ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 603 (เล่ม 69)

ธรรมทั้งหลาย ๙ ข้อ เป็นธรรมมีอยู่โดยหมวด
เดียว ธรรม ๑ ข้อ มีโดย ๒ หมวด อนึ่ง ธรรมเดียว
มีโดย ๔ หมวด และโดย ๕ หมวด โดย ๘ หมวด
และโดย ๙ หมวด.
บทว่า นว เอกวิธา ธรรมทั้งหลาย ๙ ข้อมีอยู่โดยหมวดเดียว คือ
ธรรม ๙ ข้อเหล่านี้ คือ ฉันทะ ๑ จิตตะ ๑ ปีติ ๑ ปัสสัทธิ ๑ อุเบกขา ๑
สังกัปปะ ๑ วาจา ๑ กัมมันตะ ๑ อาชีวะ ๑ มีอยู่โดยหมวดเดียวเท่านั้น
ด้วยสามารถฉันทิทธิบาทเป็นต้น ไม่ผนวกส่วนอื่น. บทว่า เอโก เทฺวธา
ธรรม ๑ ข้อมีโดย ๒ หมวด คือ ศรัทธาตั้งอยู่โดย ๒ หมวด ด้วยสามารถแห่ง
อินทรีย์และพละ. บทว่า อถ จตุปญฺจธา อนึ่ง ธรรมเดียวมีโดย ๔ หมวด
และโดย ๕ หมวด คือ ธรรมอื่นธรรมเดียวมีโดย ๔ หมวด ธรรมอื่นตั้งอยู่
โดย ๕ หมวด.
ในธรรมเหล่านั้น สมาธิข้อเดียวตั้งอยู่โดย ๔ หมวด คือ อินทรีย์ ๑
พละ ๑ โพชฌงค์ ๑ องค์มรรค ๑. ปัญญาตั้งอยู่โดย ๕ หมวด โดยหมวด
แห่งธรรม ๔ เหล่านั้นและโดยส่วนหนึ่งของอิทธิบาท. บทว่า อฏฺฐธา นวธา
เจว โดย ๘ และ ๙ หมวด คือ ธรรมอย่างเดียวอีกข้อหนึ่ง ตั้งอยู่โดย
๘ หมวด ธรรมเดียวข้อหนึ่งตั้งอยู่โดย ๙ หมวด อธิบายว่า สติตั้งอยู่ ๘ หมวด
คือ สติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๑ พละ ๑ โพชฌงค์ ๑ องค์มรรค ๑. วิริยะตั้งอยู่
๙ หมวด คือ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๑ อินทรีย์ ๑ พละ ๑ โพชฌงค์ ๑
องค์มรรค ๑ ด้วยประการฉะนี้. พึงทราบความในคาถาต่อไปนี้.
โพธิปักขิยธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ที่ไม่ประสม
กันก็มี ๑๔ เท่านั้น โดยหมวดก็มีอยู่ ๗ หมวด โดย
ประเภทมี ๓๗ เมื่ออริยมรรคเกิดขึ้นโพธิปักขิยธรรม

603
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 604 (เล่ม 69)

