ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 683 (เล่ม 69)

เป็นปัจจัยจึงมีสังขาร ญาณว่า เมื่อไม่มีอวิชชาสังขารก็ไม่มี. ญาณว่า เพราะ
อวิชชาเป็นปัจจัยแม้ในกาลเป็นอดีตก็มีสังขาร ญาณว่า เมื่อไม่มีอวิชชา สังขาร
ก็ไม่มี. ญาณว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย แม้ในกาลอนาคตก็มีสังขาร ญาณว่า
เมื่อไม่มีอวิชชา สังขารก็ไม่มี. ญาณว่า ธัมมัฏฐิติญาณมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา
มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความสำรอกกิเลสเป็นธรรมดา มีความดับไป
เป็นธรรมดา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวญาณวัตถุ ๗๗ อย่างเหล่านี้. ญาณ ๗๗
อย่าง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในนิทานวรรคด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง
ญาณวัตถุ ๔ อย่าง ท่านกล่าวอย่างละ ๔ ในองค์ ๑๑ โดยนัยนี้ว่า ญาณใน
ชราและมรณะ ญาณในเหตุเกิดชราและมรณะ ญาณในความดับชราและมรณะ
ญาณในปฏิปทาให้ความดับชราและมรณะ ท่านมิได้ถือเอาในที่นี้. อนึ่ง ญาณ
ในทั้งสองแห่งนั้นเป็นวัตถุแห่งประโยชน์เกื้อกูลและความสุข จึงชื่อว่า ญาณวัตถุ.
การได้ในบทมีอาทิว่า ลาโภ ท่านกล่าวว่า ปฏิลาโภ การได้เฉพาะ
เพราะเพิ่มอุปสรรคทำให้วิเศษ. เพื่อขยายความแห่งบทนั้นอีก ท่านจึงกล่าวว่า
ปตฺติ สมฺปตฺติ การถึง การถึงพร้อม. บทว่า ผสฺสนา การถูกต้อง คือ การ
ถูกต้องด้วยการบรรลุ. บทว่า สจฺฉิกิริยา การทำให้แจ้ง คือ การทำให้แจ้งด้วย
การได้เฉพาะ. บทว่า อุปสมฺปทา การเข้าถึงพร้อม คือการให้สำเร็จ.
บทว่า สตฺตนฺนญฺจ เสกฺขานํ พระเสกขะ ๗ จำพวก คือของพระเสกขะ
๗ จำพวกมีท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค ซึ่งรู้กันว่า เป็นพระเสกขะเพราะยัง
ต้องศึกษาสิกขา ๓. บทว่า ปุถุชฺชนกลฺยาณกสฺส ของกัลยาณปุถุชน คือ
ของปุถุชนที่รู้กันว่า เป็นคนดีโดยอรรถว่า เป็นผู้ดีเพราะประกอบปฏิปทาอัน
ยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน. บทว่า วฑฺฒิตวฑฺฒนา คือเป็นเหตุเจริญด้วยปัญญา

683
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 684 (เล่ม 69)

ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ด้วยอำนาจแห่งปัญญา ๘ ตามที่กล่าวแล้ว
และด้วยอำนาจแห่งปัญญาของพระอรหันต์ ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่ง
ปัญญาก็เหมือนกัน.
ในบทมีอาทิว่า มหนฺเต อตฺเถ ปริคฺคณฺหาติ ย่อมกำหนดอรรถ
ใหญ่มีความดังต่อไปนี้. พระอริยสาวกผู้บรรลุปฏิสัมภิทาย่อมกำหนดอรรถ
เป็นต้นด้วยทำให้เป็นอารมณ์. มหาปัญญาแม้ทั้งหมดก็เป็นของพระอริยสาวก
ทั้งหลายนั่นแหละ. อนึ่ง มหาปัญญาเป็นวิสัยแห่งปัญญานั้น มีความดังได้กล่าว
แล้วในหนหลังนั่นแหละ.
นานาศัพท์ในบทมีอาทิว่า ปุถุนานาขนฺเธสุ ในขันธ์ต่าง ๆ มาก
เป็นคำกล่าวถึงอรรถแห่งปุถุศัพท์. บทว่า ญาณํ ปวตฺตีติ ปุถุปญฺญา
ชื่อว่า ปุถุปัญญา เพราะญาณเป็นไป ความว่า ญาณนั้นชื่อว่า ปุถุปัญญา
เพราะญาณเป็นไปในขันธ์เป็นต้นตามที่กล่าวแล้วนั่น. บทว่า นานาปฏิจฺจ-
สมุปฺปาเทสุ ในปฏิจจสมุปบาทต่าง ๆ ท่านกล่าวเพราะเป็นปัจจัยมากด้วย
อำนาจแห่งธรรมอาศัยกันเกิดขึ้น. บทว่า นานาสุญฺญตมนุลพฺเภสุ ในความ
ได้เนือง ๆ ซึ่งความสูญต่าง ๆ คือ การเข้าไปได้ชื่อว่า อุปลัพภะ อธิบายว่า
การถือเอา การไม่เข้าไปได้ชื่อว่า อนุปลัพภะ เพราะการไม่เข้าไปได้ คำมาก
ชื่อว่า อนุปลัพภา เป็นพหุวจนะ. อีกอย่างหนึ่ง การไม่เข้าไปได้ซึ่งตน
และสิ่งที่เนื่องด้วยตนในความสูญต่าง ๆ ด้วยสุญญตา ๒๕ ชื่อว่า นานา-
สุญญตานุปลัพภา. ในนานาสุญญตานุปลัพภานั้น. เมื่อควรจะกล่าวว่า
นานาสุญฺญตมนุปลพฺเภสุ ท่านกล่าว ม อักษรด้วยบทสนธิดุจในบทว่า
อทุกฺขมสุขา ไม่ทุกข์ไม่สุข. ปัญญา ๕ อย่างเหล่านี้ทั่วไป ด้วยกัลยาณปุถุชน

684
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 685 (เล่ม 69)

ปัญญาในบทมีอาทิว่า นานาอตฺถา มีอรรถต่าง ๆ ของพระอริยเจ้าเท่านั้น.
บทว่า ปุถุชฺชนสาธารเณ ธมฺเม ในธรรมทั่วไปแก่ปุถุชน คือโลกิยธรรม.
ท่านกล่าวว่า ชื่อว่า ปุถุชนปัญญา เพราะปัญญาหนา ปัญญาแผนกหนึ่ง
เพราะมีนิพพานอันเป็นของใหญ่เป็นอารมณ์จากโลกิยะโดยปริยายในที่สุดนี้.
บทว่า วิปุลปญฺญา พึงทราบความนัยแห่งมหาปัญญา. เมื่อกำหนดธรรม
ตามที่กล่าวแล้ว พึงทราบความไพบูลย์ของปัญญากำหนดธรรมเหล่านั้นเพราะ
มีคุณใหญ่และปัญญากำหนดธรรมเหล่านั้นเพราะความใหญ่ และกำหนดธรรม
เพราะความใหญ่ เพราะความยิ่งใหญ่ด้วยตนเองเท่านั้น. คัมภีร์ปัญญาพึงทราบ
โดยนัยแห่งปุถุปัญญา. ธรรมเหล่านั้น อันไม่พึงได้ และปัญญานั้น ชื่อว่า
คัมภีรา เพราะปกติชนไม่พึงได้.
บทว่า ยสฺส ปุคฺคลสฺส คือ แห่งพระอริยบุคคลนั่นแหละ. บทว่า
อญฺโญ โกจิ ใครอื่น คือ ปุถุชน. บทว่า อภิสมฺภวิตุํ เพื่อครอบงำได้
คือ เพื่อถึงพร้อมได้. บทว่า อนภิสมฺภวนีโย อันใครๆ ครอบงำไม่ได้
คือ อันใคร ๆ ไม่สามารถบรรลุได้. บทว่า อญฺเญหิ คือ ปุถุชนนั่นแหละ.
บทว่า อฏฺฐมกสฺส ของบุคคลที่ ๘ คือของท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาบัติมรรค
เป็นบุคคลที่ ๘ นับตั้งแต่ท่านผู้ตั้งอยู่ในอรหัตผล. บทว่า ทูเร คือในที่ไกล.
บทว่า วิทูเร คือไกลเป็นพิเศษ. บทว่า สุวิทูเร คือไกลแสนไกล. บทว่า
น สนฺติเก คือไม่ใกล้. บทว่า น สามนฺตา คือในส่วนไม่ใกล้. คำประกอบ
คำปฏิเสธทั้งสองนี้ กำหนดถึงความไกลนั่นเอง. บทว่า อุปาทาย คืออาศัย
บทว่า โสตาปนฺนสฺส คือท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวว่า
มรรคปัญญานั้น ๆ ห่างไกลจากผลปัญญานั้น ๆ. บทว่า ปจฺเจกฺสมฺพุทฺโธ
แปลกกันด้วยอุปสรรค. ทั้งสองบทนี้ บริสุทธิ์เหมือนกัน.

