ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 833 (เล่ม 69)

ไม่มีกิเลสเกิดแล้วอย่างนี้ ผู้ไม่มีความหิวนั้นเป็นอย่างไร. พึงเห็นว่า ความ
หลุดพ้นโดยผูกพันกับวิโมกข์ ชื่อว่า โมกฺโข เพราะพ้น ชื่อว่า วิโมกฺโข
เพราะหลุดพ้น นี้เป็นบทมาติกา ๑. บทว่า วิชฺชาวิมุตฺติ คือวิชานั่นแหละ
คือวิมุตติ นี้เป็นมาติกาบท ๑. บทว่า ฌานวิโมกฺโข คือฌานนั่นแหละเป็น
วิโมกข์ นี้เป็นมาติกาบท ๑. มาติกาบทที่เหลือก็เป็นบทหนึ่ง ๆ เพราะเหตุนั้น
จึงเป็นมาติกาบท ๑๙ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า เนกขมฺเมน กามจฺฉนฺทโต นิจฺฉาโต บุคคลผู้ไม่มีความหิว
ย่อมหลุดพ้นจากกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ คือพระโยคาวจรผู้ไม่มีกิเลส ย่อม
หลุดพ้นจากกามฉันทะ. เพราะปราศจากกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ แม้เนกขัมมะ
ที่พระโยคาวจรนั้นได้ก็หมดความหิว ไม่มีกิเลสเป็นความหลุดพ้น แม้ในบท
ที่เหลือก็อย่างนั้น.
บทว่า เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทโต มุจฺจตีติ วิโมกฺโข ชื่อว่า
วิโมกข์ เพราะพ้นจากกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ คือพระโยคาวจรย่อมพ้นจาก
กามฉันทะด้วยเนกขัมมะ. เพราะเหตุนั้น เนกขัมมะนั้นจึงเป็นวิโมกข์ แม้ใน
บทที่เหลือก็อย่างนั้น.
บทว่า วิชฺชตีติ วิชฺชา เนกขัมมะชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่ามีอยู่
ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า มีอยู่ถือเข้าไปได้โดยสภาพ.
อีกอย่างหนึ่ง เนกขัมมะชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า อันพระโยคาวจรผู้ปฏิบัติ
เพื่อรู้ความเป็นจริง ย่อมรู้สึก ย่อมรู้ความเป็นจริง.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า อันพระโยคาวจรผู้ปฏิบัติ
เพื่อได้คุณวิเศษ ย่อมรู้สึก ย่อมได้.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมประสบ
ย่อมได้ภูมิที่ตนควรประสบ.

833
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 834 (เล่ม 69)

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมทำความ
รู้แจ้งสภาวธรรม เพราะเห็นสภาวธรรมเป็นเหตุ.
บทว่า วิชฺชนฺโต มุจฺจติ มุจฺจนฺโต วิชฺชติ ชื่อว่าวิชชาวิมุตติ
เพราะอรรถว่า มีอยู่หลุดพ้น หลุดพ้นมีอยู่ อธิบายว่า ชื่อว่าวิชชาวิมุตติ
เพราะอรรถว่า ธรรมตามที่กล่าวแล้วมีอยู่ ด้วยอรรถตามที่กล่าวแล้ว ย่อม
หลุดพ้นจากธรรมตามที่กล่าวแล้ว เมื่อหลุดพ้นจากธรรมตามที่กล่าวแล้ว ย่อม
มีด้วยอรรถตามที่กล่าวแล้ว.
บทว่า กามจฺฉนฺทํ สํวรฏฺเฐน ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องกั้นกามฉันทะ
ความว่า เนกขัมมะนั้นชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องห้ามกามฉันทะ
เนกขัมมะชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เพราะความไม่ฟุ้งซ่าน
เป็นเหตุ ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเห็นเพราะการเห็นเป็นเหตุ แม้ใน
บทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ปฏิปฺปสฺสมฺเภติ ย่อมระงับ ความว่า ธรรมมีเนกขัมมะ
เป็นต้น ชื่อว่าปัสสัทธิ เพราะพระโยคาวจรย่อมระงับกามฉันทะเป็นต้น ด้วย
เนกขัมมะเป็นต้น . บทว่า ปหีนตฺตา คือ เพราะเป็นเหตุให้ละด้วยปหานะนั้นๆ.
บทว่า ญาตฏฺเฐน ญาณํ ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ ความว่า เนกขัมมะเป็นต้น
ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ ด้วยสามารถพิจารณาฌาน วิปัสสนา มรรค แม้ใน
บทนี้ว่า ทฏฺฐตฺตา ทสฺสนํ ชื่อว่าทัศนะ เพราะอรรถว่าเห็นก็มีนัยนี้เหมือน
กัน ชื่อว่า โยคี เพราะบริสุทธิ์ คือ วิสุทธิมีเนกขัมมะเป็นต้น.
พึงทราบวินิจฉัยในเนกขัมมนิเทศ ดังต่อไปนี้. เนกขัมมะชื่อว่า
นิสสรณะ (สลัดกาม) เพราะสลัดจากกามราคะเพราะไม่มีโลภ ชื่อว่า
เนกขัมมะ เพราะออกจากกามราคะนั้น. เมื่อกล่าวว่า เนกขัมมะเป็นเครื่อง
สลัดรูป เพื่อแสดงถึงความวิเศษ เพราะไม่แสดงความวิเศษของอรูป ท่าน

