ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 753 (เล่ม 69)

พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นเราจะขอถึงท่านและพระศาสดาเป็นที่พึ่ง อนึ่ง
เราจะให้พรแก่เจ้า. พระนางสามาวดี ทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรง
ให้หม่อมฉันรับพรเถิด. พระราชาเสด็จไปเฝ้าพระศาสดาขอถึงเป็นที่พึ่งแล้ว
นิมนต์ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วัน
ตรัสกะพระนางสามาวดีว่า จงรับพรเถิด. พระนางรับว่า ดีแล้ว ข้าแต่มหาราช
ขอพระองค์จงทรงให้พรแก่หม่อมฉัน คือ ขอพระศาสดาจงเสด็จมา ณ ที่นี้
พร้อมด้วยพระภิกษุ ๕๐๐ เถิด หม่อมฉันจักฟังธรรม. พระราชาถวายบังคม
พระศาสดาแล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงเสด็จมา ณ ที่นี้
กับภิกษุ ๕๐๐ เป็นประจำเถิด พวกหญิงที่อยู่กับพระนางสามาวดีก็กล่าวว่า
หม่อมฉันทั้งหลายจักฟังธรรม. พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร การไปยังที่
แห่งเดียวเป็นประจำไม่สมควรแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย แม้มหาชนก็ยังหวังจะ
ให้ไปอยู่. พระราชาทูลว่า ถ้าเช่นนั้นขอพระองค์ตรัสสั่งภิกษุเถิด. พระศาสดา
ตรัสสั่งกะพระอานนทเถระ. พระเถระพาภิกษุ ๕๐๐ ไปยังราชตระกูลเป็น
ประจำ. แม้หญิงทั้งหลายมีพระเทวีเป็นประมุขเหล่านั้นก็อังคาสพระเถระแล้ว
พากันฟังธรรม. อนึ่ง พระศาสดาทรงตั้งพระนางสามาวดีไว้ในฐานะเป็นผู้เลิศ
กว่าอุบาสิกาทั้งหลาย ผู้มีเมตตาวิหารธรรม. ความที่พระราชาไม่สามารถปล่อย
ลูกศรไปได้เป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิของพระนางสามาวดีอุบาสิกาด้วยประการ
ฉะนี้. อนึ่ง ในที่นี้ท่านเรียกว่าอุบาสิกา เพราะเข้าใกล้พระรัตนตรัยด้วยความ
เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว ด้วยความเลื่อมใสอันลึกซึ้ง หรือด้วยการถึงพระ-
รัตนตรัยเป็นที่พึ่ง.
พึงทราบวินิจฉัยในอริยิทธินิเทศ ดังต่อไปนี้. บทว่า อริยา อิทฺธิ
ฤทธิ์ของพระอริยะ ท่านกล่าวว่าฤทธิ์ของพระอริยะ เพราะเกิดแก่พระอริยะ

753
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 754 (เล่ม 69)

