ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 743 (เล่ม 69)

ที่แจ้ง ยักษ์ร้ายตนหนึ่งแม้ถูกยักษ์ผู้เป็นสหายห้ามก็ได้ประหารบนศีรษะของ
พระเถระ เสียงสนั่นหวั่นไหวดุจเสียงเมฆ. ในขณะที่ยักษ์ประหาร พระเถระ
นั่งเข้าสมาบัติ จึงไม่มีการเจ็บปวดไร ๆ ด้วยการประหารนั้น. นี้เป็นฤทธิ์ที่
แผ่ไปด้วยสมาธิของท่านพระสารีบุตรเถระนั้น. สมดังที่พระสารีบุตรเถระกล่าว
ไว้ว่า
ข้าพเจ้าสดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ
พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปะ ใกล้กรุงราชคฤห์. สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตร
และท่านพระมหาโมคคัลลานะอยู่ ณ กโปตกันทรา. สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตร
ตอนกลางคืนเดือนหงายยังมิได้ปลงผม นั่งเข้าสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ณ
โอกาสแจ้ง.
สมัยนั้นแล ยักษ์สหายสองตนออกจากทิศอุดรไปทิศทักษิณด้วยกรณียะ
อย่างใดอย่างหนึ่ง. ยักษ์ทั้งสองได้เห็นท่านพระสารีบุตร ฯลฯ นั่งอยู่ ณ
ที่แจ้ง ครั้นเห็นแล้วยักษ์ตนหนึ่งได้พูดกะยักษ์ผู้เป็นสหายว่า ดูก่อนสหาย
ย่อมสว่างไสวกะเรา เพื่อจะประหารศีรษะของสมณะนี้. เมื่อยักษ์กล่าวอย่างนี้
แล้ว ยักษ์สหายได้พูดกะยักษ์นั้นว่า อย่าเลยสหาย อย่าดูหมิ่นสมณะนั้นเลย
สมณะนั้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก. แม้ครั้งที่สอง แม้ครั้งที่
สาม ฯลฯ ดูก่อนสหาย สมณะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก.
ครั้งนั้นแล ยักษ์นั้นมิได้เชื่อฟังยักษ์สหายนั้นได้ประหารศีรษะของท่าน
พระสารีบุตรได้มีการประหารยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น ด้วยการประหารนั้น ยังช้าง
ขนาด ๗ ศอก หรือ ๗ ศอกครึ่ง ให้จมได้โดยแท้ หรือพึงทำลายยอดภูเขาใหญ่
ได้ แต่ทว่ายักษ์นั้นร้องว่า เราร้อน เราร้อน แล้วตกลงในมหานรก ณ ที่นั้นนั่นเอง.

743
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 744 (เล่ม 69)

ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระเห็นยักษ์นั้นประหารศีรษะของท่านพระ-
สารีบุตรด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงเกินของมนุษย์ จึงเข้าไปหาพระสารีบุตร
ได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูก่อนพระสารีบุตรผู้มีอายุพอทนได้หรือ ยัง
เยียวยาได้หรือ ไม่มีทุกข์ไรบ้างหรือ พระสารีบุตรกล่าวว่า ดูก่อนท่านโมคคัล-
ลานะพอทนได้ พอเยียวยาได้ อนึ่ง ศีรษะของผมเป็นทุกข์นิดหน่อย.
พระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า ดูก่อนท่านสารีบุตร น่าอัศจรรย์ไม่เคยมี
มาเลย ข้อที่ท่านสารีบุตรมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก ดูก่อนท่านสารีบุตร ยักษ์ตน
ใดตนหนึ่งได้ประหารศีรษะของท่าน ได้เป็นการประหารยิ่งใหญ่ถึงเพียงดัง ฯลฯ
อนึ่ง ศีรษะของผมเป็นทุกข์นิดหน่อย.
พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า ดูก่อนท่านโมคคัลลานะ น่าอัศจรรย์ ไม่
เคยมีมาเลย ข้อที่ท่านมหาโมคคัลลานะมีอานุภาพมาก ย่อมเห็นแม้ยักษ์ในที่ใด
บัดนี้พวกเราจะไม่เห็นแม้ปิศาจเล่นฝุ่นในที่นั้นได้อีกเลย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสดับการสนทนาเห็นปานนั้นของพระมหา-
นาคทั้งสองเหล่านั้น ด้วยทิพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงเกินของมนุษย์ จึงทรง
เปล่งอุทานว่า
จิตของผู้ใดเปรียบด้วยภูเขาหินตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
ไม่กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ไม่
โกรธเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธเคือง จิต
ของผู้ใดอบรมแล้วอย่างนี้ ทุกข์จักถึงผู้นั้นได้แต่ไหน.
อนึ่ง คำในอรรถกถาว่า ด้วยการประหารนั้นไม่มีความเจ็บป่วยใด ๆ
เลย เหมาะสมอย่างยิ่งกับพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ทุกข์จักถึงผู้นั้น
ได้แต่ที่ไหน เพราะฉะนั้นทุกขเวทนาย่อมไม่มีด้วยคำที่พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า

