ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 723 (เล่ม 69)

ญาณ ครั้นทำบริกรรมในที่นี้แล้วท่านไม่กล่าวถึงการเข้าสมาบัติมีฌานเป็น
บาทอีก ท่านไม่กล่าวไว้ก็จริง แต่ถึงดังนั้นในอรรถกถาท่านก็กล่าวด้วย
สามารถบริกรรมว่า อาวชฺชติ ย่อมนึก ครั้นนึกแล้วอธิษฐานด้วยญาณ
เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวด้วยสามารถแห่งอภิญญาญาณ เพราะฉะนั้น ภิกษุ
ย่อมนึกคนเดียวเป็นหลายคน จากนั้นภิกษุย่อมเข้าสมาบัติในที่สุดแห่งจิตบริ-
กรรม ครั้นออกจากสมาบัติแล้วนึกอีกว่า เราจงเป็นหลายคน ต่อจากนั้น
ย่อมอธิษฐานด้วยอภิญญาญาณอย่างเดียวเท่านั้น โดยได้ชื่อว่า อธิฏฺฐานํ
ด้วยสามารถให้ความสำเร็จด้วยการเกิดในลำดับแห่งจิตอันเป็นส่วนเบื้องต้น ๓
หรือ ๔ ดวงอันเป็นไปแล้ว เพราะเหตุนั้นพึงเห็นอย่างนี้แหละ เพราะท่านกล่าว
พึงเห็นอรรถในข้อนี้ด้วยประการฉะนี้ เหมือนอย่างเมื่อกล่าวว่า กินแล้วนอน
ก็มิได้หมายความว่า ไม่ดื่มน้ำ ไม่ล้างมือเป็นต้น แล้วนอนตอนกินเสร็จแล้ว
นั่นเอง แม้เมื่อมีกิจอื่นในระหว่างก็กล่าวว่า กินแล้วนอนฉันใด พึงเห็น
แม้ในข้อนี้ก็ฉันนั้น แม้การเข้าสมาบัติมีฌานเป็นบาทครั้งแรก ท่านก็มิได้
กล่าวไว้ในบาลี.
อนึ่ง พร้อมด้วยอธิษฐานญาณนั้นเป็น ๑๐๐ คน. แม้ในพันคน แสนคน
ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. หากไม่สำเร็จอย่างนั้น พึงทำบริกรรมอีก พึงเข้าสมาบัติ
แม้ครั้งที่ ๒ ครั้นออกแล้วพึงอธิษฐาน. ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาสังยุตว่า
ควรเข้าสมาบัติครั้งหนึ่ง สองครั้ง ในจิตเหล่านั้น จิตมีฌานเป็นบาทมีนิมิต
เป็นอารมณ์ จิตบริกรรมคน ๑๐๐ เป็นอารมณ์หรือมีคน ๑,๐๐๐ เป็นอารมณ์
จิตเหล่านั้นย่อมสำเร็จได้ด้วยวรรณะ มิใช่ด้วยบัญญัติ แม้จิตอธิษฐานก็มีคน
๑๐๐ หรือ ๑,๐๐๐ เป็นอารมณ์เหมือนกัน จิตอธิษฐานนั้นเป็นรูปาวจรจตุต-
ถฌานย่อมเกิดอย่างนั้นในลำดับโคตรภู ดุจอัปปนาจิตดังกล่าวแล้วในก่อน.

723
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 724 (เล่ม 69)