ผู้เป็นพระขีณาสพผู้ถึงความชำนาญทางจิต. บทว่า อิธ ภิกฺขุ คือ ภิกษุผู้เป็น
พระขีณาสพในศาสนานี้. บทว่า อนิฏฺฐสฺมึ วตฺถุสฺมึ ในสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา
คือในวัตถุ ในสัตว์ หรือในสังขารที่ไม่ชอบใจ ด้วยอารมณ์ปกติ. บทว่า
เมตฺตาย วา ผรติ ภิกษุแผ่ไปด้วยเมตตา คือ หากเป็นสัตว์ ย่อมแผ่ไปด้วย
เมตตาภาวนา. บทว่า ธาตุโต วา อุปสํหรติ น้อมเข้าไปโดยความเป็นธาตุ
คือ หากว่าเป็นสังขาร ย่อมน้อมเข้าไปซึ่งธาตุมนสิการว่า สักว่าเป็นธาตุ การ
น้อมเข้าไปแม้ในสัตว์ว่าเป็นธาตุก็ควร. บทว่า อสุภาย วา ผรติ ย่อมแผ่
ไปโดยความไม่งาม คือหากว่าเป็นสัตว์ ย่อมแผ่ไปโดยอสุภภาวนา. บทว่า
อนิจฺจโต วา อุปสํหรติ ย่อมน้อมเข้าไปโดยความเป็นของไม่เที่ยง คือ
หากว่าเป็นสังขารย่อมน้อมเข้าไปซึ่งมนสิการว่า เป็นของไม่เที่ยง. บทว่า
ตทุภยํ ตัดบทเป็น ตํ อุภยํ ได้แก่ ทั้งสองนั้น. บทว่า อุเปกฺขโก
มีอุเบกขา คือ มีอุเบกขาด้วยอุเบกขามีองค์ ๖. บทว่า สโต มีสติ คือ
เพราะถึงความเป็นผู้ไพบูลย์ด้วยสติ. บทว่า สมฺปชาโน มีสัมปชัญญะ
เพราะเป็นผู้มีความรู้สึกด้วยปัญญา. บทว่า จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา เห็นรูป
ด้วยจักษุ คือ เห็นรูปด้วยจักษุวิญญาณอันสามารถในการเห็นรูปที่ได้ โวหารว่า
จักษุ ด้วยอำนาจแห่งเหตุ แต่พระโบราณาจารย์กล่าวว่า จักษุย่อมไม่เห็นรูป
เพราะจักษุไม่มีจิต จิตย่อมไม่เห็นรูป เพราะจิตไม่มีจักษุ แต่ในเมื่อกระทบกัน
ทางทวารารัมมณะ ย่อมเห็นได้ด้วยจิตมีปสาทเป็นวัตถุ. อนึ่ง กถาเช่นนี้ นี้ชื่อว่า
สสัมภารกถา (กถาเจือปนกัน ) ดุจในบทว่า แทงด้วยธนู เพราะฉะนั้น
ในบทนี้จึงมีอธิบายว่า เห็นรูปด้วยจักษุวิญญาณ. อีกอย่างหนึ่ง เห็นรูปด้วย
จักษุเป็นเหตุ. บทว่า เนว สุมโน โหติ ไม่ดีใจ คือ ปฏิเสธความโสมนัส
อาศัยเรือน มิใช่โสมนัสเวทนาอันเป็นกิริยา. บทว่า น ทุมฺมโน ไม่เสียใจ

754
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 755 (เล่ม 69)

คือ ปฏิเสธโทมนัสทั้งหมด. บทว่า อุเปกฺขโก วิหรติ เป็นผู้วางเฉยอยู่
คือ เป็นผู้วางเฉยอยู่ด้วยอุเบกขา คือ วางตนเป็นกลางในอารมณ์นั้น อันได้
ชื่อว่า อุเบกขามีองค์ ๖ เพราะเป็นไปในทวาร ๖ อันเป็นอาการแห่งการไม่ละ
ความบริสุทธิ์เป็นปกติ ในคลองแห่งอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์. แม้ในบท
มีอาทิว่า โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฟังเสียงด้วยหูก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
พึงทราบวินิจฉัยในกัมมวิปากชิทธินิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า สพฺเพสํ
ปกฺขีนํ แห่งนกทั้งปวง คือ การไปทางอากาศเว้นฌาน และอภิญญา ของนก
ทั้งหลายทุกชนิด การไปทางอากาศของเทวดาทั้งปวง และการเห็นเป็นต้น
ก็อย่างนั้น. บทว่า เอกจฺจานํ มนุสฺสานํ แห่งมนุษย์บางพวก คือ แห่ง
มนุษย์ผู้อยู่ครั้งปฐมกัป. บทว่า เอกจฺจานํ วินิปาติกานํ แห่งวินิบาต
บางพวก คือ ฤทธิ์เกิดแต่ผลกรรมมีการไปทางอากาศเป็นต้นของวินิปาติกเปรต
พวกอื่น เพราะตกไปจากกายอันเป็นความสุขมีอาทิอย่างนี้ คือ ปิยังกรมารดา
ปุนัพพสุกมารดา ผุสสมิตตา ธัมมคุตตา.
พึงทราบวินิจฉัยในอิทธินิเทศของผู้มีบุญดังต่อไปนี้. บทว่า ราชา
ชื่อว่า ราชา เพราะยังคนอื่นให้ยินดีโดยธรรม ชื่อว่า จกฺกวตฺตี เพราะยัง
รัตนจักรให้เป็นไป. บทว่า เวหาสํ คจฺฉนติ เหาะไปยังอากาศ เป็นทุติยาวิภัตติ
ลงในอรรถแห่งอัจจันตสังโยค บทว่า จตุรงฺคินิยา ด้วยจตุรงคินีเสนา ได้แก่
เสนามีองค์ ๔ คือ ช้าง ม้า รถและพลเดินเท้า. บทว่า เสนา คือ รวมองค์ ๔
เหล่านั้น. บทว่า อนฺตมโส โดยที่สุด คนดูแลม้า ชื่อว่า อสฺสพนฺธา
คนดูแลโค ชื่อว่า โคปุริสา. บทว่า อุปาทาย หมายถึง คือ ไม่ปล่อย
อธิบายว่า การเหาะไปยิ่งอากาศของชนเหล่านั้นอย่างนี้เป็นฤทธิ์ของผู้มีบุญ.