เหล่านั้นก็เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมดทีเดียว ด้วยการทำ
กิจของตน ๆ ให้สำเร็จ และด้วยดำเนินไปตามรูป
ของตน.
พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ สัมปยุตด้วยมรรค
และผลอย่างนี้แล้ว จึงย่อโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้นลงในมรรคและผลอีก แล้ว
กล่าวว่า อริยมรรค ๔ และสามัญผล ๔ ความเป็นสมถะชื่อว่า สามัญญะ.
สามัญญะนี้เป็นชื่อของอริยมรรค ๔ ผลแห่งสามัญญะทั้งหลายชื่อว่าสามัญผล
ส่วนนิพพานไม่ปนกันเลย โลกุตรธรรมทั้งหลาย ๔๖ ด้วยสามารถแห่งโพธิ-
ปักขิยธรรม ๓๗ มรรค ๔ ผล และนิพพาน ๑ โดยพิสดาร จากนั้นโดยย่อ
โลกุตรธรรม ๙ ด้วยสามารถแห่งมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ แม้จากนั้น
โดยย่อพึงทราบว่า โลกุตรธรรม ๓ ด้วยสามารถมรรค ๑ ผล ๑ นิพพาน ๑.
อนึ่ง เมื่อกล่าวถึงความที่มรรคผลมีสติปฏิฐานเป็นต้นเป็นโลกุตระก็เป็นอัน
ท่านกล่าวถึงความที่แม้ผัสสะเป็นต้นอันสัมปยุตด้วยมรรคผลนั้น ก็เป็นโลกุตระ
เหมือนกัน. ท่านกล่าวถึงสติปัฏฐานเป็นต้นด้วยเป็นธรรมเป็นประธาน. อนึ่ง
ในโลกุตรธรรมนิเทศในอภิธรรม ท่านกล่าวถึงความที่ผัสสะเป็นต้นอันสัมป-
ยุตด้วยมรรคและผลเป็นโลกุตรธรรม.
บทว่า โลกํ ตรนฺติ ข้ามพ้นโลก คือ ก้าวล่วงโลก. ในบทนี้
คำเป็นปัจจุบันกาลเช่นนี้ทั้งหมดท่านกล่าวหมายถึงอริยมรรค ๔ เพราะโสดา-
ปัตติมรรค ข้ามอบายโลกได้ สกทาคามิมรรคข้ามกามาวจรโลกเป็นเอกเทศได้
อนาคามิมรรคข้ามกามาวจรโลกได้ อรหัตมรรคข้ามรูปาวจรโลกและอรูปาวจร-
โลกได้. บทว่า โลกา อุตฺตรนฺติ ข้ามไปจากโลก คือ ออกไปจากโลก. บทว่า
โลกโตติ จ โลกมฺหาติ จ คำว่า จากโลกและแต่โลก คือ ท่านแสดงถึง

604
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 605 (เล่ม 69)

ความวิเศษของปัญจมีวิภัตติ. บทว่า โลกํ สมติกฺกมนฺติ ล่วงพ้นโลกมี
ความดังได้กล่าวไว้แล้วครั้งแรก. ในบทนั้นท่านกล่าวไม่เพ่งถึงความของ
อุปสรรค. ในบทนี้ท่านกล่าวพร้อมด้วยความของอุปสรรค. บทว่า โลกํ
สมติกฺกนฺตา ล่วงพ้นโลกแล้ว คือ ก้าวล่วงโลกตามที่กล่าวแล้วโดยชอบ.
คำที่เป็นอดีตกาลเช่นนี้ทั้งหมด ในบทนี้ ท่านกล่าวหมายถึงนิพพานเป็นผล.
เพราะโสดาปัตติผลเป็นต้นก้าวล่วงโลก ตามที่กล่าวแล้วตั้งอยู่ นิพพานก้าวล่วง
โลกทั้งหมดทุกเมื่อ. บทว่า โลเกน อติเรก คือยิ่งไปกว่าโลก. บทนี้ท่าน
กล่าวหมายถึงโลกุตรธรรมแม้ทั้งหมด. บทว่า นิสฺสรนฺติ คือพรากไป.
บทว่า นิสฺสฏา คือออกไป. คำ ๑๘ มีอาทิว่า โลเก น ติฏฺฐติ ไม่ตั้งอยู่
ในโลก ย่อมควรแม้ในโลกุตรธรรมทั้งหมด. บทว่า น ติฏฺฐนฺติ ท่าน
กล่าวเพราะไม่นับเนืองในโลก. บทว่า โลเก น ลิมฺปติ ไม่ติดในโลก คือ
แม้เป็นไปในสันดานก็ไม่ติดในโลกนั้น. บทว่า โลเกน น ลิมฺปติ ไม่ติด
ด้วยโลก ความว่า ไม่ติดด้วยจิตไร ๆ ของผู้ยังไม่แทงตลอด ด้วยจิตเป็น
อกุศลและไม่สามารถของผู้แทงตลอดแล้ว. บทว่า อสํลิตฺตา อนุปลิตฺตา
ไม่ติด ไม่ฉาบ พึงทราบด้วยอุปสรรค. บทว่า วิปฺปมุตฺตา พ้นแล้ว คือ
ความไม่ติดนั่นเอง แปลกที่พยัญชนะต่างกัน เพราะผู้ใดไม่ติดในสิ่งใดด้วย
สิ่งใด ผู้นั้นเป็นผู้พ้นในสิ่งนั้นด้วยสิ่งนั้น. บท ๓ บทมีอาทิว่า โลกา วิปฺป-
มุตฺตา พ้นไปจากโลก ท่านกล่าวโดยเป็นปัญจมีวิภัตติ. บทว่า วิสญฺญุตฺตา
ไม่เกี่ยวข้องเป็นความยอดเยี่ยมของความพ้นไป เพราะผู้ใดพ้นในสิ่งใดด้วย
สิ่งใด จากสิ่งใด ผู้นั้นเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง ในสิ่งนั้น ด้วยสิ่งนั้น จากสิ่งนั้น.
บทว่า โลกา สุชฺฌนฺติ หมดจดจากโลก คือ ล้างมลทินของโลกแล้ว
หมดจดจากโลก. บทว่า วิสุชฺฌนฺติ สะอาด แปลกกันที่อุปสรรค. บทว่า