เพื่อแสดงถึงกายสักขี ของความเป็นหลายคน ท่านจึงกล่าวว่า เหมือน
ท่านพระจุลบันถกรูปเดียวเป็นหลายรูปก็ได้ฉะนั้น. อนึ่ง ในบทนี้พึงทราบว่า
ท่านทำคำเป็นปัจจุบัน เพราะพระเถระเป็นผู้มีปกติทำอย่างนั้น และเพราะ
พระเถระนั้นยังมีชีวิตอยู่. แม้ในวาระว่า เป็นรูปเดียวก็ได้ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน
ในข้อนั้นมีเรื่องเล่าว่า พระเถระพี่น้องสองรูป ชื่อว่า ปันถกเพราะเกิดใน
หนทาง. พี่น้องสองรูปนั้นพระมหาปันถกผู้พี่บวชแล้วบรรลุพระอรหัตพร้อม
ด้วยปฏิสัมภิทา. พระมหาบันถกเป็นพระอรหันต์จึงให้จุลบนถกบวชแล้วได้ให้
คาถานี้ว่า
ดอกปทุมชื่อโกกนุทบานในเวลาเช้า ยังไม่สิ้น
กลิ่น ยังมีกลิ่นหอมอยู่ ฉันใด ท่านจงดูพระอังคีรส
ผู้ไพโรจน์อยู่ดุจดวงอาทิตย์ รุ่งโรจน์อยู่ในอากาศ
ฉะนั้น.
พระจุลบันถกไม่สามารถท่องคาถานั้นให้คล่องได้ล่วงไป ๔ เดือน
ลำดับนั้น พระเถระจึงกล่าวกะพระจุลบันถกว่า ท่านไม่สมควรในพระศาสนานี้
จงออกไปจากพระศาสนานี้เสียเถิด. อนึ่ง ในเวลานั้นพระเถระเป็นภัตตุเทศก์
(ผู้แจกภัตร). ชีวกโกมารภัจ ถือเอาดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นอัน
มากไปยังอัมพวันของตน บูชาพระศาสดา ฟังธรรมถวายบังคมพระทศพล
แล้วเข้าไปหาพระเถระกล่าวว่า พระคุณเจ้าขอรับ พรุ่งนี้ขอพระคุณเจ้าพาภิกษุ
๕๐๐ รูป มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขรับภิกษาที่บ้านของกระผมเถิด.
พระเถระก็กล่าวว่า อาตมารับนิมนต์แก่ภิกษุที่เหลือเว้นจุลปันถก.
พระจุลบันถกได้ฟังดังนั้น เสียใจเป็นอย่างยิ่ง รุ่งขึ้นออกจากวัดแต่เช้าตรู่
ยืนร้องไห้อยู่ที่ซุ้มประตูวิหาร เพราะเป็นผู้มีความหวังในพระศาสนา.

724
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 725 (เล่ม 69)

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นอุปนิสัยของพระจุลบันถกนั้น จึงเสด็จ
เข้าไปหาตรัสว่า ร้องไห้ทำไม. พระจุลบันถกกราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ผู้ไม่สามารถทำการท่องจำได้มิใช่เป็นผู้ไม่สมควร
ในศาสนาของเรา อย่าเศร้าโศกไปเลย ปันถก แล้วเอาฝ่าพระหัตถ์ซึ่งมีรอยจักร
ลูบศีรษะของพระจุลปันถกนั้น จูงที่แขนเสด็จเข้าสู่พระวิหารให้นั่ง ณ พระ-
คันธกุฎีตรัสว่า ปันถก เธอจงนั่งลูบคลำผ้าเก่าผืนนี้ว่า รโชหรณํ รโชหรณํ
นำธุลีออก นำธุลีออก แล้วทรงประทานชิ้นผ้าเก่าบริสุทธิ์อันเกิดด้วยฤทธิ์แก่
พระจุลปันถกนั้น เมื่อถึงเวลาทรงแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จไปเรือนของชีวก
ประทับนั่ง ณ อาสนะที่เราปูลาดไว้. เมื่อพระจุลปันถูกลูบคลำชิ้นผ้าเก่าอยู่
อย่างนั้น ผ้าก็หมองได้มีสีดำโดยลำดับ พระจุลปันถกนั้นได้สัญญาว่า ชิ้นผ้า
เก่านี้บริสุทธิ์ ไม่มีความหมองคล้ำในผ้านี้ แต่เพราะอาศัยอัตภาพจึงได้
หมองคล้ำ ยังญาณให้หยั่งลงในขันธ์ ๕ เจริญวิปัสสนา. ขณะนั้นพระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงเปล่งพระโอภาสปรากฏดุจประทับนั่งข้างหน้าของพระจุลปันถก
นั้น ได้ตรัสโอภาสคาถานี้ว่า
ธุลีคือราคะแต่มิใช่เรณู (ละออง) คำว่า รโช
(ธุลี) นี้เป็นชื่อของราคะ บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น
ละธุลีนี้แล้วอยู่ในศาสนาของตถาคต ผู้ปราศจากธุลี
แล้ว.
ธุลี คือ โทสะ ฯลฯ ในศาสนาของตถาคตผู้
ปราศจากธุลีแล้ว.
ธุลี คือ โมหะ ฯลฯ ในศาสนาของตถาคต
ผู้ปราศจากธุลีแล้ว.

