ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 623 (เล่ม 69)

เหล่านี้คือตระกูลช้าง ๑๐. ในบทเหล่านั้น บทว่า กาฬาวกํ พึงเห็นตระกูลช้าง
ตามปกติ. กำลังกายของบุรุษ ๑๐ เป็นกำลังของช้างกาฬาวกะเชือกหนึ่ง.
กำลังของกาฬาวกะ ๑๐ เป็นกำลังของคังเคยยะเชือกหนึ่ง. กำลังของคังเคยยะ
๑๐ เป็นกำลังของปัณฑระเชือกหนึ่ง. กำลังของปัณฑระ ๑๐ เป็นกำลังของ
ตัมพะเชือกหนึ่ง. กำลังของตัมพะ ๑๐ เป็นกำลังของปิงคละเชือกหนึ่ง. กำลัง
ของปิงคละ ๑๐ เป็นกำลังของคันธะเชือกหนึ่ง. กำลังของคันธะ ๑๐ เป็นกำลัง
ของมังคละเชือกหนึ่ง. กำลังของมังคละ ๑๐ เป็นกำลังของเหมวตะเชือกหนึ่ง.
กำลังของเหมวตะ ๑๐ เป็นกำลังของอุโปสถะเชือกหนึ่ง. กำลังของอุโปสถะ ๑๐
เป็นกำลังของฉัททันตะเชือกหนึ่ง. กำลังของฉัททันตะ ๑๐ เป็นกำลังของพระ-
ตถาคตพระองค์เดียว.
บทนี้ท่านกล่าวถึง แม้บทว่า นารายนสงฺฆาตพลํ คือกำลังของ
นารายนะ. ตถาคตพละนั้นเท่ากับกำลังช้างปกติ ๑,๐๐๐ โกฏิ เท่ากับกำลัง
บุรุษ ๑๐,๐๐๐ โกฏิ นี้คือกายพละของพระตถาคต. ส่วนญาณพละมาแล้วใน
บาลีนี้และในที่อื่น.
ญาณ ๑,๐๐๐ ไม่น้อยแม้อื่นอย่างนี้ คือ ทศพลญาณ จตุเวสารัชชญาณ
อกัมปนญาณ (ญาณไม่หวั่นไหว) ในบริษัท ๘ จตุโยนิปริจเฉทกญาณ
(ญาณกำหนดกำเนิด ๔) ปัญจคติปริจเฉทกญาณ (ญาณกำหนดคติ ๕)
มาแล้วในมัชฌิมนิกาย ญาณ ๗๓ ญาณ ๗๗ มาแล้วในสังยุตตนิกาย นี้ชื่อว่า
ญาณพละ. ในที่นี้ท่านประสงค์เอาญาณพละนั่นแหละ. เพราะญาณท่านกล่าวว่า
เป็นพละด้วยอรรถว่า ไม่หวั่นไหวและด้วยอรรถว่าอุปถัมภ์.
บทว่า ฐานญฺจ ฐานโต ฐานะโดยเป็นฐานะ คือ เหตุโดยเป็นเหตุ.
เพราะเหตุผลย่อมตั้งอยู่ในญาณนั้น คือ ย่อมเกิดขึ้นและย่อมเป็นไป เพราะ

623
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 624 (เล่ม 69)

