ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 613 (เล่ม 69)

ความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณ
ความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว.
อีกประการหนึ่ง จิตของภิกษุขีณาสพเป็นธรรมชาติโน้มไป น้อมไป
เอนไปในวิเวก ยินดีในเนกขัมมะ ตั้งอยู่ในวิเวก สิ้นสูญไปจากธรรมทั้งหลาย
อันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ โดยประการทั้งปวง แม้ข้อที่จิตของภิกษุขีณาสพเป็น
ธรรมชาติโน้มไป น้อมไป เอนไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวก ยินดีในเนกขัมมะ
สิ้นสูญไปจากธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวงนี้ ก็เป็น
กำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า
อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เจริญดีแล้ว
แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เจริญดีแล้วนี้ ก็เป็นกำลังของ
พระขีณาสพ ซึ่งพระขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลาย
ของเราสิ้นไปแล้ว.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญสัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ
อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ ฯลฯ อริยมรรค มีองค์ ๘
เจริญดีแล้ว แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เจริญดีแล้วนี้
ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า
อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว นี้เป็นกำลังของพระขีณาสพ ๑๐.
[๖๓๐] อิทธิพละ ๑๐ เป็นไฉน ? ฤทธิ์เพราะการอธิษฐาน ๑ ฤทธิ์
ที่แผลงได้ต่าง ๆ ๑ ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจ ๑ ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ ๑ ฤทธิ์ที่
แผ่ไปด้วยสมาธิ ๑ ฤทธิ์ของพระอริยะ ๑ ฤทธิ์ที่เกิดแต่ผลกรรม ๑ ฤทธิ์ของ

613
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 614 (เล่ม 69)

ท่านผู้มีบุญ ๑ ฤทธิ์ที่สำเร็จมาแต่วิชชา ๑ ฤทธิ์ ด้วยความว่าสำเร็จเพราะ
เหตุแห่งการประกอบโดยชอบในส่วนนั้น ๆ ๑ อิทธิพละ ๑๐ นี้.
[๖๓๑] ตถาคตพละ ๑๐ เป็นไฉน ? พระตถาคตในโลกนี้ย่อมทรง
ทราบซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็นอฐานะตามความเป็นจริง แม้
ข้อที่พระตถาคตทรงทราบฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็นอฐานะ
ตามความเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระตถาคตได้ทรงอาศัย
ปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร.
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบซึ่งผลแห่งกรรมสมาทาน
ทั้งที่เป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ ตามความเป็นจริง
แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบซึ่งผลแห่งกรรมสมาทาน ทั้งที่เป็นส่วนอดีต
อนาคต และปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลัง
ของพระตถาคต ฯลฯ.
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบปฏิปทาเครื่องให้ถึง
ประโยชน์ทั้งปวง ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบปฏิปทา
เครื่องให้ถึงประโยชน์ทั้งปวง ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระ-
ตถาคต ฯลฯ.
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบโลกธาตุต่าง ๆ โดยความ
เป็นอเนกธาตุ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบโลกธาตุต่าง ๆ
โดยความเป็นอเนกธาตุ ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ.
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายเป็น
ผู้มีอัธยาศัยต่าง ๆ กัน ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบความ
ที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัธยาศัยต่าง ๆ กัน ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลัง
ของพระตถาคต ฯลฯ.

614
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 615 (เล่ม 69)

อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบความยิ่งและหย่อนแห่ง
อินทรีย์ ของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่น ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคต
ทรงทราบความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์อื่นและบุคคลอื่น ตามความ
เป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ.
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบความเศร้าหมอง ความ
ผ่องแผ้ว ความออก แห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิและสมาบัติ ตามความเป็นจริง
แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออก
แห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิและสมาบัติ ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของ
พระตถาคต ฯลฯ.
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้เป็น
อันมาก คือ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ย่อมทรงระลึกถึงชาติก่อน ๆ
ได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการดังนี้ แม้ข้อที่
พระตถาคตทรงระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้เป็นอันมาก คือ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติ
บ้าง ฯลฯ นี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ.
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตทรงพิจารณาเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลัง
อุปบัติด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ แม้ข้อที่พระตถาคตทรง
พิจารณาเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุ
ของมนุษย์นี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ.
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตทรงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้า
ถึงอยู่ แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหา
อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึง

615
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 616 (เล่ม 69)

อยู่นี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระตถาคตได้ทรงอาศัยทรงปฏิญาณฐานะ
ของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร ตถาคตพละ ๑๐ นี้.
[๖๓๒] ชื่อว่าสัทธาพละ ชื่อว่าวิริยพละ ชื่อว่าสติพละ ชื่อว่า
สมาธิพละ ชื่อว่าปัญญาพละ ชื่อว่าหิริพละ ชื่อว่าโอตตัปปพละ ชื่อว่า
ปฏิสังขานพละ ชื่อว่าตถาคตพละ เพราะอรรถว่ากระไร ?
ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในความเป็นผู้ไม่มี
ศรัทธา ชื่อว่าวิริยพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในความเกียจคร้าน ชื่อว่า
สติพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในความประมาท ชื่อว่าสมาธิพละ
เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในอุทธัจจะ ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะอรรถว่าไม่
หวั่นไหวในอวิชชา ชื่อว่าหิริพละ เพราะอรรถว่า ละอายอกุศลธรรมอัน
ลามก ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะอรรถว่าเกรงกลัวอกุศลธรรมอันลามก ชื่อว่า
ปฏิสังขานพละ เพราะอรรถว่า พิจารณากิเลสทั้งหลายด้วยญาณ ชื่อว่า
ภาวนาพละ เพราะอรรถว่า ธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น มีกิจเป็นอัน
เดียวกัน ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะอรรถว่า ในเนกขัมมะนั้นไม่มีโทษน้อยหนึ่ง
ชื่อว่าสังคาหพละ เพราะอรรถว่า พระโคจรย่อมสะกดจิตไว้ด้วยเนกขัมมะ
เป็นต้นนั้น ชื่อว่าขันติพละ เพราะอรรถว่า เนกขัมมะเป็นต้นย่อมอดทนต่อ
นิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้น ชื่อว่าปัญญัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจร
ตั้งจิตไว้ด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่านิชฌัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจร
ย่อมเพ่งจิตด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าอิสริยพละ เพราะอรรถว่า พระ-
โยคาวจรย่อมให้จิตเป็นไปตามอำนาจด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าอธิษฐานพละ
เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่า
สมถพละ เพราะอรรถว่า จิตมีอารมณ์เดียวด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่า

616
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 617 (เล่ม 69)

วิปัสสนาพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดใน
ภาวนานั้น ชื่อว่าเสกขพละ เพราะอรรถว่า พระเสขะยังต้องศึกษาในสัมมาทิฏฐิ
เป็นต้นนั้น ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะความที่พระอเสขะศึกษาในสัมมาทิฏฐิ
เป็นต้นนั้นเสร็จแล้ว ชื่อว่าขีณาสวพละ เพราะอรรถว่า อาสวะทั้งหลายสิ้น
ไปแล้วด้วยความเห็นด้วยดีนั้น ชื่อว่าอิทธิพละ เพราะอรรถว่า ฤทธิ์ย่อม
สำเร็จเพราะการอธิษฐานเป็นต้น เพราะเหตุแห่งการประกอบโดยชอบในส่วน
นั้น ๆ ชื่อว่าตถาคตพละ เพราะอรรถว่าเป็นกำลังหาประมาณมิได้ ฉะนี้แล.
จบพลกถา
อรรถกถาพลกถา
บัดนี้ จะพรรณนาตามลำดับที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งพลกถา อันมี
พระสูตรเป็นเบื้องต้นอันเป็นโลกุตรกถา ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน
ลำดับแห่งโลกุตรกถา. ในพลกถานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดง
พละ ๕ โดยพระสูตรแต่ต้น แล้วมีพระประสงค์จะทรงแสดงพละแม้อื่นจาก
พละ ๕ นั้นจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า อปิจ อฏฺฐสฏฺฐี พลานิ อีกอย่างหนึ่ง
พละ ๖๘ ประการ ดังนี้. แม้พละ ๖๘ ทั้งหมดก็ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่า
ไม่หวั่นไหวโดยภาวะตรงกันข้ามกับพละ ๕ นั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า หิริพลํ หิริพละดังต่อไปนี้. ชื่อว่า
หิริ เพราะเป็นเหตุละอายต่อบาป. บทนั้นเป็นชื่อของความละอาย. ชื่อว่า
โอตตัปปะ เพราะเป็นเหตุกลัวต่อบาป. บทนั้นเป็นชื่อของความหวาดสะดุ้ง.