755
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 756 (เล่ม 69)

บทว่า โชติยสฺส คหปติสฺส ปุญฺญวโต อิทฺธิ ฤทธิ์ของโชติย-
คหบดีผู้มีบุญ คือ เศรษฐีในกรุงราชคฤห์ ผู้สะสมบุญญาธิการไว้ในพระปัจเจก-
พุทธเจ้าทั้งหลายในก่อน ชื่อว่า โชติกะ. ได้ยินว่า ในเวลาที่โชติกะนั้นเกิด
สรรพาวุธในนครทั้งสิ้นลุกโพลง แม้เครื่องอาภรณ์ที่แต่งไว้ในกายของชน
ทั้งปวงก็เปล่งแสงสว่างดุจลุกโพลง นครได้มีแสงสว่างรุ่งโรจน์เป็นอันเดียวกัน
ลำดับนั้น ในวันที่ตั้งชื่อกุมารนั้นจึงชื่อว่า โชติกะ เพราะนครทั้งสิ้นรุ่งโรจน์
เป็นอันเดียวกัน ครั้นโชติกะเจริญวัย เมื่อชำระพื้นที่เพื่อสร้างเรือน ท้าวสักก-
เทวราช เสด็จมาปรับพื้นดินในที่ประมาณ ๑๖ กรีส สร้างปราสาท ๗ ชั้น
สำเร็จด้วยแก้ว ๗ ประการ สร้างกำแพง ๗ ชั้นประกอบด้วยซุ้มประตู ๗ ซุ้ม
สำเร็จด้วยแก้ว ๗ ประการ ในท้ายกำแพงปลูกต้นกัลปพฤกษ์ไว้ ๖๔ ต้น
ใน ๔ มุมของปราสาท ฝังหม้อขุมทรัพย์ประมาณโยชน์หนึ่ง ๓ คาวุต ๒ คาวุต
๑ คาวุต ใน ๔ มุมของปราสาท ต้นอ้อย สำเร็จด้วยทองคำ ๔ ต้นประมาณ
เท่าลำตาลอ่อนเกิดขึ้น ใบของต้นอ้อยเหล่านั้นสำเร็จด้วยแก้วมณี ข้อสำเร็จ
ด้วยทองคำ ที่ซุ้มประตูทั้ง ๗ ซุ้มหนึ่ง ๆ มียักษ์ ๗ ตนมีบริวารตนละ ๑,๐๐๐
๒,๐๐๐ ๓,๐๐๐ ๔,๐๐๐ ๕,๐๐๐ ๖,๐๐๐ ๗,๐๐๐ คอยอารักขา.
พระเจ้าพิมพิสารมหาราช ทรงสดับถึงการสร้างปราสาทเป็นต้น แล้ว
จึงทรงส่งเศวตฉัตรของเศรษฐีไปให้. เศรษฐีนั้นจึงชื่อว่า โชติกเศรษฐี เป็นผู้
ปรากฏไปทั่วชมพูทวีป เสวยมหาสมบัติอยู่ ณ ปราสาทนั้นกับภริยาซึ่งเทวดา
ทั้งหลายนำมาจากอุตตรกุรุทวีปแล้วให้นั่งเหนือห้องอันเป็นสิริซึ่งถือเอาข้าวสาร
ทะนานหนึ่งและแผ่นหินให้เกิดไฟ ๓ แผ่นมาด้วย ภัตรย่อมเพียงพอแก่เขาด้วย
ข้าวสารทะนานหนึ่งตลอดชีวิต ได้ยินว่า หากชนทั้งหลายประสงค์จะบรรทุก
ข้าวสารลงในเกวียน ๑๐๐ เล่ม ทะนานข้าวสารนั้นแหละก็ยังตั้งอยู่ ในเวลา