834
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 835 (เล่ม 69)

จึงกล่าวว่า ยทิทํ อารุปฺปํ อรูปฌานสลัดรูป ตามลำดับปาฐะที่ท่านกล่าวไว้
แล้วในที่อื่นนั่นแหละ. อนึ่ง อรูปฌานนั้น ชื่อว่าเนกขัมมะ เพราะออกจากรูป
เพราะเหตุนั้นเป็นอันท่านกล่าวด้วยอธิการะ. บทว่า ภูตํ สิ่งที่เป็นแล้วเป็น
บทแสดงถึงการประกอบสิ่งที่เกิดขึ้น. บทว่า สงฺขตํ สิ่งที่ปรุงแล้วเป็นบท
แสดงถึงความวิเศษแห่งกำลังปัจจัย. บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ อาศัยกันเกิดขึ้น
เป็นบทแสดงถึงความไม่ขวนขวายปัจจัย แม้ในการประกอบปัจจัย. บทว่า
นิโรโธ ตสฺส เนกฺขมฺมํ นิโรธเป็นเนกขัมมะจากสิ่งที่มีที่เป็น คือนิพพาน
ชื่อว่าเนกขัมมะจากสิ่งที่ปรุงแต่งนั้น เพราะออกจากสิ่งที่ปรุงแต่งนั้น การถือ
อรูปฌานและนิโรธ ท่านทำแล้วตามลำดับดังกล่าวแล้วในปาฐะอื่น. เมื่อกล่าว
ว่าการออกไปจากกามฉันทะเป็นเนกขัมมะ เป็นอันท่านกล่าวซ้ำอีก. ท่านไม่
กล่าวว่า ความสำเร็จแห่งการออกไปจากกามฉันทะ ด้วยคำว่าเนกขัมมะเท่านั้น
แล้วกล่าวว่าเนกขัมมะที่เหลือ ข้อนั้นตรงแท้ แม้ในนิสสรณนิเทศก็พึงทราบ
ความโดยนัยนี้แหละ อนึ่ง ธาตุเป็นเครื่องสลัดออกในนิเทศนี้ ท่านกล่าวว่า
เป็นเนกขัมมะตรงทีเดียว.
บทว่า ปวิเวโก ความสงัด คือ ความสงัดเป็นเนกขัมมะเป็นต้นทีเดียว.
บทว่า โวสฺสชฺชติ ย่อมปล่อยวาง คือ โยคี. เนกขัมมะเป็นต้นเป็นการ
ปล่อยวาง. ท่านกล่าวว่าพระโยคาวจรประพฤติเนกขัมมะ ย่อมเที่ยวไปด้วย
เนกขัมมะ. อนึ่ง เนกขัมมะนั้นเป็นจริยา แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้ ควรจะ
กล่าวไว้ในฌานวิโมกขนิเทศ ท่านก็กล่าวไว้ในวิโมกขกถา ในวิโมกกถานั้น
ท่านกล่าวว่า ฌานวิโมกฺโข หลุดพ้น เพราะฌานว่า ชานาติ ย่อมรู้อย่างเดียว.
แต่ในฌานวิโมกขนิเทศนี้ มีความแปลกออกไป ว่าท่านแสดงเป็นบุคลา-
ธิษฐานว่า ชายติ ย่อมเกิด.