725
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 726 (เล่ม 69)

ความโศกทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่ผู้ที่มีจิตยิ่งไม่
ประมาทเป็นมุนี ศึกษาอยู่ในครองแห่งมุนี คงที่สงบ
มีสติทุกเมื่อ.
เมื่อจบคาถาพระเถระบรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา พระ
เถระนั้น เป็นผู้ได้ฌานสำเร็จแต่ใจ รูปเดียวเป็นหลายรูปก็ได้ หลายรูปสามารถ
เป็นรูปเดียวก็ได้. ปิฎก ๓ และอภิญญา ๖ ได้ปรากฏแก่พระเถระด้วยอรหัตมรรค
นั่นแล.
แม้ชีวกก็น้อมทักษิโณทกเข้าไปถวายแด่พระทศพล พระศาสดาทรง
ปิดบาตร ชีวกทูลถามว่า เป็นอย่างไร พระเจ้าข้า ตรัสว่ายังมีภิกษุรูปหนึ่งอยู่ใน
วิหาร ชีวกนั้นจึงส่งบุรุษไปบอกว่า เจ้าจงไปนำพระคุณเจ้ามาเร็วพลัน พระ-
จุลปันถกเถระประสงค์จะให้พี่ชายรู้ว่าตนบรรลุธรรมวิเศษแล้ว ก่อนที่บุรุษนั้น
จะมาถึงจึงนิรมิตภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป แม้รูปหนึ่งก็ไม่เหมือนกับรูปหนึ่ง รูปหนึ่ง
ได้ทำกิจของสมณะมีเย็บจีวรเป็นต้นไม่เหมือนกับรูปอื่น บุรุษไปเห็นภิกษุในวัด
มากมายจึงกลับมาบอกแก่ชีวกว่า นาย ภิกษุในวัดมากมาย ผมไม่เห็นพระคุณ
เจ้าที่ควรจะนิมนต์เลย. ชีวกทูลถามพระศาสดาบอกชื่อของพระเถระรูปนั้นแล้ว
ส่งบุรุษไปอีก บุรุษนั้นไปถามว่า ท่านขอรับ รูปไหนชื่อจุลปันถก ทั้งพันรูป
บอกพร้อมกันกล่าวว่า เราคือจุลบันถก เราคือจุลบันถก บุรุษนั้นกลับไปอีกกล่าว
ว่า นัยว่า พระคุณท่านทั้งหมดเป็นจุลบันถก ผมไม่รู้จะนิมนต์รูปไหน ชีวก
ได้รู้โดยนัยว่า ภิกษุมีฤทธิ์ เพราะแทงตลอดสัจจธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า เธอจงไป จงจับภิกษุที่เห็นเป็นรูปแรกที่ชายจีวรแล้วกล่าวว่า พระ-
ศาสดาตรัสเรียกท่านแล้วนำมา บุรุษนั้นไปแล้วได้ทำตามนั้น ทันใดนั้นเอง
ภิกษุที่นิรมิตแล้วทั้งหมดก็หายไป พระเถระส่งบุรุษนั้นกลับไป สำเร็จเสร็จกิจ
มีล้างหน้าเป็นต้นแล้วไปถึงก่อนนั่งเหนืออาสนะที่เขาปูไว้ ในขณะนั้น พระ-

