ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 633 (เล่ม 69)

ฤทธิ์ย่อมสำเร็จ เพราะการอธิษฐาน ความว่า ฤทธิ์นั่นแหละเป็นกำลังจึงชื่อว่า
อิทธิพละ เพราะฤทธิ์ย่อมสำเร็จแก่ผู้มีฤทธิ์นั้น. บทว่า อปฺปเมยฺยฏเฐน
เพราะอรรถว่าเป็นกำลังหาประมาณมิได้ คือ สาวกทั้งหลายย่อมรู้ฐานะและ
อฐานะเป็นต้น โดยเอกเทศ. ท่านกล่าวว่า ยถาภูตํ ปชานาติ ย่อมรู้ชัด
ตามความเป็นจริง หมายถึงความรู้นั่นแหละ โดยอาการทั้งปวง ถึงแม้ท่านจะ
ไม่กล่าวว่า ยถาภูตํ ปชานาติ ไว้ในวิชชา ๓ ก็จริง แต่เพราะท่านกล่าวไว้
ในที่อื่น จึงเป็นอันกล่าว แม้ในวิชชาเหล่านั้นด้วย.
บทว่า อญฺญตฺถ คือในญาณพละ ๗ ที่เหลือ และในพละ ๑๐ ใน
อภิธรรม. อนึ่ง อินทริยปโรปริยัตตญาณไม่ทั่วไปด้วยสาวกทั้งหลาย แม้โดย
ประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น แม้พละ ๑๐ ก็ไม่ทั่วไปด้วยสาวกทั้งหลาย
พละ ๑๐ ชื่อว่า หาประมาณมิได้ เพราะอรรถว่ามีประมาณยิ่ง เพราะอรรถว่า
ชั่งไม่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อปฺปเมยฺยฺยฏฺเฐน ตถาคตพลํ
ชื่อว่าตถาคตพละ เพราะอรรถว่าเป็นกำลังหาประมาณมิได้ ด้วยประการดังนี้.
จบอรรถกถาพลกถา

633
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 634 (เล่ม 69)

ยุคนัทธวรรค
สุญญกถา
ว่าด้วยสุญญตา
[๖๓๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเขตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์
ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระ-
องค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า โลกสูญ โลกสูญ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
เหตุเพียงเท่าไรหนอแล พระองค์จึงตรัสว่า โลกสูญ ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ เพราะว่าสูญจากตนและ
จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน ฉะนั้นเราจึงกล่าวว่าโลกสูญ ดูก่อนอานนท์ อะไรเล่า สูญ
จากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน ดูก่อนอานนท์ จักษุสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วย
ตน รูปสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน จักษุวิญญาณสูญจากตนและสิ่งที่เนื่อง
ด้วยตน จักษุสัมผัสสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา
หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ก็สูญจากตนและสิ่ง
ที่เนื่องด้วยตน หูสูญ ฯลฯ เสียงสูญ จมูกสูญ กลิ่นสูญ ลิ้นสูญ รสสูญ กายสูญ
โผฏฐัพพะสูญ ใจสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน ธรรมารมณ์สูญจากตนและ
สิ่งที่เนื่องด้วยตน มโนวิญาณสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน แม้สุขเวทนา

634
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 635 (เล่ม 69)

ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ก็
สูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวว่าโลกสูญ.
[๖๓๔] สิ่งที่สูญสูญ สังขารสูญ วิปริณามธรรมสูญ อัคคบทสูญ
ลักษณสูญ วิกขัมภนสูญ ตทังคสูญ สมุจเฉทสูญ ปฏิปัสสัทธิสูญ นิสสรณ-
สูญ ภายในสูญ ภายนอกสูญ ทั้งภายในและภายนอกสูญ ส่วนที่เสมอกันสูญ
ส่วนที่ไม่เสมอกันสูญ ความแสวงหาสูญ ความกำหนดสูญ ความได้เฉพาะสูญ
การแทงตลอดสูญ ความเป็นอย่างเดียวสูญ ความเป็นต่าง ๆ สูญ ความอดทน
สูญ ความอธิษฐานสูญ ความมั่นคงสูญ การครอบงำความเป็นไปแห่งสัมป-
ชานบุคคลสูญ มีประโยชน์อย่างยิ่งกว่าความสูญทั้งปวง.
[๖๓๕] สิ่งที่สูญสูญเป็นไฉน ? จักษุสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วย
ตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวนเป็น
ธรรมดา หูสูญ ฯลฯ จมูกสูญ ลิ้นสูญ กายสูญ ใจสูญจากตน จากสิ่งที่
เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่
แปรปรวนเป็นธรรมดา นี้สิ่งที่สูญสูญ.
[๖๓๖] สังขารสูญเป็นไฉน สังขาร ๓ คือ ปุญญาภิสังขาร อปุ-
ญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ปุญญาภิสังขาร สูญจากอปุญญาภิสังขารและ
อเนญชาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร สูญจากปุญญาภิสังขารและอเนญชาภิสังขาร
อเนญชาภิสังขาร สูญจากปุญญาภิสังขารและอปุญญาภิสังขาร นี้สังขาร ๓.
สังขาร ๓ อีกประการหนึ่ง คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร
กายสังขาร สูญจากวจีสังขารและจิตสังขาร วจีสังขาร สูญจากกายสังขารและ
จิตตสังขาร จิตตสังขาร สูญจากกายสังขารและวจีสังขาร นี้สังขาร ๓.