ประพฤติเนื่องด้วยญาณนั้น ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ฐานํ. พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อทรงทราบธรรมที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยเพื่อเกิดธรรมว่าเป็นฐานะ ธรรมที่
ไม่เป็นเหตุ ไม่เป็นปัจจัย เพื่อเกิดธรรมว่าไม่เป็นฐานะ ชื่อว่าย่อมทรงทราบ
ฐานะโดยเป็นฐานะและอฐานะโดยเป็นอฐานะตามความเป็นจริง. บทว่า ยมฺปิ
คือด้วยญาณใด. บทว่า อิทมฺปิ คือแม้ญาณนี้ก็เป็นฐานญาณ อธิบายว่า
ชื่อว่า เป็นตถาคตพละของพระตถาคต. แม้ในบทที่เหลือก็พึงทราบการประกอบ
อย่างนี้.
บทว่า อาสภณฺฐานํ ฐานะอันสูงสุด คือ ฐานะอันประเสริฐ ฐานะ
อันสูงสุด อธิบายว่า เป็นฐานะของพระพุทธเจ้าแต่ก่อนทั้งหลายผู้องอาจ.
อีกอย่างหนึ่ง โคอุสภะผู้เป็นหัวหน้าโค ๑๐๐ ตัว โควสภะผู้เป็นหัวหน้าโค
๑,๐๐๐ ตัว โคอุสภะผู้เป็นหัวหน้าคอก ๑๐๐ คอก โควสภะผู้เป็นหัวหน้าคอก
๑,๐๐๐ คอก โคนิสภะประเสริฐกว่าโคทั้งหมด อดทนต่ออันตรายทั้งปวงได้
สีขาวน่ารักนำภาระไปได้มาก ไม่สะดุ้งแม้เสียงฟ้าร้องตั้ง ๑๐๐ ครั้ง ในที่นี้
ท่านประสงค์เอาอุสภะ เพราะบทว่า อาสภณฺฐานํ แม้นี้ก็เป็นคำกล่าวโดย
ปริยายของอุสภะนั้น ชื่อว่าอาสภะ เพราะฐานะนี้ของอุสภะ.
บทว่า ฐานํ คือเอาเท้าทั้ง ๔ เหยียบแผ่นดินมั่นอยู่. อนึ่ง ฐานะนี้
ชื่อว่า อาสภะ เพราะดุจผู้องอาจ เหมือนอย่างว่าโคอุสภะ คือโคผู้นำประกอบ
ด้วยอุสุภพละ เอาเท้าทั้ง ๔ เหยียบแผ่นดิน ตั้งไว้โดยไม่หวั่นไหว ฉันใด
แม้พระตถาคตก็ฉันนั้นทรงประกอบด้วยตถาคตพละ ๑๐ เอาเท้า คือ เวสารัชชะ
๔ เหยียบปฐพี คือ บริษัท ๘ ไม่หวั่นไหวด้วยข้าศึกศัตรูไร ๆ ในโลกพร้อม
ทั้งเทวโลกดำรงอยู่ด้วยฐานะอันไม่หวั่นไหว. อนึ่ง เมื่อดำรงอยู่อย่างนี้ย่อม
ปฏิญาณ เข้าไปใกล้ ไม่บอกคืน ให้ยกขึ้นในตนซึ่งฐานะอันองอาจนั้น ด้วย
เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปฏิญาณฐานะอันองอาจ.

624
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 625 (เล่ม 69)

บทว่า ปริสาสุ คือ ในบริษัท ๘ มีกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี สมณะ
เทพชั้นจาตุมมหาราชิกะ เทพชั้นดาวดึงส์ มาร และพรหม. บทว่า สีหนาทํ
นทติ บันลือสีหนาท คือ บันลือเสียงประเสริฐ เสียงไม่สะดุ้งกลัว หรือบันลือ
เสียงกึกก้องเช่นเสียงสีหะ. พึงแสดงอรรถนี้ด้วยสีหนาทสูตร. ราชสีห์ท่านเรียกว่า
สีหะ เพราะอดทน เพราะฆ่าสัตว์เป็นอาหาร ฉันใด พระตถาคตก็ฉันนั้น
ท่านกล่าวว่า สีหะ เพราะอดทนโลกธรรมและกำจัดปรัปปวาท (ผู้กล่าวโต้แย้ง)
การบันลือของสีหะดังกล่าวแล้วอย่างนั้น ชื่อว่า สีหนาท. สีหะประกอบด้วย
สีหพละแกล้วกล้าปราศจากขนพองสยองเกล้า บันลือสีหนาทในที่ทั้งปวงฉันใด
แม้พระตถาคตดุจสีหะก็ฉันนั้น ทรงประกอบด้วยตถาคตพละทรงแกล้วกล้าใน
บริษัท ๘ ปราศจากความสยดสยอง ทรงบันลือสีหนาทถึงพร้อมด้วยบทบาท
การแสดงหลาย ๆ อย่างโดยนัยมีอาทิว่า อิติ รูปํ รูปเป็นดังนี้ ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
ทั้งหลาย.
บทว่า พฺรหฺมํ ในบทนี้ว่า พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ประกาศ
พรหมจักร เป็นจักรประเสริฐสูงสุดบริสุทธิ์. พึงทราบจักกศัพท์ดังต่อไปนี้.
จักกศัพท์ปรากฏใน สมบัติ ลักษณะ เครื่อง
ประกอบรถ อิริยาบถ ทาน รัตนจักร ธรรมจักร
อุรจักรเป็นต้น ในที่นี้ปรากฏในธรรมจักร พระโยคา-
วจรพึงประกาศธรรมจักรแม้นั้นโดยอาการ ๒ อย่าง.
จักกศัพท์ ปรากฏในสมบัติ ในบทมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สมบัติของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยจักร ๔ เหล่านี้. ปรากฏใน