605
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 606 (เล่ม 69)

วุฏฺฐหนฺติ ออก คือ ลุกขึ้น. บทว่า วิวชฺชนฺติ คือไม่กลับ . บทว่า น
สชฺชนฺติ ไม่ข้อง คือ ไม่เกี่ยวข้อง. บทว่า น คยฺหนฺติ ไม่ยึด คือ ไม่ถือ.
บทว่า น พชฺฌนฺติ ไม่พัวพัน คือ ไม่ผูกพัน. บทว่า สมุจฺฉินฺทนฺติ
ตัด คือ ทำไม่ให้เป็นไปได้. อนึ่งท่านกล่าวคำมีอาทิว่า เพราะหมดจดจากโลก
เหมือนบทว่า โลกํ สมุจฺฉินฺนตฺตา เพราะตัดขาดจากโลก. บทว่า ปฏิปฺ-
ปสฺสมฺเภนฺติ ให้โลกระงับอยู่ คือ ให้โลกดับ. บท ๔ มีอาทิว่า อปจฺจคา
ย่อมควรในโลกุตระแม้ทั้งปวง. บทว่า อปจฺจคา ไม่กลับมา. คือ ไม่มีทาง.
บทว่า อคติ ไม่เป็นคติ คือ ไม่เป็นที่พึ่ง. บทว่า อวิสยา ไม่เป็นวิสัย
คือ เป็นที่อาศัย. บทว่า อสาธารณา ไม่เป็นสาธารณะ คือ ไม่เสมอ.
บทว่า วมนฺติ คือ คายออก. บทว่า น ปจฺจาคมนฺติ ไม่เวียนมา ท่าน
กล่าวโดยนัยตรงข้ามกับคำที่กล่าวแล้ว ความว่า ไม่กินของที่ตายแล้วอีก.
ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงความที่ของที่คายแล้วเป็นอันคายไปแล้ว. แม้ในหมวด ๓
แห่งทุกะในลำดับก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า วิสิเนนฺติ ไม่ผูก คือ กระจัดกระจายไป พ้นไป ความว่า
ไม่ผูกพัน. บทว่า น อุสฺสิเนนฺติ ผูก คือ ไม่กระจัดกระจาย ไม่พ้น.
บทว่า วิสิเนนฺติ ปาฐะทำให้เสียงสั้นว่า น อุสฺสิเนนฺติ ดี. บทว่า วิธูเปนฺติ
กำจัด คือ ให้ดับ. บทว่า น สุธูเปนฺติ ไม่อบโลกให้งาม คือ ไม่รุ่งเรือง.
บทว่า โลกํ สมติกฺกมฺม อภิภุยฺย ติฏฺฐนฺติ ล่วงโลกครอบงำโลกตั้งอยู่
คือ โลกุตรธรรมแม้ทั้งหมดก้าวล่วงและครอบงำโลกตั้งอยู่ด้วยดี เพราะเหตุ
นั้นจึงชื่อว่า โลกุตระ เป็นอันท่านกล่าวถึงความที่โลกุตระทั้งหลายเหนือ
โลกและยิ่งกว่าโลกโดยประการดังกล่าวนี้แม้ทั้งหมด.
จบอรรถกถาโลกุตตรกถา

606
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 607 (เล่ม 69)

