ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 653 (เล่ม 69)

ในบทมีอาทิว่า เนกฺขมฺเมน กามฉนฺโท สมุจฺฉินฺโน เจว สุญฺโญ
จ กามฉันทะอันเนกขัมมะตัดแล้วและสูญไป พึงทราบอรรถ ในบทนี้โดยนัย
ดังกล่าวแล้วในวิกขัมภนะ (การข่ม) นั้นแล. ท่านกล่าวถึงสมุจเฉทะ (การตัด)
โดยปริยายนี้ว่านิวรณ์ทั้งหลาย แม้ละแล้วด้วยตทังคะ และวิกขัมภนะ ก็ชื่อว่า
ตัดขาดแล้ว เพราะไม่มีความปรากฏขึ้น พึงทราบว่าท่านกล่าวด้วยสามารถให้
สำเร็จในการตัดกามฉันทะนั้น ๆ หรือด้วยสามารถเนกขัมมะอันสัมยุตด้วยมรรค
เป็นต้น.
อนึ่ง ในปฏิปัสสัทธิสูญ (สูญเพราะระงับ) และนิสสรณสูญ (สูญ
เพราะสลัดออก) พึงทราบอรรถตามนัยดังกล่าวแล้วในบทนี้นั้นแหละ. ส่วนใน
ตทังคปหานะ วิกขัมภนปหานะ และสมุจเฉทปหานะท่านกล่าวถือเอาเพียงความ
สลัดออก เพราะเพียงระงับในบทนี้. ในสุญญะ ๕ เหล่านี้ เนกขัมมะเป็นต้น
ท่านกล่าวโดยชื่อว่า วิกขัมภนสูญ ตทังคสูญ สมุจเฉทสูญ ปฏิปัสสัทธิสูญ
และนิสสรณสูญ. บทว่า อชฺฌตฺตํ คือมีในภายใน. บทว่า พหิทฺธา คือ
มีในภายนอก. บทว่า ทุภโต สุญฺญํ คือ สูญทั้งภายในและภายนอกทั้งสอง.
คำว่า โต ย่อมมีแม้ในปัจจัตตะ (ปฐมาวิภัตติ) เป็นต้น.
อายตนะภายใน ๖ เป็นต้น เป็นส่วนเสมอกันโดยความเป็นอายตนะ
ภายใน ๖ เป็นต้น เป็นส่วนไม่เสมอกันด้วยอายตนะทั้งหลายอื่น. อนึ่ง ใน
บทมีอาทิว่า วิญฺญาณกายา ด้วยหมวดวิญญาณในที่นี้ท่านกล่าวถึงวิญญาณ
เป็นต้นด้วยคำว่า กายะ. ใน เนกฺขมฺเมสนา (การแสวงหาเนกขัมมะ)
เป็นต้น พึงทราบความดังต่อไปนี้. ชื่อว่า เอสนา เพราะอันวิญญูชนทั้งหลาย
ผู้มีความต้องการเนกขัมมะนั้นย่อมแสวงหาเนกขัมมะนั่นแหละ.
อีกอย่างหนึ่ง แม้การแสวงหาเนกขัมมะเป็นต้น ในส่วนเบื้องต้นก็
สูญไปจากกามฉันทะเป็นต้น. ท่านอธิบายว่า แม้เนกขัมมะเป็นต้น ก็ไม่ต้อง

653
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 654 (เล่ม 69)