625
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 626 (เล่ม 69)

ลักษณะ ในประโยคนี้ว่า จักรเกิดที่ฝ่าพระบาทเบื้องล่าง. ปรากฏในส่วน
ของรถ ในประโยคนี้ว่า ดุจล้อหมุนไปตามรอยเท้าฉะนั้น. ปรากฏในอิริยาบถ
ในบทนี้ว่า มีจักร ๔ มีทวาร ๙. ปรากฏในทาน ในประโยคนี้ว่า เมื่อให้
ท่านจงบริโภคเถิดและอย่าเป็นผู้ประมาท ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในแคว้น
โกศล ขอพระองค์จงยังจักรให้เป็นไปเถิด. เป็นไปในรัตนจักร ในบทนี้ว่า
จักรรัตนะอันเป็นทิพย์ได้ปรากฏแล้ว. เป็นไปในธรรมจักร ในบทนี้ว่า
จักรอันเราประกาศแล้ว. เป็นไปในอุรจักร ในบทนี้ว่า จักรย่อมหมุนไปบน
หัวของสัตว์ผู้ถูกความริษยาครอบงำแล้ว. เป็นไปในปหรณจักรในบทนี้ว่า ด้วย
จักรมียอดคม. ในอสนิมณฑลในบทนี้ว่า สายฟ้าฟาด. แต่ในที่นี้ จักกศัพท์นี้
ปรากฏในธรรมจักร.
อนึ่ง ธรรมจักรนั้นมี ๒ อย่าง คือ ปฏิเวธญาณ และเทศนาญาณ.
ในญาณทั้ง ๒ นั้น การนำมาซึ่งอริยผลของตนอันเจริญแล้วด้วยปัญญา ชื่อว่า
ปฏิเวธญาณ. การนำมาซึ่งอริยผลของสาวกทั้งหลายอันเจริญแล้วด้วยกรุณา
ชื่อว่าเทศนาญาณ. ในญาณทั้ง ๒ นั้น ปฏิเวธญาณมี ๒ อย่าง คือ กำลังเกิด ๑
เกิดแล้ว ๑. ญาณนั้นชื่อว่ากำลังเกิด ตั้งแต่ออกมหาภิเนษกรมณ์ จนถึง
อรหัตมรรค ชื่อว่าเกิดแล้วในอรหัตผล. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากำลังเกิด ตั้งแต่
ประดิษฐาน ณ ภพดุสิต จนถึงบรรลุอรหัตมรรค ณ โพธิบัลลังก์ ชื่อว่า
เกิดแล้วในขณะแห่งผล หรือกำลังเกิดตั้งแต่ศาสนาพระทีปังกรทศพล จนถึง
บรรลุอรหัตมรรค ชื่อว่าเกิดแล้วในขณะแห่งผล. แม้เทศนาญาณก็มี ๒ อย่าง
คือ กำลังเป็นไป ๑ เป็นไปแล้ว ๑. เทศนาญาณนั้นชื่อว่า กำลังเป็นไป
เพียงใดแต่อรหัตมรรคของพระอัญญาโกณทัญญเถระ ชื่อเป็นไปแล้วในขณะ
แห่งผล. ปฏิเวธญาณเป็นโลกุตระ เทศนาญาณเป็นโลกิยะ. แม้ทั้ง ๒ นั้น

626
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 627 (เล่ม 69)