ยุคนัทธวรรค
พลกถา
ว่าด้วยพลธรรม
[๖๒๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน ?
คือ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พละ ๕ ประการนี้แล.
อีกอย่างหนึ่ง พละ ๖๘ ประการ คือ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ
สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ ปฏิสังขานพละ ภาวนาพละ
อนวัชชพละ สังคาหพละ ขันติพละ ปัญญัตติพละ นิชฌัตติพละ อิสริยพละ
อธิษฐานพละ สมถพละ วิปัสสนาพละ เสกขพละ ๑๐ อเสกขพละ ๑.
ขีณาสวพละ ๑๐ อิทธิพละ ๑๐ ตถาคตพละ ๑๐.
[๖๒๒] สัทธาพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่า ไม่
หวั่นไหวในความไม่ศรัทธา เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม เพราะ
ความว่าครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพราะความว่าเป็นความสะอาดในเบื้องต้นแห่ง
ปฏิเวธ เพราะความว่าเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิต เพราะความว่าเป็นที่ผ่องแผ้วแห่งจิต
เพราะความว่าเป็นเครื่องบรรลุคุณวิเศษ เพราะความว่าแทงตลอดธรรมที่ยิ่ง
เพราะความว่าตรัสรู้สัจจะ เพราะความว่าให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ
นี้เป็นสัทธาพละ.

607
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 608 (เล่ม 69)

วิริยพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าวิริยพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหว
ในความเกียจคร้าน เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่าให้
การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นวิริยพละ.
สติพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าสติพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวใน
ความประมาท เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่าให้การก-
รกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นสติพละ.
สมาธิพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหว
ในอุทธัจจะ เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่าให้การก-
บุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นสมาธิพละ.
ปัญญาพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหว
ในความประมาท เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่า
ให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นปัญญาพละ.
[๖๒๓] หิริพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าหิริพละ เพราะอรรถว่า ละอายกาม-
ฉันทะด้วยเนกขัมมะ ละอายพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท ละอายถิ่นมิทธะ
ด้วยโลกสัญญา ละอายอุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ละอายวิจิกิจฉาด้วยธรรม-
ววัตถาน ละอายอวิชชาด้วยญาณ ละอายอรติด้วยความปราโมทย์ ละอายนิวร ์
ด้วยปฐมญาณ ฯลฯ ละอายสรรพกิเลสด้วยอรหัตมรรค นี้เป็นหิริพละ.
โอตตัปปพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะอรรถว่า เกรง
กลัวกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ เกรงกลัวสรรพกิเลสด้วยอรหัตมรรค นี้เป็น
โอตตัปปพละ.

608
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 609 (เล่ม 69)

ปฏิสังขานพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะอรรถว่า
พิจารณากามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ พิจารณาสรรพกิเลสด้วยอรหัตมรรค
นี้เป็นปฏิสังขานพละ.
[๖๒๔] ภาวนาพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะอรรถว่า
พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะย่อมเจริญเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาทย่อมเจริญ
ความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลสย่อมเจริญอรหัตมรรค นี้เป็นภาวนาพละ.
อนวัชชพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าอนวัขชพละ เพราะอรรถว่า ในเนก-
ขัมมะไม่มีโทษน้อยหนึ่ง เพราะละกามฉันทะได้แล้ว ในความไม่พยาบาทไม่มี
โทษน้อยหนึ่ง เพราะละพยาบาทได้แล้ว ฯลฯ ในอรหัตมรรคไม่มีโทษน้อยหนึ่ง
เพราะละสรรพกิเลสได้แล้ว นี้เป็นอนวัชชพละ.
สังคาหพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าสังคาหพละ เพราะอรรถว่า พระโย-
คาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมสะกดจิตไว้ด้วยอำนาจเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท
ย่อมสะกดจิตไว้ด้วยอำนาจความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมสะกด
จิตไว้ด้วยอำนาจอรหัตมรรค นี้เป็นสังคาหพละ.
[๖๒๕] ขันติพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าขันติพละ เพราะอรรถว่า เนก-
ขัมมะย่อมอดทนเพราะละกามฉันทะได้แล้ว ความไม่พยาบาทย่อมอดทนเพราะ
ละพยาบาทได้แล้ว ฯลฯ อรหัตมรรคย่อมอดทนเพราะละสรรพกิเลสได้แล้ว
นี้เป็นขันติพละ.
ปัญญัตติพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าปัญญัตติพละ เพราะอรรถว่า พระ-
โยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท
ย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมตั้งจิต
ไว้ด้วยอำนาจอรหัตมรรค นี่เป็นปัญญัตติพละ.