พูดถึง. ใน ปริคฺคห (ความกำหนด) เป็นต้นพึงทราบความดังต่อไปนี้.
ท่านกล่าวว่า ชื่อว่า ปริคฺคห เพราะวิญญูชนแสวงหาเนกขัมมะเป็นต้นในส่วน
เบื้องต้น กำหนดเอาในส่วนเบื้องปลาย ชื่อว่า ปฏิลาภ (ความได้) เพราะ
วิญญูชนกำหนดเนกขัมมะย่อมได้ด้วยการบรรลุ และชื่อว่า ปฏิเวธ (การ
แทงตลอด) เพราะวิญญูชนได้เนกขัมมะแล้วย่อมแทงตลอดด้วยญาณ.
พระอานนทเถระถามถึงความเป็นอย่างเดียวสูญและความเป็นต่าง ๆ
สูญ คราวเดียวกันแล้วแก้ความเป็นอย่างเดียวสูญ ไม่แก้ความเป็นต่าง ๆ สูญ
แล้วทำการสรุปคราวเดียวกัน. หากถามว่า เพราะเหตุไรจึงไม่แก้. ตอบว่า
พึงทราบว่า ไม่แก้ เพราะท่านเพ่งถึงการประกอบในบทนี้โดยปริยายดังกล่าว
แล้ว. อนึ่ง ในบทนี้พึงทราบการประกอบดังนี้ เนกขัมมะเป็นอย่างเดียว
กามฉันทะเป็นความต่าง กามฉันทะเป็นความต่าง สูญไปจากความเป็น
อย่างเดียว คือ เนกขัมมะ. แม้ในบทที่เหลือพึงทราบการประกอบอย่างนี้.
ในบทมีอาทิว่า ขนฺติ พึงทราบความดังต่อไปนี้. เนกขัมมะเป็นต้น
ท่านกล่าวว่า ขันติ เพราะอดทนชอบใจ กล่าวว่า อธิฏฐาน เพราะเข้าไป
ตั้งไว้ซึ่งความชอบใจ และกล่าวว่า ปริโยคาหนะ (ความมั่นคง) เพราะ
เมื่อเข้าไปตั้งแล้วเสพตามความชอบใจ. ปรมัตถสุญญนิเทศมีอาทิว่า สมฺปชาโน
(รู้ตัว) ท่านพรรณนาไว้แล้วในปรินิพพานญาณนิเทศนั่นแหละ.
อนึ่ง ในสุญญะทั้งหมดเหล่านี้ สังขารสุญญะ (สังขารสูญ) วิปริณาม-
สุญญะ (ความแปรปรวนสูญ) และลักขณสุญญะ (ลักษณสูญ) ท่านกล่าว
เพื่อให้เห็นความไม่ปนกันและกันของธรรมทั้งหลายตามที่ได้กล่าวไว้แล้ว.
อนึ่ง ท่านกล่าวถึงความสูญไปจากธรรมฝ่ายกุศลแห่งธรรมฝ่ายอกุศล
ในฐานะใด เพื่อให้เห็นโทษในอกุศลด้วยฐานะนั้น. ท่านกล่าวถึงความสูญไป
จากธรรมฝ่ายอกุศลแห่งธรรมฝ่ายกุศลด้วยฐานะใด เพื่อให้เห็นอานิสงส์ในกุศล
ด้วยฐานะนั้น. ท่านกล่าวถึงความสูญไปจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนในฐานะใด

654
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 655 (เล่ม 69)

เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายฐานะนั้นในสังขารทั้งปวง. พึงทราบว่าท่านกล่าวถึง
อัคคสูญและปรมัตถสูญ เพื่อให้เกิดอุตสาหะในนิพพาน.
ในความสูญเหล่านั้น ความสูญ ๒ อย่าง คือ อัคคสูญและปรมัตถสูญ
โดยอรรถได้แก่นิพพานนั่นเอง ท่านกล่าวทำเป็น ๒ อย่างด้วยอำนาจแห่งความ
เลิศและมีประโยชน์อย่างยิ่ง และด้วยอำนาจแห่งสอุปาทิเสส และอนุปาทิเสส.
ความสูญ ๒ อย่างเหล่านั้น มีส่วนเสมอกันเพราะสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วย
ตนและสูญจากสังขาร. ความสูญ ๖ อย่างเหล่านี้ คือ สูญสูญ ๑ ภายในสูญ ๑
ภายนอกสูญ ๑ ทั้งภายในและภายนอกสูญ ๑ ส่วนเสมอกันสูญ ๑ ส่วนไม่-
เสมอกันสูญ ๑ เป็นอันสูญสูญทั้งหมด. อนึ่ง ท่านกล่าวความสูญ ๖ อย่างโดย
ประเภทมิภายในสูญเป็นต้น. อนึ่ง ความสูญ ๖ อย่างเหล่านั้นชื่อว่ามีส่วน
เสมอกัน เพราะสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนเป็นต้น. ความสูญ ๑๗ อย่าง
คือ สังขารสูญ ๑ วิปริณามธรรมสูญ ๑ ลักษณสูญ ๑ วิกขัมภนสูญ ๑
ตทังคสูญ ๑ สมุจเฉทสูญ ๑ ปฏิปัสสัทธิสูญ ๑ นิสสรณสูญ ๑ เอสนาสูญ ๑
ปริคคหสูญ ๑ ปฏิลาภสูญ ๑ ปฏิเวธสูญ ๑ เอกัตตสูญ ๑ นานัตตสูญ ๑
ขันติสูญ ๑ อธิษฐานสูญ ๑ ปริโยคาหสูญ ๑ ท่านกล่าวไว้ต่างหากกันด้วย
อำนาจแห่งความไม่มี เพราะสูญจากธรรมนั้น ๆ อันไม่มีในตน.
อนึ่ง สังขารสูญ วิปริณามธรรมสูญ ลักษณสูญมีส่วนเสมอกัน ด้วย
การไม่ปนกับความสูญนอกนั้น. ความสูญ ๕ มีวิกขัมภนสูญเป็นต้น ชื่อว่า
มีส่วนเสมอกัน เพราะความสูญไปด้วยธรรมฝ่ายกุศล. ความสูญ ๔ มีเอสนาสูญ
เป็นต้น และความสูญ ๓ มีขันติสูญเป็นต้น ชื่อว่ามีส่วนเสมอกัน เพราะ
สูญไปจากธรรมฝ่ายอกุศล. เอกัตตสูญและนานัตตสูญ มีส่วนเสมอกันด้วย
ตรงกันข้ามของกันและกัน.
ท่านผู้รู้อรรถแห่งความสูญ ย่อมพรรณนาไว้ใน
ศาสนานี้ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงโดยย่อเป็นความสูญ
๓ ส่วน ๒ ส่วน และ ๑ ส่วน.

655
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 656 (เล่ม 69)

อย่างไร. ธรรมทั้งปวงที่เป็นโลกิยธรรม ชื่อว่า สูญจากความยั่งยืน ความงาม
ความสุขและตัวตนเพราะปราศจากความยั่งยืน ความงามความสุขและตัวตน.
ธรรมอันเป็นมรรคและผล ชื่อว่า สูญจากความยั่งยืนความสุขและตัวตน เพราะ
ปราศจากความยั่งยืนความสุขและตัวตน. ความเป็นสภาพไม่เที่ยงนั่นแหละสูญ
ไปจากความสุข. ความไม่มีอาสวะ สูญไปจากความงาม. นิพพานธรรมชื่อว่า
สูญจากตัวตนเพราะไม่มีตัวตน. สังขตธรรมแม้ทั้งหมดทั้งที่เป็นโลกิยะและโล-
กุตระ ชื่อว่า สูญจากสัตว์ เพราะไม่มีสัตว์ไร ๆ. นิพพานธรรมอันเป็นอสังขตะ
ชื่อว่า สูญจากสังขารเพราะไม่มีแม้สังขารทั้งหลายเหล่านั้น. ส่วนธรรมทั้งหมด
ทั้งที่เป็นสังขตธรรมและอสังขตธรรม ชื่อว่า สูญจากตัวตนเพราะไม่มีบุคคล
กล่าวคือ ตัวตน ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาสุญญกถา
แห่งอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อว่า สัทธัมมปกาสินี
และ
จบการพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพรรณนา
แห่งมัชฌิมวรรค
รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ยุคนัทธกถา ๒. สัจจกถา ๓. โพชฌงคกถา ๔. เมตตากถา
๕. วิราคกถา ๖. ปฏิสัมภิทากถา ๗. ธรรมจักกกถา ๘. โลกุตตรกถา
๙. พลกถา ๑๐. สุญญกถา และอรรถกถา นิกายอันประเสริฐนี้ท่านตั้งไว้แล้ว
เป็นวรมรรคอันประเสริฐที่ ๒ ไม่มีวรรคอื่นเสมอ ฉะนี้แล.