744
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 745 (เล่ม 69)

อนึ่ง ศีรษะของเราเป็นทุกข์นิดหน่อย แต่ท่านกล่าวว่าทุกข์หมายถึงความที่ศีรษะ
นั้นไม่ควรแก่การงาน จริงอยู่แม้ในโลกท่านกล่าวว่าปกติของความสุขสามารถ
จะบริหารได้โดยไม่ยาก ปกติของความทุกข์สามารถจะบริหารได้โดยยาก ความ
ที่ศรีษะไม่ควรแก่การงานนั้นพึงทราบว่าได้มีเพราะเป็นสมัยที่ออกจากสมาบัติ
เสียแล้ว ในสมัยที่เอิบอิ่มด้วยสมาบัติจะพึงมีไม่ได้เลย ท่านกล่าวว่า บัดนี้เรา
ย่อมไม่เห็นแม้ปีศาจเล่นฝุ่นเลย เพราะไม่สามารถจะเห็นได้ ท่านกล่าวเพราะ
ไม่มีความขวนขวายในอภิญญาทั้งหลาย นัยว่าพระเถระอนุเคราะห์หมู่ชนใน
ภายหลัง อย่าได้สำคัญฤทธิ์อันเป็นของปุถุชนว่ามีสาระเลยโดยมากไม่ให้ฤทธิ์
อนึ่ง ในเถรคาถาท่านกล่าวไว้ว่า
ความปรารถนาของเรามิได้มีเพื่อปุพเพนิวาสญาณ
มิได้มีเพื่อทิพยจักษุ มิได้มีเพื่อฤทธิ์ อันเป็นเจโตปริย-
ญาณ เพื่อจุติเพื่ออุปบัติเพื่อความบริสุทธิ์แห่งโสตธาตุ
เลย.
พระเถระกล่าวถึงความไม่มีความปรารถนาในอภิญญาทั้งหลายด้วยตน
เอง แต่พระเถระบรรลุบารมีในสาวกปารมิญาณ.
คนเลี้ยงโคเป็นต้นเข้าใจว่า พระสัญชีวเถระผู้เข้านิโรธเป็นอัครสาวก
ที่สองของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะมรณภาพเสียแล้ว จึงลากเอา
หญ้าและฟืนเป็นต้นก่อไฟเผา แม้เพียงอังสะที่จีวรของพระเถระก็ไม่ไหม้ นี้
เป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนมารผู้ลามก ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ
เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก ดูก่อนมารผู้ลามก พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีสาวก

745
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 746 (เล่ม 69)