726
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 727 (เล่ม 69)

ศาสดาทรงรับทักษิโณทก เสวยพระกระยาหารเสร็จแล้วให้พระจุลบันถกเถระ
กล่าวธรรมกถา อนุโมทนาภัตร พระเถระกล่าวธรรมกถา มีประมาณเท่า
คัมภีร์ ทีฆนิกายและมัชฌิมนิกาย.
ภิกษุรูปอื่นๆ นิรมิตกายสำเร็จแต่ใจด้วยการอธิษฐานย่อมนิรมิตได้ ๓
รูป หรือ ๒ รูป ย่อมนิรมิตหลายรูปให้เป็นเช่นกับรูปเดียวได้ และทำกรรม
ได้อย่างเดียวเท่านั้น แต่พระจุลบันถกเถระนิรมิตได้ ๑,๐๐๐ รูปโดยนึกครั้ง
เดียวเท่านั้น มิได้ทำ ๒ คนให้เป็นเช่นกับคนเดียว มิได้ทำกรรมอย่างเดียว
เพราะฉะนั้นพระเถระจึงเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้นิรมิตกายสำเร็จแต่ใจ ส่วนภิกษุ
รูปอื่น ๆ ไม่กำหนดจำนวนมากจึงเป็นเช่นผู้มีฤทธิ์นิรมิตได้เท่านั้น ภิกษุรูป
อื่น ๆ ย่อมทำกรรมที่ผู้มีฤทธิ์ทำมียืนนั่งเป็นต้น และความเป็นผู้พูดนิ่งเป็นต้น
ได้เท่านั้น แต่หากว่า ประสงค์จะทำวรรณะต่าง ๆ บางพวกก็ทำได้ในปฐมวัย
บางพวกก็ในมัชฌิมวัย บางพวกก็ในปัจฉิมวัย อนึ่งประสงค์จะทำผมยาว โล้น
ทั้งหมด มีผมปน มีจีวรสีแดงครึ่งหนึ่งจีวรสีเหลือง หรือทำบทภาณ ธรรม-
กถา สรภัญญะถามปัญหาแก้ปัญหาย้อมต้มเย็บ ซักจีวรเป็นต้นมีประการต่าง ๆ
แม้อย่างอื่น ครั้นออกจากสมาบัติมีฌานเป็นบาท แล้วทำปริกรรมโดยนัยมี
อาทิว่า ภิกษุประมาณเท่านี้จงเป็นผู้มีปฐมวัย เเล้วเข้าสมาบัติอีกครั้นออกแล้ว
พึงอธิษฐาน จึงเป็นผู้มีประการที่ตนปรารถนาแล้ว ๆ กับด้วยจิตอธิษฐาน
ในบทมีอาทิว่า พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ มีนัยนี้
เหมือนกัน.
แต่ความต่างกันมีดังต่อไปนี้ บทว่า ปกติยา พหุโก โดยปกติ
หลายคน คือโดยปกติที่นิรมิตในระหว่างกาลนิรมิตหลายคน อนึ่ง ภิกษุนี้ครั้น
นิรมิตความเป็นหลายรูปอย่างนี้แล้ว จึงดำริต่อไปว่า เราจักจงกรมรูปเดียว

727
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 728 (เล่ม 69)

