ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 693 (เล่ม 69)

โวหารปฏิสังยุตด้วยสุญญตาชื่อว่า คมฺภีโร ประโยชน์ลึก เพราะเข้าใจยาก
ประโยชน์อันเป็นโลกุตระชื่อว่า คุฬฺโห ประโยชน์ลับเพราะพูดภายนอก
เกินไป ประโยชน์มีความไม่เที่ยงเป็นต้น ชื่อว่า ปฏิจฺฉนฺโน ประโยชน์ปกปิด
เพราะปกปิดด้วยฆนะ. (ก้อน) เป็นต้น ประโยชน์ที่พูดโดยไม่ใช้โวหารมาก
ชื่อว่า เนยฺโย ประโยชน์ที่ควรนำไป เพราะไม่ถือเอาตามความพอใจ ควรนำ
ไปตามความประสงค์ ประโยชน์ที่พูดด้วยใช้โวหารชื่อว่า นีโต ประโยชน์ที่
นำไปแล้ว เพราะนำความประสงค์ไปโดยเพียงคำพูดประโยชน์คือศีล สมาธิและ
วิปัสสนาอันบริสุทธิ์ด้วยดีชื่อว่า อนวชฺโช ประโยชน์ไม่มีโทษ เพราะปราศ-
จากโทษด้วยตทังคะและวิกขัมภนะ ประโยชน์คืออริยมรรคชื่อว่า นิกฺกิเลโส
ประโยชน์ไม่มีกิเลส เพราะตัดกิเลสขาด ประโยชน์คืออริยผลชื่อว่า โวทาโน
ประโยชน์ผ่องแผ้ว เพราะกิเลสสงบ นิพพานชื่อว่า ปรมตฺโถ ประโยชน์
อย่างยิ่ง เพราะนิพพานเป็นธรรมเลิศในสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งหลาย.
บทว่า ปริวตฺตติ ย่อมเป็นไป คือแทรกซึมคลุกเคล้าโดยรอบย่อม
เป็นไปโดยวิเศษในภายในพุทธญาณ เพราะไม่เป็นภายนอกจากความเป็นวิสัย
แห่งพุทธญาณ พระสารีบุตรเถระย่อมแสดงความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
สำเร็จพระญาณด้วยบทมีอาทิ สพฺพํ กายกมฺมํ ตลอดกายกรรมทั้งปวง. บทว่า
ญาณานุปริวตฺตติ พระญาณย่อมเป็นไปตลอด ความว่าไม่ปราศจากพระญาณ.
บทว่า อปฺปฏิหิตํ มิได้ขัดข้อง ท่านแสดงถึงความที่ไม่มีอะไรกั้นไว้ พระ
สารีบุตรเถระประสงค์จะยังพระสัพพัญญุตญาณให้สำเร็จด้วยอุปมาจึงกล่าวบทมี
อาทิว่า ยาวตกํ เนยยบทมีเท่าใด. ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า เนยฺยํ เพราะ
ควรรู้ ชื่อว่า เนยฺยปริยนฺติกํ เพราะพระญาณมีเนยยบทเป็นที่สุด อนึ่งผู้
ไม่เป็นสัพพัญญูไม่มีเนยยบทเป็นที่สุด แม้ในเนยยบทมีพระญาณเป็นที่สุดก็มี

693
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 694 (เล่ม 69)