คู่หนึ่งชื่อว่าวิธุระและสัญชีวะเป็นคู่เจริญเลิศ สาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีสาวกใด ๆ
จะเสมอเหมือนด้วยท่านวิธุระ ในการแสดงธรรม ด้วยปริยายนี้ท่านวิธุระ
จึงมีชื่อว่า วิธุโร ส่วนท่านสัญชีวะไปสู่ป่าบ้าง ไปสู่โคนต้นไม้บ้าง ไปสู่เรือน
ว่างบ้าง ย่อมเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธโดยไม่ยากเลย.
ดูก่อนมารผู้ลามก เรื่องเคยมีมาแล้ว ท่านสัญชีวะนั่งเข้าสัญญาเวทยิ-
ตนิโรธ ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง พวกคนเลี้ยงโค เลี้ยงปศุสัตว์ ชาวนา นักท่องเที่ยว
ได้เห็นท่านสัญชีวะเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง ครั้นเห็นแล้วก็
คิดว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ พ่อคุณเอ๋ย ไม่เคยมีมาแล้ว สมณะนี้นั่งมรณภาพ
พวกเราช่วยกันเผาเถิด.
ลำดับนั้น คนเลี้ยงโค คนเลี้ยงปศุสัตว์ ชาวนา นักท่องเที่ยวจึงลาก
หญ้าฟืนโคมัย แล้วสุมบนกายของท่านสัญชีวะจุดไฟกลับไป ลำดับนั้น ท่าน
พระสัญชีวะโดยราตรีนั้นล่วงไปออกจากสมาบัติสลัดจีวร นุ่งในตอนเช้าถือ
บาตรและจีวรเข้าไปบ้านเพื่อบิณฑบาต คนเลี้ยงโค คนเลี้ยงปศุสัตว์ ชาวนา นัก
ท่องเที่ยงเห็นท่านสัญชีวะออกบิณฑบาต จึงคิดว่า น่าอัศจรรย์จริงพ่อคุณเอ๋ย
ไม่เคยมีมาแล้ว พระสมณะนี้นั่งมรณภาพ ท่านฟื้นขึ้นมาแล้ว โดยปริยายนี้แล
ท่านสัญชีวะจึงมีชื่อว่า สญฺชีโว ด้วยประการฉะนี้แล.
ส่วนพระขาณุโกณฑัญญเถระตามปกติเป็นผู้มากด้วยสมาบัติ พระ-
เถระนั้น นั่งเข้าสมาบัติตลอดคืนในป่าแห่งหนึ่ง โจร ๕๐๐ ลักข้าวของเดินไป
ประสงค์จะพักผ่อนด้วยคิดว่า บัดนี้ไม่มีคนเดินตามรอยเท้าพวกเรา จึงวางข้าว
ของลงสำคัญว่าตอไม้ วางข้าวของทั้งหมดไว้บนร่างของพระเถระนั่นเอง เมื่อ
พวกโจรพักผ่อนแล้วเตรียมจะเดินต่อไป ในขณะที่จะถือข้าวลงที่วางไว้คราว

746
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 747 (เล่ม 69)

แรก พระเถระลุกขึ้นตามเวลาที่กำหนดไว้ พวกโจรเห็นอาการที่พระเถระเคลื่อน
ไหวได้ต่างกลัวร้องเอ็ดตะโร พระเถระกล่าวว่า อุบาสกทั้งหลายอย่ากลัวไป
เลย เราเป็นภิกษุ พวกโจรจึงพากันมาไหว้ด้วยความเลื่อมใสในพระเถระจึง
บวชแล้วบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา จำเดิมแต่นั้นมาพระเถระจึงได้
ชื่อว่า ขาณุกณฺฑญฺญเถโร ความที่ท่านพระขาณุโกณฑัญญเถระนั้นถูกโจร
เอาข้าวของ ๕๐๐ ชิ้นวางทับไม่มีเจ็บปวด นี้เป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ.
ส่วนนางอุตตราอุบาสิกาธิดาของปุณณเศรษฐีผู้มีทรัพย์มากในกรุง-
ราชคฤห์ ในเวลาเป็นกุมาริกานั่นเองได้บรรลุโสดาปัตติผลพร้อมกับมารดาบิดา
นางเจริญวัยแล้วมารดาบิดาได้ยกนางให้แก่บุตรของราชคหเศรษฐีผู้เป็นมิจฉา-
ทิฏฐิด้วยความเกี่ยวดองกันมาก นางอุตตราอุบาสิกาไม่ได้โอกาสเพื่อจะเห็นพระ
พุทธเจ้า เพื่อจะฟังธรรมและเพื่อให้ทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
เป็นผู้กระวนกระวายจึงเรียกหญิงแพศยาชื่อว่าสิริมา ในนครนั้นเองแล้วให้กหา-
ปณะ ๑๕,๐๐๐ ที่นางนำมาจากเรือนของบิดา เพื่อทำบุญตามโอกาสแก่นาง-
สิริมานั้นแล้วบอกว่า เจ้าจงถือเอากหาปณะเหล่านั้นแล้วบำเรอเศรษฐีบุตรตลอด
กึ่งเดือนนี้ให้นางสิริมาอิ่มเอิบกับสามีตนเอง อธิษฐานองค์อุโบสถ ดีใจว่าเราจัก
ได้เห็นพระพุทธเจ้าเป็นต้นตลอดกึ่งเดือนนี้ นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า
เป็นประมุขตลอดปวารณาได้ถวายมหาทานตลอดกึ่งเดือน ภายหลังอาหารให้
จัดแจงของเคี้ยวของบริโภคในโรงครัวใหญ่ ส่วนสามีของนางคิดว่าพรุ่งนี้จะ
เป็นวันปวารณาจึงยืนที่หน้าต่างกับนางสิริมาแลออกไปภายนอก เห็นนางอุตตรา
เดินอยู่อย่างนั้น เหงื่อโทรมเต็มไปด้วยขี้เถ้าเปรอะไปด้วยเขม่าจึงหัวเราะว่า
หญิงโง่ไม่บริโภคสมบัติของตนทำแต่กุศล แม้นางอุตตราก็แลดูสามีหัวเราะว่า
คนโง่ไม่ทำกุศลเพื่อภพหน้า.