จักทำการท่อง จักถามปัญหา เพราะความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อยว่าวัดนี้
มีภิกษุน้อย หากพวกอื่นจักมา จักรู้จักเราว่า ภิกษุประมาณเท่านี้เหมือนรูปเดียว
กันมาแต่ไหน นี้จักเป็นอานุภาพของพระเถระแน่แท้ ดังนี้จึงปรารถนาว่า เรา
จงเป็นรูปเดียว ในระหว่างเข้าสมาบัติมีฌานเป็นบาท ครั้นออกแล้วทำบริกรรม
ว่า เราจงเป็นรูปเดียวเข้าสมาบัติอีก ครั้นออกแล้วพึงอธิษฐานว่า เราจงเป็น
รูปเดียวพร้อมกับจิตอธิษฐานนั่นเองก็เป็นรูปเดียว เมื่อไม่ทำอย่างนี้ย่อมเป็น
รูปเดียวได้เองด้วยตามที่กำหนดไว้.
เพราะบทว่า อาวิภาวํ ทำให้ปรากฏมาเป็นบทตั้งแล้วกล่าวว่า เกนจิ
อนาวฏํ โหติ ทำให้ไม่มีอะไรปิดบัง ท่านจึงกล่าวถึงอรรถแห่งความปรากฏ
ของบทว่า อาวิภาว ด้วยบทว่า เกนจิ อนาวฏํ. ท่านกล่าวถึงปาฐะที่เหลือ
ว่า กโรติ ด้วยบทว่า โหติ ดังนี้ เพราะเมื่อทำให้แจ้งก็เป็นอันทำให้
ปรากฏ. บทว่า เกนจิ อนาวฏํ คือไม่มีอะไร ๆ มีฝาเป็นต้นปิดบัง คือ
ปราศจากเครื่องกั้น. บทว่า อปฺปฏิจฺฉนฺนํ ไม่ปกปิด คือไม่ปิดข้างบน ชื่อว่า
วิวฏํ เปิดเผยเพราะไม่ปิดบัง ชื่อว่า ปากฏํ ปรากฏ เพราะไม่ปกปิด. บทว่า
ติโรภาวํ ทำให้หายไป คือทำให้อยู่ในระหว่าง ชื่อว่า ปิหิตํ ปิดบังเพราะ
เครื่องกั้นนั้นปิด ชื่อว่า ปฏิกุชฺชิตํ มิดชิดเพราะปิดที่ที่ปิดบังไว้นั่นเอง.
บทว่า อากาสกสิณสมาปตฺติยา ได้แก่จตุตถฌานสมาบัติอันเกิดขึ้นแล้วใน
อากาศกสิณที่กำหนดไว้. บทว่า ลาภี เป็นผู้ได้ชื่อว่า ลาภี เพราะเป็นผู้มีลาภ.
บทว่า อปริกฺขิตฺเต ไม่มีอะไรกันไว้ คือในท้องที่ที่ไม่มีอะไรกั้นไว้โดยรอบ
เพราะท่านกล่าวอากาศกสิณไว้ในที่นี้ ฌานที่เจริญแล้ว ในทีนั้นนั่นแหละย่อม
เป็นปัจจัยแห่งอากาศกสิณ ไม่พึงเห็นว่าอย่างอื่น พึงเห็นฌานมีกสิณนั้นเป็น
อารมณ์แม้ในบรรดาอาโปกสินในเบื้องบนเป็นต้น มิใช่อย่างอื่น. บทว่า ปวึ

728
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 729 (เล่ม 69)

