาลัยไว้ทั้งงดงามตระการตา
ทุก ๆ พระองค์ทรงไว้เหนือพระเศียร.

5
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 6 (เล่ม 70)

มีพวงมาลัยเต็มไปหมด งดงามด้วยพวงของหอม เกลื่อน
กลาดด้วยพวงผ้า ประดับประดาด้วยพวงแก้ว.
เกลื่อนด้วยดอกไม้ งดงามยิ่งนัก อบด้วยของหอมที่น่า
ยินดี เจิมด้วยของหอม มุงด้วยเครื่องมุงอันเป็นทอง.
ในทิศทั้ง ๔ มีสระโบกขรณี เต็มด้วยปทุมและอุบล หอม
ตลบด้วยเกสรดอกปทุม ปรากฏดังสีทองคำ. ต้นไม้ทุกต้น
รอ ๆ ปราสาทออกดอก และดอกมันเองก็หล่นลงโปรย-
ปรายปราสาทของเรา.
ในปราสาทนั้น มีนกยูงรำแพนหาง หงส์ทิพย์ส่งเสียง
ร่ำร้อง และหมู่นกการวิกก็ขับขานอยู่โดยรอย.
กลองทุกอย่างดังขึ้นเอง พิณทุกชนิดก็ดีดขึ้นเอง เครื่อง
สังคีตทุกชนิดก็ขับขานไปรอบปราสาท.
บัลลังก์ทองใหญ่สมบูรณ์ด้วยรัศมี ไม่มีช่อง ล้วนแล้ว
ด้วยแก้ จงตั้งอยู่ในกำหนดพุทธเจ้าและในหมื่นจักรวาล
ต้นไม้ประจำทวีปก็ส่องแสงสว่าง เป็นต้นไม้สว่างไสวเป็น
อย่างเดียวกันสืบต่อกันไปตั้งหมื่นต้น.
หญิงเต้นรำ หญิงขับร้อง ก็เต้นรำขับร้องไป หมู่นาง
อัปสรผู้มีสีต่างๆ กัน ปรากฏอยู่รอบปราสาท.
เราให้ชักธงทุกชนิดมี ๕ สี งามวิจิตรไว้บนยอดไม้ ยอด
ภูเขา และบนยอดเขาสิเนรุ.
หมู่คน นาค คนธรรพ์ และเทวดาทุกองค์เข้ามา ท่าน
เหล่านั้นประนมมือไหว้แวดล้อมปราสาทอยู่.

6
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 7 (เล่ม 70)

กุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นกิริยาที่เราจะพึงกระทำ
ด้วยกาย วาจา และใจ กุศลกรรมนั้นเรากระทำแล้ว ได้
ไปในไตรทศ.
สัตว์เหล่าใดผู้มีสัญญาก็ตาม ไม่มีสัญญาก็ตาม สัตว์
เหล่านั้นทั้งหมดจงเป็นผู้มีส่วนแห่งผลบุญที่เราได้กระทำแล้ว.
สัตว์เหล่าใดทราบบุญที่เรากระทำแล้ว เราให้ผลบุญแก่
สัตว์เหล่านั้น บรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดไม่รู้ ขอ
ทวยเทพจงไปบอกแก่สัตว์เหล่านั้นให้รู้.
ปวงสัตว์ในโลกผู้อาศัยอาหารเป็นอยู่ทุกจำพวก ของได้
อาหารอันพึงใจ ด้วยใจของเรา.
เราให้ทานด้วยใจ เรายึดถือเอาความเลื่อมใสด้วยใจ เรา
บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ แล้วบูชาแก่พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย.
เพราะกรรมที่เรากระทำดีแล้วนั้น และเพราะการตั้งเจตนา
ไว้ เราละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปยังดาวดึงส์พิภพ.
เราย่อมรู้จักภพทั้งสอง คือความเป็นเทวดาและมนุษย์
ไม่รู้จักคติอื่นเลย นี้เป็นผลแห่งความปรารถนาด้วยใจ.
เราเป็นใหญ่กว่าเทวดา เป็นใหญ่ในมนุษย์ เป็นผู้สมบูรณ์
ด้วยรูปลักษณะไม่มีผู้เสมอด้วยปัญญา.
โภชนะต่าง ๆ อย่างประเสริฐ รัตนะมากมาย และผ้า
ชนิดต่าง ๆ ย่อมจากฟากฟ้าเข้ามาหาเราพลัน. เราชี้มือไปใน

