ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 84 (เล่ม 6)

ครั้งนั้น มารผู้มีใจบาปรู้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้จักเรา พระ
สุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้แล้ว มีทุกข์ เสียใจ หายไปในที่นั้นเอง.
เรื่องพระสทายภัททวัคคีย์
[๓๖] ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครพาราณสีตาม
พระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จจาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่ตำบลอุรุเวลา และ
ทรงแวะจากทางแล้วเสด็จเข้าไปยังไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง ครั้นถึงไพรสณฑ์นั้น
แล้ว ประทับนั่ง ณ โคนไม้ต้น หนึ่ง.
ก็โดยสมัยนั้นแล สหายภัททวัคคีย์จำนวน ๓๐ คน พร้อมด้วยปชาบดี
บำเรอกันอยู่ ณ ไพรสณฑ์แห่งนั้น สหายคนหนึ่งไม่มีปชาบดี สหายทั้งหลาย
จึงได้นำหญิงแพศยามาเพื่อประโยชน์แก่เขา ต่อมาหญิงแพศยานั้น เมื่อพวก
สหายนั้น เผลอตัวมัวบำเรอกันอยู่ ได้ลักเครื่องประดับหนีไป จึงพวกสหายนั้น
เมื่อจะทำการช่วยเหลือสหาย เที่ยวตามหาหญิงแพศยานั้น ไปถึงไพรสณฑ์
แห่งนั้น ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง ครั้น แล้ว
จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระผู้
มีพระภาคเจ้าเห็นหญิงบ้างไหมเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงย้อนถามว่า ดูก่อนกุมารทั้งหลาย พวกเธอจะ
ต้องการอะไรด้วยหญิงเล่า ?
ภัท. เจ้าข้า พวกข้าพเจ้าเป็นสหายภัททวัคคีย์จำนวน ๓๐ คนในตำบล
นี้พร้อมด้วยปชาบดีบำเรอกันอยู่ในไพรสณฑ์แห่งนี้ สหายคนหนึ่งไม่มีปชาบดี
พวกข้าพเจ้าจึงได้นำหญิงแพศยามาเพื่อประโยชน์แก่เขา ต่อมา หญิงแพศยานั้น
เมื่อพวกข้าพเจ้าเผลอตัวมัวบำเรอกันอยู่ ได้ลักเครื่องประดับหนีไป เพราะเหตุ

84
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 85 (เล่ม 6)

นั้นพวกข้าพระองค์ผู้เป็นสหายกัน เมื่อจะทำการช่วยเหลือสหาย จึงเที่ยวตาม
หาหญิงนั้นมาถึงไพรสณฑ์แห่งนี้ เจ้าข้า.
ภ. ดูก่อนกุมารทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ข้อที่
พวกเธอแสวงหาหญิงหรือแสวงหาตนนั้น อย่างไหนเป็นความดีของพวกเธอเล่า.
ภัท. ข้อที่พวกข้าพระองค์แสวงหาตนนั่นแล เป็นความดีของพวก
ข้าพเจ้า เจ้าข้า.
ภ. ดูก่อนกุมารทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น พวกเธอนั่งลงเถิด เราจักแสดง
ธรรมแก่พวกเธอ.
พวกสหายภัททวัคคีย์เหล่านั้น รับพระพุทธาณัติพจน์ว่า อย่างนั้น
เจ้าข้า ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่พวกเขา คือทรงประกาศทานกถา
สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และ
อานิสงส์ในความออกจากกาม เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า พวกเขามีจิตสงบ
มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรง
ประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง
คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจาก
มลทินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็น
ธรรมดา ได้เกิดแก่พวกเขา ณ ที่นั่ง นั่นแล ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน
ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดี ฉะนั้น พวกเขาได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรม
แล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว
ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น
ในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า
พวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชาพึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า.

85
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 86 (เล่ม 6)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้ว
ได้ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงพระพฤติพรหมจรรย์
เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด
พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น.
เรื่องพระสหายภัททวัคคีย์ จบ
ทุติยภาณวาร จบ
อรรถกถาภัททวัคคิยสหายกวัตถุ
หลายบทว่า มยฺหํ โข ภิกฺขเว มีอรรถว่า มยา โข. อีกอย่าง
หนึ่ง มีความว่า ความทำในใจโดยแยบคายของเรา อธิบายว่า เพราะความ
ทำในใจโดยแยบคายของเราเป็นเหตุ. ครั้นเปลี่ยนวิภัติแล้วก็พึงกล่าวคำว่า มยา
เป็นอนภิหิตกัตตา ในบทว่า อนุปฺปตฺตา นี้อีก (เพราะ มยฺหํ เป็นสามี
สัมพันธไปแล้ว.
บทว่า ภทฺทวคฺคิยา มีความว่า ได้ยินว่า สหายเหล่านั้นเป็นราช-
กุมาร ผู้มีความเจริญด้วยรูปร่างและจิต เที่ยวไป ด้วยคุมกันเป็นพวกเดียว
กัน เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ภัททวัคคีย์ โว อักษรในบทว่า เตนหิ โว
ดังนี้ สักว่านิบาต.
สองบทว่า ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ มีความว่า โสดาปัตติมรรคได้เกิด
ขึ้นแก่บางพวก สกทาคามิมรรคได้เกิดขึ้นแก่บางพวก อนาคามิมรรคได้เกิด

