ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 323 (เล่ม 69)

อวิชชานุสัย ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามรูปราคะเป็นต้นนั้น จากขันธ์
ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ ๔ แต่ทุภโตวุฏฐาน
วิโมกข์.
[๔๗๒] วิโมกข์ อนุโลมแก่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน วิตก
วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจิตเพื่อประโยชน์แก่การได้ปฐมฌาน ทุติยฌาน
ตติยฌาน จตุตถฌาน นี้เป็นวิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์.
วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน วิตก วิจาร ปีติ
สุข และเอกัคคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ
วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตน-
สมาบัติ นี้เป็นวิโมกข์ อนุโลมแก่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์.
วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน อนิจจานุปัสสนา
ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา เพื่อประโยชน์แก่การได้โสดาปัตติมรรค.
สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตมรรค นี้เป็นวิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่
ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์.
[๔๗๓] วิโมกข์ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน การ
ได้หรือวิบากแห่งปฐมฌาน แห่งทุติยฌาน แห่งตติยฌาน แห่งจตุตถฌาน
มีอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ ๔ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์.
วิโมกข์ ๔ ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน ? การได้หรือ
วิบากแห่งอากาสานัญจายตนสมาบัติ แห่งวิญญาณัญจายตนสมาบัติ แห่ง
อากิญจัญญายตนสมาบัติ แห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ มีอยู่ นี้เป็น
วิโมกข์ ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์.

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 324 (เล่ม 69)

วิโมกข์ ๔ ระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน ? โสดาปัตติผล
แห่งโสดาปัตติมรรค สกทาคามิผลแห่งสกทาคามิมรรค อนาคามิผลแห่ง
อนาคามิมรรค อรหัตผลแห่งอรหัตมรรค นี้เป็นวิโมกข์ ๔ ระงับจาก
ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์.
[๔๗๔] ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลาย
อย่างไร?
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเขียวในภายใน
ย่อมได้เฉพาะนีลสัญญา เธอทำนิมิตนั้น ให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว
กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีเขียวภายนอก ย่อมได้
เฉพาะนีลสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว
กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิคอย่างนี้ว่า
นิมิตสีเขียวทั้งสองทั้งภายในและภายนอกนี้เป็นในรูป เธอเป็นผู้มีความสำคัญว่า
เป็นรูป ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเหลือง ฯลฯ
นิมิตสีแดง. ..นิมิตสีขาวในภายใน ย่อมได้เฉพาะโอทาตสัญญา เธอทำนิมิต
นั้น ให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อม
น้อมจิตไปในนิมิตสีขาวในภายนอก ย่อมได้เฉพาะโอทาตสัญญา เธอทำนิมิต
นั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อม
เสพ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า นิมิตสีขาวทั้งสองทั้งภายใน
และภายนอกนี้ เป็นรูป เธอย่อมมีความสำคัญว่าเป็นรูป ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะ
อรรถว่า ภิกษุผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลายอย่างนี้.
[๔๗๕] ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้ไม่มีความสำคัญว่าเป็น
รูปในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอก อย่างไร ?

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 325 (เล่ม 69)

ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเขียวในภายใน
ไม่ได้นีลสัญญา ย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีเขียวภายนอก ย่อมได้นีลสัญญา เธอ
ทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้ว
เธอย่อมเสพ เจริญทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราไม่มีความสำคัญว่า
เป็นรูปในภายใน นิมิตสีเขียวภายนอกนี้เป็นรูป เธอก็มีรูปสัญญา ภิกษุบาง
รูปในธรรมวินัยนี้ ไม่มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเหลือง... นิมิตสีแดง...
นิมิตสีขาวในภายใน ไม่ได้โอทาตสัญญา ย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีขาวภาย
นอกย่อมได้โอทาตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว
กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วเธอย่อมเสพ เจริญทำให้มาก เธอมีความคิดอย่าง
นี้ว่า เราไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายนอกนี้เป็นรูป เธอก็มีรูปสัญญา ชื่อ
ว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้ไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายในเห็นรูป
ทั้งหลายในภายนอก อย่างนี้.
[๔๗๖] ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วน
งามเท่านั้น อย่างไร ?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่
ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวางแผ่
ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอัน
ไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน
อยู่เพราะเป็นผู้เจริญเมตตา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง มีใจประกอบด้วย
กรุณา ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญมุทิตา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง มีใจ
ประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญอุเบกขา
สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุน้อมใจ
ไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น อย่างนี้.