ดังนี้เหมือนกัน พระสารีบุตรเถระแสดงความที่ได้กล่าวไว้แล้วในคู่ต้นให้พิเศษ
ไปด้วยคู่นี้ แสดงกำหนดด้วยการปฏิเสธด้วยคู่ที่ ๓ อนึ่ง เนยยะในบทนี้ชื่อว่า
เนยยปถ เพราะเป็นคลองแห่งญาณ. บทว่า อญฺญมญฺญํ ปริยนฺตฏฺฐายิโน
ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในที่สุดรอบของกันและกัน คือมีปกติยังเนยยะและญาณ
ให้สิ้นไปแล้วตั้งอยู่ในที่สุดรอบของกันและกันจากฐานะ. บทว่า อาวชฺชน-
ปฏิพทฺธา เนื่องด้วยความทรงคำ นึง คือเนื่องด้วยมโนทวาราวัชชนะความว่า
ย่อมรู้ลำดับแห่งความคำนึงนั่นเอง. บทว่า อากงฺขปฏิพทฺธา เนื่องด้วยทรง
พระประสงค์ คือเนื่องด้วยความพอใจ ความว่าย่อมรู้ลำดับแห่งอาวัชชนจิตด้วย
ชวนญาณ ท่านกล่าวบททั้ง ๒ นอกนี้เพื่อประกาศความตามลำดับบททั้ง ๒ นี้.
บทว่า พุทฺโธ อาสยํ ชานาติ พระพุทธเจ้าย่อมทรงทราบอัธยาศัย
เป็นต้น ท่านพรรณนาไว้ในญาณกถาแล้ว แต่มาในมหานิเทศว่าพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ย่อมทรงทราบอัธยาศัย. ในบทนั้นมาในอาคตสถานว่า พุทฺธสฺส ภคว-
โต ในที่นี้ในที่บางเเห่งว่า พุทฺธสฺส. บทว่า อนฺตมโส คือโดยที่สุด.
ในบทว่า ติมิติมิงฺคลํ นี้ พึงทราบดังต่อไปนี้ ปลาชนิดหนึ่งชื่อว่า
ติมิ ปลาชนิดหนึ่งชื่อว่าติมิงคิละเพราะตัวใหญ่กว่าปลาติมินั้น สามารถกลืนกิน
ปลาติมิได้ ปลาชนิดหนึ่งชื่อติมิติมิคละมีลำตัวประมาณ ๕๐๐ โยชน์ สามารถ
กลืนกินปลาติมิคละได้. ในบทนี้พึงทราบว่าเป็นเอกวจนะด้วยถือเอากำเนิด.
ในบทว่า ครุฬํ เวนเตยิยํ ครุฑตระกูลเวนเทยยะนี้พึงทราบว่าชื่อว่า
ครุฬ เป็นซึ่งโดยกำเนิด ชื่อว่า เวนเตยฺย เป็นชื่อโดยโคตร. บทว่า ปเทเส
คือในเอกเทศ. บทว่า สารีปุตฺตสมา มีปัญญาเสมอด้วยพระสารีบุตรพึง
ทราบว่าท่านกล่าวหมายถึงพระเถระผู้เป็นพระธรรมเสนาบดีของพระพุทธเจ้าทั้ง
ปวง เพราะพระสาวกที่เหลือไม่มีผู้เสมอด้วยพระธรรมเสนาบดีเถระทางปัญญา

694
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 695 (เล่ม 69)