86
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 87 (เล่ม 6)

ขึ้นแก่บางพวก จริงอยู่ มรรคเหล่านั้นทั้ง ๓ ท่านเรียกว่าธรรมจักษุ. ได้ยินว่า
สหายเหล่านั้น ได้เป็นนักเลง ๓๐ ตนในตุณฑิลชาดก๑. ครั้งนั้นพวกเขาได้ฟัง
ตุณฑิโลวาทแล้วรักษาศีล ๕. บุพพกรรมของสหายเหล่านั้นเท่านี้.
อรรถกถาภัททวัคคิยสหายกวัตถุ จบ
เรื่องชฏิล ๓ พี่น้อง
[๓๗] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงตำบล-
อุรุเวลาแล้ว. ก็โดยสมัยนั้นแล ชฎิล ๓ คน คือ อุรุเวลกัสสป ๑ นทีกัสสป ๑
คยากัสสป ๑ อาศัยอยู่ในตำบลอุรุเวลา บรรดาชฎิล ๓ คนนั้น ชฎิลชื่ออุรุเวล-
กัสสปเป็นผู้นำ เป็นผู้ฝึกสอน เป็นผู้เลิศ เป็นหัวหน้า เป็นประธาน ของ
ชฎิล ๕๐๐ คน ชฎิลชื่อนทีกัสสป เป็นผู้นำ เป็นผู้ฝึกสอน เป็นผู้เลิศ เป็น
หัวหน้า เป็นประธานของชฎิล ๓๐๐ คน ชฎิลชื่อคยากัสสป เป็นผู้นำ เป็น
ผู้ฝึกสอน เป็นผู้เลิศ เป็นหัวหน้า เป็นประธาน ของชฎิล ๒๐๐ คน. ครั้งนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จเข้าไปสู่อาศรมของชฎิลชื่ออุรุเวลกัสสป แล้วได้ตรัส
กะชฎิลชื่ออุรุเวลกัสสปว่า ดูก่อนกัสสป ถ้าท่านไม่หนักใจ เราขออาศัยอยู่ใน
โรงบูชาเพลิงสักคืนหนึ่ง.
อุรุ. ข้าแต่มหาสมณะ ข้าพเจ้าไม่หนักใจเลย แต่ในโรงบูชาเพลิงนั้น
มีพญานาคดุร้าย มีฤทธิ์ เป็นอสรพิษ มีพิษร้ายแรง อย่าเลย มันจะทำให้
ท่านลำบาก.
แม้ครั้งที่สอง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแก่ชฎิลชื่ออุรุเวลกัสสปว่า
ดูก่อนกัสสป ถ้าท่านไม่หนักใจ เราขออาศัยอยู่ในโรงบูชาเพลิงสักคืนหนึ่ง.
๑. ข. ชา. ๒๗/๙๑๗. ชาดกอัฏฐกถาภาค ๕ หน้า ๗๘.

87
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 88 (เล่ม 6)