685
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 686 (เล่ม 69)

พระสารีบุตรเถระครั้นกล่าวคำมีอาทิว่า ปัญญาของพระปัจเจกพุทธเจ้า
และชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลกห่างไกลจากปัญญาของพระตถาคต แล้วประสงค์จะ
แสดงปัญญาอันตั้งอยู่ไกลนั้นโดยประการไม่น้อย จึงกล่าวบทมีอาทิว่า ปญฺญา-
ปเภทกุสโล พระตถาคตทรงเป็นผู้ฉลาดในประเภทแห่งปัญญาดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺญาปเภทกุสโล คือทรงฉลาดในประเภท
แห่งปัญญาอันมีกำหนดมากมายของพระองค์. บทว่า ปภินฺนญาโณ ทรงมี
ญาณแตกฉาน คือ มีพระญาณถึงประเภทหาที่สุดมิได้. ด้วยบทนี้ แม้เมื่อมี
ความฉลาดในประเภทแห่งปัญญา พระสารีบุตรเถระก็แสดงความที่ปัญญา
เหล่านั้นมีประเภทหาที่สุดมิได้. บทว่า อธิคตปฏิสมฺภิโท ทรงบรรลุ
ปฏิสัมภิทา คือ ทรงได้ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อันเลิศ. บทว่า จตุเวสารชฺชปฺ-
ปตฺโต. ทรงถึงเวสารัชชญาณ ๔ คือทรงถึงญาณ กล่าวคือความกล้าหาญ ๔.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่พิจารณานิมิตนั้นว่า เมื่อพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้ารู้ธรรมเหล่านั้น สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือ
ใคร ๆ ในโลกนี้จักท้วงเราในข้อนั้นพร้อมกับธรรมว่า ธรรมเหล่านี้พระสัมมา-
สัมพุทธเจ้า ยังมิได้ตรัสรู้แล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรามิได้พิจารณาถึง
นิมิตนั้นเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่มีภัย ถึงความกล้าหาญอยู่ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เรายังไม่พิจารณาเห็นนิมิตนั้นว่า เมื่อพระขีณาสพรู้ธรรมเหล่านั้น
สมณะ พราหมณ์ ฯลฯ หรือใคร ๆ ในโลก จักท้วงเราในข้อนั้นพร้อมกับ
ธรรมว่า อาสวะเหล่านี้ยังไม่สิ้นไป เมื่อพระขีณาสพเสพอันตรายิกธรรม
ที่กล่าวก็ไม่ควรเพื่อเป็นอันตรายได้ อนึ่ง ธรรมที่ท่านแสดงแล้วเพื่อประโยชน์

686
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 687 (เล่ม 69)