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้เลิศ
กว่าภิกษุทั้งหลายสาวกของเราผู้มีปัญญามาก อนึ่ง ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า
สัตว์ทั้งหลายอื่นใดมีอยู่เว้นพระโลกนาถ สัตว์
เหล่านั้นย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งปัญญา ของพระ-
สารีบุตร.
บทว่า ผริตฺวา แผ่ไป คือพุทธญาณบรรลุถึงปัญญาแม้ของเทวดา
และมนุษย์ทั้งปวงแล้วเเผ่ไปแทรกซึมเข้าไปสู่ปัญญาของเทวดา และมนุษย์เหล่า
นั้นโดยฐานะแล้วตั้งอยู่. บทว่า อติฆํสิตฺวา ขจัดแล้วคือพุทธญาณก้าวล่วง
ปัญญาแม้ของเทวดาและมนุษย์ทั้งปวงแผ่ไปกำจัดทำลายเนยยะทั้งปวงแม้ไม่ใช่
วิสัยของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นแล้วตั้งอยู่ ปาฐะในมหานิเทศว่า อภิภวิตฺวา
ครอบงำแล้วคือย่ำยีแล้ว ด้วยบทว่า เยปิเต เป็นต้น. พระสารีบุตรเถระแผ่
ไปขจัดด้วยประการนี้แล้ว แสดงเหตุให้ประจักษ์แห่งฐานะ. ในบทเหล่านั้น
บทว่า ปณฺฑิตา คือประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต. บทว่า นิปุณา ละเอียด
คือมีปัญญาละเอียดสุขุมสามารถแทงตลอดปัญญาสุขุมในระหว่างอรรถได้. บทว่า
กตปรปฺปวาทา แต่งวาทะโต้ตอบ คือรู้วาทะโต้ตอบและแต่งวาทะต่อสู้กับชน
เหล่าอื่น. บทว่า วาลเวธิรูปา คือ มีปัญญาเปรียบด้วยนายขมังธนูผู้สามารถ
ยิงขนทราย. บทว่า เต ภินฺทนฺตา ปญฺญา จรนฺติ ปญฺญาคเตน ทิฏฺฐิค-
ตานิ เที่ยวทำลายปัญญาและทิฏฐิด้วยปัญญา ความว่าเที่ยวไปดุจทำลายทิฏฐิ
ของคนอื่นแม้สุขุมด้วยปัญญาของตนดุจนายขมังธนูยิงขนทรายฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ปัญญานั่นแหละคือ ปัญญาคตะ ทิฏฐินั้นแหละคือทิฏฐิ
คตะ ดุจในคำว่า คูถคตํ มุตฺตคตํ คูถ มูตร เป็นต้น. บทว่า ปญฺหํ อภิสงฺขริตฺ-
วา แต่งปัญหา คือแต่งคำถาม ๒ บทบ้าง ๓ บทบ้าง ๔ บทบ้าง ท่านกล่าว ๒ ครั้ง

695
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 696 (เล่ม 69)

เพื่อสงเคราะห์เข้าด้วยกันเพราะทำปัญญาเท่านั้นให้มากยิ่งขึ้น. บทว่าคุฬฺหานิ จ
ปฏิจฺฉนฺนานิ จ ปัญหาทั้งลี้ลับและเปิดเผย มีปาฐะที่เหลือว่า อตฺถชาตานิ
เกิดประโยชน์ บัณฑิตทั้งหลายถามปัญหาเพราะบัณฑิตเหล่านั้นเห็นข้อแนะนำ
อย่างนั้นแล้วอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระประสงค์อย่างนี้ว่า ขอจงถามปัญหา
ที่ตนแต่งมา อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงประทานโอกาสเพื่อให้ผู้อื่นถาม
ทรงแสดงธรรมแก่ผู้เข้าไปเฝ้าเท่านั้น สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
บัณฑิตเหล่านั้นพากันแต่งปัญหา ด้วยหมายใจว่า จักเข้าไปหาพระ-
สมณโคดมแล้วทูลถามปัญหานี้ หากว่าพระสมณโคดมนั้นถูกพวกเราถามแล้ว
อย่างนี้ จักพยากรณ์อย่างนี้ พวกเราจักยกวาทะนี้แก่พระองค์ แม้หากว่า
พระสมณโคดมนั้นถูกพวกเราถามแล้วอย่างนี้ จักพยากรณ์อย่างนี้ พวกเรา
จักยกวาทะนั้นแม้อย่างนี้แก่พระองค์ ดังนี้. บัณฑิตเหล่านั้นพากันเข้าไปเฝ้า
พระสมณโคดมถึงที่ประทับ. พระสมณโคดมก็ทรงชี้แจง ให้สมาทาน ให้อาจ-
หาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา. บัณฑิตเหล่านั้นถูกพระสมณโคดมทรงชี้แจง
ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ก็ไม่ถามปัญหากะพระสมณ
โคดมเลย บัณฑิตเหล่านั้นจักยกวาทะแก่พระสมณโคดมที่ไหนได้ ย่อมกลาย
เป็นสาวกของพระสมณโคดมไปโดยแท้.
หากถามว่า เพราะเหตุไร บัณฑิตทั้งหลายจึงไม่ทูลถามปัญหา. ตอบว่า
นัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงธรรมในท่ามกลางบริษัท ทรงตรวจดู
อัธยาศัยของบริษัท แต่นั้นทรงเห็นว่า บัณฑิตเหล่านี้พากันมาทำปัญหา
ซ่อนเร้น ลี้ลับ ให้มีสาระเงื่อนงำ ครั้นบัณฑิตเหล่านั้นไม่ทูลถามพระองค์เลย
พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า โทษประมาณเท่านี้ในการถามปัญหา ประมาณ
เท่านี้ในการแก้ปัญหา ประมาณเท่านี้ในอรรถ ในบท ในอักขระ ดังนี้ เมื่อ