609
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 610 (เล่ม 69)

นิชฌัตติพละเป็นไฉน ? ชื่อว่านิชฌัตติพละ เพราะอรรถว่า พระ-
โยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท
ย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมเพ่งจิต
ด้วยอำนาจอรหัตมรรค นี้เป็นนิชฌัตติพละ.
อิสริยพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าอิสริยพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจร
เมื่อละกามฉันทะ ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถเนกขัมมะ
เมื่อละพยาบาท ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถความไม่พยา-
บาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถ
อรหัตมรรคนี้เป็นอิสริยพละ.
อธิษฐานพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าอธิฐานพละ เพราะอรรถว่า พระ-
โยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถเนกขัมมะ เมื่อละ
พยาบาท ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิ-
เลส ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถอรหัตมรรค นี้เป็นอธิษฐานพละ.
[๖๒๖] สมถพละเป็นไฉน ? ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถเนกขัมมะ เป็นสมถพละ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถความไม่พยาบาท เป็นสมถพละ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้ง-
ซ่าน ด้วยสามารถอาโลกสัญญาเป็นสมถพละ ฯลฯ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่
ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก เป็น
สมถพละ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณา
เห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมถพละ.
ชื่อว่าสมถพละ ในคำว่า สมถพลํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ?

610
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 611 (เล่ม 69)

ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในนิวรณ์ด้วยปฐม-
ฌาน เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในวิตกวิจารด้วยทุติยญาน เพราะ
อรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในปีติด้วยตติยฌาน เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่น-
ไหวในสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวใน
รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ เพราะ
อรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในวิญญานัญจายตนสัญญา ด้วยอากิญจัญญายตน-
สมาบัติ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในอากิญจัญญายตนสัญญา ด้วย
เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียง
ไม่กวัดแกว่งไปในอุทธัจจะ ในกิเลสอันสหรคตด้วยอุทธัจจะและในขันธ์ นี้
เป็นสมถพละ.
[๖๒๗] วิปัสสนาพละเป็นไฉน ? อนิจจานุปัสสนา เป็นวิปัสสนาพละ
ทุกขานุปัสสนา เป็นวิปัสสนาพละ ฯลฯ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาเป็นวิปัสสนาพละ
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป เป็นวิปัสสนาพละ ฯลฯ การพิจารณาเห็น
ความสละคืนในรูป เป็นวิปัสสนาพละ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา
ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็น
วิปัสสนาพละ การพิจารณาเห็นทุกข์ในชราและมรณะ เป็นวิปัสสนาพละ การ
พิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ เป็นวิปัสสนาพละ.
ชื่อว่า วิปัสสนาพละ ในคำว่า วิปสฺสนาพลํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ?
ชื่อว่า วิปัสสนาพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในนิจจสัญญา
ด้วยอนิจจานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในสุขสัญญา ด้วย
ทุกขานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในความเพลิดเพลิน ด้วย
นิพพิทานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในราคะ ด้วยวิราคา-

611
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 612 (เล่ม 69)

นุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในสมุทัย ด้วยนิโรธานุปัสสนา
เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในความถือมั่น ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา
เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียง ไม่กวัดแกว่งไปในอวิชชา ใน
กิเลสอันสหรคตด้วยอวิชชา และในขันธ์ นี้เป็นวิปัสสนาพละ.
[๖๒๘] เสกขพละ ๑๐ อเสกขพละ ๑๐ เป็นไฉน ? ชื่อว่า เสกขพละ
เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมาทิฏฐิ ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษา
ในสัมมาทิฏฐินั้นเสร็จแล้ว ชื่อว่าเสกขพละ เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมา-
สังกัปปะ ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาสังกัปปะนั้นเสร็จ
แล้ว ชื่อว่าเสกขพละ เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมาวาจา ฯลฯ สัมมา-
กัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ ฯลฯ
สัมมาวิมุตติ ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาวาจา สัมมา-
กัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ
สัมมาวิมุตติ นั้นเสร็จแล้ว เสกขพละ ๑๐ อเสกขพละ ๑๐ นี้.
[๖๒๙] ขีณาสวพละ ๑๐ เป็นไฉน ? ภิกษุขีณาสพในศาสนานี้ เป็น
ผู้เห็นด้วยดีซึ่งสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยปัญญาอันชอบ
ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เห็นด้วยดีซึ่งสังขารทั้งปวง โดย
ความเป็นของไม่เที่ยงด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของ
ภิกษุขีณาสพซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลาย
ของเราสิ้นไปแล้ว.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เห็นด้วยดีซึ่งกามทั้งหลายว่า เปรียบ
ด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพ
เห็นด้วยดีซึ่งกามทั้งหลายว่า เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วยปัญญาอันชอบตาม

612