835
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 836 (เล่ม 69)

อนึ่ง ในภาวนาธิฏฐานชีวิตนิเทศ ท่านแสดงเป็นบุคลาธิษฐาน.
แต่ตามธรรมดาเนกขัมมะเป็นต้นนั่นแหละ ชื่อว่า ภาวนา จิตที่ตั้งไว้ด้วย
เนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่า อธิษฐาน สัมมาอาชีวะของผู้มีจิตตั้งไว้ด้วยเนกขัมมะ
เป็นต้น ชื่อว่า ชีวิต. สัมมาอาชีวะนั้นเป็นอย่างไร การเว้นจากมิจฉาชีวะ
และพยายามแสวงหาปัจจัยโดยธรรมโดยเสมอ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สมํ ชีวติ เป็นอยู่สงบ คือมีชีวิตอยู่อย่างสงบ
อธิบายว่า เป็นอยู่โดยสงบ. บทว่า โน วิสมํ ไม่เป็นอยู่ไม่สงบ ท่านทำ
เป็นอวธารณ (คำปฏิเสธ) ด้วยปฏิเสธความที่กล่าวว่า สมํ ชีวติ เป็นอยู่สงบ.
บทว่า สมฺมา ชีวติ เป็นอยู่โดยชอบ เป็นบทชี้แจงอาการ. บทว่า โน
มิจฺฉา ไม่เป็นอยู่ผิด คือกำหนดความเป็นอยู่นั้นนั่นเอง. บทว่า วิสุทฺธิ
ชีวติ เป็นอยู่หมดจด คือมีชีวิตเป็นอยู่หมดจด ด้วยความหมดจดตามสภาพ.
บทว่า โน กิลิฏฺฐิ ไม่เป็นอยู่เศร้าหมอง คือกำหนดความเป็นอยู่นั้นนั่นเอง.
พระสารีบุตรเถระแสดงอานิสงส์แห่งสัมปทา ๓ ตามที่กล่าวแล้ว แห่งญาณ
สมบัติด้วยบทมีอาทิว่า ยญฺญเทว. บทว่า ยญฺญเทว ตัดบทเป็น ยํ ยํ เอว.
บทว่า ขตฺติยปรสํ คือประชุมพวกกษัตริย์. ท่านกล่าวว่าบริษัทเพราะนั่ง
อยู่รอบๆ ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรกัน ในอีก ๓ บริษัทนอกนี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน
การถือเอาบริษัท ๔ เหล่านั้น เพราะประกอบด้วยอาคมสมบัติและญาณสมบัติ
ของกษัตริย์เป็นต้นนั่นเอง มิใช่ด้วยบริษัทของพวกศูทร. บทว่า วิสารโท
เป็นผู้แกล้วกล้า คือถึงพร้อมด้วยปัญญา ปราศจากความครั่นคร้าม คือไม่กลัว.
บทว่า อมงฺกุโต ไม่เก้อเขิน คือไม่ขยาด มีความอาจหาญ. บทว่า ตํ กิสฺส
เหตุ ข้อนั้นเพราะเหตุไร หากถามว่า ความเป็นผู้กล้าหาญนั้น ย่อมเป็นเพราะ
เหตุไร เพราะการณ์ไร กล่าวถึงเหตุแห่งความกล้าหาญนั้นว่า ตถา หิ เพราะ
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสัมปทา ๓ คือ ภาวนา อธิษฐาน อาชีวะ ฉะนั้น พระ-

836
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 837 (เล่ม 69)