747
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 748 (เล่ม 69)

นางสิริมาเห็นกิริยาของคนทั้งสองสำคัญว่า เราเป็นเจ้าของเรือนจึงเกิด
ริษยาโกรธนางอุตตราคิดว่า เราจักทำให้นางอุตตราลำบาก จึงลงจากปราสาท
นางอุตตรารู้เหตุนั้นจึงนั่งบนตั่งแผ่จิตเมตตาไปยังนางสิริมานั้น นางสิริมาลง
จากปราสาท เข้าโรงครัวเอาเนยใส่ที่เดือดเต็มกระบวยเพราะหุงเป็นขนมลาดลง
บนศีรษะของนางอุตตรา เนยใสกลายไปดุจน้ำเย็นบนใบปทุม พวกทาสีพากัน
โบยนางสิริมาด้วยมือและเท้าให้ล้มลงบนแผ่นดิน นางอุตตราออกจากเมตตา
ฌานแล้วจึงห้ามพวกทาสี นางสิริมาขอโทษนางอุตตรา นางอุตตรากล่าวว่า
พรุ่งนี้เจ้าจงขอขมาต่อพระพักตร์ของพระศาสดา แล้วบอกการปรุงอาหาร
แก่นางสิริมาผู้วิงวอนขอรับใช้ทางกาย นางสิริมาปรุงอาหารแล้ว มีหญิง
แพศยา ๕๐๐ บริวารของตนอังคาสพระศาสดากับพระสงฆ์แล้วกล่าวว่า พวก
เจ้าจงเป็นเพื่อนในการให้นางอุตตรายกโทษเถิด วันรุ่งขึ้น พร้อมด้วยหญิง
แพศยาเหล่านั้น เมื่อพระศาสดาเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้วจึงถวายบังคม
พระศาสดาทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า หม่อมฉันได้ผิดต่อนางอุตตราขอให้
นางอุตตรายกโทษให้แก่หม่อมฉันเถิด พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุตตรา เจ้าจง
ยกโทษเถิด เมื่อนางทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันยกโทษให้แล้ว ทรง
แสดงธรรมมีอาทิว่า อกฺโกเธน ชิเน โกธํ พึงชนะความโกรธด้วยความ
ไม่โกรธ นางอุตตรานำสามีพ่อผัวแม่ผัวเข้าไปเฝ้าพระศาสดา เฉพาะพระพักตร์
เมื่อจบเทศนา ชนทั้ง ๓ เหล่านั้น และหญิงแพศยาทั้งหมดตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล
ความไม่มีเจ็บปวดด้วยเนยใสที่เดือดของนางอุตตราอุบาสิกาเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไป
ด้วยสมาธิ.
อุบาสิกาสามาวดีอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน กรุงโกสัมพี. พระเจ้า
อุเทนนั้นได้มีอัครมเหสี ๓ องค์ มีหญิงบริวารองค์ละ ๕๐๐. บรรดามเหสี