อาวชฺชติ อุทกํ อาวชฺชติ อากาสํ อาวชฺชติ ย่อมนึกถึงแผ่นดิน ย่อมนึก
ถึงน้ำ ย่อมนึกถึงอากาศ คือย่อมนึกถึงแผ่นดิน น้ำและอากาศตามปกติ. บทว่า
อนฺตลิกฺเข บนอากาศท่านแสดงถึงความที่อากาศนั้นเป็นอากาศไกลกว่าแผ่นดิน
เพราะท่านไม่นิยมกสิณในการลูบคลำดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ จึงกล่าวโดยไม่
ต่างกันว่าผู้มีฤทธิ์เป็นผู้ถือความชำนาญแห่งจิต. บทว่า นิสินฺนโก วา นิปนฺน-
โก วา คือนั่งก็ดี นอนก็ดี ด้วยบทนี้เป็นอันท่านกล่าวถึงแม้อิริยาบถทั้งสองนอก
นั้นด้วย. บทว่า หตฺถปาเส โหตุ คือดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จงมีในที่ใกล้มือ.
ปาฐะว่า หตฺถปสฺเส โหตุ จงมีที่ข้างมือบ้าง บทนี้ท่านกล่าวด้วยอำนาจของ
ผู้ใคร่จะทำอย่างนั้น. อนึ่ง ผู้มีฤทธิ์นี้แม้ไปในที่นั้น แล้วก็ยกมือลูบคลำได้.
บทว่า อามสติ ลูบ คือถูกต้องนิดหน่อย. บทว่า ปรามสติ คลำ คือถูก
ต้องหนักหน่อย. บทว่า ปริมชฺชติ สัมผัส คือถูกต้องโดยรอบ. บทว่า รูปคตํ
คือรูปที่ตั้งอยู่ใกล้มือนั่นเอง. บทว่า ทูเรปิ สนฺติเก อธิฏฺฐาติ อธิษฐานที่
ไกลให้เป็นที่ใกล้คือผู้มีฤทธิ์ครั้นออกจากสมาบัติมีฌานเป็นบาทแล้ว ย่อมนึก
ถึงเทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดี ในที่ไกลว่า จงมีในที่ใกล้ดังนี้ ครั้นนึกถึงแล้ว
กระทำบริกรรมเข้าสมาบัติอีกครั้นออกแล้วอธิฐานด้วยญาณว่า จงมีในที่ใกล้
ดังนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ย่อมมีในที่ใกล้ แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้ อนึ่ง
พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงถึงความวิเศษของความสำเร็จแห่งฤทธิ์นี้ แม้ไม่
เป็นอุปการะแก่ผู้ประสงค์จะไปพรหมโลกกล่าวถึงการกระทำที่ไกลให้เป็นที่ใกล้
แล้วไปพรหมโลกได้ จงกล่าวคำมีอาทิว่า สนฺติเกปิ แม้ในที่ใกล้.
ในบทนั้นมิใช่การทำเล็กน้อยและทำมากอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งทั้งหมด
ที่ปรารถนาย่อมสำเร็จแก่ผู้ฤทธิ์ แม้ในบทมีอาทิว่า อมธุรํ มธุรํ ทั้งไม่
อร่อยทั้งอร่อย พึงทราบนัยอื่นอีก. บทว่า ทูเรปิ สนฺติเก อธิฏฺฐาติ

729
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 730 (เล่ม 69)

อธิษฐานแม้ที่ไกลให้เป็นที่ใกล้ คืออธิษฐานพรหมโลก ในที่ไกลให้เป็นที่ใกล้
ของมนุษยโลก. บทว่า สนฺติเกปิ ทูเร อธิฏฺฐาติ อธิษฐานแม้ในที่ใกล้ให้
เป็นที่ไกลคืออธิษฐานมนุษยโลกในที่ใกล้ให้เป็นพรหมโลกในที่ไกล. บทว่า
พหุกมฺปิ โถกํ อธิฏฺฐาติ อธิษฐานของแม้มากให้เป็นของน้อยคือหากว่าพรหม
ทั้งหลายมาประชุมกันมาก เพราะพรหมมีร่างกายใหญ่จะละทัศนูปจาร (การ
เห็นใกล้เคียง) สวนูปจาร (การฟังใกล้เคียง) ผู้มีฤทธิ์ย่อรวมกันในทัศนูปจาร
และสวนูปจาร อธิษฐานแม้ของมากให้เป็นของน้อย. บทว่า โถกมฺปิ พหุกํ
อธิฏฺฐาติ อธิษฐานแม้ของน้อยให้เป็นของมาก คือหากว่าผู้มีฤทธิ์ประสงค์จะไป
กับบริวารมาก เป็นผู้มีบริวารมาก็เพราะอธิษฐานตนชื่อว่าน้อยเพราะมีคนเดียว
ให้มากแล้วไป พึงเห็นอรรถในบทนี้ด้วยประการฉะนี้แล. เมื่อเป็นอย่างนั้นแม้
บท ๔ อย่างนี้ย่อมเป็นอุปการะในการไปพรหมโลก. บทว่า ทิพฺเพน จกฺขุนา
ตสฺส พฺรหฺมุโน รูปํ ปสฺสติ ย่อมเห็นรูปพรหมนั้นด้วยทิพยจักษุ คือ
ผู้มีฤทธิ์ยืนอยู่ในที่นี้เจริญอาโลกกสิณ ย่อมเห็นรูปพรหมที่ประสงค์จะเห็นด้วย
ทิพยจักษุ ยืนอยู่ในที่นี้นั่นแหละย่อมได้ยินเสียงของพรหมนั้นกำลังพูดกันด้วย
ทิพโสตธาตุ ย่อมรู้จิตของพรหมนั้นด้วยเจโตปริยญาณ. บทว่า ทิสฺสมาเนน
ด้วยกายที่ปรากฏ คือด้วยการเพ่งด้วยจักษุ. บทว่า กายวเสน จิตฺตํ
ปริณาเมติ คือน้อมจิตด้วยสามารถแห่งรูปกาย ยึดจิตมีฌานเป็นบาทแล้วยก
ขึ้นในกาย กระทำการไปของกายด้วยสำคัญว่าเบา ให้เป็นการไปช้าเพราะการ
ไปด้วยกายเป็นความช้า. บทว่า อธิฏฺฐาติ เป็นไวพจน์ของบทนั้นนั่นแหละ
ความว่าให้สำเร็จ. บทว่า สุขสญฺญญฺจ ลหุสญฺญญฺจ โอกฺกมิตฺวา หยั่ง
ลงสู่สุชสัญญญาและลหุสัญญา คือ หยั่งลงเข้าไปถูกต้องเข้าถึงสุขสัญญาและ
ลหุสัญญาอันเกิดพร้อมกับอิทธิจิต มีฌานเป็นบาทเป็นอารมณ์ สัญญาสัมปยุต