ก็ไม่ทั่วไปด้วยผู้อื่น เป็นโอรสญาณ (ญาณเกิดแต่อก) ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
เท่านั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ประกาศ
พรหมจักร.
บทว่า กมฺมสมาทานํ กรรมสมาทาน คือ กุศลกรรมและอกุศลกรรม
ที่สมาทานแล้ว หรือกรรมนั้นแหละชื่อว่ากรรมสมาทาน. บทว่า ฐานโส
เหตุโส โดยฐานะ โดยเหตุ คือโดยปัจจัยและโดยเหตุ ในบทนั้น ฐานะ
แห่งวิบาก เพราะคติ อุปธิ กาล ปโยคะ กรรมเป็นเหตุ. บทว่า สพฺพตฺถ-
คามินึ ปฏิปทาเครื่องให้ถึงประโยชน์ทั้งปวง คือ ปฏิปทาเครื่องให้ถึงคติ
ทั้งปวง และปฏิปทาเครื่องให้ถึงอคติ. บทว่า ปฏิปทํ ปฏิปทา คือมรรค.
บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ รู้ตามความเป็นจริง คือ ตถาคตย่อมรู้สภาพโดย
ไม่วิปริตของการปฏิบัติกล่าวคือ กุศลเจตนาและอกุศลเจตนา แม้ในวัตถุเดียว
โดยนัยนี้ว่า แม้เมื่อมนุษย์มากฆ่าสัตว์ตัวเดียวเท่านั้น เจตนาของการฆ่านี้ก็จัก
เป็นเจตนาไปสู่นรก จักเป็นเจตนาไปสู่กำเนิดดิรัจฉาน. บทว่า อเนกธาตุํ
อเนกธาตุ คือธาตุมากด้วยธาตุมีจักษุธาตุเป็นต้น หรือมีกามธาตุเป็นต้น. บทว่า
นานาธาตุํ ธาตุต่าง ๆ คือธาตุมีประการต่าง ๆ เพราะธาตุเหล่านั้นมีลักษณะ
ผิดกัน. บทว่าโลกํ ได้แก่ โลก คือ ขันธ์อายตนะธาตุ. บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ
รู้ตามความเป็นจริง คือแทงตลอดสภาวะแห่งธาตุนั้น ๆ โดยไม่วิปริต. บทว่า
นานาธิมุตฺติกตํ คือ ความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างกัน ด้วยอัธยาศัยเลว
ประณีตเป็นต้น. บทว่า ปรสตฺตานํ ของสัตว์อื่น คือ ของสัตว์ที่เป็นประธาน.
บทว่า ปรปุคฺคลานํ ของบุคคลอื่น คือของสัตว์เลวอื่นจากสัตว์ที่เป็นประธาน
นั้น ทั้ง ๒ บทนี้มีอรรถอย่างเดียวกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยอาการ

627
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 628 (เล่ม 69)

๒ อย่าง ด้วยสามารถเวไนยสัตว์ แม้ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสโดยนัย
ดังกล่าวแล้ว.
บทว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ คือ
ความเป็นอื่นและความไม่เป็นอื่นของอินทรีย์ มีสัทธินทรีย์เป็นต้น อธิบายว่า
ความเจริญและความเสื่อม.
บทว่า ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ ฌานวิโมกข์ สมาธิและ
สมาบัติ คือ แห่งฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น แห่งวิโมกข์ ๘ มีอาทิว่า ผู้มีรูป
ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย แห่งสมาธิ ๓ มีวิตกวิจารเป็นต้น แห่งอนุปุพพสมาบัติ
๙ มีปฐมฌานสมาบัติเป็นต้น. บทว่า สงฺกิเลสํ ความเศร้าหมอง คือธรรม
อันเป็นไปในฝ่ายเสื่อม. บทว่า โวทานํ ความผ่องแผ้ว คือธรรมอันเป็นไป
ในฝ่ายวิเศษ. บทว่า วุฏฺฐานํ ความออก คือเหตุที่ออกจากฌาน. อนึ่ง
ความออกนั้นท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า แม้ความผ่องแผ้วก็เป็นความออก แม้
ความออกจากสมาธินั้น ๆ ก็เป็นความออก ได้แก่ฌานอันคล่องแคล่ว และ
สมาบัติอันเป็นผลแห่งภวังค์.
เพราะฌานอันคล่องแคล่ว ชั้นต่ำ ๆ เป็นปทัฏฐานแห่งฌานชั้นสูง ๆ
ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้ความผ่องแผ้วก็เป็นความออก ความออกจากฌาน
ทั้งปวงย่อมมีได้ด้วยภวังค์ ความออกจากนิโรธสมาบัติ ย่อมมีได้ด้วยผล-
สมาบัติ ท่านหมายถึงความออกนั้นจึงกล่าวว่า แม้ความออกจากสมาธินั้น ๆ
ก็เป็นความออก.
ปุพเพนิวาสญาณ ทิพยจักขุญาณ และอาสวักขยญาณท่านประกาศไว้
แล้วในหนหลังนั่นแล. ในบทเหล่านั้น บทว่า อาสวานํ ขยา เพราะอาสวะ
สิ้นไป คือ เพราะกิเลสทั้งหมดสิ้นไปด้วยอรหัตมรรค. บทว่า อนาสวํ ไม่มี

