พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 104 (เล่ม 6)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้แล้วได้
ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำ
ที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.
พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น.
[๕๔] พวกชฎิลนั้น ผ่าฟื้น ๕๐๐ ท่อนไม่ได้ แล้วผ่าได้ ก็ไฟไม่
ติดแล้วก่อไฟติดขึ้นได้ ดับไฟไม่คับ แล้วดับได้ ด้วยการเพ่งอธิษฐานของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้พระภาคเจ้าทรงนิรมิตกองไฟไว้ ๕๐๐ กอง
ปาฏิหาริย์ ๓๕๐๐ วิธี ย่อมมีโดยนัยนี้.

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 105 (เล่ม 6)

อาทิตตปริยายสูตร
[๕๕] ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ตำบลอุรุเวลา ตามพระ-
พุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จจาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่ตำบลคยาสีสะ พร้อมด้วย
ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ๑๐๐๐ รูป ล้วนเป็นปุราณชฎิล ได้ยินว่า พระองค์ประทับ
อยู่ที่ตำบลคยาสีสะใกล้แม่น้ำคยานั้น พร้อมด้วยภิกษุ ๑๐๐๐ รูป.
ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่าดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ก็อะไรเล่าชื่อว่า สิ่งทั้ง
ปวงเป็นของร้อน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นของร้อน รูปทั้งหลายเป็น
ของร้อน วิญญาณอาศัยจักษุเป็นของร้อน สัมผัสอาศัยจักษุเป็นของร้อน ความ
เสวยอารมณ์เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัส
เป็นปัจจัยแม้นั้นก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟ
คือราคะ เพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด เพราะ
ความแก่และความตาย ร้อนเพราะความโศก เพราะความรำพัน เพราะทุกข์
กาย เพราะทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น.
โสตเป็นของร้อน เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน. . .
ฆานะเป็นของร้อน กลิ่นทั้งหลายเป็นของร้อน . . .
ชิวหาเป็นของร้อน รสทั้งหลายเป็นของร้อน. . .
กายเป็นของร้อน โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นของร้อน. . .
มนะเป็นของร้อน ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน วิญญาณอาศัยมนะ
เป็นของร้อน สัมผัสอาศัยมนะเป็นของร้อน ความเสวยอารมณ์เป็นสุข เป็น
ทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย แม้นั้นก็เป็น
ของร้อน ร้อนเพราะอะไร เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟคือราคะ เพราะไฟคือ

105
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 106 (เล่ม 6)

โทสะ เพราะไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่และความตาย
ร้อนเพราะความโศก เพราะความรำพัน เพราะทุกข์กาย เพราะทุกข์ใจ เพราะ
ความคับแค้น .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อ-
หน่าย แม้ในจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน
วิญญาณอาศัยจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน
ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะ
จักขุสัมผัสเป็นปัจจัย.
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสต ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเสียงทั้งหลาย . . .
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกลิ่นทั้งหลาย . . .
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรสทั้งหลาย . . .
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย . . .
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมนะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธรรมทั้งหลาย ย่อม
เบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยมนะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยมนะ ย่อม
เบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข
ที่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย.
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น เมื่อจิต
พ้นแล้วก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้
อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี ก็
แล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของภิกษุ ๑๐๐๐ รูป
นั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.
อาทิตตปริยายสูตร จบ
อุรุเวลปาฏิหาริย์ ตติยภาณวาร จบ

106
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 107 (เล่ม 6)

อรรถกถาอุรุเวลกัสสปทิวัตถุ
บทว่า ปมุโข ประมุข คือเป็นหัวหน้า.
บทว่า ปาโมกฺโข ปาโมกข์ มีความว่า เป็นผู้สูงสุด คือมีปัญญา
ผ่องแผ้ว.
บทว่า อนุปหจฺจ ไม่ทำลายแล้ว ได้แก่ไม่ให้เสีย.
สองบทว่า เตชสา เตชํ มีความว่า ข่ม เดชแห่งนาคด้วยเดชของคน.
บทว่า ปริยาเทยฺยํ มีความว่า พึงครอบงำเสีย หรือพาให้วอควายไป.
บทว่า มกฺขํ ได้แก่ความโกรธ.
ข้อว่า น เตฺวว จ โข อรหา ยถา อหํ มีความว่า บุคคลผู้เช่น
ดังเราสำคัญตนว่า เราเป็นอรหันต์ อวดอ้างอยู่ฉันใด จะได้เป็นอรหันต์ฉัน
นั้น หาริได้ทีเดียว.
สองบทว่า อชฺชุณฺเห อคฺคิสรณมฺหิ มีความว่า เราพึงอยู่ตลอด
วันหนึ่งในวันนี้.
บทว่า ผาสุกาโม คือมุ่งจะเกื้อกูล.
บทว่า สุมานโส ได้แก่ผู้มีใจประกอบพร้อม ด้วยปีติและ โสมนัส.
บทว่า น วิมโน ได้แก่ผู้มีใจดี อธิบายว่า ใจที่โทสะไม่ครอบงำ.
สองบทว่า อคฺยาคารํ อุทิจฺจเร มีความว่า เรือนไฟลุกโพลง.
บทว่า ชฏิลา เชื่อมกับบทนี้ว่า ภณนฺติ.
หลายบทว่า อหินาคสฺส อจฺจิโย น โหนฺติ มีความว่าเปลวไฟ
แห่งนาคมีแสงไม่รุ่งเรือง มีสีผิดรูป.
บทว่า ผลิกรณฺณาโย คือมีวรรณะเหมือนแก้วผลึก.