7
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 8 (เล่ม 70)

ที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำ และในป่า
อาหารทิพย์ย่อมเข้ามาหาเรา.
เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา ในน้ำ และ
ในป่า รัตนะทุกอย่างย่อมเข้ามาหาเรา.
เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำ
และในป่า ของหอมทุกอย่างย่อมมาหาเรา.
เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ
ในน้ำ และในป่า. ยวดยานทุกชนิดย่อมเข้ามาหาเรา.
เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ใน
น้ำ และในป่า ดอกไม้ทุกชนิดย่อมเข้ามาหาเรา.
เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ใน
น้ำ และในป่า เครื่องประดับย่อมเข้ามาหาเรา.
เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำ
และในป่า ปวงนางกัญญาย่อมเข้ามาหาเรา.
เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำ
และในป่า น้ำผึ้ง และน้ำตาลกรดย่อมเข้ามาหาเรา.
เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำ
และในป่า ของเคี้ยวทุกอย่างย่อมเข้ามาหาเรา.
เราให้ทานอันประเสริฐนั้นในคนไม่มีทรัพย์ คนเดินทาง
ไกล ยาจกและคนเดินทางเปลี่ยว เพื่อต้องการบรรลุพระ-
สัมโพธิญาณอันประเสริฐ.
เรายังภูเขาหินให้บันลืออยู่ ขังเขาอันหนาแน่นให้กระหึ่ม

8
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 9 (เล่ม 70)

อยู่ ยังมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลกให้ร่าเริงอยู่ จะเป็น
พระพุทธเจ้าในโลก. ทิศทั้ง ๑๐ มีอยู่ในโลก ที่สุด ย่อมไม่มี
แก่ผู้ไปอยู่ ก็ในทิศาภาคนั้น มีพุทธเขตนับไม่ถ้วน.
รัศมีของเราปรากฏเปล่งออกเป็นคู่ ๆ ข่ายรัศมีมีอยู่ใน
ระหว่างนี้ เราเป็นผู้มีแสงสว่างมากมาย.
ปวงชนโลกธาตุมีประมาณเท่านี้จงเห็นเรา ปวงชน
ทั้งหมดจงมีใจดี จงอนุวัตรตามเราทั้งหมด.
เราตีกลองอมฤตมีเสียงบันลือไพเราะ สละสลวย ปวงชน
ในระหว่างนี้ จงได้ยินเสียงอันไพเราะของเรา.
เมื่อเมฆฝนคือธรรมตกลง ปวงชนจงเป็นผู้ไม่มีอาสวะ
บรรดาชนเหล่านั้น สัตว์ผู้เกิดสุดท้ายภายหลัง จงได้เป็น
พระโสดาบัน.
เราให้ทานที่ควรให้ บำเพ็ญศีลโดยไม่เหลือ ถึงเนก-
ขัมมบารมีแล้วบรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม เราสอบถาม
บัณฑิตทั้งหลาย ทำความเพียรอย่างสูงสุด ถึงขันติบารมีแล้ว
บรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม.
เรากระทำอธิษฐานมั่นคง บำเพ็ญสัจบารมี ถึงเมตตา-
บารมีแล้วบรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม เราเป็นผู้สม่ำเสมอ
ในอารมณ์ทั้งปวง คือในลาภ ความไม่มีลาภ สุข ทุกข์
สรรเสริญ และการดูหมิ่น บรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม.
ท่านทั้งหลายจงเห็นความเกียจคร้านโดยเป็นภัย และ