635
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 636 (เล่ม 69)

สังขาร ๓ อีกประการหนึ่ง คือ สังขารส่วนอดีต สังขารส่วนอนาคต
สังขารส่วนปัจจุบัน สังขารส่วนอดีต สูญจากสังขารส่วนอนาคตและสังขารส่วน
ปัจจุบัน สังขารส่วนอนาคต สูญจากสังขารส่วนอดีตและสังขารส่วนปัจจุบัน
สังขารส่วนปัจจุบัน สูญจากสังขารส่วนอดีตและสังขารส่วนอนาคต นี้สังขาร ๓
นี้สังขารสูญ.
[๖๓๗] วิปริณามธรรมสูญเป็นไฉน ? รูปเกิดแล้วสูญไปจากสภาพ
(ปกติเดิม) รูปหายไป แปรปรวนไปและสูญไป เวทนาเกิดแล้ว ฯลฯ สัญญา
เกิดแล้ว สังขารเกิดแล้ว วิญญาณเกิดแล้ว จักษุเกิดแล้ว ฯลฯ ภพเกิดแล้ว
สูญไปจากสภาพ ภพหายไป แปรปรวนไปและสูญไป นี้วิปริณามธรรมสูญ.
[๖๓๘] อัคคบทสูญเป็นไฉน ? บทนี้ คือ ความสงบแห่งสังขาร
ทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกกิเลส ความดับ
นิพพาน เป็นบทเลิศ เป็นบทประเสริฐ เป็นบทวิเศษ นี้อัคคบทสูญ.
[๖๓๙] ลักษณสูญเป็นไฉน ? ลักษณะ ๒ คือ พาลลักษณะ ๑
บัณฑิตลักษณะ ๑ พาลลักษณะสูญจากบัณฑิตลักษณะ บัณฑิตลักษณะสูญจาก
พาลลักษณะ ลักษณะ ๓ คือ อุปปาทลักษณะ (ลักษณะความเกิดขึ้น)
วยลักษณะ (ลักษณะความเสื่อมไป) ฐิตัญญถัตตลักษณะ (ลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่
แปรเป็นอื่นไป) อุปปาทลักษณะ สูญจากวยลักษณะและฐิตัญญถัตตลักษณะ
วยลักษณะ สูญจากอุปปาทลักษณะและฐิตัญญถัตตลักษณะ ฐิตัญญถัตตลักษณะ
สูญจากอุปปาทลักษณะและวยลักษณะ ลักษณะความเกิดขึ้นแห่งรูป สูญจาก
ลักษณะความเสื่อมไปและจากลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไป ลักษณะความ
เสื่อมไปแห่งรูป สูญจากลักษณะความเกิดขึ้นและจากลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปร
เป็นอื่นไป ลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไปแห่งรูป สูญจากลักษณะความ

636
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 637 (เล่ม 69)