628
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 629 (เล่ม 69)

อาสวะ คือปราศจากอาสวะ. ในบทว่า เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ นี้
ท่านกล่าวสมาธิสัมปยุตด้วยอรหัตผล ด้วยคำว่า เจโต กล่าวปัญญาสัมปยุต
ด้วยอรหัตผลนั้นด้วยคำว่า ปัญญา. อนึ่ง พึงทราบว่า สมาธิชื่อเจโตวิมุตติ
เพราะพ้นจากราคะ ปัญญาชื่อว่าปัญญาวิมุตติ เพราะพ้นจากอวิชชา. สมดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิพึงเป็นสมาธินทรีย์
ปัญญาพึงเป็นปัญญินทรีย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้แล ชื่อว่า
เจโตวิมุตติ เพราะสำรอกราคะ ชื่อว่า ปัญญาวิมุตติ เพราะสำรอกอวิชชา.
อีกอย่างหนึ่ง ในบทนี้พึงทราบว่า สมถพละเป็นเจโตวิมุตติ วิปัสสนาพละเป็น
ปัญญาวิมุตติ. บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม คือในอัตภาพนี้. บทว่า สยํ อภิญฺญา
สจฺฉิกตฺวา ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง คือทำให้ประจักษ์ด้วยปัญญาอันยิ่ง
ด้วยตนเอง อธิบายว่า รู้ด้วยปัจจัยอื่นอีก. บทว่า อุปสมฺปชฺช เข้าถึง คือ
บรรลุแล้วหรือสำเร็จแล้ว.
อนึ่ง พึงทราบความพิสดารของทศพลญาณ ๑๐ นี้ โดยนัยดังกล่าว
แล้วในอภิธรรม.
ในบทนั้นถ้อยคำฝ่ายปรวาทีมีว่า ชื่อว่า ทศพลญาณเป็นญาณเฉพาะ
ไม่มี. นี้เป็นประเภทของสัพพัญญุตญาณนั่นเอง ข้อนั้นไม่พึงเห็นอย่างนั้น.
เพราะทศพลญาณเป็นอย่างอื่น สัพพัญญุตญาณเป็นอย่างอื่น ทศพลญาณย่อม
รู้กิจของตน ๆ เท่านั้น สัพพัญญุตญาณย่อมรู้กิจนั้นบ้าง กิจที่เหลือจากนั้นบ้าง.
พึงทราบวินิจฉัยในทศพลญาณ ดังต่อไปนี้ ทศพลญาณที่ ๑ ย่อมรู้เหตุ
และมิใช่เหตุ. ทศพลญาณที่ ๒ ย่อมรู้ระหว่างกรรมและระหว่างวิบาก. ทศพล-
ญาณที่ ๓ ย่อมรู้กำหนดของกรรม. ทศพลญาณที่ ๔ ย่อมรู้เหตุของความต่าง
แห่งธาตุ. ทศพลญาณที่ ๕ ย่อมรู้อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย. ทศพลญาณที่ ๖

629
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 630 (เล่ม 69)