748
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 749 (เล่ม 69)

เหล่านั้น นางสามาวดีเป็นธิดาของภัททิยเศรษฐีในภัททิยนคร เมื่อบิดาถึง
แก่กรรม มีหญิง ๕๐๐ เป็นบริวารเติบโตในเรือนของโฆสิตเศรษฐี ในกรุง-
โกสัมพีผู้เป็นสหายของบิดา. พระราชาทอดพระเนตรเห็นนางเจริญวัยแล้ว
ทรงเกิดความสิเนหา จึงนำนางพร้อมด้วยบริวารไปยังพระราชมณเฑียรได้
ทรงประกอบการอภิเษกสมรส. มเหสีอีกองค์หนึ่ง ชื่อว่า วาสุลทัตตา พระธิดา
ของพระเจ้าจัณฑปโชต. ธิดาของมาคัณทิยพราหมณ์ ซึ่งบิดายกให้เป็น
บาทบริจาริกา ได้ฟังคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
แม้ความพอใจในเพราะเมถุนมิได้มี เพราะเห็น
นางตัณหา นางอรดีและนางราคา ความพอใจอะไร
จักมี เพราะเห็นสรีระธิดาของท่าน ซึ่งเต็มไปด้วยมูตร
และกรีส เราไม่ปรารถนาถูกต้อง สรีระธิดาของท่าน
นั้น แม้ด้วยเท้า
ได้ผูกอาฆาตในพระผู้มีพระภาคเจ้า มารดาบิดาของนางได้บรรลุอนาคามิผล
ในเมื่อจบมากคัณฑิยสุตตเทศนา จึงบวชแล้วบรรลุพระอรหัต. มาคัณทิยพราหมณ์
อาของนางนำไปกรุงโกสัมพี ถวายนางแด่พระราชา นางจึงได้เป็นมเหสี
องค์หนึ่งของพระราชา.
ครั้งนั้นแล เศรษฐี ๓ คน คือ โฆสิตเศรษฐี กุกกุฏเศรษฐี ปาวาริก-
เศรษฐีได้สดับว่า พระตถาคตทรงอุบัติขึ้นในโลก จึงไปเฝ้าพระศาสดายัง
พระมหาวิหารเชตวัน ฟังธรรมแล้วบรรลุโสดาปัตติผล ถวายมหาทานแก่
ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอดกึ่งเดือน ทูลอาราธนาพระศาสดา
เสด็จไปกรุงโกสัมพี ชนทั้ง ๓ สร้างอาราม ๓ แห่ง คือ โฆสิตาราม กุกกุฏาราม
ปาวาริการาม ยังพระศาสดาผู้เสด็จมาในที่นั้นให้ประทับอยู่ในวิหารละหนึ่งวัน

749
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 750 (เล่ม 69)