เกิดขึ้นและจากลักษณะความเสื่อมไป ลักษณะความเกิดขึ้นแห่งเวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ สูญจากลักษณะความเสื่อมไป
และจากลักษณะเมื่อตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไป ลักษณะความเสื่อมไปแห่งชราและ
มรณะ สูญจากลักษณะความเกิดขึ้นและจากลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไป
ลักษณะเมื่อตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไปแห่งชราและมรณะ สูญจากลักษณะความเกิด
ขึ้นและจากลักษณะความเสื่อมไป นี้ลักษณสูญ.
[๖๔๐] วิกขัมภนสูญเป็นไฉน ? กามฉันทะอันเนกขัมมะข่มแล้วและ
สูญไป พยาบาทอันความไม่พยาบาทข่มแล้วและสูญไป ถีนมิทธะอันอาโลก-
สัญญาข่มแล้วและสูญไป อุทธัจจะอันความไม่ฟุ้งซ่านข่มแล้วและสูญไป วิจิกิจฉา
อันการกำหนดธรรมข่มแล้วและสูญไป อวิชชาอันญาณข่มแล้วและสูญไป อรติ
อันความปราโมทย์ข่มแล้วและสูญไป นิวรณ์อันปฐมฌานข่มแล้วและสูญไป
ฯลฯ กิเลสทั้งปวงอันอรหัตมรรคข่มแล้วและสูญไป นี้วิกขัมภนสูญ.
[๖๔๑] ตทังคสูญเป็นไฉน กามฉันทะเป็นตทังคสูญ (สูญเพราะ
องค์นั้น ๆ) เพราะเนกขัมมะ...นิวรณ์เป็นตทังคสูญเพราะปฐมฌาน ฯลฯ
ความถือผิดเพราะกิเลสเครื่องประกอบไว้ เป็นตทังคสูญเพราะวิวัฏนานุปัสสนา
นี้ตทังคสูญ.
[๖๔๒] สมุจเฉทสูญเป็นไฉน ? กามฉันทะอันเนกขัมมะตัดแล้วและ
สูญไป...นิวรณ์อันปฐมฌานตัดแล้วและสูญไป ฯลฯ กิเลสทั้งปวงอันอรหัต-
มรรคตัดแล้วและสูญไป นี้สมุจเฉทสูญ.
[๖๔๓] ปฏิปัสสัทธิสูญเป็นไฉน ? กามฉันทะอันเนกขัมมะระงับแล้ว
และสูญไป...นิวรณ์อันปฐมฌานระงับแล้วและสูญไป ฯลฯ กิเลสทั้งปวงอัน
อรหัตมรรคระงับแล้วและสูญไป นี้ปฏิปัสสัทธิสูญ.

637
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 638 (เล่ม 69)

[๖๔๔] นิสสรณสูญเป็นไฉน ? กามฉันทะอันเนกขัมมะสลัดออก
แล้วและสูญไป...นิวรณ์อันปฐมฌานสลัดออกแล้วและสูญไป ฯลฯ กิเลสทั้งปวง
อันอรหัตมรรคสลัดออกแล้วและสูญไป นี้นิสสรณสูญ.
[๖๔๕] ภายในสูญเป็นไฉน ? จักษุภายในสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่อง
ด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวน
เป็นธรรมดา หูภายใน ฯลฯ จมูกภายใน ลิ้นภายใน กายภายใน ใจภายใน
สูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง
และจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา นี้ภายในสูญ.
[๖๔๖] ภายนอกสูญเป็นไฉน ? รูปภายนอกสูญ ฯลฯ ธรรมารมณ์
ภายนอกสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน
ความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา นี้ภายนอกสูญ.
[๖๔๗] ทั้งภายในและภายนอกสูญเป็นไฉน ? จักษุภายในและรูป
ภายนอก ทั้งสองนั้นสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความ
ยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา หูภายในและเสียง
ภายนอก ฯลฯ จมูกภายในและกลิ่นภายนอก ลิ้นภายในและรสภายนอก กาย
ภายในและโผฏฐัพพะภายนอก ใจภายในและธรรมารมณ์ภายนอก ทั้งสองนั้น
สูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง
และจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา นี้ทั้งภายในและภายนอกสูญ.
[๖๔๘] ส่วนเสมอกันสูญเป็นไฉน ? อายตนะภายใน ๖ เป็นส่วน
เสมอกันและสูญไป อายตนภายนอก ๖...หมวดวิญญาณ ๖...หมวดผัสสะ ๖
...หมวดเวทนา ๖...หมวดสัญญา ๖.. หมวดเจตนา ๖ เป็นส่วนเสมอกัน
และสูญไป นี้ส่วนเสมอกันสูญ.

638
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 639 (เล่ม 69)