สารีบุตรเถระครั้น แสดงถึงเหตุแห่งความเป็นผู้กล้าหาญว่า วิสารโท โหติ
เป็นผู้กล้าหาญแล้ว จึงให้จบลงด้วยประการฉะนี้แล.
จบอรรถกถามาติกากถา
แห่งอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรคชื่อว่า สัทธัมมปกาสินี
จบการพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งจูฬวรรค
จบอรรถกถาแห่งปฏิสัมภิทามรรค ประดับด้วย ๓๐ กถา สงเคราะห์
ลงใน ๓ วรรค ด้วยเหตุเพียงนี้แล.
รวมกถาที่มีในปกรณ์ปฏิสัมภิทานั้นพร้อมกับอรรถกถา คือ
๑. ญาณกถา ๒. ทิฏฐิกถา ๓. อานาปานกถา ๔. อินทริยกถา
๕. วิโมกขกถา ๖. คติกถา ๗. กรรมกถา ๘. วิปัลลาสกถา ๙. มรรคกถา
๑๐. มัณฑเปยยกถา.
๑. ยุคนัทธกถา ๒. สัจจกถา ๓. โพชฌงคกถา ๔. เมตตากถา
๕. วิราคกถา ๖. ปฏิสัมภิทากถา ๗. ธรรมจักรกถา ๘. โลกุตรกถา
๙. พลกถา ๑๐. สุญญกถา.
๑. มหาปัญญากถา ๒. อิทธิกถา ๓. อภิสมยกถา ๔. วิเวกกถา
๕. จริยากถา ๖. ปาฏิหาริยกถา ๗. สมสีสกถา ๘. สติปัฏฐานกถา
๙. วิปัสสนากถา ๑๐. มาติกากถา.
วรรค ๓ วรรคในปกรณ์ปฏิสันภิทา มีอรรถกว้างขวางลึกซึ้งในมรรค
เป็นอนันตนัย เปรียบด้วยสาคร เหมือนนภากาศเกลื่อนกลาดด้วยดวงดาว
และเช่นสระใหญ่ ความสว่างจ้าแห่งญาณของพระโยคีทั้งหลาย ย่อมมีได้โดย
พิลาสแห่งคณะพระธรรมกถิกาจารย์ฉะนี้แล.
จบปฏิสัมภิทาลงด้วยประการฉะนี้

837
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 838 (เล่ม 69)

นิคมกถา
ในปฏิสัมภิทามรรคนี้ ท่านพระสารีบุตรเถระ
กล่าวไว้ ๓ วรรค ตามลำดับของขนาดโดยชื่อว่า มหา-
วรรค มัชฌิมวรรคและจุลวรรค. ในวรรคหนึ่ง ๆ
ท่านแสดงไว้วรรคละ ๑๐ กถา การพรรณนาอุทาน-
กถาเหล่านี้ ท่านแสดงตามลำดับของกถาเหล่านั้น.
กถาเหล่านั้นมี ๑๐ คือ ญาณกถา ๑ ทิฏฐิกถา ๑
อานาปานกถา ๑ อินทริยกถา ๑ วิโมกขกถาเป็นที่ ๕
คติกถา ๑ กรรมกถา ๑ วิปัลลาสกถา ๑ มรรคกถา ๑
มัณฑกถา ๑ รวมเป็น ๑๐ กถา.
กถาต่อไปคือ ยุคนันธกถา ๑ สัจจกถา ๑ โพช-
ฌังคกถา ๑ เมตตากถา ๑ วิราคกถาเป็นที่ ๕ ปฏิสัม-
ภิทากถา ๑ ธรรมจักกกถา ๑ โลกุตตรกถา ๑ พลกถา
๑ สุญญตากถา ๑
ปัญญากถา ๑ อิทธิกถา ๑ อภิสมยกถา ๑ วิเวก-
กถา ๑ จริยากถาเป็นที่ ๕ ปาฏิหาริยกถา ๑ สมสีส-
กถา ๑ สติปัฏฐานกถา ๑ วิปัสสนากถา ๑ มาติกากถา ๑.
พระเถระผู้เป็นใหญ่กว่าพระสาวกผู้สดับมาจาก
พระสุคต ผู้ยินดีในการทำประโยชน์แก่สัตว์ อรรถกถา
อันมั่นคง กล่าวปฏิสัมภิทามรรคใดไว้แล้ว อรรถกถา
ปฏิสัมภิทามรรคนั้น ข้าพเจ้าเริ่มรจนาเพราะอาศัยนัย
ของอรรถกถาก่อน ๆ เป็นข้อยุติอย่างนั้น อรรถกถา
นั้นจึงถึงความสำเร็จลงได้ด้วยประการฉะนี้.