ตามลำดับ เศรษฐีคนหนึ่ง ๆ ได้ถวายมหาทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อม
ด้วยพระสงฆ์. อยู่มาวันหนึ่ง นายมาลาการชื่อว่า สุมนะ อุปัฏฐากของเศรษฐี
เหล่านั้น ได้ขอร้องต่อเศรษฐี ขอให้พระศาสดาพร้อมด้วยพระสงฆ์ให้นั่งใน
เรือนของตนเพื่อฉันภัตตาหาร. ขณะนั้น นางขุชชุตตรา ทาสีรับใช้ของ
พระนางสามาวดีรับเอา ๘ กหาปณะ ได้ไปยังเรือนของนายมาลาการนั้น. นาย
มาลาการพูดว่า ท่านจงเป็นเพื่อนในการอังคาสพระศาสดาเถิด. นางขุชชุตตรา
ได้ทำอย่างนั้น เมื่อพระศาสดาเสวยเสร็จแล้ว ฟังพระธรรมเทศนาเป็นโสดาบัน
ในกาลอื่นถือเอา ๔ กหาปณะเพื่อตน เพราะไม่ควรถือเอาสิ่งที่เขาไม่ให้ จึงซื้อ
ดอกไม้ ๘ กหาปณะ นำเข้าไปให้แก่พระนางสามาวดี. เมื่อพระนางสามาวดีตรัส
ถามถึงเหตุที่ดอกไม้มีมาก นางจึงทูลบอกตามความเป็นจริง เพราะไม่ควรพูดเท็จ.
พระนางสามาวดีตรัสถามว่า เพราะเหตุไร วันนี้เจ้าจึงไม่รับ. นางขุชชุตตราทูล
ตอบว่า ฉันฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วได้ทำให้แจ้งซึ่งอมตธรรม
แล้ว. พระนางสามาวดีตรัสว่า แม่อุตตราจงบอกอมตธรรมนั้นแก่พวกเราบ้าง.
นางทูลว่า ถ้าเช่นนั้น พระองค์ขอให้ฉันอาบน้ำแล้ว ให้คู่ผ้าบริสุทธิ์ ให้นั่งบน
อาสนะสูง พวกท่านทั้งหมดจงนั่ง ณ อาสนะต่ำ.
หญิงทั้งหมดเหล่านั้นได้ทำอย่างนั้น นางขุชชุตตราเป็นอริยสาวิกา
บรรลุเสขปฏิสัมภิทาจึงนุ่งผ้าผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ถือพัดวิชนีแสดงธรรม
แก่หญิงเหล่านั้น. พระนางสามาวดีและหญิง ๕๐๐ ได้บรรลุโสดาปัตติผล
หญิงทั้งหมดเหล่านั้นไหว้นางขุชชุตตราแล้วกล่าวว่า ข้าแต่แม่ ตั้งแต่วันนี้ไป
ท่านไม่ต้องทำการรับใช้ ตั้งอยู่ในฐานะมารดา อาจารย์ของพวกเราฟังธรรม
ที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว จงกล่าวแก่พวกเรา. นางขุชชุตตราทำตามนั้น
ต่อมาเป็นผู้ทรงไตรปิฎก พระศาสดาทรงตั้งในฐานะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกา

750
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 751 (เล่ม 69)

ทั้งหลายผู้เป็นพหูสูต นางได้ตำแหน่งเป็นผู้เลิศ. หญิงที่อยู่กับพระนางสามาวดี
กระหยิ่มการเห็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระทศพลทรงดำเนินถึงระหว่างถนน เมื่อ
หน้าต่างไม่พอก็เจาะฝามองดูพระศาสดา กระทำการไหว้และบูชา.
นางมาคันทิยาไปในที่นั้นเห็นช่องเหล่านั้น แล้วจึงถามเหตุในที่นั้น
รู้ว่าพระศาสดาเสด็จมา ด้วยความอาฆาตในพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงโกรธหญิง
เหล่านั้น ได้ทูลพระราชาว่า มหาราชเพคะ หญิงที่อยู่กับนางสามาวดี มีความ
ปรารถนาในภายนอก เจาะฝามองดูพระสมณโคดม ในไม่ช้าก็จะฆ่าพระองค์
พระราชาแม้เห็นช่องก็ไม่เชื่อคำเพ็ททูลของนางมาคัณทิยา รับสั่งให้ทำหน้าต่าง
มีช่องข้างบน. นางมาคัณทิยาประสงค์จะให้พระราชาทำลายหญิงเหล่านั้น จึงให้
นำไก่เป็นมา ๘ ตัว แล้วทูลว่า มหาราชเพคะ เพื่อทดลองหญิงเหล่านั้น ขอ
พระองค์ทรงส่งไก่เหล่านี้ไปด้วยรับสั่งว่า ท่านจงฆ่าไก่เหล่านี้แกงให้เรา. พระ-
ราชาทรงส่งไปตามนั้น เมื่อพระนางสามาวดีตรัสว่าพวกเราไม่ทำปาณาติบาต
นางมาคัณทิยาจึงพูดอีกว่า จงแกงส่งไปถวายพระสมณโคดมนั้น. เมื่อพระราชา
ทรงส่งไปอย่างนั้น นางมาคัณทิยาทูลตามนั้นแล้ว จึงส่งไก่ตายไป ๘ ตัว.
พระนางสามาวดีจึงแกงส่งไปถวายพระทศพล. แม้ด้วยเหตุนั้น นางมาคัณทิยาก็
ไม่อาจให้พระราชาทรงพิโรธได้.
พระราชาประทับอยู่ตำหนักละ ๗ วัน ในตำหนักที่มเหสีองค์หนึ่ง ๆ
ในมเหสี ๓ องค์ประทับอยู่. พระราชาทรงถือพิณเรียกช้าง เสด็จไปยังที่ที่
พระองค์เสด็จไป ในเวลาพระราชาเสด็จไปยังตำหนักของพระนางสามาวดี นาง
มาคัณทิยาให้นำลูกงูเห่าตัวหนึ่งมาเอายาล้างเขี้ยว แล้วให้ใส่ลงในข้อไม้ไผ่แล้ว
ใส่ในภายในพิณ เอากลุ่มดอกไม้ปิดช่องไว้. ในเวลาที่พระราชาเสด็จไปในที่
นั้น นางมาคัณทิยาทำเป็นเดินไปเดินมาแล้ว เอากลุ่มดอกไม้นั้นออกจากช่อง
พิณ. งูเลื้อยออกมาพ่นพิษแผ่พังพานนอนบนตั่งบรรทม นางมาคัณทิยาร้อง-