[๖๔๙] ส่วนไม่เสมอกันสูญเป็นไฉน ? อายตนะภายใน ๖ เป็นส่วน
ไม่เสมอกันกับอายตนะภายนอก ๖ และสูญไป อายตนะภายนอก ๖ เป็นส่วน
ไม่เสมอกันกับหมวดวิญญาณ ๖ และสูญไป หมวดวิญญาณ ๖ เป็นส่วนไม่เสมอ
กันกับหมวดผัสสะ ๖ และสูญไป หมวดผัสสะ ๖ เป็นส่วนไม่เสมอกันกับ
หมวดเวทนา ๖ และสูญไป หมวดเวทนา ๖ เป็นส่วนไม่เสมอกันกับหมวด
สัญญา ๖ และสูญไป หมวดสัญญา ๖ เป็นส่วนไม่เสมอกันกับหมวดเจตนา ๖
และสูญไป นี้ส่วนไม่เสมอกันสูญ.
[๖๕๐] ความแสวงหาสูญเป็นไฉน ? ความแสวงหาเนกขัมมะสูญจาก
กามฉันทะ ความแสวงหาความไม่พยาบาทสูญจากพยาบาท ความเเสวงหา
อาโลกสัญญาสูญจากถิ่นมิทธะ ความแสวงหาความไม่ฟุ้งซ่านสูญจากอุทธัจจะ
ความแสวงหาการกำหนดธรรมสูญจากวิจิกิจฉา ความแสวงหาญาณสูญจาก
อวิชชา ความแสวงหาปฐมฌานสูญจากนิวรณ์ ฯลฯ ความแสวงหาอรหัตมรรค
สูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความแสวงหาสูญ.
[๖๕๑] ความกำหนดสูญเป็นไฉน ? ความกำหนดเนกขัมมะสูญจาก
กามฉันทะ ฯลฯ ความกำหนดอรหัตมรรคสูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความกำหนด
สูญ.
[๖๕๒] ความได้เฉพาะสูญเป็นไฉน ? ความได้เนกขัมมะ สูญจาก
กามฉันทะ ฯลฯ ความได้อรหัตมรรค สูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความได้เฉพาะ
สูญ.
[๖๕๓] การแทงตลอดสูญเป็นไฉน ? การแทงตลอดเนกขัมมะ สูญ
จากกามฉันทะ ฯลฯ การแทงตลอดอรหัตมรรค สูญจากกิเลสทั้งปวง นี้การ
แทงตลอดสูญ.

639
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 640 (เล่ม 69)

[๖๕๔] ความเป็นอย่างเดียวสูญ ความเป็นต่าง ๆ สูญเป็นไฉน ?
กามฉันทะเป็นความต่าง เนกขัมมะเป็นอย่างเดียว ความที่เนกขัมมะเป็น
อย่างเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ สูญจากกามฉันทะ พยาบาทเป็นความต่าง ความ
ไม่พยาบาทเป็นอย่างเดียว ความที่ความไม่พยาบาทเป็นอย่างเดียวของบุคคล
ผู้คิดอยู่สูญจากพยาบาท ถิ่นมิทธะเป็นความต่าง อาโลกสัญญาเป็นอย่างเดียว
ความที่อาโลกสัญญาเป็นอย่างเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ สูญจากถิ่นมิทธะ อุทธัจจะ
เป็นความต่าง วิจิกิจฉาเป็นความต่าง อวิชชาเป็นความต่าง อรติเป็นความต่าง
นิวรณ์เป็นความต่าง ปฐมฌานเป็นอย่างเดียว ความที่ปฐมฌานเป็นอย่างเดียว
ของบุคคลผู้คิดอยู่ สูญจากนิวรณ์ ฯลฯ กิเลสทั้งปวงเป็นความต่าง อรหัตมรรค
เป็นอย่างเดียว ความที่อรหัตมรรคเป็นอย่างเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ สูญจาก
กิเลสทั้งปวง นี้ความเป็นอย่างเดียวสูญ ความเป็นต่าง ๆ สูญ.
[๖๕๕] ความอดทนสูญเป็นไฉน ? ความอดทนในเนกขัมมะสูญจาก
กามฉันทะ ฯลฯ ความอดทนในอรหัตมรรคสูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความ
อดทนสูญ.
[๖๕๖] ความอธิษฐานสูญเป็นไฉน ? ความอธิษฐานในเนกขัมมะ
สูญจากกามฉันทะ ฯลฯ ความอธิษฐานในอรหัตมรรค สูญจากกิเลสทั้งปวง
นี้ความอธิฐานสูญ.
[๖๕๗] ความมั่นคงสูญเป็นไฉน ? ความมั่นคงแห่งเนกขัมมะ สูญ
จากกามฉันทะ ฯลฯ ความมั่นคงแห่งอรหัตมรรค สูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความ
มั่นคงสูญ.
[๖๕๘] การครอบงำความเป็นไปแห่งสัมปชานบุคคล สูญมีประโยชน์
อย่างยิ่งกว่าความสูญทั้งปวงเป็นไฉน ? สัมปชานบุคคลครอบงำความเป็นไป

640
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 641 (เล่ม 69)