838
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 839 (เล่ม 69)

ท่านผู้มีปัญญายิ่ง เป็นผู้ประกอบด้วยคุณคือ
ปัญญาประกอบด้วยศรัทธาได้กระทำคุณงามความดีไว้
ไม่น้อย ณ บริเวณมหาวิหาร พระเถระผู้อาศัยอยู่ใน
วิหารนี้ มีชื่อปรากฏแล้วว่า โมคคัลลานะ ในพรรษา
ที่ ๓ ได้เคลื่อนไปแล้ว อรรถกถาอนุโลมตามสมัย ยัง
ประโยชน์ให้เกิดแก่โลก ได้สำเร็จลงเพราะอาศัยพระ-
เถระผู้แสดงเถรวาท ขออรรถกถาอนุโลมตามธรรม
อันให้สำเร็จประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น เป็นที่
ชื่นชมของสรรพสัตว์ จงถึงความสำเร็จเหมือนอย่าง
นั้นเถิด.
ส่วนภาณวาร ๕๘ ภาณวารที่ควรรู้แจ้ง ท่านผู้
ฉลาดในการคำนวณไว้ในอรรถกถาสัทธัมมปกาสินี้
ภาณวารจำนวน ๑๔,๐๐๐ และคาถา ๕๐๐ คาถา ท่าน
คำนวณด้วยการประพันธ์เป็นฉันท์แห่งอรรถกถา
สัทธัมมปกาสินีนั้นอย่างรอบคอบ.
ข้าพเจ้าผู้เอื้อเฟื้อเพื่อให้ศาสนาตั้งอยู่นาน และ
เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก ได้สะสมบุญนี้ ถึงความ
ไพบูลย์ไม่น้อย ขอโลกจงบริโภครสแห่งพระสัทธรรม
อันปราศจากมลทินของพระทสพลด้วยบุญนั้น ถึง
ความสุข ด้วยความสุขแท้จริงเทอญ.
จบอรรถกถาคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ชื่อสัทธัมมปกาสินี

839
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 1 (เล่ม 70)

พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย อปทาน
เล่มที่ ๘ ภาคที่ ๑
ตอนที่ ๑
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหัตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
พุทธวรรคที่ ๑
๑. พุทธาปทาน
ว่าด้วยเหตุให้สำเร็จเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า
[๑] พระอานนท์ เวเทหมุนี ผู้มีอินทรีย์อันสำรวมแล้ว ได้ทูล
ถามพระตถาคตผู้ประทับอยู่ในพระเชตวันวิหารว่า ได้ทราบว่า
พระสัพพัญญูพุทธเจ้ามีอยู่หรือ พระสัพพัญญูพุทธเจ้าเหล่านั้น
เป็นนักปราชญ์ได้เพราะเหตุอะไร.
ในกาลนั้น พระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้แสวงหา
คุณใหญ่ ได้ตรัสกะพระอานนท์ผู้เจริญ ด้วยพระสุรเสียงอัน
ไพเราะว่า ชนเหล่าใดได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้า
ทุกพระองค์ ผู้ไม่ได้ความหลุดพ้นกิเลสในศาสนาของพระ-
ชินเจ้า.