696
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 697 (เล่ม 69)

จะถามปัญหาเหล่านั้น พึงถามอย่างนี้ เมื่อจะแก้ปัญหาควรแก้อย่างนี้ ดังนั้น
พระองค์จึงทรงใส่ปัญหาที่บัณฑิตเหล่านั้นนำมาทำให้มีสาระซับซ้อน ไว้ใน
ระหว่างธรรมกถาแล้วจึงทรงแสดง. บัณฑิตเหล่านั้นย่อมพอใจว่า เราไม่ถาม
ปัญหาเหล่านั้น เป็นความประเสริฐของเรา หากว่าเราพึงถามพระสมณโคดม
จะพึงทรงทำให้เราตั้งตัวไม่ติดได้เลย. อีกประการหนึ่ง ธรรมดาพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายเมื่อทรงแสดงธรรม ย่อมทรงแผ่เมตตาไปยังบริษัท ด้วยการเเผ่เมตตา
มหาชน ย่อมมีจิตเลื่อมใสในพระทศพล ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงมี
รูปโฉมงดงาม น่าทัศนา มีพระสุรเสียงไพเราะ มีพระชิวหาอ่อนนุ่ม มีช่อง
พระทนต์สนิท ทรงกล่าวธรรมดุจรดหทัยด้วยน้ำอมฤต ในการทรงกล่าวธรรม
นั้น ผู้มีจิตเลื่อมใสด้วยการทรงแผ่เมตตา ย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราไม่
สามารถจะจับสิ่งตรงกันข้ามกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงกล่าวกถาไม่มีสอง
กถาไม่เป็นโมฆะ กถานำสัตว์ออกไป เห็นปานนี้ได้เลย บัณฑิตทั้งหลาย
ย่อมไม่ถามปัญหา เพราะความที่ตนเลื่อมใสนั่นแหละ.
บทว่า กถิตา วิสชฺชตา จ ปัญหาเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงกล่าวและทรงแก้แล้ว ความว่า ปัญหาเหล่านั้นเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงกล่าว ด้วยการตรัสถึงปัญหาที่บัณฑิตทั้งหลายถามว่า พวกท่านจงถาม
อย่างนี้ เป็นอันทรงแก้โดยประการที่ควรแก้นั่นเอง. บทว่า นิทฺทิฏฺฐิการณา
มีเหตุที่ทรงแสดงไขให้เห็นชัด ความว่า ปัญหาเหล่านั้นมีเหตุที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงแสดงไขให้เห็นชัด ด้วยการแก้ทำให้มีเหตุอย่างนี้ว่า การแก้ย่อมมี
ด้วยเหตุการณ์อย่างนี้. บทว่า อุปกฺขิตฺตา จ เต ภควโต สมฺปชฺชนฺติ
บัณฑิตเหล่านั้นเข้าไปหมอบเฝ้า ย่อมปรากฏแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ความว่า
บัณฑิตเหล่านั้นมีกษัตริย์บัณฑิตเป็นต้น เข้าเฝ้าแทบพระบาท ย่อมปรากฏแก่

697
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 698 (เล่ม 69)

พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยการแก้ปัญหาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้งสาวก ทั้ง
อุบาสกย่อมปรากฏ อธิบายว่า บัณฑิตเหล่านั้นย่อมถึงสาวกสมบัติ หรือ
อุบาสกสมบัติ. บทว่า อถ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าลำดับ อธิบายว่า ในลำดับ
พร้อมด้วยสมบัติที่บัณฑิตเหล่านั้นเข้าไปเฝ้า. บทว่า ตตฺถ คือ ในที่นั้น
หรือในอธิการนั้น. บทว่า อภิโรจติ ย่อมรุ่งเรือง คือโชติช่วง สว่างไสว
อย่างยิ่ง. บทว่า ยทิทํ ปญฺญาย คือ ด้วยปัญญา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ย่อมทรงรุ่งเรือง ด้วยปัญญาของพระผู้มีพระภาคเจ้า. อิติศัพท์ ลงในอรรถ
แห่งเหตุ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้เลิศ มีพระปัญญาไม่ใกล้ด้วยเหตุนี้.
บทว่า ราคํ อภิภุยฺยตีติ ภูริปญฺญา ชื่อว่า ภูริปญฺญา มีปัญญา
ดังแผ่นดิน เพราะอรรถว่า ครอบงำราคะ ความว่า ชื่อว่า ภูริปญฺญา เพราะ
มรรคปัญญานั้น ๆ ครอบงำ ย่ำยี ราคะอันเป็นโทษกับตน. บทว่า ภูริ มี
อรรถว่า ฉลาด เฉียบแหลม ความฉลาดย่อมครอบงำสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์
ความไม่ฉลาดครอบงำไม่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอรรถแห่งความครอบงำ
ด้วยภูริปัญญา. บทว่า อภิภวิตา ครอบงำอยู่ คือ ผลปัญญานั้น ๆ ครอบงำ
ย่ำยีราคะนั้น ๆ. ปาฐะว่า อภิภวตา บ้าง. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ในบทมีราคะเป็นต้นพึงทราบความ ดังต่อไปนี้. ราคะ มีลักษณะ
กำหนัด. โทสะ มีลักษณะประทุษร้าย. โมหะ มีลักษณะหลง โกธะ
มีลักษณะโกรธ. อุปนาหะ มีลักษณะผูกโกรธไว้. โกธะเกิดก่อน อุปนาหะ
เกิดภายหลัง. มักขะ มีลักษณะลบหลู่คุณผู้อื่น. ปลาสะ มีลักษณะตีเสมอ.
อิสสา มีลักษณะทำสมบัติผู้อื่นให้สิ้นไป. มัจฉริยะ มีลักษณะหลงสมบัติ
ของตน. มายา มีลักษณะปกปิดความชั่วที่ตนทำ. สาเฐยยะ มีลักษณะ
ประกาศคุณอันไม่มีอยู่ของตน. ถัมภะ มีลักษณะจิตกระด้าง สารัมภะ มี

698
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 699 (เล่ม 69)