9
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 10 (เล่ม 70)

เห็นความเพียรโดยเป็นความเกษม จงปรารภความเพียรเถิด
นี้เป็นอนุสาสนีของพระพุทธเจ้า.
ท่านทั้งหลายจงเห็นความวิวาทโดยเป็นภัย และเห็นความ
ไม่วิวาทโดยเป็นความเกษม จงสมัครสมานกัน กล่าววาจา
อ่อนหวานแก่กัน นี้เป็นอนุสาสนีของพระพุทธเจ้า.
ท่านทั้งหลายจงเห็นความประมาทโดยเป็นภัย และเห็น
ความไม่ประมาทโดยเป็นความเกษมแล้ว จงเจริญอัฏฐังคิก-
มรรค นี้เป็นอนุสาสนีของพระพุทธเจ้า.
พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์มากมาย มาประชุมกันโดย
ประการทั้งปวง ท่านทั้งหลายจงกราบไหว้พระพุทธเจ้าและ
พระอรหันต์ทั้งหลายเถิด.
ด้วยประการอย่างนี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอจินไตย
พระธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอจินไตย เมื่อบุคคล
เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า และพระธรรมอันเป็นอจินไตย ย่อม
มีวิบากเป็นอจินไตยแล.
ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะให้พระอานนท์รู้พุทธจิตของ
พระองค์ จึงได้ตรัสธรรมบรรยายชื่อว่า พุทธาปทานิยะ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
พุทธาปาทานจบบริบูรณ์

10
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 11 (เล่ม 70)

วิสุทธชนวิลาสินี
อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
พุทธวรรคที่ ๑
คาถาเริ่มต้นพระคัมภีร์
ข้าพเจ้าขอไหว้พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด หาบุคคล
เปรียบปานมิได้ ผู้เสด็จขึ้นสู่สาครคือไญยธรรม ผู้ข้ามสาคร
คือสงสารได้แล้ว ด้วยเศียรเกล้า. ขอไหว้พระธรรมอันยอด
เยี่ยมสงบละเอียดลึกซึ้ง เห็นได้แสนยาก อันกระทำภพน้อย
และภพใหญ่ให้บริสุทธิ์ ซึ่งพระสัมพุทธเจ้าบูชาแล้ว ด้วย
เศียรเกล้า. ขอไหว้พระสงฆ์ผู้ปราศจากทุกข์ ไม่มีเครื่องข้อง
คือกิเลส ผู้เป็นทักขิไณยบุคคลผู้สูงสุด มีอินทรีย์สงบ ผู้
ปราศจากอาสวะ ด้วยเศียรเกล้า. ด้วยการนอบน้อมพระรัตน-
ตรัยอันวิเศษซึ่งข้าพเจ้าได้ตั้งใจกระทำโดยพิเศษนั้น ข้าพเจ้า
อันพระเถระทั้งหลายผู้เป็นปราชญ์ยิ่งกว่าปราชญ์ ผู้รู้อาคมคือ
พระปริยัติ ผู้เป็นวิญญูชนมียศใหญ่ ได้ขอร้องด้วยการเอื้อ
เฟื้อแล้ว ๆ เล่า ๆ เป็นพิเศษว่า ท่านขอรับ ท่านควรแต่ง

11
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 12 (เล่ม 70)