แห่งกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ครอบงำความเป็นไปแห่งพยาบาทด้วยความไม่
พยาบาท ครอบงำความเป็นไปแห่งถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา ครอบงำความ
เป็นไปแห่งอุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ครอบงำความเป็นไปแห่งวิจิกิจฉา
ด้วยการกำหนดธรรม ครอบงำความเป็นไปแห่งอวิชชาด้วยญาณ ครอบงำ
ความเป็นไปแห่งอรติด้วยความปราโมทย์ ครอบงำความเป็นไปแห่งนิวรณ์ด้วย
ปฐมฌาน ฯลฯ ครอบงำกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค.
อีกประการหนึ่ง เมื่อสัมปชานบุคคลปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสส-
นิพพานธาตุ ความเป็นไปแห่งจักษุนี้ย่อมหมดสิ้นไป และความเป็นไปแห่ง
จักษุอื่นก็ไม่เกิดขึ้น ความเป็นไปแห่งหู ฯลฯ ความเป็นไปแห่งจมูก ความ
เป็นไปแห่งลิ้น ความเป็นไปแห่งกาย ความเป็นไปแห่งใจนี้ย่อมหมดสิ้นไป
และความเป็นไปแห่งใจอื่นก็ไม่เกิดขึ้น นี้ความครอบงำความเป็นไปแห่ง
สัมปชานบุคคลสูญมีประโยชน์อย่างยิ่งกว่าความสูญทั้งปวง ฉะนี้แล.
จบสุญญกถา
จบยุคนัทธวรรคที่ ๒
อรรถกถาสุญญกถา
บัดนี้ จะพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพิจารณาแห่งสุญญกถา
อันมีพระสูตรเป็นเบื้องต้น มีโลกุตรสุญญตาเป็นที่สุด อันพระอานนทเถระ
กล่าวแล้วในลำดับแห่งพลกถาอันมีโลกุตรพละเป็นที่สุด.

641
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 642 (เล่ม 69)

พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรดังต่อไปนี้ก่อน. บทว่า อถ เป็นนิบาต
ลงในความถือมั่นในถ้อยคำ. ด้วยบทนั้นท่านทำการถือมั่นถ้อยคำมีอาทิว่า
อายสฺมา. บทว่า โข เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งบทบูรณ์ (ทำบทให้เต็ม).
บทว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ พระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ เป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ เพราะฉะนั้นพึงเห็น
อรรถในบทนี้อย่างนี้ว่า ยตฺถ ภควา ตตฺถ อุปสงฺกมิ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับ ณ ที่ใด เข้าไปเฝ้าแล้ว ณ ที่นั้น. อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นอรรถใน
บทนี้อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พึงเข้าไปเฝ้า
ด้วยเหตุใด เข้าไปเฝ้าแล้วด้วยเหตุนั้น. อนึ่ง พึงเห็นอรรถในบทนี้อย่างนี้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเทวดาและมนุษย์พึงเข้าไปเฝ้าด้วยเหตุอะไร ด้วยประสงค์
บรรลุคุณวิเศษมีประการต่าง ๆ ดุจต้นไม้ใหญ่ซึ่งผลิตผลอยู่เป็นนิจ อันหมู่นก
ทั้งหลายพึงเข้าไปด้วยประสงค์กินผลไม้มีรสอร่อยฉะนั้น เข้าไปหาแล้วด้วยเหตุ
นั้น. อนึ่ง บทว่า อุปสงฺกมิ ท่านอธิบายว่า เข้าไปแล้ว. บทว่า อุปสงฺกมิตฺวา
ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว เป็นบทแสดงถึงที่สุดแห่งการเข้าเฝ้า. อีกอย่างหนึ่ง ท่าน
อธิบายว่า ไปแล้วอย่างนี้ คือ ไปยังที่ระหว่างอาสนะจากที่นั้น กล่าวคือใกล้
พระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า อภิวาเทตฺวา คือ ถวายบังคมด้วยเบญจางค-
ประดิษฐ์.
บัดนี้ พระอานนทเถระประสงค์จะทูลถามข้อความที่ตนมาอุปัฏฐาก
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นบุคคลเลิศในโลก จึงยกมือขึ้นถวายบังคมเหนือศีรษะ
แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. บทว่า เอกมนฺตํ แสดงถึงเป็นภาวนปุงสกดุจใน
ประโยคมีอาทิว่า ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ เดินไม่สม่ำเสมอ เพราะฉะนั้น
พึงเห็นอรรถในบทนี้ อย่างนี้ว่า พระอานนท์นั่งโดยอาการที่นั่ง ณ ที่สมควร

642