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 2 (เล่ม 70)

โดยที่มีพระสัมโพธิญาณนั้นนั่นแลเป็นประธาน มีพระ-
อัธยาศัยอันเข้มแข็ง มีพระปัญญาแก่กล้า อาจบรรลุความ
เป็นพระสัพพัญญูได้ ด้วยเดชแห่งพระปัญญา.
แม้เราก็ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าไว้ในพระพุทธเจ้า
แต่ปางก่อนทั้งหลาย บารมี ๓๐ ถ้วน ที่จะให้เป็นพระธรรม.
ราชา เราก็ได้บำเพ็ญมานับไม่ถ้วน.
เราประนมนิ้วทั้ง ๑๐ นมัสการพระโลกนายก พร้อมทั้ง
พระสงฆ์ กราบไหว้พระสัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐด้วยเศียรเกล้า.
ในพุทธเกษตรทั้งหลาย มีรัตนะทั้งที่อยู่ในอากาศและอยู่
บนภาคพื้นแผ่นดินมีประมาณเท่าใด ที่ใจจะนึกนำมาได้ ทั้ง-
หมด ณ ภาคพื้นอันมีรูปิยะมีประมาณเท่านั้น.
เราได้สร้างปราสาทอันล้วนแล้วด้วยรัตนะสูงจรดฟ้า ตลอด
ภาคพื้นมิใช่น้อย
ซึ่งมีเสาอันวิจิตรงดงาม สร้างจัดจำแนกไว้อย่างดีมีค่า
มาก ซึ่งมีคันทวยหาด้วยทองคำ ประดับด้วยนกกะเรียน
และฉัตร.
พื้นชั้นแรกเป็นแก้วไพฑูรย์งดงามปราศจากไฝฝ้าคือมลทิน
เกลื่อนกลาดด้วยกอบัวหลวง มีพื้นทองคำอย่างดี.
พื้นบางชั้นมีสีดังแก้วประพาฬเป็นกิ่งก้านน่ายินดี สีแดง
งดงาม เปล่งรัศมีดังสีแมลงค่อมทองสว่างไสวไปทั่วทิศ.

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ – หน้าที่ 3 (เล่ม 70)

มีหน้ามุข ประตู หน้าต่าง จัดไว้อย่างดี มีไพที ๔ ชั้น
มีชวาลา มีพวงอุบะหอมเป็นที่รื่นรมย์ใจ.
บางชั้น มีสีเขียว เหลือง แดง ขาว และดำล้วน
ประกอบด้วยเรือนยอดประดับด้วยรัตนะ ๗.
มีปทุมบานสะพรั่ง งดงามด้วยเนื้อและนก ดารดาษด้วย
ดาวนักษัตร ประดับด้วยรูปดวงจันทร์และดวงอาทิตย์.
ปกคลุมด้วยตาข่ายทองคำ ห้อยย้อยด้วยกระดิ่งทองคำ
ตาข่ายทองคำน่ารื่นรมย์ใจ เปล่งเสียงได้ด้วยแรงลม.
มีหน้าต่างงดงามด้วยสีต่าง ๆ คือสีชมพู สีแดง สีเหลือง
และสีทอง มีธงปักไว้เป็นทิวแถว
แผ่นกระดานต่าง ๆ มากมายหลายร้อย ทำด้วยเงิน ทำ
ด้วยแก้วมณี ทับทิม และทำด้วยแก้วลาย วิจิตรด้วยที่นอน
ต่าง ๆ ปูด้วยผ้าจากแคว้นกาสีเนื้อละเอียด.
มีผ้าห่มสีเหลืองทำด้วยผ้ากัมพล ผ้าทุกุลพัสตร์ ผ้าเมือง
จีน ผ้าเมืองปัตตุณณะ เราปูเครื่องลาดทุกชนิดด้วยใจ. ใน
ชั้นนั้น ๆ ประดับยอดด้วยรัตนะ มีคนยืนถือประทีปแก้วสว่าง
ไสว.
มีเสาระเนียด เสาซุ้มประตู ทำด้วยทองชมพูนุท ทำด้วย
ไม้แก่น และทำด้วยเงิน.
มีที่ต่อหลายแห่งจัดไว้เรียบดี วิจิตรด้วยบานประตูและ
กลอน ทำปราสาทให้งดงามอยู่.

3