107
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 108 (เล่ม 6)

บทว่า องฺคิรสสฺส มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
อังคีรส เหตุมีพระองค์เป็นแดนสร้านออกแห่งรัศมี แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้
ทรงพระนามว่า อังคีรสพระองค์นั้น.๑
สองบทว่า อภิกฺกนฺตาย รตฺคิยา มีความว่า เมื่อราตรีสิ้นไปมาก
แล้ว อธิบายว่า ยังเหลืออยู่น้อย.
บทว่า อภิกฺกนฺตวณฺณา คือวรรณะงาม ได้แก่มีวรรณะน่าชอบ
ใจนัก.
บทว่า เกวลกปฺปํ ได้แก่ทั้งสิ้น คือสิ้นเชิง.
ชฎิลอุรุเวลกัสสปะ หมายถึงรัศมีแห่งวรรณะของท้าวมหาราชทั้ง ๔
กล่าวว่า ปุริมาหิ วณฺณนิภาทิ.
บทว่า ปาณินา คือด้วยมือ.
หลายบทว่า กกุเธ อธิวตฺถา เทวตา ได้แก่เทวดาผู้สิ่งอยู่ที่ต้น
รกฟ้า.
บทว่า วสฺสชฺเชยฺยํ มีความว่า พึงคลี่ผึ่งไว้เพี่อต้องการจะไห้แห้ง.
ต้นรกฟ้านั้น น้อมลงราวกะว่าทะลอย่างนี้ว่า พระเจ้าข้าขอพระองค์ทรงเอื้อม
พระหัตถ์มาเถิด เพราะฉะนั้น ต้นรกฟ้านั้นจึงชื่อว่า อาทรหตฺโถ น้อม
ลงดุจทูลว่า ขอจงทรงเอื้อมพระหัตถ์มา.
บทว่า อุยฺโยเชตฺวา ได้แก่ทิ้ง. ภาชนะสำหรับติดไฟ เรียก
มัณฑามุขี.๒
๑. ตั้งวิเคราะห์ให้บทปลงเป็นปฐนาวิภัติก่อนแล้ว จึงใช้สรรพนานโยคตามรูปเติมทีหลัง
อนึ่ง
ในวิเคราะห์นี้สงสัยว่าจะตกศัพท์ ฉัฏฐีวิภัติไปศัพท์หนึ่ง.
๒. พระบาลีเป็น มนฺทามุชิโย โบราณว่า เชิงกราน.

108
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 109 (เล่ม 6)

บทว่า จิรปฏิกา มีความว่า จำเติมแต่กาลนาน.
บทว่า เกสมิสฺสํ เป็นต้น มีความว่า ผมทั้งหลายนั่นเองชื่อว่า
เกสมิสฺสํ มวยผม. ทุกบทมีนัยเหมือนกัน. หาบสำหรับใส่บริขารของดาบส
ชื่อว่า ขาริกาชะ.
อรรถกถาอุรุเวลกัสสปาทิวัตถุ จบ

109
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 110 (เล่ม 6)

ทรงเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร
เสด็จพระนครราชคฤห์ครั้งแรก
[๕๖] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับออยู่ ณ ตำบลคยาสีสะตาม
พระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จจาริกไป โดยบรรดาอันจะไปสู่พระนคราชคฤห์
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จำนวน ๑๐๐๐ รูป ล้วนเป็นปุราณชฎิล เสด็จจาริก
โดยลำดับถึงพระนครราชคฤห์แล้วทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ใต้ต้นไทรชื่อ
สุประดิษฐเจดีย์ในสวนตาลหนุ่ม เขตพระนครราชคฤห์นั้น
[๕๗] พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชได้ทรงสดับข่าวถนัดแน่ว่า
พระสมณโคตมศากยบุตรทรงผนวชจากศากยตระกูล เสด็จถึงพระนครราชคฤห์
โดยลำดับ ประทับอยู่ ใต้ต้นไทรชื่อสุประดิษฐเจดีย์ในสวนตาลหนุ่ม เขต
พระนครราชคฤห์ ก็แลพระกิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น
ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็น
พระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี
ทรงทราบโลก ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดา
ของเทพและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม พระองค์
ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัด ด้วยพระ
ปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์
เทพ และมนุษย์ ให้รู้ ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งาม
ในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์บริสุทธิ์
อนึ่ง การเห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น เป็นความดี.