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 326 (เล่ม 69)

[๔๗๗] อากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ? ภิกษุในธรรม
วินัยนี้เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่มนสิการถึงนานัตต-
สัญญา โดยประการทั้งปวง เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ด้วยมนสิการว่า
อากาศหาที่สุดมิได้ นี้เป็นอากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์.
วิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เพราะล่วงอากาสานัญจายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าวิญญาณัญจายตน-
สมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ด้วยมนสิการว่า
วิญญาณหาที่สุดมิได้ นี้เป็นวิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์.
อากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะ
ล่วงวิญญาณัญจายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ
โดยประการทั้งปวง เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ ด้วยมนสิการว่า สิ่งน้อยหนึ่ง
ไม่มี นี้เป็นอากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์.
เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัย
นี้ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าเนวสัญญานา-
สัญญายตนสมาบัติ นี้เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์.
สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าสัญญาเวทยิต-
นิโรธ นี้เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์.
[๔๗๘] สมยวิโมกข์เป็นไฉน ? ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็น
สมยวิโมกข์.
อสมยวิโมกข์เป็นไฉน ? อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพาน
นี้เป็นอสมยวิโมกข์.

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 327 (เล่ม 69)

สามยิกวิโมกข์เป็นไฉน ? ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสาม-
ยิกวิโมกข์.
อสามยิกวิโมกข์เป็นไฉน ? อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพ-
พาน นี้เป็นอสามยิกวิโมกข์.
กุปปวิโมกข์เป็นไฉน ? ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นกุปป-
วิโมกข์.
อกุปปวิโมกข์เป็นไฉน ? อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพาน
นี้เป็นอกุปปวิโมกข์.
โลกิยวิโมกข์เป็นไฉน ? ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นโลกิย-
วิโมกข์.
โลกุตรวิโมกข์เป็นไฉน ? อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และ
นิพพาน นี้เป็นโลกุตรวิโมกข์.
สาสววิโมกข์เป็นไฉน ? ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสาสว-
วิโมกข์.
อนาสววิโมกข์เป็นไฉน ? อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพาน
นี้เป็นอนาสววิโมกข์.
[๔๗๙] สามิสวิโมกข์เป็นไฉน วิโมกข์ที่ปฏิสังยุตด้วยรูป นี้เป็น
สามิสวิโมกข์.
นิรามิสวิโมกข์เป็นไฉน ? วิโมกข์ที่ไม่ปฏิสังยุตด้วยรูป นี้เป็นนิรานิส-
วิโมกข์.
นิรามิสตรวิโมกข์เป็นไฉน ? อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และ
นิพพาน นี้เป็นนิรามิสตรวิโมกข์.

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 328 (เล่ม 69)

ปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน ? ฌาน ๔ อรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นปณิหิต-
วิโมกข์.
อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน ? อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และ
นิพพาน นี้เป็นอัปปณิหิตวิโมกข์.
ปณิหิตปฏิปัสสัทธิวิโมกข์เป็นไฉน ? การได้หรือวิบากแห่งปฐมฌาน
ฯลฯ แห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้เป็นปณิหิตปฏิปัสสัทธิวิโมกข์.
สัญญุตวิโมกข์เป็นไฉน ? ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสัญญุต-
วิโมกข์.
วิสัญญุตวิโมกข์เป็นไฉน ? อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และ
นิพพาน นี้เป็นวิสัญญุตวิโมกข์.
เอกัตตวิโมกข์เป็นไฉน ? อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพาน
นี้เป็นเอกัตตวิโมกข์
นานัตตวิโมกข์เป็นไฉน ? ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็น
นานัตตวิโมกข์.
[๔๘๐] สัญญาวิโมกข์เป็นไฉน ? สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญา
วิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ
โดยปริยายพึงมีได้.
คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร ?
อนิจจานุปัสสนาญาณพ้นจากนิจจสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญา-
วิโมกข์ ทุกขานุปัสสนาญาณพ้นจากสุขสัญญา... อนัตตานุปัสสนาญาณพ้นจาก .
อัตตสัญญา... นิพพิทานุปัสสนาญาณพ้นจากนันทิสัญญา (ความสำคัญโดย
ความเพลิดเพลิน)... วิราคานุปัสสนาญาณพ้นจากราคสัญญา... นิโรธานุ-

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 329 (เล่ม 69)

ปัสสนาญาณพ้นจากสมุทยสัญญา...ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ พ้นจากอาทาน-
สัญญา (ความสำคัญโดยความถือมั่น)... อนิมิตตานุปัสสนาญาณพ้นจากนิมิตต-
สัญญา... อัปปณิหิตานุปัสสนาญานพ้นจากปณิธิสัญญา... สุญญตานุปัสสนา-
ญานพ้นจากอภินิเวสสัญญา (ความสำคัญโดยความยึดมั่น)... เพราะเหตุนั้น
จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์
๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้.
ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากนิจจสัญญา
เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่าง
เปล่าในรูปพ้นจากอภินิเวสสัญญา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์ สัญญา-
วิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑
ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้.
ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา
ฯลฯ ในสังขาร ฯลฯ ในวิญญาณ ฯลฯ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะพ้น
จากนิจจสัญญา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การ
พิจารณาเห็นความว่างเปล่า ในชราและมรณะ พ้นจากอภินิเวสสัญญา เพราะ
เหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์ สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญา-
วิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้
อย่างนี้ นี้เป็นสัญญาวิโมกข์.
[๔๘๑] ญาณวิโมกข์เป็นไฉน ? ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์
๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย
พึงมีได้.