756
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 757 (เล่ม 69)

หุงข้าว ใส่ข้าวสารลงในหม้อข้าวแล้ววางไว้ข้างบนแผ่นหินเหล่านั้น แผ่นหิน
ก็จะลุกเป็นไฟขึ้นทันที เมื่อข้าวสุกก็ดับ ด้วยสัญญาณนั้น ชนทั้งหลายก็รู้ว่า
ข้าวสุกแล้ว. แม้ในเวลาแกงเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. อาหารของชน
เหล่านั้นย่อมหุงต้มด้วยหินให้เกิดไฟอย่างนี้ ชนทั้งหลายย่อมอยู่ด้วยแสงสว่างแห่ง
แก้วมณี ย่อมไม่รู้จักแสงสว่างของไฟหรือของประทีป. โชติกเศรษฐีได้ปรากฏ
ไปทั่วชมพูทวีปว่า มีสมบัติถึงปานนี้ มหาชนขึ้นยานเป็นต้น มาเพื่อจะเห็น.
โชติกเศรษฐีให้ภัตตาหารแห่งข้าวสารจากอุตตกุรุทวีปแก่คนที่มาแล้ว ๆ สั่งว่า
ชนทั้งหลายจงถือเอาผ้าและอาภรณ์จากต้นกัลปพฤกษ์เถิด สั่งว่า ชนทั้งหลาย
จงเปิดปากหม้อขุมทรัพย์ คาวุตหนึ่งแล้วถือเอาให้เพียงพอ. เมื่อชาวชมพูทวีป
ทั้งสิ้นถือเอาทรัพย์ไป หม้อขุมทรัพย์ก็มิได้พร่องแม้เพียงองคุลี นี้เป็นฤทธิ์
ของท่านผู้มีบุญนั้น.
บทว่า ชฏิลสฺส คหปติสฺส ปุญฺญวโต อิทฺธิ ฤทธิ์ของชฎิล-
คหบดีผู้มีบุญ คือ เศรษฐีในเมืองตักกศิลาสะสมบุญ สร้างธาตุเจดีย์ของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ชื่อชฎิล. นัยว่ามารดาของชฎิลนั้นเป็นธิดาของ
เศรษฐี ในกรุงพาราณสีมีรูปสวยยิ่งนัก. เมื่อธิดามีอายุได้ ๑๕-๑๖ ปี มารดา
บิดาให้นางอยู่บนพื้นบนของปราสาท ๗ ชั้นเพื่อดูแล. วันหนึ่งวิชาธรเหาะไป
ทางอากาศเห็นนางเปิดหน้าต่างมองดูภายนอกเกิดสิเนหา จึงเข้าไปทางหน้าต่าง
ทำสันถวะกับนาง. นางจึงตั้งครรภ์ด้วยเหตุนั้น.
ลำดับนั้น ทาสีเห็นนางจึงถามว่า นี่อะไรกันแม่. นางกล่าวว่า อย่า
เอ็ดไป เจ้าอย่าบอกใคร ๆ เป็นอันขาด. ทาสีก็นิ่งเพราะความกลัว. ครบ
๑๐ เดือน นางก็คลอดบุตร ให้ทาสีนำภาชนะใหม่มาให้ทารกนอนบนภาชนะนั้น
แล้วปิดภาชนะนั้นเสีย วางพวงดอกไม้ไว้ข้างบนสั่งทาสีว่า เจ้าจงยกภาชนะนี้

757
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 758 (เล่ม 69)