ลักษณการทำเกินกว่าการทำ. มานะ มีลักษณะถือตัว. อติมานะ มีลักษณะ
ถือตัวยิ่ง. มทะ มีลักษณะมัวเมา. ปมาทะ มีลักษณะปล่อยจิตในกามคุณ ๕.
ด้วยบทว่า ราโค อริ ตํ อรึ มทฺทนิปญฺญา เป็นปัญญาย่ำยี
ราคะอันเป็นข้าศึกเป็นต้น ท่านอธิบายไว้อย่างไร กิเลสมีราคะเป็นต้น ชื่อว่า
ภูอริ เพราะอรรถว่าเป็นข้าศึกในจิตสันดาน. ท่านกล่าว่า ภูริ เพราะลบ อ
อักษรด้วยบทสนธิ. พึงทราบว่าเมื่อควรจะกล่าวว่า ปัญญาย่ำยี ภูริ นั้นชื่อว่า
ภูริมทฺทนิปญฺญา ท่านกล่าวว่า ภูริปญฺญา เพราะลบ มทฺทนิ ศัพท์เสีย.
อนึ่ง บทว่า ตํ อรึ มทฺทนี ท่านกำหนดบทว่า เตสํ อรีนํ มทฺทนี
การย่ำยีข้าศึกเหล่านั้น. บทว่า ปฐวีสมาย เสมอด้วยแผ่นดิน คือ ชื่อว่า
เสมอด้วยแผ่นดิน เพราะอรรถว่ากว้างขวางไพบูลนั่นเอง. บทว่า วิตฺถตาย
กว้างขวาง คือแผ่ไปในวิสัยที่ควรรู้ได้ ไม่เป็นไปในเอกเทศ. บทว่า วิปุลาย
ไพบูลคือโอฬาร. แต่มาในมหานิเทศว่า วิปุลาย วิตฺถตาย ไพบูล กว้างขวาง.
บทว่า สมนฺนาคโต คือบุคคลผู้ประกอบแล้ว. อิติศัพท์ ลงในอรรถว่า
เหตุ ความว่า ด้วยเหตุนี้ปัญญาของบุคคลนั้น ชื่อว่า ภูริปัญญา เพราะ
บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยภูริปัญญา เพราะเหตุนั้น บุคคลย่อมยินดีในอรรถที่
เจริญแล้ว เมื่อควรจะกล่าวว่า ภูริปญฺญสฺส ปญฺญา ภูริปญฺญปญฺญา
ปัญญาของบุคคลผู้ประกอบด้วยภูริปัญญา ชื่อว่า ภูริปัญญปัญญา ท่านกล่าว
ภูริปญฺญา เพราะลบ ปญฺญาศัพท์ เสียศัพท์หนึ่ง. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
ภูริปญฺญา เพราะมีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน. บทว่า อปิจ ท่านกล่าวเพื่อให้
เห็นปริยายอย่างอื่น. บทว่า ปญฺญายเมตํ คำว่า ภูริ นี้ เป็นชื่อของ
ปัญญา. บทว่า อธิวจนํ เป็นคำกล่าวยิ่งนัก. บทว่า ภูริ ชื่อว่า ภูริ เพราะ
อรรถว่า ย่อมยินดีในอรรถที่เจริญแล้ว. บทว่า เมธา ปัญญาชื่อว่า เมธา

699
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 700 (เล่ม 69)

เพราะอรรถว่า กำจัดทำลายกิเลสทั้งหลาย ดุจสายฟ้าทำลายสิ่งที่ก่อด้วยหิน
ฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เมธา เพราะอรรถว่า ถือเอาทรงไว้เร็วพลัน.
บทว่า ปริณายกา ปัญญาเป็นปริณายก. ชื่อว่า ปริณายิกา เพราะอรรถว่า
ปัญญาย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ย่อมนำสัตว์นั้นไปในธรรมอันสัมปยุต ในการ
ปฏิบัติประโยชน์และในปฏิเวธอันมีลักษณะแน่นอน ด้วยบทเหล่านั้นเป็นอัน
ท่านกล่าวถึงคำอันเป็นปริยายแห่งปัญญาแม้อย่างอื่นด้วย.
บทว่า ปญฺญาพาหุลฺลํ ความเป็นผู้มีปัญญามาก ชื่อว่า ปญฺญา-
พหุโล เพราะมีปัญญามาก ความเป็นแห่งบุคคลผู้มีปัญญามากนั้น ชื่อว่า
ปัญญาพาหุลละ ปัญญานั่นแหละเป็นไปมาก.
ในบทมีอาทิว่า อิเธกจฺโจ บุคคลบางคนในโลกนี้ ได้แก่กัลยาณ-
ปุถุชน หรืออริยบุคคล. ชื่อว่า ปญฺญาครุโก เพราะเป็นผู้มีปัญญาหนัก.
ชื่อว่า ปญฺญาจริโต เพราะเป็นผู้มีปัญญาเป็นจริต. ชื่อว่า ปญฺญาสโย
เพราะมีปัญญาเป็นที่อาศัย. ชื่อว่า ปญฺญาธิมุตฺโต เพราะน้อมใจเชื่อด้วย
ปัญญา. ชื่อว่า ปญฺญาธโช เพราะมีปัญญาเป็นธงชัย. ชื่อว่า ปญฺญาเกตุ
เพราะมีปัญญาเป็นยอด. ชื่อว่า ปญฺญาธิปติ เพราะมีปัญญาเป็นใหญ่. ชื่อว่า
ปญฺญาธิปเตยฺโย เพราะมาจากความเป็นผู้มีปัญญาเป็นใหญ่. ชื่อว่า วิจย-
พหุโล เพราะมีการเลือกเฟ้นสภาวธรรมมาก. ชื่อว่า ปวิจยพหุโล เพราะ
มีการค้นคว้าสภาวธรรมโดยประการต่าง ๆ มาก. การหยั่งลงด้วยปัญญาแล้ว
ปรากฏธรรมนั้น ๆ คือให้แจ่มแจ้ง ชื่อว่า โอกขายนะ ชื่อว่า โอกฺขายน-
พหุโล เพราะมีการพิจารณามาก. การเพ่งพิจารณาธรรมนั้น ๆ ด้วยปัญญา
โดยชอบ ชื่อว่า สมฺเปกฺขา. การดำเนินไป การเป็นไปด้วยการเพ่งพิจารณา
โดยชอบ ชื่อว่า สมฺเปกฺขายนํ. ชื่อว่า สมฺเปกฺขายนธมฺโม เพราะมีการ