แก่บุคคลใด ธรรมนั้นย่อมไม่นำออก เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคลผู้
กระทำนั้นเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่เห็นนิมิตนั้น ฯลฯ อยู่.
บทว่า ทสพลธารี ทรงพละ ๑๐ ชื่อว่า ทสพลา เพราะมีพละ ๑๐.
พละของท่านผู้มีพละ ๑๐ ชื่อว่า ทสพลพลานิ ชื่อว่า ทสพลพลธารี
เพราะทรงพละของผู้มีพละ ๑๐ อธิบายว่าทรงกำลังทศพลญาณ. ด้วยคำทั้ง ๓
เหล่านี้ ท่านแสดงเพียงหัวข้อประเภทของเวไนยสัตว์อันมีประเภทมากมาย.
พระตถาคตทรงเป็นบุรุษองอาจด้วยได้สมมติ เป็นมงคลยิ่ง โดยประกอบด้วย
ปัญญา ทรงเป็นบุรุษสีหะด้วยอรรถว่าความไม่หวาดสะดุ้ง ทรงเป็นบุรุษนาค
ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ ทรงเป็นบุรุษอาชาไนยด้วยอรรถว่าเป็นผู้รู้ทั่ว ทรงเป็น
บุรุษนำธุระไปด้วยอรรถว่านำกิจธุระของโลกไป.
ครั้งนั้น พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงคุณวิเศษที่ได้จากอนันต-
ญาณมีเดชเป็นต้น เพื่อจะแสดงความที่เดชเป็นต้นเหล่านั้นเป็นรากของอนันต-
ญาณจึงกล่าว อนนฺตญาโณ ทรงมีพระญาณหาที่สุดมิได้ แล้วกล่าวบทมีอาทิว่า
อนนฺตเตโช ทรงมีเดชหาที่สุดมิได้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนนฺตญาโน คือทรงมีญาณปราศจากที่สุด
ด้วยการคำนวณและด้วยความเป็นผู้มีอำนาจ. บทว่า อนนฺตเตโช คือทรงมีเดช
ถือพระญาณหาที่สุดมิได้ ด้วยการกำจัด มืด คือ โมหะในสันดานของเวไนยสัตว์.
บทว่า อนนฺตยโส ทรงมีพระยศหาที่สุดมิได้ คือ ทรงมีการประกาศเกียรติคุณ
หาที่สุดมิได้ แผ่ไป ๓ โลกด้วยพระปัญญาคุณ. บทว่า อฑฺโฆ ทรงเป็น
ผู้มั่งคั่ง คือ ทรงเพียบพร้อมด้วยทรัพย์ คือ ปัญญา. บทว่า มหทฺธโน
ทรงมีทรัพย์มาก ชื่อว่า มหทฺธโน เพราะมีทรัพย์ คือ ปัญญามากโดยความ
เป็นผู้มากด้วยอำนาจ แม้ในเพราะความเป็นผู้เจริญด้วยทรัพย์ คือ ปัญญา.

687
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 688 (เล่ม 69)

บทว่า ธนวา ทรงมีอริยทรัพย์ ชื่อว่า ธนวา เพราะมีทรัพย์ คือ ปัญญา
อันควรสรรเสริญ เพราะมีทรัพย์ คือ ปัญญาอันประกอบอยู่เป็นนิจ เพราะมี
ทรัพย์ คือ ปัญญาอันเป็นความยอดเยี่ยม. ในอรรถทั้ง ๓ เหล่านี้ ผู้รู้ศัพท์
ทั้งหลายย่อมปรารถนาคำนี้.
พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงความสำเร็จในอัตสมบัติของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าด้วยพระปัญญาคุณอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงความสำเร็จสมบัติอันเป็น
ประโยชน์แก่โลกด้วยพระปัญญาคุณอีก จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เนตา ทรงเป็น
ผู้นำ.
พึงทราบควานในบทเหล่านั้นดังต่อไปนี้. ทรงเป็นผู้นำเวไนยสัตว์
ทั้งหลายไปสู่ฐานะอันเกษม คือ นิพพานจากฐานะอันน่ากลัว คือ สงสาร
ทรงเป็นผู้นำไปให้วิเศษซึ่งเวไนยสัตว์ทั้งหลายด้วยสังวรวินัย และปหานวินัย
ในเวลาทรงแนะนำ ทรงนำไปเนืองๆ ด้วยการตัดความสงสัยในขณะทรงแสดง
ธรรม ทรงตัดความสงสัยแล้วทรงบัญญัติอรรถที่ควรให้รู้ ทรงพินิจด้วย
ทำการตัดสินข้อที่บัญญัติไว้อย่างนั้น ทรงเพ่งอรรถที่ทรงพินิจแล้วอย่างนั้น
ด้วยการประกอบในการปฏิบัติ ทรงให้หมู่สัตว์ผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนั้นเลื่อมใส
ด้วยผลของการปฏิบัติ. หิ อักษรในบทนี้ว่า โส หิ ภควา เป็นนิบาตลงใน
การแสดงอ้างถึงเหตุแห่งอรรถที่กล่าวไว้แล้วในลำดับ. บทว่า อนุปฺปนฺนสฺส
มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา ทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น คือ ยังอริยมรรค
อันเป็นเหตุแห่งอสาธารณญาณ ๖ ซึ่งยังไม่เคยเกิดในสันดานของตน ให้เกิดขึ้น
ในสันดานของตน เพื่อประโยชน์แก่โลก ณ โคนต้นโพธิ์. บทว่า อสญฺชาตสฺส
มคฺคสฺส สญฺชาเนตา ทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม คือ ยัง
อริยมรรคอันเป็นเหตุแห่งสาวกปารมิญาณที่ยังไม่เคยเกิดพร้อมในสันดานของ