เทินศีรษะไปทิ้งที่แม่น้ำคงคา เมื่อผู้คนถามว่า นี้อะไร เจ้าพึงบอกว่าเป็น
พลีกรรมของแม่เจ้าของฉัน. ทาสีได้ทำตามนั้น. ที่แม่น้ำคงคาทางใต้น้ำ
หญิงสองคนอาบน้ำอยู่เห็นภาชนะนั้น ลอยน้ำมา คนหนึ่งพูดว่า นั่นภาชนะ
ของฉัน คนหนึ่งกล่าวว่า สิ่งที่อยู่ภายในภาชนะนั้นเป็นของฉัน เมื่อภาชนะ
ลอยมาถึง หญิงคนหนึ่งแบกภาชนะนั้นมาวางไว้บนบก ครั้นเปิดออกเห็นทารก
จึงกล่าวว่า ทารกต้องเป็นของฉัน เพราะเธอพูดว่า ภาชนะเป็นของฉัน.
หญิงคนหนึ่งพูดว่า ทารกเป็นของฉันเพราะเธอพูดว่า สิ่งที่อยู่ภายใน
ภาชนะนั้นเป็นของฉัน . หญิงทั้งสองนั้นเถียงกัน พากันไปศาลเมื่อผู้พิพากษา
ไม่อาจตัดสินได้ ได้พากันไปเฝ้าพระราชา.
พระราชาทรงสดับคำของหญิงทั้งสองนั้นแล้วตรัสสั่งว่า เจ้าจงรับทารก
ไป เจ้าจงรับภาชนะไป หญิงที่ได้ทารกไปเป็นอุปัฏฐากของพระมหากัจจายน-
เถระ. นางเลี้ยงดูทารกนั้นด้วยหวังว่าจะให้บวชในสำนักของพระเถระ. ในวัน
ที่ทารกนั้นคลอด เพราะไม่ล้างมลทินของครรภ์แล้วนำออกไป ผมจึงยุ่ง
ด้วยเหตุนั้น จึงมีชื่อว่า ชฎิล. เมื่อทารกนั้นเดินได้ พระเถระเข้าไปบิณฑบาต
ยังเรือนนั้น. อุบาสิกานิมนต์พระเถระให้นั่งแล้วถวายอาหาร. พระเถระเห็น
ทารก จึงถามว่า อุบาสิกา ท่านได้ทารกมาหรือ. นางตอบว่า เจ้าค่ะ ดิฉัน
เลี้ยงดูมาด้วยหวังว่าจะให้บวชในสำนักของพระคุณท่านเจ้าค่ะ.
พระเถระรับว่าดีละ แล้วพาทารกนั้นไปตรวจดูว่าทารกนี้จะมีบุญกรรม
เพื่อเสวยสมบัติของคฤหัสถ์ไหมหนอ คิดว่า สัตว์ผู้มีบุญจักได้เสวยมหาสมบัติ
ตอนเป็นหนุ่มก่อน แม้ญาณของเขาก็ยังไม่แก่กล้าพอ จึงพาทารกนั้นไปเรือน
ของอุปัฏฐาก คนหนึ่งในเมืองตักกศิลา.

758
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 759 (เล่ม 69)