730
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 731 (เล่ม 69)

ด้วยอุเบกขา ชื่อ สุขสัญญา เพราะอุเบกขาท่านกล่าวว่า ความสงบเป็นความ
สุข สัญญานั่นแหละพึงทราบว่าเป็นลหุสัญญาเพราะพ้นจากนิวรณ์และธรรม
เป็นข้าศึกมีวิตกเป็นต้น.
แม้กรชกายของผู้มีฤทธิ์หยั่งลงสู่สัญญานั้นก็เบาดุจปุยนุ่น ผู้มีฤทธิ์นั้น
ไปสู่พรหมโลกด้วยกายอันปรากฏเบาดุจปุยนุ่นที่ถูกลมพัดไป อนึ่ง เมื่อไปอย่าง
นี้หากปรารถนา ก็นิรมิตทางบนอากาศด้วยปฐวีกสิณแล้วเดินไป หากปรารถนา
ก็นิรมิตดอกปทุมทุก ๆ ย่างเท้าบนอากาศด้วยปฐวีกสิณนั่นแหละแล้ววางเท้า
บนดอกปทุมเดินไป หากปรารถนาก็อธิษฐานลมด้วยวาโยกสิณแล้วไปกับ
ลมดุจปุยนุ่น ความเป็นผู้ใคร่จะไปนั่นแหละเป็นประมาณในเรื่องนี้ เพราะ
ความเป็นผู้ใคร่จะไป ผู้มีฤทธิ์นั้น จึงอธิษฐานจิตทำอย่างนั้น ชัดไปด้วยกำลัง
ของอธิษฐานปรากฏดุจลูกศรแล่นไปด้วยกำลังของสายธนู. บทว่า จิตตฺวเสน
กายํ ปริณาเมติ น้อมกายไปด้วยอำนาจจิตคือยึดกรชกาย แล้วยกขึ้นในจิต
อันมีฌานเป็นบท ทำการไปของจิตให้เป็นการไปเร็ว เพราะการไปด้วยจิต
เป็นความเร็ว.
บทว่า สุขสญฺญญฺจ ลหุสญฺญญฺจ โอกฺกมิตฺวา คือหยั่งลงสู่
สุขสัญญาและลหุสัญญา อันเกิดพร้อมกับอิทธิจิตอันมีรูปกายเป็นอารมณ์. บท
ที่เหลือพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. แต่บทนี้เป็นการไปด้วยจิต เมื่อ
ถามว่าผู้มีฤทธิ์นี้ เมื่อไปด้วยกายอันไม่ปรากฏอย่างนี้ ย่อมไปในอุปาทขณะ
แห่งจิตอธิษฐานนั้นหรือ หรือว่าในฐิติขณะ หรือภังคขณะ. พระเถระกล่าวว่า
ไปในขณะแม้ทั้ง ๓ ไปเองหรือว่าส่งรูปนิรมิตไป ทำตามชอบใจ แต่ในที่นี้
ผู้มีฤทธิ์นั้นไปมาเอง. บทว่า มโนมยํ สำเร็จแต่ใจ ชื่อว่า มโนมยํ เพราะ
เป็นรูปนิมิตด้วยใจอธิษฐาน. ชื่อว่า สพฺพงฺคปจฺจงฺคํ มีอวัยวะครบทุกส่วน