ย่อมรู้ความแก่กล้าและความอ่อนของอินทรีย์ทั้งหลาย. ทศพลญาณที่ ๗ ย่อมรู้
ความเศร้าหมองเป็นต้นแห่งญาณเหล่านั้น พร้อมกับฌานเป็นต้น. ทศพลญาณ
ที่ ๘ ย่อมรู้ความสืบต่อของขันธ์ที่อยู่อาศัยในก่อน. ทศพลญาณที่ ๙ ย่อมรู้จุติ
และปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย. ทศพลญาณที่ ๑๐ ย่อมรู้กำหนดสัจจะเท่านั้น.
ส่วนสัพพัญญุตญาณ ย่อมรู้สิ่งที่ทศพลญาณเหล่านั้นควรรู้ และยิ่ง
กว่านั้น แต่ไม่ทำกิจทั้งหมดของญาณเหล่านั้น เพราะทศพลญาณนั้นมีฌาน
ก็ไม่อาจให้แนบแน่นได้ มีฤทธิ์ก็ไม่อาจทำให้มหัศจรรย์ได้ มีมรรคก็ไม่
สามารถยังกิเลสให้สิ้นได้.
อีกอย่างหนึ่ง ควรถามปรวาทีอย่างนี้ว่า ชื่อว่าทศพลญาณนี้ มีวิตก
มีวิจาร หรือไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร หรือไม่มีทั้งวิตกไม่มีทั้งวิจาร เป็นกามาวจร
หรือรูปาวจร หรืออรูปาวจร เป็นโลกิยะหรือโลกุตระ. เมื่อรู้ก็จักตอบว่า
ฌาน ๗ มีวิตกมีวิจารตามลำดับ จักตอบว่า ฌาน ๒ นอกจากนั้นไม่มีวิตก
ไม่มีวิจาร จักตอบว่า อาสวักขยญาณมีทั้งวิตกมีทั้งวิจารก็มี ไม่มีวิตก
มีเพียงวิจารก็มี ไม่มีทั้งวิตกไม่มีทั้งวิจารก็มี. อนึ่ง จักตอบว่า ฌาน ๗ เป็น
กามาวจรตามลำดับ ฌาน ๒ นอกจากนั้นเป็นรูปาวจร ในที่สุดจากนั้นเป็น
โลกุตระอย่างเดียว จักตอบว่า ส่วนสัพพัญญุตญาณ มีทั้งวิตกมีทั้งเป็น
กามาวจร เป็นโลกิยะ.
บัดนี้ พระตถาคตทรงทราบการพรรณนาตามความที่ยิ่งไม่เคยพรรณนา
ไว้ในบทนี้อย่างนี้ แล้วทรงเห็นความไม่มีเครื่องกั้นกิเลส อันเป็นฐานะและ
อฐานะแห่งการบรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะ และการไม่บรรลุของเวไนยสัตว์
ทั้งหลาย ด้วยฐานาฐานญาณเป็นครั้งแรก เพราะทรงเห็นฐานะของสัมมาทิฏฐิ
อันเป็นโลกิยะ และเพราะทรงเห็นความไม่มีฐานะของนิยตมิจฉาทิฏฐิ ครั้นแล้ว

630
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 631 (เล่ม 69)

ทรงเห็นความไม่มีเครื่องกั้นวิบากด้วยกรรมวิปากญาณ เพราะทรงเห็นปฏิสนธิ
อันเป็นติเหตุกะ ทรงเห็นความไม่มีเครื่องกั้นกรรมด้วยสัพพัตถคามินีปฏิปทา-
ญาณ (ปรีชากำหนดรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง) เพราะทรงเห็นความไม่มี
อนันตริยกรรม ทรงเห็นจริยาวิเศษ เพื่อทรงแสดงธรรมอนุกูลแก่อนาวรณญาณ
(ญาณที่ไม่มีเครื่องกั้น) ด้วยนานาธาตุญาณ (ปรีชากำหนดรู้ธาตุต่าง ๆ) แห่ง
ธาตุไม่น้อย เพราะทรงแสดงความต่างกันแห่งธาตุ ด้วยประการฉะนี้.
ครั้นแล้วทรงแสดงอัธยาศัย ด้วยนานาธิมุตติกตาญาณ (ปรีชากำหนด
รู้อัธยาศัยต่าง ๆ) ของเวไนยสัตว์เหล่านั้น เพื่อแม้ไม่ถือเอาการประกอบก็
ทรงแสดงธรรมด้วยสามารถอัธยาศัย ต่อจากนั้นเพื่อทรงแสดงธรรมตามความ
สามารถตามกำลังของผู้น้อมไปในทิฏฐิอย่างนี้ จึงทรงเห็นความหย่อนและยิ่ง
อ่อนของอินทรีย์ ด้วยอินทริยปโรปริยัตตญาณ เพราะทรงเห็นความแก่กล้าและความ
อ่อนของอินทรีย์ มีสัทธินทรีย์เป็นต้น.
อนึ่ง หากว่าเวไนยสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น แม้กำหนดรู้ความหย่อน
และยิ่งของอินทรีย์อย่างนี้ยังมีอยู่ไกล เมื่อนั้นพระตถาคตย่อมเข้าถึง ด้วยฤทธิ์
วิเศษเร็วพลัน เพราะทรงชำนาญในฌานเป็นต้น ด้วยญาณมีฌานเป็นต้น
ครั้นเข้าถึงแล้วทรงเห็นความแจ่มแจ้งของชาติก่อน ด้วยปุพเพนิวาสานุสติ-
ญาณ ความวิเศษของจิตเดี๋ยวนั้น ด้วยเจโตปริยญาณ อันควรบรรลุเพราะ
อานุภาพแห่งทิพยจักษุญาณ ทรงแสดงธรรมเพื่อความสิ้นอาสวะ เพราะปราศ-
จากความหลง ด้วยปฏิปทาอันนำไปสู่ความสิ้นอาสวะ ด้วยอานุภาพแห่งอาส-
วักขยญาณ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่าท่านกล่าวถึงกำลัง ๑๐ ด้วยบทนี้ตาม
ลำดับ.