อุปัฏฐากนั้นยืนไหว้พระเถระเห็นทารกจึงถามว่าได้ทารกมาหรือ พระ-
เถระตอบว่า ถูกแล้วอุบาสก ทารกนี้จักบวช แต่ยังหนุ่มนักขอให้อยู่กับท่านไป
ก่อน อุบาสกรับว่าดีแล้วพระคุณท่าน จึงตั้งทารกนั้นไว้ในฐานะบุตรประคับ
ประคองอย่างดี อนึ่ง ในเรือนของอุปัฏฐากนั้น มีสินค้าสะสมมาตลอด ๑๒ ปี
อุปัฏฐากนั้นไปในระหว่างบ้านนำสินค้านั้นทั้งหมดไปตลาดบอกราคาของสินค้า
นั้นแก่ชฎิลกุมารแล้วกล่าวว่า เจ้าพึงรับทรัพย์เท่านี้ ๆแล้วให้ไปในวันนั้น
เทวดาผู้รักษานครบันดาลให้ผู้มีความต้องการโดยที่สุด แม้ยี่หร่าและพริกให้
มุ่งหน้าไปตลาดของชฎิลกุมารนั้น ชฎิลกุมารนั้นขายสินค้าที่สะสมมาตลอด
๑๒ ปี หมดในวันเดียวเท่านั้น กุฎุมพีมาไม่เห็นอะไร ๆ ในตลาด จึงพูดว่า พ่อ
คุณ เจ้าทำสินค้าหายไปหมดแล้วหรือ ชฎิลกุมารบอกไม่หายดอกพ่อ ฉันขาย
หมดตามที่พ่อสั่งไว้ว่าของอย่างโน้นราคาเท่านี้ ของอย่างนี้ราคาเท่านั้น เพราะ
เหตุนั้น สินค้าทั้งหมดจึงได้ตามราคา กุฎุมพีเลื่อมใสคิดว่าชายที่หาค่ามิได้
สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ไม่ว่าในกาลไหนๆ จึงยกลูกสาวของตนซึ่งเจริญวัยแล้ว
ให้แก่เขาแล้ว สั่งคนงานว่าจงสร้างเรือนให้ชฎิลกุมาร เมื่อสร้างเรือนเสร็จจึง
กล่าวว่า เจ้าทั้งสองจงไปอยู่ที่เรือนของตนเถิด ในขณะที่เขาเข้าเรือนพอเท้า
ข้างหนึ่งเหยียบธรณีประตู สุวรรณบรรพตประมาณ ๘๐ ศอก ผุดขึ้นในพื้น
ที่ส่วนหลังสุดของเรือน นี้ว่าพระราชาทรงสดับว่า สุวรรณบรรพตผุดขึ้น
ทำลายพื้นที่ในเรือนของชฎิล จึงทรงส่งเศวตฉัตรไปให้ชฎิลนั้น ชฎิลนั้นจึงได้
ชื่อว่าชฎิลเศรษฐี นี่เป็นฤทธิ์ของผู้มีบุญนั้น.
บทว่า เมณฺฑกสฺส คหปติสฺส ปุญฺญวโต อิทฺธิ ฤทธิ์ของ
เมณฑกคหบดีผู้มีบุญ คือ เศรษฐีในภัททิยนครแคว้นมคธได้สะสมบุญญาธิการ
ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ชื่อเมณฑกะ ได้ยินว่าที่หลัง

759
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 760 (เล่ม 69)

เรือนของเศรษฐีนั้นมีแกะทองคำประมาณเท่าช้าง ม้าและโคอุสภะในที่ประมาณ
๘ กรีส ทำลายแผ่นดินผุดขึ้นหลังกับหลังชนกันลูกคลีหนังของด้าย ๕ สี ใส่
ไว้ในปากของแกะทองคำเหล่านั้น ชนทั้งหลายเมื่อมีความต้องการด้วยเนยใส
น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้นก็ดี ด้วยเครื่องปกปิดเงินและทองเป็นต้นก็ดี
ดึงลูกคสีหนังออกจากปากของแกะทองคำเหล่านั้น เนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง เครื่อง
นุ่งห่มเงินและทองเพียงพอแก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น ออกจากปากของแกะแม้ตัว
หนึ่ง ตั้งแต่นั้นมาเศรษฐีนั้นก็ปรากฏชื่อว่า เมณฑกเศรษฐี นี้เป็นฤทธิ์ของผู้มี
บุญนั้น.
บทว่า โฆสิตสฺส คหปติสฺส ปุญฺญวโต อิทฺธิ ฤทธิ์ของโฆสิต
คหบดีผู้มีบุญคือเศรษฐีในกรุงโกสัมพีแคว้นสักกะ สะสมบุญญาธิการในพระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่าโฆสิต นัยว่าเศรษฐีนั้นจุติจากเทวโลกบังเกิดในท้องของ
หญิงงามเมืองในกรุงโกสัมพี ในวันตลอด หญิงงามเมืองนั้นให้ทารกนอนบน
กระด้งแล้วให้เอาไปทิ้งที่กองหยากเยื่อ กาและสุนัขทั้งหลายนั่งห้อมล้อมทารกนั้น
ชายคนหนึ่งเห็นดังนั้น จึงได้ความสำคัญว่าเป็นบุตรคิดว่า เราได้บุตรแล้วจึงนำ
ไปเรือน ในกาลนั้นโกสัมพิกเศรษฐีเห็นปุโรหิตจึงถามว่า ท่านอาจารย์วันนี้ท่าน
ตรวจดูฤกษ์ดิถีแล้วหรือ เมื่อปุโรหิตตอบว่า ดูแล้วท่านมหาเศรษฐี จึงถามว่า
จักมีอะไรแก่ชนบท ปุโรหิตตอบว่า ในนครนี้เด็กเกิดวันนี้จักเป็นเศรษฐีผู้ใหญ่
ในกาลนั้น ภริยาของเศรษฐีมีครรภ์แก่ เพราะฉะนั้น เศรษฐีนั้นจึงรีบสั่งคนไป
เรือนสั่งว่า เจ้าจงไป จงรู้ว่าภริยาของเราคลอดทารกหรือยั่งไม่ตลอด ครั้นสดับ
ว่ายังไม่คลอด จึงไปเรือนเรียกนางกาฬีทาสีมาให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ สั่งว่า เจ้าจงไป
จงสืบดูในนครนี้แล้วนำทารกที่เกิดในวันนี้มา ทาสีไปเที่ยวสืบดูก็ไปถึงเรือนนั้น
เห็นทารกรู้ว่าเกิดในวันนั้นจึงให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ นำทารกมาให้แก่เศรษฐี เศรษฐี