อรรถกถาอปทาน ว่าด้วยเรื่องราวที่เคยประพฤติมาในกาล
ก่อน. เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจักแสดงอรรถสังวรรณนา
อันงดงามแห่งอปทาน ว่าด้วยเรื่องราวที่เคยประพฤติมา
ในกาลก่อน ซึ่งแสดงข้อแนะนำอันพิเศษในพระไตรปิฎก
ที่ยังเหลืออยู่ตามนัยแห่งพระบาลีทีเดียว โดยกล่าวถึงด้วยวิธี
นี้ว่า เรื่องราวอันดีเยี่ยมนี้ใครกล่าว กล่าวไว้ที่ไหน เมื่อไร
และเพื่ออะไร. เพราะฉะนั้น เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในนิทาน
ทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะกล่าววิธีนั้น ๆ อันแปลกจากกันตามที่
เกิดก่อนหลัง จะเป็นเครื่องทำให้การเล่าเรียนและทรงจำได้
ง่ายขึ้น.
ในชั้นเดิม เรื่องราวนั้นท่านรจนาไว้ในภาษาสิงหล และ
ในอรรถกถาของเก่า ย่อมไม่ให้สำเร็จประโยชน์ตามที่สาธุ-
ชนต้องการ เหตุนั้น ข้าพเจ้าจักอาศัยนัยตามอรรถกถาของ
เก่านั้น เว้นข้อความที่คลาดเคลื่อนเสีย ประกาศแต่เนื้อความ
ที่พิเศษออกไป จักกระทำการพรรณนาเนื้อความที่แปลกและ
ดีที่สุดแล.
นิทานกถา
ก็เพราะเหตุที่ได้ปฏิญาณไว้ว่า "เรื่องราวอันดีเยี่ยม ใครกล่าว
กล่าวไว้ที่ไหน และกล่าวไว้เมื่อไร" และว่า "ข้าพเจ้าจักทำการพรรณนา
เนื้อความ" ดังนี้ การพรรณนาเนื้อความแห่งอปทานนี้นั้น เมื่อข้าพเจ้า

12
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 13 (เล่ม 70)

แสดงนิทานทั้งสามนี้ คือ ทูเรนิทาน (นิทานในกาลไกล) อวิทูเรนิทาน
(นิทานในกาลไม่ไกล) สันติเกนิทาน (นิทานในกาลใกล้) พรรณนาอยู่
จักทำให้เข้าใจได้แจ่มเเจ้งดี เพราะผู้ฟังอปทานั้น เข้าใจแจ่มแจ้งมาแต่
เริ่มต้น เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงจักแสดงนิทานเหล่านั้น แล้วจึงจะ
พรรณนาอปทานนั้นต่อไป.
บรรดานิทานนั้น เบื้องต้นพึงทราบปริเฉทคือการกำหนดขั้นตอน
ของนิทานเหล่านั้นเสียก่อน. ก็กถามรรคที่เล่าเรื่องตั้งแต่พระมหาสัตว์
กระทำอภินิหาร ณ เบื้องบาทมูลแห่งพระพุทธทีปังกรจนถึงจุติจากอัตภาพ
พระเวสสันดรบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จัดเป็นทูเรนิทาน. กถามรรคที่
เล่าเรื่องตั้งแต่จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต จนถึงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณที่
ควงไม้โพธิ์จัดเป็นอริทูเรนิทาน. ส่วนสันติเกนิทาน จะหาได้ในที่นั้น ๆ
แห่งพระองค์เมื่อประทับอยู่ในที่นั้น ๆ แล.
ทูเรหิทานกถา
ในนิทานเหล่านั้น ที่ชื่อว่าทูเรนิทานมีดังต่อไปนี้
เล่ากันมาว่า ในที่สุดสี่อสงไขยยิ่งด้วยกำไรแสนกัปนับแต่ภัทรกัป
นี้ไป ได้มีนครหนึ่งนามว่า อมรวดี ในนครนั้น มีพราหมณ์ชื่อสุเมธ
อาศัยอยู่ เขามีกำเนิดมาดีทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา
มีครรภ์อันบริสุทธิ์นับได้เจ็ดชั่วตระกูล ใคร ๆ จะคัดค้านดูถูกเกี่ยวกับ
เรื่องชาติมิได้ มีรูปสวยน่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณอันงามยิ่ง
เขาไม่กระทำการงานอย่างอื่นเลย ศึกษาแต่ศิลปะของพราหมณ์เท่านั้น.
มารดาบิดาของเขาได้ถึงแก่กรรมเสียตั้งแต่เขายังรุ่นหนุ่ม ต่อมาอำมาตย์

13