656
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 657 (เล่ม 69)

ปัญญาวรรค มหาปัญญากถา
ว่าด้วยชนิดของปัญญา
[๖๕๙] อนิจจานุปัสสนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง
ปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ทุกขานุปัสสนา...อนัตตานุปัสสนา...นิพพิทา-
นุปัสสนา... วิราคานุปัสสนา... นิโรธานุปัสสนา... ปฏินิสสัคคานุปัสสนาที่
บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ?
อนิจจานุปัสสนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังชวนปัญญา
(ปัญญาเร็ว) ให้บริบูรณ์ ทุกขานุปัสสนา...ย่อมยังนิพเพธิกปัญญา (ปัญญา
ทำลายกิเลส) ให้บริบูรณ์ อนัตตานุปัสสนา... ย่อมยังมหาปัญญา (ปัญญามาก)
ให้บริบูรณ์ นิพพิทานุปัสสนา... ย่อมยังติกขปัญญา (ปัญญาคมกล้า) ให้
บริบูรณ์ วิราคานุปัสสนา...ย่อมยังวิบูลปัญญา (ปัญญากว้างขวาง) ให้บริบูรณ์
นิโรธานุปัสสนา...ย่อมยังคัมภีรปัญญา (ปัญญาลึกซึ้ง) ให้บริบูรณ์ ปฏินิส-
สัคคานุปัสสนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังอัสสามันตปัญญา
(ปัญญาไม่ใกล้) ให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ ประการนี้ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้
มากแล้ว ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์ ปัญญา ๘ ประการนี้... ย่อม
ยังปุถุปัญญา (ปัญญาแน่นหนา) ให้บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ที่บุคคล
เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังหาสปัญญา (ปัญญาร่าเริง) ให้บริบูรณ์
หาสปัญญา เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา อรรถปฏิสัมภิทาเป็นคุณชาติ อันบุคคล
บรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดอรรถแห่ง
หาสปัญญานั้น ธรรมปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้ง

657
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 658 (เล่ม 69)

แล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดธรรมแห่งหาสปัญญานั้น นิรุตติ-
ปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วย
ปัญญา โดยการกำหนดนิรุตติแห่งหาสปัญญานั้น ปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็น
คุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการ
กำหนดปฏิภาณแห่งหาสปัญญานั้น ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้ เป็นคุณชาติอัน
บุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะหาสปัญญานั้น.
[๖๖๐] การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็น
ความสละคืนในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหน
ให้บริบูรณ์ ?
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มาก
แล้ว ย่อมยังชวนปัญหาให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป
ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังอัสสามันตปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา
๗ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้
บริบูรณ์ ปัญญา ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง
ปุถุปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว
ย่อมยังหาสปัญญาให้บริบูรณ์ หาสปัญญาเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา...ปฏิสัมภิทา
๔ ประการนี้ เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้ว
ด้วยปัญญา เพราะหาสปัญญานั้น.
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญา

658
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 659 (เล่ม 69)

อย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ
ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ?
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความ
สละคืนในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังอัสสา-
มันตปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว
ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์ ปัญญา ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปุถุปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ ที่บุคคล
เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังหาสปัญญาให้บริบูรณ์ หาสปัญญาเป็น
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา... ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้ เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุ
แล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะหาสปัญญานั้น.
[๖๖๑] การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความ
ไม่เที่ยงในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ย่อมยังปัญญาอย่างไหน
ให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นทุกข์ในรูป...การพิจารณาเห็นทุกข์ในรูปทั้งที่
เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน... การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูป... การ
พิจารณาเห็นอนัตตาในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน...การพิจารณา
เห็นความเบื่อหน่ายในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน...การพิจารณา
เห็นความคลายกำหนัดในรูป... การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในรูปทั้ง
เป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน... การพิจารณาเห็นความดับในรูป...
การพิจารณาเห็นความดับในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน... การ
พิจารณาเห็นความสละคืนในรูป...การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูปทั้งเป็น