760
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 761 (เล่ม 69)

คิดว่าถ้าลูกสาวของเราจักเกิด เราจะแต่งานทารกนั้นให้กับลูกสาวแล้วให้ดำรง
ตำแหน่งเศรษฐี ถ้าเป็นบุตรชายเกิด เราจักฆ่าทารกนั้นเสีย แล้วเลี้ยงดูทารก
นั้นให้เติบโตในเรือน.
ลำดับนั้นล่วงไป ๒-๓ วัน ภริยาของเศรษฐีตลอดบุตรชาย เศรษฐี
คิดว่าเมื่อไม่มีทารกนี้บุตรของเราก็จักได้ตำแหน่งเศรษฐี บัดนี้ เราควรจะฆ่า
ทารกนั้นเสียแล้วเรียกนางกาฬีทาสีมาสั่งว่า นี่แน่แม่สาวใช้ ในเวลาโคออกจาก
ดอก เจ้าจงให้ทารกนี้นอนขวางในท่ามกลางประตูคอก แม่โคทั้งหลายจักเหยียบ
ทารกนั้นให้ตาย เจ้ารู้ว่าทารกนั้นถูกแม่โคเหยียบหรือไม่เหยียบแล้วจงกลับมา
นางกาฬีทาสีไป พอคนเลี้ยงโคเปิดประตูคอกก็ให้ทารกนั้นนอนเหมือนอย่างนั้น
โคอุสภะหัวหน้าฝูงโคครั้งก่อนๆ ออกภายหลังโคทั้งหมด แต่วันนั้นออกก่อนโค
ทั้งหมด ยืนคล่อมทารกไว้ในระหว่างเท้าทั้ง ๔ แม่โคหลายร้อยตัวออกเสียดสีข้าง
ทั้งสองของโคอุสภะ แม้คนเลี้ยงโคก็คิดว่าโคอุสะนี้เมื่อก่อนออกภายหลังโค
ทั้งหมด แต่วันนี้ออกก่อนยืนนิ่งที่กลางประตู นี่มันอะไรกันหนอ จึงเดินไปเห็น
ทารกนอนอยู่ภายใต้โคอุสภะนั้น จึงได้ความสิเนหาในบุตรคิดว่า เราได้บุตรแล้ว
จึงนำไปเรือน นางกาฬีทาสีกลับไปเศรษฐีถามจึงบอกความทั้งหมด เศรษฐีบอก
ว่าเจ้าจงไปให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ นี้ แก่คนเลี้ยงโค แล้วนำทารกนั้นมาอีก.
ครั้งนั้นเศรษฐีจึงบอกนางกาฬีทาสีว่า แม่ทาสีในเมืองนี้มีเกวียน ๕๐๐
เล่ม ออกในย่ำรุ่งไปทำการค้าขาย เจ้าจงนำทารกนี้ให้นอนที่ทางล้อหรือโค
ทั้งหลายจักเหยียบทารกนั้น หรือล้อจักขยี้เสีย เจ้ารู้ความเป็นไปแล้วกลับมา
นางทาสีไปให้ทารกนอนที่ทางล้อ หัวหน้าคนขับเกวียนได้ออกไปข้างหน้า.
ลำดับนั้น โคของหัวหน้าคนขับเกวียนถึงที่นั้นแล้วจึงสลัดแอก แม้คน
ขับเกวียนยกขึ้นบ่อย ๆ แล้วขับไปก็ไม่ยอมไปข้างหน้า เมื่อคนขับเกวียนนั้น