617
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 618 (เล่ม 69)

หิริมีภายในเป็นสมุฏฐาน โอตตัปปะมีภายนอกเป็นสมุฏฐาน. หิริมีตนเป็นใหญ่
โอตตัปปะมีโลกเป็นใหญ่. หิริตั้งอยู่ในสภาพที่ละอาย โอตตัปปะตั้งอยู่ในสภาพ
ที่กลัว. หิริมีความเคารพเป็นลักษณะ โอตตัปปะมีความเห็นภัยจากความกลัว
โทษ. ชื่อว่า หิริพละ เพราะหิรินั้นแล ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยความไม่มีหิริ.
ชื่อว่า โอตตัปปพละ เพราะโอตตัปปะนั้นแล ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยความ
ไม่มีโอตตัปปะ. ชื่อว่า ปฏิสังขานพละ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยการไม่
พิจารณา. บทนี้เป็นชื่อของปัญญาเข้าไปพิจารณา กำลังเกิดขึ้นแก่พระโยคาวจร
ผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ ด้วยความเพียรเป็นหลัก ชื่อว่า ภาวนาพละ. บทนี้
เป็นชื่อของขันธ์ ๔ อันเป็นไปอย่างนั้น. ศีลเป็นต้นอันบริสุทธิ์ ชื่อว่า
อนวัชชพละ. สังคหวัตถุ ๔ ชื่อว่า สังคาหพละ. ปาฐะว่า สงฺคเห พลํ
กำลังในการสงเคราะห์บ้าง. การอดกลั้นทุกข์ ชื่อว่า ขันติพละ. การยินดี
ธรรมกถาของผู้อื่น ชื่อว่า ปัญญัตติพละ. การเพ่งถึงประโยชน์อันยิ่ง ชื่อว่า
นิชฌัตติพละ. ความเป็นผู้มากในกุศลทั้งหลาย ชื่อว่า อิสริยพละ. การ
ตั้งตามความพอใจในกุศลทั้งหลาย ชื่อว่า อธิษฐานพละ.
ประโยชน์ของหิริพละเป็นต้น ท่านกล่าวถือเอาการประกอบโดยความ
พิเศษ ด้วยพยัญชนะในบทมาติกาทั้งหลาย. บทว่า สมถพลํ วิปสฺสนาพลํ
คือ สมถะและวิปัสสนาอันมีกำลังนั่นเอง.
พึงทราบวินิจฉัยในมาติกานิเทศ ดังต่อไปนี้. บทว่า อสฺสทฺธิเย น
กมฺปตีติ สทฺธาพลํ ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในความ
ไม่มีศรัทธา พระสารีบุตรเถระกล่าวถึงอรรถของพละอันเป็นมูลเหตุ แล้วแสดง
สัทธาพละนั้นให้พิเศษด้วยปริยาย ๙ อื่นอีก. จริงอยู่ ธรรมใดไม่หวั่นไหว
เป็นธรรมมีกำลัง ธรรมนั้นย่อมอุปถัมภ์ธรรมที่เกิดร่วมกัน พระโยคาวจร