659
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 660 (เล่ม 69)

ส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง
ปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ?
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มาก
แล้ว ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูปทั้ง
เป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การ
พิจารณาเห็นทุกข์ในรูป... ย่อมยังนิพเพธิกปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณา
เห็นทุกข์ในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน...ย่อมยังชวนปัญญาให้
บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูป...ย่อมยังมหาปัญญาให้บริบูรณ์ การ
พิจารณาเห็นอนัตตาในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน... ย่อมยัง
ชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในรูป...ย่อมยังติกข-
ปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต
อนาคตและปัจจุบัน... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความ
คลายกำหนัดในรูป... ย่อมยังวิบูลปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความ
คลายกำหนัดในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน...ย่อมยังชวนปัญญา
ให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความดับในรูป...ย่อมยังคัมภีรปัญญาให้บริบูรณ์
การพิจารณาเห็นความดับในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน... ย่อม
ยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป...ย่อมยังอัสสา-
มันตปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต
อนาคตและปัจจุบัน...ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ ประการนี้...
ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์ ปัญญา ๘ ประการนี้...ย่อมยังปุถุปัญญา
ให้บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง
หาสปัญญาให้บริบูรณ์ หาสปัญญาเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา... ปฏิสัมภิทา ๔

660
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 661 (เล่ม 69)

ประการนี้ เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วย
ปัญญา เพราะหาสปัญญานั้น ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ.
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความ
ไม่เที่ยงในชราและมรณะ ทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ที่บุคคล
เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯลฯ การ
พิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว
ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและ
มรณะทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว
ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ?
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ...ย่อมยังชวนปัญญา
ให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะทั้งเป็นส่วนอดีต
อนาคตและปัจจุบัน... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ ฯลฯ ปฏิสัมภิทา ๔
ประการนี้ เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วย
ปัญญา เพราะหาสปัญญา.
[๖๖๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ๔ ประการเป็นไฉน ?
คือ สัปปุริสสังเสวะ คบสัตบุรุษ ๑ สัทธรรมสวนะ ฟังสัทธรรมคำสั่งสอน
ของท่าน ๑ โยนิโสมนสิการะ ไตร่ตรองพิจารณาคำสั่งสอนของท่าน ๑
ธรรมานุธรรมปฏิปัตติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมที่ได้ตรองเห็นแล้ว ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้แล ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.

661
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 662 (เล่ม 69)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้
มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อทำ
ให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ๔ ประการ
เป็นไฉน ? คือ สัปปุริสสังเสวะ ๑ สัทธรรมสวนะ ๑ โยนิโสมนสิการ ๑
ธรรมานุธรรมปฏิปัตติ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้แล ที่
บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล.
[๖๖๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งปัญญา เพื่อความเจริญแห่งปัญญา
เพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ เพื่อความเป็นผู้มี
ปัญญาหนา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง
เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไม่ใกล้ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน เพื่อความ
เป็นผู้มีปัญญามาก เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาพลัน
เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่นไป เพื่อความเป็น
ผู้มีปัญญาคมกล้า เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาทำลายกิเลส ๔ ประการเป็นไฉน ?
คือ สัปปุริสสังเสวะ ๑ สัทธรรมสวนะ ๑ โยนิโสมนสิการ ๑ ธรรมานุธรรม-
ปฏิบัติติ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑ ประการนี้แล ที่บุคคลเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งปัญญา ฯลฯ เพื่อความเป็นผู้มี
ปัญญาทำลายกิเลส.
[๖๖๔] การได้เฉพาะซึ่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะ
ซึ่งปัญญาเป็นไฉน ?
การได้ การได้เฉพาะ การถึง การถึงพร้อม การถูกต้อง การทำ
ให้แจ้ง การเข้าถึงพร้อม ซึ่งมรรคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔

662