761
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 762 (เล่ม 69)

พยายามอยู่กับโคเหล่านั้นอย่างนี้ อรุณขึ้นแล้ว คนขับเกวียนคิดว่าโคทำอะไร
ครั้น เห็นทารกจึงคิดว่า กรรมหนักหนอ ดีใจว่าเราได้บุตร จึงนำทารกนั้นไป
เรือน แม้นางกาฬีก็กลับ ถูกเศรษฐีถามเล่าเรื่องให้ฟัง เศรษฐีกล่าวว่าเจ้าจงไป
ให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ แล้วนำทารกนั้นมา นางกาฬีก็ได้ทำตามนั้น.
ลำดับนั้น เศรษฐีกล่าวกะนางกาฬีนั้นว่า บัดนี้เจ้าจงนำทารกนั้นไปป่าช้า
ผีดิบแล้วให้นอนระหว่างกอไม้ สุนัขเป็นต้น ณ ที่นั้น จักเคี้ยวกินเสีย หรือ
อมนุษย์จักประหารเสีย เจ้าพึงรู้ว่าทารกนั้นตายหรือไม่ตาย นางกาฬีนั้นนำ
ทารกนั้นไปให้นอน ณ ที่นั้นแล้วยืนในข้างหนึ่ง สุนัขเป็นต้นหรืออมนุษย์ไม่
สามารถจะเข้าใกล้ได้ ลำดับนั้น คนเลี้ยงแพะคนหนึ่ง นำแพะไปหาอาหาร
ข้างป่าช้า.
แพะตัวหนึ่งเคี้ยวกินใบไม้อยู่เข้าไประหว่างกอไม้เห็นทารกแล้วยืนคุก-
เข่าให้นมทารก เมื่อคนเลี้ยงแพะให้เสียงว่า เฮ้ เฮ้ ก็ไม่ออกไป คนเลี้ยงแพะ
คิดว่าเราจะต้องตีแพะนั้นนำออกไป จึงเข้าไปในระหว่างกอไผ่เห็นแพะยืนคุกเข่า
ให้ทารกดื่มนมได้ความสิเนหาในทารกว่าเป็นบุตร คิดว่า เราได้บุตรแล้ว จึงพา
กลับไป นางกาฬีกลับไปถูกเศรษฐีถามจึงเล่าเรื่องให้ฟัง เศรษฐีกล่าวว่าเจ้าจง
ไปจงให้ทรัพย์คนเลี้ยงแพะ ๑,๐๐๐ แล้วนำทารกมาอีก นางกาฬีได้ทำตามนั้น.
ลำดับนั้น เศรษฐีจึงพูดกะนางกาฬีว่า เจ้าจงพาทารกนี้ไปขึ้นภูเขา
เหวโจร แล้วโยนลงในเหว ทารกก็จะถูกกระแทกที่หลืบเขาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
จักตกลงบนพื้น เจ้าพึงรู้ว่าทารกนั้นตายหรือไม่ตายแล้วกลับมา นางกาฬีนำ
ทารกนั้นไปตามนั้นยืนอยู่บนยอดเขาแล้วโยนทารกลงไป พุ่มไผ่ใหญ่อาศัยหลืบ
ภูเขานั้นงอกงามไปตามภูเขาพุ่มชะเอมหนาทึบคลุมยอดพุ่มไผ่นั้น ทารกเมื่อ
ตกลงไป ก็ได้ตกลงบนพุ่มชะเอมนั้นดุจตกในเปลฉะนั้น ในวันนั้นหัวหน้า

762