700
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 701 (เล่ม 69)

เพ่งพิจารณาโดยชอบเป็นธรรม เป็นปกติ. ชื่อว่า วิภูตวิหารี เพราะทำ
ธรรมนั้นให้แจ่มแจ้ง ให้ปรากฏอยู่. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิภูตวิหารี เพราะ
มีธรรมเป็นเครื่องอยู่แจ่มแจ้ง. ชื่อว่า ตจฺจริโต เพราะมีปัญญาเป็นจริต.
ชื่อว่า ตคฺครุโกเพรามีปัญญาหนัก. ชื่อว่า ตพฺพหุโล เพราะมีปัญญามาก.
โน้มไปในปัญญานั้น ชื่อว่า ตนฺนินโน. น้อมไปในปัญญานั้น ชื่อว่า
ตปฺโปโณ. เงื้อมไปในปัญญานั้น ชื่อว่า ตปฺปพฺภาโร. น้อมจิตไปในปัญญา
นั้น ชื่อว่า ตทธิมุตฺโต. ปัญญานั้นเป็นใหญ่ ชื่อว่า ตทธิปติ. ผู้มาจาก
ปัญญาเป็นใหญ่นั้น ชื่อว่า ตทธิปเตยฺโย. บทมีอาทิว่า ปญฺญาครุโก มี
ปัญญาหนัก ท่านกล่าวจำเดิมแต่เกิดในชาติก่อน ดุจในประโยคมีอาทิว่า
บุคคลนี้เป็นผู้หนักในกาม ย่อมรู้การเสพกาม. บทมีอาทิว่า ตจฺจริโต ท่าน
กล่าวถึงในชาตินี้.
สีฆปัญญา (ปัญญาเร็ว) ลหุปัญญา (ปัญญาเบา) หาสปัญญา
(ปัญญาร่าเริง) และชวนปัญญา (ปัญญาแล่น) เป็นปัญญาเจือด้วยโลกิยะและ
โลกุตระ.
ชื่อว่า สีฆปญฺญา ด้วยอรรถว่าเร็ว. ชื่อว่า ลหุปญฺญา ด้วยอรรถ
ว่าเบา. ชื่อว่า หาสปญฺญา ด้วยอรรถว่าร่าเริง. ชื่อว่า ชวนปญฺญา
ด้วยอรรถว่าแล่นไปในสังขารเข้าถึงวิปัสสนาและในวิสังขาร. บทว่า สีฆํ สีฆํ
พลัน ๆ ท่านกล่าว ๒ ครั้ง เพื่อสงเคราะห์ศีลเป็นต้นมาก. บทว่า สีลานิ
คือ ปาติโมกขสังวรศีลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ ด้วยสามารถแห่ง
จาริตศีลและวาริตศีล. บทว่า อินฺทฺริยสํวรํ อินทริยสังวร คือ การไม่ทำให้
ราคะปฏิฆะเข้าไปสู่อินทรีย์ ๖ มีจักขุนทรีย์เป็นต้นแล้ว ปิดกั้นด้วยหน้าต่างคือ
สติ. บทว่า โภชเน มตฺตญฺญุตํ คือความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค

701
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 702 (เล่ม 69)

ด้วยพิจารณาแล้วจึงบริโภค. บทว่า ชาคริยานุโยคํ ประกอบความเพียร
ด้วยความเป็นผู้ตื่นอยู่ คือชื่อว่า ชาคโร เป็นผู้ตื่น เพราะใน ๓ ส่วนของวัน
ย่อมตื่น คือไม่หลับในส่วนปฐมยามและมัชฌิมยามของราตรี บำเพ็ญสมณธรรม
อย่างเดียว. ความเป็นผู้ตื่น กรรมคือความเป็นผู้ตื่น การประกอบเนือง ๆ
ของความเป็นผู้ตื่น ชื่อว่า ชาคริยานุโยค ยังชาคริยานุโยคนั้นให้บริบูรณ์.
บทว่า สีลกฺขนฺธํ คือ ศีลขันธ์อันเป็นของพระเสขะหรือพระอเสขะ. ขันธ์
แม้นอกนี้ก็พึงทราบอย่างนี้. บทว่า ปญฺญาขนฺธํ คือมรรคปัญญาและโลกิย-
ปัญญาของพระเสขะและพระอเสขะ. บทว่า วิมุตฺติขนฺธํ คือ ผลวิมุตติ.
บทว่า วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺธํ คือ ปัจจเวกขณญาณ. บทว่า หาสพหุโล
เป็นผู้มีความร่าเริง เป็นมูลบท. บทว่า เวทพหุโล เป็นผู้มีความพอใจมาก
เป็นบทชี้แจงด้วยการเสวยโสมนัสเวทนาอันสัมปยุตด้วยปีตินั่นแหละ. บทว่า
ตุฏฺฐิพหุโล เป็นผู้มีความยินดีมาก เป็นบทชี้แจงด้วยอาการยินดีแห่งปีติมี
กำลังไม่มากนัก. บทว่า ปามุชฺชพหุโล เป็นผู้มีความปราโมทย์มาก เป็น
บทชี้แจงด้วยความปราโมทย์แห่งปีติมีกำลัง. บทว่า ยงฺกิญฺจิ รูปํ เป็นอาทิ
มีความดังได้กล่าวแล้วในสัมมสนญาณนิเทศ. บทว่า ตุลยิตฺวา คือเทียบเคียง
ด้วยกลาปสัมมสนะ (การพิจารณาเป็นกลุ่มเป็นกอง). บทว่า ตีรยิตฺวา คือ
พินิจด้วยอุทยัพพยานุปัสสนา. บทว่า วิภาวยิตฺวา พิจารณา คือ ทำให้
ปรากฏด้วยภังคานุปัสสนาเป็นต้น. บทว่า วิภูตํ กตฺวา ทำให้แจ่มแจ้ง คือ
ทำให้ฉลาดด้วยสังขารุเบกขาญาณ.
ติกขปัญญา (ปัญญาคมกล้า) เป็นโลกุตระทีเดียว. บทว่า อุปฺปนฺนํ
เกิดขึ้นแล้ว คือ วิตกแม้ละได้แล้วด้วยสมถวิปัสสนา ด้วยวิกขัมภนะและ
ตทังคะ ท่านก็กล่าวว่า เกิดขึ้นยังถอนไม่ได้ เพราะไม่ล่วงเลยธรรมดาที่

702