731
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 732 (เล่ม 69)

คือมีอวัยวะน้อยใหญ่ครบทั้งหมด. บทว่า อหีนินฺทฺริยํ มีอินทรีย์ไม่บกพร่องนี้
ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งสัณฐานของจักษุและโสตะเป็นต้น เพราะในรูป
นิมิตไม่มีประสาท.
บทมีอาทิว่า สเจ โส อิทฺธิมา จงฺกมติ นิมฺมิโตปิ ตตฺถ จงฺกมติ
หากผู้มีฤทธิ์จงกรมอยู่ แม้รูปนิมิตก็จงกรมในที่นั้น ท่านกล่าวหมายถึงสาวก
นิมิตทั้งหมด ส่วนพุทธนิมิตทั้งหลายย่อมทำสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำ
ทำแม้อย่างอื่นด้วยอำนาจจิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า ธูมายติ ปชฺชลติ
บังหวนควันให้ไฟลุกโพลง ท่านกล่าวด้วยอำนาจเจโตกสิณ. ๓ บทมีอาทิว่า
ธมฺมํ ภาสติ กล่าวธรรมท่านกล่าวไม่แน่นอน. บทว่า สนฺติฏฺฐติ ยืนอยู่
คือ ยืนร่วมกัน. บทว่า สลฺลปติ สนทนาอยู่ คือ สนทนาร่วมกัน. บทว่า
สากจฺฉ สมาปชฺชติ ปราศรัยกัน คือ ปราศรัยด้วยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ของกันและกัน. อนึ่ง ผู้มีฤทธิ์นั้นยืนอยู่ ณ ที่นี้ ย่อมเห็นรูปด้วยทิพยจักษุ
ย่อมได้ยินเสียงด้วยทิพยโสตธาตุ ย่อมรู้จิตด้วยเจโตปริยญาณ ย่อมยืนสนทนา
ปราศรัยกับพรหมนั้น. การอธิษฐานของผู้มีฤทธิ์นั้นมีอาทิว่า ย่อมอธิษฐาน
แม้ในที่ไกลให้เป็นที่ใกล้ได้ ผู้มีฤทธิ์นั้นไปสู่พรหมโลกด้วยกายอันปรากฏ
หรือไม่ปรากฏ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ย่อมไม่ยังอำนาจให้เป็นไปทางกายได้
ย่อมถึงวิธีดังที่กล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า ผู้มีฤทธิ์นั้นย่อมนิรมิตคนมีรูปไว้ข้างหน้า
พรหมนั้นได้ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ชื่อว่าย่อมยังอำนาจให้เป็นไปทางกายได้.
ส่วนบทที่เหลือท่านกล่าวไว้ เพื่อชี้ให้เห็นส่วนเบื้องต้นของการยังอำนาจให้
เป็นไปทางกาย นี้เป็นฤทธิ์ที่อธิษฐาน.
พึงทราบวินิจฉัยในวิกุพพนิทธินิเทศ ดังต่อไปนี้. ท่านกล่าวยกตัวอย่าง
สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี เพื่อชี้ให้เห็นกายสักขีของฤทธิ์ที่

732