751
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 752 (เล่ม 69)

เสียงดังว่า งู พระทูลกระหม่อม พระราชาทรงเห็นงูแล้วทรงพิโรธ. พระนาง
สามาวดีรู้ว่าพระราชาทรงพิโรธ จึงได้นัดหมายแก่หญิง ๕๐๐ ว่า วันนี้พวกเจ้าจง
แผ่เมตตาแก่พระราชา ด้วยโอทิสสกเมตตา (แผ่เจาะจง). แม้พระนางเองก็ได้ทรง
ทำอย่างนั้น พระราชาทรงจับสหัสสถามธนู (ธนูใช้กำลังคนหนึ่งพัน) ขึ้นสาย
หมายจะยิงพระนางสามาวดีก่อนแล้วให้ถึงหญิงเหล่านั้นทั้งหมดตามลำดับ ทรง
สอดลูกศรอาบด้วยยาพิษ ประทับยืนบรรจุลูกธนูแล้ว ไม่สามารถจะซัดลูกศรไป
ได้ ไม่สามารถยกลงได้ พระเสโทไหลจากพระวรกาย ทรงเจ็บปวดพระวรกาย
พระเขฬะไหลออกจากพระโอฐไม่เห็นสิ่งควรยึดถือได้ ลำดับนั้นพระนางสามาวดี
ทูลถามพระราชาว่า ข้าแต่มหาราชเพคะ พระองค์ทรงลำบากหรือ พระราชา
ตรัสว่า ถูกแล้วพระเทวี เราลำบากมาก เจ้าจงเป็นที่พึ่งของเราเถิด. พระนาง
สามาวดีทูลว่า ข้าแต่มหาราช ดีแล้ว ขอพระองค์จงทำลูกศรให้มีหน้าตรง
แผ่นดินเถิด. พระราชาได้ทรงทำอย่างนั้น . พระนางสามาวดี ทรงอธิษฐานว่า
ขอลูกศรจงหลุดจากพระหัตถ์ของพระราชาเถิด. ในขณะนั้นลูกศรก็หล่นลง.
ในขณะนั้น เอง พระราชาทรงดำลงไปในน้ำ มีผ้าเปียก มีพระเกศาเปียก
ทรงหมอบลงแทบเท้าของพระนางสามาวดี ตรัสว่า พระเทวียกโทษให้เราเถิด
เราลุ่มหลงงมงาย ทิศทั้งหมดมืดมิดแก่เรา แม่-
สามาวดีจงช่วยเรา จงเป็นที่พึ่งของเราเถิด.
พระนางสามาวดี ทูลว่า
พระองค์อย่าถึงหม่อมฉันเป็นที่พึ่งเลย หม่อมฉัน
ถึงพระพุทธเจ้าพระองค์ใดเป็นที่พึ่ง ขอพระองค์จง
ทรงถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นเป็นที่พึ่งเถิด และขอ
พระองค์จงเป็นที่พึ่งของหม่อมฉันด้วย.

752