631
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 632 (เล่ม 69)

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะชี้แจงกำลังทั้งหมด โดยความเป็น
ลักษณะจึงตั้งคำถามโดยนัยมีอาทิว่า เกนฏฺเฐน สทฺธาพลํ ชื่อว่า สัทธาพละ
เพราะอรรถว่ากระไร แล้วแก้โดยนัย มีอาทิว่า อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยฏฺเฐน
เพราะอรรถไม่ไหวหวั่นในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา.
ในบทเหล่านั้น บทมีอาทิว่า หิริยติ ย่อมละอาย เป็นการแสดงถึงบุคลา-
ธิษฐาน. ในที่สุดอธิษฐานพละมีภาวนาพละเป็นต้น พึงทราบว่า ท่านกล่าว
หมายถึงเนกขัมมะเป็นต้นเท่านั้น ด้วยบทว่า ตตฺถ เตน และ ตํ ใน
เนกขัมมะนั้น ด้วยเนกขัมมะนั้น ซึ่งเนกขัมมะนั้น.
บทว่า เตน จิตฺตํ เอกคฺคํ จิตมีอารมณ์เดียว ด้วยเนกขัมมะนั้น
ท่านอธิบายว่า จิตมีอารมณ์เดียว ด้วยสมาธินั้น. บทว่า ตตฺถ ชาเต
ธรรมที่เกิดในภาวนานั้น คือ ธรรมที่เกิดในสมถะนั้น ด้วยความประกอบ
หรือมีวิปัสสนาเป็นอารมณ์เกิดในสมถะนั้น . บทว่า ตตฺถ สิกฺขติ พระเสกขะ
ยังต้องศึกษาในสัมมาทิฏฐินั้น ความว่า ชื่อว่า เสกขพละ เพราะพระเสกขะ
ยังต้องศึกษาในเสกขพละนั้น. บทว่า ตตฺถ สิกฺขิตตฺตา เพราะความที่
พระอเสกขะศึกษาในสัมมาทิฏฐินั้นเสร็จแล้ว ความว่า ชื่อว่า อเสกขพละ เพราะ
พระอเสกขะศึกษาแล้วในอเสกขพละนั้น. บทว่า เตน อาสวา ขีณา
อาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยสัมมาทิฏฐินั้น ความว่า ญาณนั้น ชื่อว่า ขีณาสวพละ
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปแล้วด้วยโลกิยญาณ และโลกุตรญาณนั้น. จริงอยู่
อาสวะทั้งหลาย ชื่อว่า สิ้นไปแล้วด้วยโลกิยญาณ เพราะความไม่มีโลกุตรธรรม
เพราะความไม่มีวิปัสสนา. ชื่อว่า ขีณาสวพละ เพราะกำลังของพระขีณาสพ
อย่างนี้. บทว่า ตํ ตสฺส อิชฺฌตีติ อิทฺธิพลํ ชื่อว่า อิทธิพละ เพราะ

632