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 330 (เล่ม 69)

คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร ? อนิจจานุปัสสนายถาภูต-
ญาณพ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น
จึงเป็นญาณวิโมกข์ ทุกขานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็น
สุข จากความไม่รู้... อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดย
ความเป็นตัวตนจากความไม่รู้... นิพพิทานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความ
หลงโดยความเพลิดเพลิน จากความไม่รู้... วิราคานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้น
จากความหลงโดยความกำหนัด จากความไม่รู้... นิโรธานุปัสสนายถาภูตญาณ
พ้นจากความหลงโดยเป็นเหตุให้เกิด จากความไม่รู้... ปฏินิสสัคคานุปัสสนาย-
ถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความถือมั่น จากความไม่รู้... อนิมิตตานุ-
ปัสสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความเป็นนิมิต จากความไม่รู้...
อัปปณิหิตานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็นที่ตั้ง จาก
ความไม่รู้... สุญญตานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น
จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณ
วิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ
โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้.
ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากความ
หลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์
ฯลฯ ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป พ้นจากความหลง
โดยความยึดมั่น จากความรู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ญาณวิโมกข์
๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถ
แห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้.

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 331 (เล่ม 69)

ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา
ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดย
ความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ฯลฯ
ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ พ้นจาก
ความยึดมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ ๑
เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่ง
วัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ นี้เป็นญาณวิโมกข์.
[๔๘๒] สีติสิยาวิโมกข์เป็นไฉน ? สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติสิยา
วิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ
โดยปริยาย พึงมีได้.
คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงได้อย่างไร ?
อนิจจานุปัสสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความ
เดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความเป็นสภาพเที่ยง
เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์ ทุกขานุปัสสนา... โดยความเป็นสุข...
อนัตตานุปัสสนา... โดยความเป็นตน... นิพพิทานุปัสสนา... โดยความ
เพลิดเพลิน... วิราคานุปัสสนา... โดยความกำหนัด... นิโรธานุปัสสนา...
โดยความเป็นเหตุเกิด... ปฏินิสสัคคานุปัสสนา... โดยความถือมั่น... อนิมิตตา-
นุปัสสนา... โดยมีนิมิตเครื่องหมาย... อัปปณิหิตานุปัสสนา... โดยเป็นที่ตั้ง
... สุญญตานุปัสสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความ
เดือดร้อน ความเร่าร้อน และความกระวนกระวายโดยความยึดมั่น เพราะ
เหตุนั้นจึงเป็น สิติสิยาวิโมกข์ สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยา-

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 332 (เล่ม 69)

วิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้
อย่างนี้.
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป เป็นญาณอันมีความเย็นอย่าง
เยี่ยมพ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความ
เป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์ ฯลฯ ด้วยสามารถแห่ง
วัตถุ โดยปริยายพึงมีได้อย่างนี้.
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ในสังขาร
ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็นญาณอันมีความเย็นอย่าง
เยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความ
เป็นสภาพไม่เที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์ ฯลฯ สีติสิยาวิโมกข์ ๑
เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถ
แห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ นี้เป็นสีติสิยาวิโมกข์.
[๔๘๓] ฌานวิโมกข์เป็นไฉน ? เนกขัมมะเกิด เผากามฉันทะ
เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน เนกขัมมะเกิดพ้นไป เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้นจึง
เป็นฌานวิโมกข์ ธรรมเกิด ย่อมเผา ฌายีบุคคลย่อมรู้กิเลสที่เกิดและถูกเผา
เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌานวิโมกข์ ความไม่พยาบาทเกิด เผาความพยาบาท
เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน ความไม่พยาบาทเกิดพ้นไป เผาพ้นไป... อาโลก-
สัญญาเกิด เผาถีนมิทธะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน ความไม่ฟุ้งซ่านเกิด
เผาอุทธัจจะ... การกำหนดธรรมเกิด เผาวิจิกิจฉา... ญาณเกิด เผาอวิชชา
... ความปราโมทย์เกิด เผาอรติ... ปฐมฌานเกิด เผานิวรณ์ เพราะเหตุนั้น
จึงเป็นฌาน ฯลฯ อรหัตมรรคเกิด เผากิเลสทั้งปวง เพราะเหตุนั้นจึงเป็น
ฌาน เกิดพ้นไป เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌานวิโมกข์ ธรรมเกิด

332