688
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 689 (เล่ม 69)

เวไนยสัตว์ให้เกิดพร้อมในสันดานของเวไนยสัตว์ ตั้งแต่ทรงประกาศพระธรรม
จักรจนตราบเท่าถึงทุกวันนี้. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า สัญชาเนตา
เพราะทรงยังอริยมรรคให้เกิดพร้อมในสันดานของเวไนยผู้เป็นสาวกด้วยพระ-
ดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้นั่นแหละ. บทว่า อนกฺขาตสฺส มคฺคสฺส
อกฺขาตา ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก คือ ทรงให้คำพยากรณ์เพื่อความ
เป็นพระพุทธเจ้าของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ผู้สะสมบุญกุศลไว้เพื่อความเป็น
พระพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการแล้วทรงบอกมรรค คือ ความเป็น
บารมีที่ยังไม่เคยบอก หรืออริยมรรคที่ควรให้เกิดขึ้น ณ โคนต้นโพธิโดยเพียง
พยากรณ์ว่า จักเป็นพระพุทธเจ้า. นัยนี้ย่อมได้แม้ในการพยากรณ์พระปัจเจก-
โพธิสัตว์เหมือนกัน.
บทว่า มคฺคญฺญู ทรงรู้จักมรรค คือ ทรงรู้อริยมรรคอันตนให้
เกิดขึ้นด้วยการพิจารณา. บทว่า มคฺควิทู ทรงทราบมรรค คือ ทรงฉลาด
อริยมรรคอันพึงให้เกิดขึ้นในสันดานของเวไนยสัตว์. บทว่า มคฺคโกวิโท
ทรงฉลาดในมรรค คือ ทรงเห็นแจ้งมรรคที่ควรบอกแก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย.
อีกอย่างหนึ่ง ทรงรู้มรรคอันเป็นข้อปฏิบัติเพื่ออภิสัมโพธิ ทรงทราบมรรคอัน
เป็นข้อปฏิบัติเพื่อปัจเจกโพธิ ทรงฉลาดในมรรคอันเป็นข้อปฏิบัติเพื่อสาวกโพธิ.
อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์ทั้งหลายย่อมทำการประกอบอรรถตามลำดับ
ด้วยอำนาจแห่งมรรคของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกในอดีต
อนาคตและปัจจุบันด้วยอำนาจแห่งอัปปณิหิตมรรคอันมีสุญญตะเป็นนิมิต และ
ด้วยอำนาจเเห่งมรรคของอุคฆฏิตัญญูบุคคล วิปจิตัญญูบุคคล และไนยบุคคล
ตามควร เพราะบาลีว่า ด้วยมรรคนี้ สาวกทั้งหลาย ข้ามแล้วในก่อน จักข้าม
ย่อมข้ามซึ่งโอฆะดังนี้.

689
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 690 (เล่ม 69)