618
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 619 (เล่ม 69)

ควบคุมกิเลสอันเป็นปฏิปักษ์ของตนไว้ได้ ชำระศีลและทิฏฐิอันเป็นเบื้องต้น
แห่งการแทงตลอดไว้ได้ ยังจิตให้ตั้งมั่นในอารมณ์ ทำจิตให้ผ่องใสให้ผ่องแผ้ว
ถึงความชำนาญย่อมให้บรรลุคุณวิเศษ เมื่อบรรลุยิ่งกว่านั้นย่อมให้ทำการ
แทงตลอดยิ่งขึ้นไป ครั้นบรรลุอริยมรรความลำดับแล้ว ย่อมให้ทำการบรรลุ
สัจจะได้ ย่อมให้ตั้งอยู่ในนิโรธด้วยการบรรลุผลได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงทำ
อรรถแห่งพละให้พิเศษโดยอาการ ๙ อย่าง. ในพละ ๔ มีวิริยพละเป็นต้น
ก็นัยนี้.
บทว่า กามฉนฺทํ หิรียติ ละอายกามฉันทะ คือพระโยคาวจร
ประกอบด้วยเนกขัมมะ ละอายกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ. แม้ในโอตตัปปะก็
นัยนี้เหมือนกัน. แม้การละอายอกุศลทั้งปวงเหล่านี้ ก็เป็นอันท่านกล่าวถึง
ความกลัวด้วย. พึงทราบอรรถแม้แห่งบทว่า พฺยาปาทํ เป็นอาทิโดยนัยนี้แหละ.
บทว่า ปฏิสงฺขาติ ย่อมพิจารณา คือ พิจารณาโดยความเป็นโทษด้วยความ
ไม่หลง. บทว่า ภาเวติ คือย่อมเจริญ. บทว่า วชฺชํ โทษ คือ โทษมีราคะ
เป็นต้น. บทว่า สงฺคณฺหาติ ย่อมสงเคราะห์ คือ ย่อมผูก. บทว่า ขมติ ย่อม
อดทน คือ พระโยคาวจรนั้นย่อมอดทน ย่อมชอบใจ. บทว่า ปญฺญเปติ
ย่อมตั้งไว้ คือ พอใจ. บทว่า นิชฺฌาเปติ ย่อมเพ่ง คือ ย่อมคิด. บทว่า
วสํ วตฺเตติ ให้เป็นไปในอำนาจ คือ ทำจิตมากในความคิดให้เป็นไปตาม
อำนาจของตน. บทว่า อธิฏฺฐาติ ย่อมอธิษฐาน คือ ย่อมจัดแจง. แม้พละ
ทั้งหมดมีภาวนาพละเป็นต้นก็เป็นเนกขัมมะเป็นต้นนั่นแหละ. ในอรรถกถา
แห่งมาติกาท่านกล่าวไว้โดยประการอื่น แต่พึงทราบว่าท่านไม่กล่าวถึงอรรถ
ไว้ในที่นี้ เพราะปรากฏโดยพยัญชนะอยู่แล้ว. ท่านพระสารีบุตรเถระชี้แจงถึง
สมถพละและวิปัสสนาพละโดยพิสดาร ในที่สุดกล่าวบทมีอาทิว่า อุทฺธจฺจ-

619
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 620 (เล่ม 69)

สหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ น กมฺปติ จิตไม่หวั่นไหวใจกิเลสอัน
สหรคตด้วยอุทธัจจะและในขันธ์ และบทมีอาทิว่า อวิชฺชาสหคตกิเลเส จ
ขนฺเธ จ น กมฺปติ จิตไม่หวั่นไหวในกิเลสอันสหรคตด้วยอวิชชาและ
ในขันธ์ เพื่อให้เห็นถึงลักษณะของสมถพละ และวิปัสสนาพละ.
พึงทราบวินิจฉัยในเสกขพละ และอเสกขพละดังต่อไปนี้. บทว่า
สมฺมาทิฏฺฐึ สิกฺขตีติ เสกฺขพลํ ชื่อว่า เสกขพละเพราะพระเสกขะยังต้อง
ศึกษาสัมมาทิฏฐิ ความว่า ชื่อพระเสกขะเพราะพระเสกขบุคคลยังต้องศึกษา
สัมมาทิฏฐิ ชื่อว่าเสกขพละ เพราะสัมมาทิฏฐินั้นนั่นแหละ เป็นกำลังของ
พระเสกขะนั้น. บทว่า ตตฺถ สิกฺขิตตฺตา อเสกฺขพลํ ชื่อว่า อเสกขพละ
เพราะพระอเสกขะศึกษาในสัมมาทิฏฐิเป็นต้นนั้นเสร็จแล้ว ความว่า ชื่อว่าพระ-
อเสกขะ เพราะพระอเสกขบุคคลไม่ต้องศึกษา เพราะสัมมาทิฏฐินั้นพระอเสกข-
บุคคลศึกษาแล้ว ชื่อว่า อเสกขพละ เพราะสัมมาทิฏฐินั้นนั่นแหละเป็น
กำลังของพระอเสขะนั้น. ในสัมมาสังกัปปะเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า สมฺมาญาณํ สัมมาญาณ คือ ปัจจเวกขณญาณ (ญาณเป็น
เครื่องพิจารณา). จริงอยู่ แม้ญาณนั้นเป็นโลกิยะก็เป็นเสกขพละ เพราะพระ-
เสกขะยังต้องประพฤติอยู่. ท่านกล่าวว่า อเสกขพละเพราะพระอเสกขะไม่ต้อง
ประพฤติแล้ว. บทว่า สมฺมาวิมุตฺติ สัมมาวิมุตติ คือ ธรรมสัมปยุตด้วยผล
ที่เหลือ เว้นองค์แห่งมรรค ๘ แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า วิมุตติที่เหลือ
เว้นโลกุตรวิมุตติเป็นสัมมาวิมุตติ ความว่า สัมมาวิมุตตินั้นเป็นเสกขพละ
และอเสกขพละมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล ญาณพละแม้ทั้งหมดมีในขีณาสวพละ.
บทว่า ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน อันภิกษุขีณาสพ เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถ

620
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 621 (เล่ม 69)

แห่งตติยาวิภัตติ เป็น ขีณาสเวน ภิกฺขุนา. บทว่า อนิจฺจโต โดยความ
เป็นสภาพไม่เที่ยง คือ โดยความไม่เที่ยงด้วยอาการ เป็นแล้วไม่เป็น. บทว่า
ยถาภูตํ คือ ตามความเป็นจริง. บทว่า ปญฺญาย ด้วยปัญญา คือ ด้วย
มรรคปัญญากับวิปัสสนา ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เห็นด้วยดี โดยความเป็นสภาพ
ไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยไม่ใช่ตัวตน เพราะมีปัญญานั้นเป็นมูล.
บทว่า ยํ เป็นภาวนปุงสก หรือมีความว่า ด้วยเหตุใด. บทว่า อาคมฺม
คือ อาศัย. บทว่า ปฏิชานาติ ปฏิญาณ คือ รับทำตามปฏิญาณ. บทว่า
องฺคารกาสูปมา เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง คือ เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง
ด้วยอรรถว่า น่ากลัวมาก. บทว่า กามา คือ วัตถุกามและกิเลสกาม. บทว่า
วิเวกนินฺนํ โน้มไปในวิเวก คือ น้อมไปในนิพพาน กล่าวคือความสงัดจาก
อุปธิด้วยผลสมาบัติ. จริงอยู่ วิเวกมี ๓ คือ กายวิเวก ๑ จิตตวิเวก ๑ อุปธิวิเวก
(สงัดจากกิเลส) ๑.
ผู้มีกายตั้งอยู่ในความสงัด ยินดีในเนกขัมมะชื่อว่า กายวิเวก. ผู้
ขวนขวายในอธิจิต ชื่อว่า จิตตวิเวก. บุคคลผู้ไม่มีอุปธิ ปราศจากเครื่องปรุงแต่ง
หรือน้อมไปในนิพพานกล่าวคือความวิเวกอันเป็นเครื่องนำออกไป ชื่อว่า
อุปธิวิเวก. ความจริง วิเวกมี ๕ อย่าง คือ วิกขัมภนวิเวก ๑ ตทังควิเวก ๑
สมุจเฉทวิเวก ๑ ปฏิปัสสัทธิวิเวก ๑ นิสสรณวิเวก ๑. อนึ่ง บทว่า วิเวกนินฺนํ
คือ โน้มไปในวิเวก. บทว่า วิเวกโปณํ คือ น้อมไปในวิเวก. บทว่า
วิเวกปพฺภารํ คือ เอนไปในวิเวก. แม้บททั้งสองก็เป็นไวพจน์ของบทก่อน
นั่นแหละ. บทว่า วิเวกฏฺฐํ ตั้งอยู่ในวิเวก คือ เว้นจากกิเลสทั้งหลาย หรือ
ไปเสียให้ไกล. บทว่า เนกฺขมฺมาภิรตํ ยินดีในเนกขัมมะ คือ ยินดีใน
นิพพาน หรือยินดีในบรรพชา. บทว่า พฺยนฺตีภูตํ สิ้นสูญไป คือ ปราศจาก