110
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 111 (เล่ม 6)

หลังจากนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ทรงแวดล้อมด้วย
พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุต เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้น
ถึงจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ส่วนพราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุต นั้นแล บางพวกถวายบังคมพระผู้
พระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกได้ทูลปราศรัยกับพระผู้มี
พระภาคเจ้า ครั้นผ่านการทูลปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไป
แล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนขางหนึ่ง บางพวก ประคองอัญชลีไปทางที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าประทับ แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประกาศนามและ
โคตรในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวก
นั่งนิ่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้งนั้น พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุต
นั้นได้ความดำริว่า พระมหาสมณะพระพฤติพรหมจรรย์ในท่านอุรุเวลกัสสป
หรือว่าท่านอุรุเวลกัสสปประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ ลำดับนั้น พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าทั้งทราบความดำริในใจของพราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุต
นั้น ด้วยพระทัยของพระองค์ ได้ตรัสกะท่านพระอุรุเวลกัสสปด้วยพระคาถาว่า
ดังนี้.
ดูก่อนท่านผู้อยู่ในอุรุเวลามานาน เคยเป็นอาจารย์สั่งสอนหมู่ชฎิลผู้
ผอม เพราะกำลังพรต ท่านเห็นเหตุอะไรจึงยอมละเพลิงเสียเล่า ?
ดูก่อนกัสสป เราถามเนื้อความนี้กะท่าน ท่านละเพลิงที่บูชาเสียทำ
ไมเล่า ?
ท่านพระอุรุเวลกัสสปทูลตอบว่า ยังทั้งหลายกล่าวยกย่องรูปเสียงและ
รสที่น่าปราถนา และสตรีทั้งหลาย ข้าพระพุทธเจ้ารู้ว่านั้น เป็นมลทินในอุปธิ
ทั้งหลายแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงไม่ยินดี ในการเช่นสรวง ในการบชา.

111
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 112 (เล่ม 6)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนกัสสป ก็ใจของท่านไม่ยินดี
แล้วในอารมณ์ คือรูป เสียงและรสเหล่านั้น ดูก่อนกัสสป ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น
ใจของท่านยินดีในสิ่งไรเล่า ในเทวโลกหรือมนุษยโลก ท่านจงบอกข้อนั้นแก่
เรา.
ท่านพระอุรุเวลกัสสปทูลตอบว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นทางอันสงบ
ไม่มีอุปธิ ไม่กังวล ไม่ติดอยู่ในกามภพ ไม่มีภาวะเป็นอย่างอื่น ไม่ใช่ธรรม
ที่ผู้อื่นแนะให้บรรลุ เพราะฉะนั้น จึงไม่ยินดี ในการเซ่นสรวง ในการบูชา.
[๕๘] ลำดับนั้นท่านพระอุรุเวลกัสสปลุกจากอาสนะ ห่มผ้าอุตราสงค์
เฉวียงบ่า ซบเศียรลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้กราบทูลพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระศาสดาของ
ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวก พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระศาสดา
ของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวก พระพุทธเจ้าข้า.
ลำดับนั้น พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ทั้ง ๑๒ นหุต นั้น ได้มีความ
เข้าใจว่า ท่านอุรุเวลกัสสปประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ ครั้งนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกแห่งจิตของพราหมณ์คหบดี ชาว-
มคธทั้ง ๑๒ นหุตนั้น ด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว ทรงแสดงอนุปุพพิกถา
คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความ
เศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจากกาม เมื่อพระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงทราบว่า พวกเขามี จิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์
มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศ พระธรรมเทศนา ที่พระ-
พุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ
มรรค ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมี

112
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 113 (เล่ม 6)

ความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่
พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๑ นหุต ซึ่งมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประมุข ณ ที่นั่ง
นั้นแล ดุจผ้าที่สะอาด ปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย่อมเป็นอย่างดี ฉะนั้น
พราหมณ์คหบดีอีก ๑ นหุต แสดงตนเป็นอุบายสก.
[๕๙] ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชได้ทรงเห็นธรรม
แล้ว ได้ทรงบรรลุธรรมแล้ว ได้ทรงรู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว ทรงมีธรรมอันหยั่ง
ลงแล้ว ทรงข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ทรง
ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องทรงเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้
ทูลพระวาจานี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ครั้งก่อน เมื่อหม่อมฉันยังเป็นราช-
กุมาร ได้มีความปรารถนา ๕ อย่าง บัดนี้ ความปรารถนา ๕ อย่างนั้น ของ
หม่อมฉันสำเร็จแล้ว.
ความปรารถนา ๕ อย่าง
๑. ครั้งก่อน เมื่อหม่อนฉันยังเป็นราชกุมาร ได้มีความปรารถนาว่า
ไฉนหนอ ชนทั้งหลายพึงอภิเษกเราในราชสมบัติดังนี้ นี้เป็นความปรารถนา
ของหม่อมฉันประการที่ ๑ บัดนี้ความปรารถนานั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว
พระพุทธเจ้าข้า.
๒. ขอพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า พึงเสด็จมาสู่แว่นแคว้นของ
หม่อมฉันนั้น นี้เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๒ บัดนี้ ความ
ปรารถนานั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้า.
๓. ขอหม่อมฉันพึงได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น นี้เป็น
ความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๓ บัดนี้ ความปรารถนานั้น ของหม่อม-
ฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า.

113