บทว่า มคฺคานุคามี จ ปน ก็และพระสาวกเป็นผู้ดำเนินไปตาม
มรรค คือ เป็นผู้ดำเนินไปตามมรรคที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำเนินไปแล้ว.
จ ศัพท์ในบทนี้เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งเหตุ. ด้วยบทนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสถึงเหตุแห่งการบรรลุคุณมียังมรรคให้เกิดเป็นต้น. ปน ศัพท์เป็นนิบาต
ลงในอรรถว่าทำแล้ว. ด้วยบทนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงเหตุแห่งมรรคที่
ทำแล้ว. บทว่า ปจฺฉา สมนฺนาคตา พระสาวกที่จะมาภายหลัง คือ เมื่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปแล้วก่อน พระสาวกประกอบด้วยคุณมีศีลอันมาภาย-
หลังเป็นต้น. ด้วยเหตุดังนี้ เพราะคุณมีศีลเป็นต้น แม้ทั้งหมดของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าอาศัยอรหัตมรรคนั่นแหละมาแล้วด้วยบทมีอาทิว่า ด้วยยังมรรคที่ยัง
ไม่เกิดให้เกิดขึ้นดังนี้ ฉะนั้น พระเถระกล่าวถึงคุณเพราะอาศัยอรหัตมรรค
นั่นแหละ. บทว่า ชานํ ชานาติ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงทราบ ก็ย่อม
ทรงทราบ คือ ย่อมทรงทราบสิ่งที่ควรทรงทราบ อธิบายว่า ธรรมดาสิ่งที่
ควรทราบด้วยปัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อพระสัพพัญญุตญาณยังมีอยู่ ย่อม
ทรงทราบสิ่งที่ควรทราบทั้งหมดนั้นอันเป็นทางแห่งข้อควรแนะนำ ๕ ประการ
ด้วยปัญญา. บทว่า ปสฺสํ ปสฺสติ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงเห็นก็ย่อม
ทรงเห็น คือ ทรงเห็นสิ่งที่ควรเห็น อธิบายว่า ทรงกระทำทางอันควรแนะนำ
นั้นแหละ ดุจเห็นด้วยจักษุเพราะเห็นทั้งหมด ชื่อว่า ย่อมเห็นด้วยปัญญาจักษุ
หรือว่าพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้เป็นเหมือนคนบางพวกแม้ถือเอาสิ่งวิปริต รู้อยู่
ก็ย่อมไม่รู้ แม้เห็นก็ย่อมไม่เห็น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือตามสภาพที่
เป็นจริง ทรงทราบก็ย่อมทรงทราบ ทรงเห็นก็ย่อมทรงเห็น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระองค์นั้นชื่อว่าทรงมีจักษุ เพราะอรรถว่าทรงเป็นผู้นำ ในการเห็น
ชื่อว่าทรงมีญาณเพราะอรรถว่ามีความเป็นผู้ทรงรู้แจ้งเป็นต้น ชื่อว่าทรงมีธรรม

690
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 691 (เล่ม 69)

เพราะอรรถว่ามีสภาพไม่วิปริต หรือสำเร็จด้วยธรรมที่พระองค์ทรงคิดด้วย
พระทัย แล้วทรงเปล่งด้วยพระวาจา เพราะทรงชำนาญทางปริยัติธรรม ชื่อว่า
ทรงมีพรหม เพราะอรรถว่าทรงเป็นผู้ประเสริฐที่สุด. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
ทรงมีจักษุเพราะทรงเป็นดุจจักษุ ชื่อว่าทรงมีญาณ เพราะทรงเป็นดุจญาณ
ชื่อว่า ทรงมีธรรม เพราะทรงเป็นดุจธรรม ชื่อว่า ทรงมีพรหม เพราะ
ทรงเป็นดุจพรหม.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสบอก เพราะตรัสบอกพระธรรม
หรือเพราะยังพระธรรมให้เป็นไป ตรัสบอกทั่ว เพราะตรัสบอกโดยประการ
ต่าง ๆ หรือให้เป็นไปโดยประการต่าง ๆ ทรงนำอรรถออก เพราะทรงนำ
อรรถออกแล้วจึงทรงแนะนำ ทรงประทานอมตธรรม เพราะทรงแสดงข้อ
ปฏิบัติเพื่อบรรลุอมตธรรม หรือเพราะทรงให้บรรลุอมตธรรมด้วยการแสดง
ธรรมประกาศอมตธรรม ทรงเป็นธรรมสามี เพราะทรงให้เกิดโลกุตรธรรม
ด้วยการประทานโลกุตรธรรมตามความสุขโดยสมควรแก่เวไนยสัตว์ และทรง
เป็นอิสระในธรรมทั้งหลาย. บทว่า ตถาคต มีอรรถดังได้กล่าวแล้วในหนหลัง.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงคุณดังที่กล่าวแล้วด้วยบทมี
อาทิว่า ชานํ ชานาติ เมื่อทรงทราบก็ย่อมทรงถวายให้วิเศษยิ่งขึ้นเพราะ
พระสัพพัญญุตญาณ เมื่อจะยังพระสัพพัญญุตญาณให้สำเร็จจึงกล่าวบทมี
อาทิว่า นตฺถิ มิได้มีดังนี้ชื่อว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาญเจ้าพระองค์นั้นผู้ทรง
เป็นอย่างนั้น มิได้ทำให้แจ้งมิได้มี เพราะกำจัดความหลงพร้อมด้วยวาสนาใน
ธรรมทั้งปวงด้วยอรหัตมรรคญาณอันสำเร็จด้วยอำนาจกำลังบุญที่ทรงบำ พ็ญมา
แล้ว ชื่อว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทราบมิได้มี เพราะทรงทราบ
ธรรมที่ปวงโดยความไม่หลง ซึ่งว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรง

691
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 692 (เล่ม 69)

เห็นมิได้มี เพราะธรรมทั้งปวงพระองค์ทรงเห็นด้วยญาณจักษุ ดุจด้วยจักษุ อนึ่ง
ชื่อว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทราบมิได้มี เพราะพระองค์ทรงบรรลุ
แล้วด้วยญาณ ชื่อว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทำให้แจ้งมิได้มี เพราะ
พระองค์ทรงทำให้แจ้ง ด้วยการทำให้แจ้ง ด้วยการไม่หลง ชื่อว่าบทธรรมที่
พระองค์ไม่ทรงถูกต้องด้วยปัญญามิได้มี เพราะพระองค์ทรงถูกต้องด้วยปัญญา
อันไม่หลง. บทว่า ปจฺจุปฺปนฺนํ ได้แก่กาลหรือธรรมเป็นปัจจุบัน. บทว่า อุปา-
ทายคือถือเองแล้ว ความว่าทำไว้ในภายใน แม้นิพพานพ้นกาลไปแล้ว ท่านก็ถือ
เอาด้วยคำว่า อุปาทาย นั่นแหละ อนึ่ง คำมี อตีต ล่วงไปแล้วเป็นต้นย่อม
สืบเนื่องกับคำมีอาทิ นตฺถิ หรือกับคำมีอาทิว่า สพฺเพ. บทว่า สพฺเพ ธมฺมา
ธรรมทั้งหลายทั้งปวงรวมสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งหมด. บทว่า สพฺพา-
กาเรน โดยอาการทั้งปวงคือรวมอาการทั้งปวงมีอาการไม่เที่ยงเป็นต้นแห่ง
ธรรมอย่างหนึ่งๆ ในบรรดาธรรมทั้งหมด. บทว่า ญาณมุเข ในมุขคือพระญาณ
ได้แก่ในเฉพาะหน้าคือพระญาณ. บทว่า อาปาถํ อาคจฺฉติ ย่อมมาสู่คลองคือ
ย่อมถึงการรวมกัน. บทว่า ชานิตพฺพํ ควรรู้ท่านกล่าวเพื่อขยายความแห่งบท
ว่า เนยฺยํ ควรแนะนำ วา ศัพท์ในบทมีอาทิว่า อตฺตตฺโถ วา และประโยชน์
ตนเป็นสมุจจยรรถ (ความรวมกัน). บทว่า อตฺตตฺโถ คือประโยชน์ของตน.
บทว่า ปรตฺโถ ประโยชน์ของผู้อื่นคือประโยชน์ของโลก ๓ อื่น. บทว่า
อุภยตฺโถ ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย ได้แก่ประโยชน์ของทั้ง ๒ ฝ่ายคราวเดียวกัน
คือของตนและของคนอื่น. บทว่า ทิฏฺฐธมฺมิโก ประโยชน์ภพนี้ คือประโยชน์
ประกอบในภพนี้ หรือประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ประกอบแล้วในภพหน้า
หรือประโยชน์ในสัมปรายภพชื่อว่า สมฺปรายิโก.
พึงทราบความในบทมีอาทิว่า อุตฺตาโน ดังต่อไปนี้ ประโยชน์ที่พูด
ใช้โวหารชื่อว่า อุตฺตาโน ประโยชน์ตื้น เพราะเข้าใจง่าย ประโยชน์ที่พูดเกิน

692