621
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 622 (เล่ม 69)

ไป แม้การแสดงครั้งเดียวก็ไม่ผิด พ้นไป ไม่เกี่ยวข้อง. บทว่า สพฺพโส
คือ โดยประการทั้งปวง. บทว่า อาสวฏฺฐานิเยหิ ธมฺเมหิ จากธรรมอันเป็น
ที่ตั้งแห่งอาสวะ ความว่า จากกิเลสอันเป็นเหตุของอาสวะทั้งหลายด้วยการ
เกี่ยวข้อง.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า พฺยนฺตีภูตํ ความสิ้นสูญไป คือ ปราศจาก
ความใคร่ อธิบายว่า หมดตัณหา. จากไหน จากธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่ง
อาสวะโดยประการทั้งปวง คือ จากธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งปวง. ในที่นี้
ท่านกล่าวถึงโลกิยมรรคและโลกุตรมรรคของพระขีณาสพ ด้วยขีณาสวพละ ๑๐
อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า พละกำหนดรู้ทุกข์ว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีสภาพ
ไม่เที่ยง พละละสมุทัยว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง พละทำ
ให้แจ้งนิโรธว่า จิตโน้มไปในวิเวก พละในการเจริญมรรค ๗ อย่างมีอาทิว่า
สติปัฏฐาน ๔. อิทธิพละ ๑๐ อย่างจักมีแจ้งในอิทธิกถา.
พึงทราบวินิจฉัยในตถาคตพลนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า ตถาคตพลานิ
คือกำลังของพระตถาคตเท่านั้น ไม่ทั่วไปด้วยชนเหล่าอื่น หรือว่าพละอันมา
แล้วเหมือนอย่างพละของพระพุทธเจ้าแต่ก่อนมาแล้วด้วยการสะสมบุญ. ในบท
นั้น ตถาคตพละมี ๒ อย่าง คือ กายพละ ๑ ญาณพละ ๑ ในพละ ๒ อย่างนั้น
พึงทราบกายพละโดยติดตามถึงตระกูลช้าง. สมดังที่ท่านโบราณาจารย์ทั้งหลาย
กล่าวไว้ว่า
ตระกูลช้าง ๑๐ เหล่านี้ คือ กาฬาวกะ ๑ คังเคยยะ ๑
ปัณฑระ ๑ ตัมพะ ๑ ปิงคละ ๑ คันธะ ๑ มังคละ ๑
เหมะ ๑ อุโปสถะ ๑ ฉัททันตะ ๑.

622