อุรุ. ข้าแต่มหาสมณะ ข้าพเจ้าไม่หนักใจเลย แต่ในโรงบูชาเพลิง
นั้น มีพญานาคดร้าย มีฤทธิ์ เป็นอสรพิษ มีพิษร้ายแรง อย่าเลย มันจะ
ทำให้ท่านลำบาก.
แม้ครั้งที่สาม พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแก่ชฎิลชื่ออุรุเวลกัสสปว่า
ดูก่อนกัสสป ถ้าท่านไม่หนักใจ เราขออาศัยอยู่ในโรงบูชาเพลิงสักคืนหนึ่ง.
อุรุ. ข้าแต่มหาสมณะ ข้าพเจ้าไม่หนักใจเลย แต่ในโรงบูชาเพลิงนั้น
มีพญานาคดุร้าย มีฤทธิ์ เป็นอสรพิษ มีพิษร้ายแรง อย่าเลย มันจะทำให้
ท่านลำบาก.
ภ. ลางทีพญานาคจะไม่ทำให้เราลำบาก ดูก่อนกัสสป เอาเถิด ขอ
ท่านจงอนุญาตโรงบูชาเพลิง.
อุรุ. ข้าแต่มหาสมณะ เชิญท่านอยู่ตามสบายเถิด.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปสู่โรงบูชาเพลิง แล้วทรงปู
หญ้าเครื่องลาด ประทับนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติมั่น.
ปาฏิหาริย์ที่ ๑
[๓๘] ครั้งนั้น พญานาคนั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไป
ดังนั้น ครั้นแล้ว มีคาวามขึ้งเคียดไม่พอใจ จึงบังหวนควันขึ้น ลำดับนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงดำริว่า ไฉนหน่อ เราพึงครอบงำเดชของพญานาค
นี้ด้วยเดชของตน ไม่กระทบกระทั่งผิวหนึ่ง เนื้อ เอ็น กระดูก และเยื่อใน
กระดูก ดังนี้ แล้วทรงบันดาลอิทธาภิสังขารเช่นนั้น ทรงบังหวนควันแล้ว
พญานาคนั้นทนความลบหลู่ไม่ได้ จึงพ่นไฟสู้ในทันที แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็ทรงเข้ากสิณสมาบัติมีเตโชธาตุเป็นอารมณ์บันดาลไฟต้านทานไว้ เมื่อทั้งสอง

88
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 89 (เล่ม 6)

ฝ่ายโพลงไฟขึ้น โรงบูชาเพลิงรุ่งโรจน์เป็นเปลวเพลิงดุจไฟลุกไหม้ทั่วไป จึง
ชฎิลพวกนั้นพากันล้อมโรงบูชาเพลิง แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ชาวเรา พระมหา-
สมณะรูปงามดงถูกพญานาคเบียดเบียนแน่ ต่อมาพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรง
ครอบงำเดชของพญานาคนั้น ด้วยเดชของพระองค์ ไม่กระทบกระทั่งผิวหนัง
เนื้อ เอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูก ทรงขดพญานาคไว้ในบาตร โดยผ่าน
ราตรีนั้น แล้วทรงแสดงแก่ชฎิลอุรุเวลกัสสปาด้วยพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนกัสสป
นี้พญานาคของท่าน เราครอบงำเดชของมันด้วยเดชของเราแล้ว จึงชฎิลอุรุ
เวลกัสสปได้ดำริว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ จึงครอบงำ
เดชของพญานาคที่ดุร้าย มีฤทธิ์ เป็นอสรพิษ มีพิษร้ายแรง ด้วยเดชของตน
ได้ แต่พระมหาสมณะนี้ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.
[๓๙] ที่แม่น้ำเนรัญชรา พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะชฎิลอุรุเวล-
กัสสปว่าดังนี้:-
ดูก่อนกัสสป ถ้าท่านไม่หนักใจ เราขออาศัยอยู่ในโรงบูชาเพลิงสักวัน
หนึ่ง.
อุรุ. ข้าแต่มหาสมณะ ข้าพเจ้าไม่หนักใจเลย แต่ข้าพเจ้าหวังความ
สำราญจึงห้ามท่านว่า ในโรงบูชาเพลิงนั้นมีพญานาคดุร้าย มีฤทธิ์ เป็นอสรพิษ
มีพิษร้ายแรง อย่าเลย มันจะทำให้ท่านลำบาก.
ภ. บางทีพญานาคนั้นจะไม่ทำให้เราลำบาก ดูก่อนกัสสป เอาเถิด
ท่านจงอนุญาตโรงบูชาเพลิง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอุรุเวลกัสสปนั้นว่า อนุญาตให้แล้ว ไม่
ทรงครั่นคร้าม ปราศจากความกลัว เสด็จเข้าไป.

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 90 (เล่ม 6)

พญานาคเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงคุณความดี เสด็จเข้าไปแล้ว
ไม่พอใจ จึงบังหวนควันขึ้น.
ส่วนพระพุทธเจ้าผู้เป็นมนุษย์ประเสริฐ มีพระทัยดี มีพระทัยไม่ขัด
เคืองทรงบังหวนควันขึ้นในที่นั้น
แต่พญานาคทนความลบหลู่ไม่ได้ จึงพ่นไฟสู้.
ส่วนพระพุทธเจ้าผู้เป็นมนุษย์ประเสริฐ ทรงฉลาดในกสิณสมาบัติมี
เตโชธาตุเป็นอารมณ์ ได้ทรงบันดาลไฟต้านทานไว้ในที่นั้น.
เมื่อทั้งสองฝ่ายโพลงไฟขึ้นแล้ว โรงบูชาเพลิงรุ่งโรจน์เป็นเปลวเพลิง
พวกชฎิลกล่าวกันว่า ชาวเรา พระสมณะรูปงามคงถูกพญานาคเบียดเบียนแน่
ควันราตรีผ่านไป เปลวไฟของพญานาคไม่ปรากฏ แต่เปลวไฟสีต่างๆ
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ยังสถิตอยู่.
พระรัศมีสีต่าง ๆ คือสีเขียว สีแดง สีหงสบาท สีเหลือง สีแก้วผลึก
ปรากฏที่พระกาย พระอังดีรส.
พระพุทธองค์ทรงขดพญานาคไว้ในบาตรแล้ว ทรงแสดงแก่พราหณ์
ว่า ดูก่อนกัสสป นี่พญานาคของท่าน เราครอบงำเดชของมันด้วยเดชของเรา
แล้ว.
ครั้งนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสป เลื่อมใสยิ่งนัก เพราะอิทธิปาฏิหาริย์นี้
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่มหาสมณะ
นิมนต์อยู่ในที่นี้แหละ ข้าพเจ้าจักบำรุงท่าน ด้วยภัตตาหารประจำ.
ปฏิหาริย์ที่ ๑ จบ

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 91 (เล่ม 6)

ปาฏิหาริย์ที่ ๒
[๔๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง
ไม่ไกลจากอาศรมของชฎิลอุรุเวลกัสสป ครั้งนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เมื่อราตรี
ปฐมยามผ่านไปแล้ว เปล่งรัศมีงาม ยังไพรสณฑ์ทั้งสิ้นให้สว่างไสว แล้วเข้า
ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นถึงแล้วจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ยืน
เฝ้าอยู่ทั้ง ๔ ทิศ ดุจกองไฟใหญ่ฉะนั้น ต่อมาชฎิลอุรุเวลกัสสป เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าโดยผ่านราตรีนั้น ครั้นถึงแล้วได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาค
เจ้าว่า ถึงเวลาแล้วมหาสมณะภัตตาหารเสร็จแล้ว พวกนั้นคือใครกันหนอ เมื่อ
ราตรีปฐมยามผ่านไปแล้ว มีรัศมีงาม ยังไพรสณฑ์ทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไป
หาท่าน ครั้นถึงแล้วอภิวาทท่านได้ยืนอยู่ทั้ง ๔ ทิศ ดุจกองไฟใหญ่ฉะนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนกัสสป พวกนั้นคือท้าวมหาราช
ทั้ง ๔ เข้ามาหาเราเพื่อฟังธรรม.
ครั้งนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้มีความดำริว่า พระหาสมณะมีฤทธิ์มาก
มีอนุภาพมากแท้ ถึงกับท้าวมหาราชทั้ง ๔ เข้ามาหาเพื่อฟังธรรม แต่ก็ไม่
เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยภัตตาหารของชฎิลอุรุเวลกัสสป แล้ว
ประทับอยู่ในไพรสณฑ์ตำบลนั้นแล.
ปาฏิหาริย์ที่ ๒ จบ
ปาฏิหาริย์ที่ ๓
[๔๑] ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพ เมื่อราตรีปฐมยามล่วงไปแล้ว
เปล่งรัศมีงาม ยังไพรสณฑ์ทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

91
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 92 (เล่ม 6)

ครั้นถึงแล้วจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง ดุจกองไฟใหญ่ งามและประณีตกว่ารัศมีแต่ก่อน ต่อมา ชฎิลอุรุเวล-
กัสสปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยผ่านราตรีนั้น ครั้น ถึงแล้วได้ทูลคำนี้ต่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ถึงเวลาแล้วมหาสมณะ ภัตตาหารเสร็จแล้ว ผู้นั้นคือใคร
กันหนอ เมื่อราตรีปฐมยามผ่านไปแล้ว เปล่งรัศมีงาม ยังไพรสณฑ์ทั้งสิ้นให้
สว่างไสว เข้ามาหาท่าน ครั้นถึงแล้วอภิวาที่ท่าน ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้าง
หนึ่ง ดุจกองไฟใหญ่ งามและประณีตกว่ารัศมีแต่ก่อน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตอบว่า ดูก่อนกัสสป ผู้นั้น คือ ท้าวสักกะจอม-
ทวยเทพเข้ามาหาเพื่อฟังธรรม.
ครั้งนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้มีความดำริว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก
มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับท้าวสักกะจอมทวยเทพเข้ามาหาเพื่อฟังธรรม แต่ก็ไม่
เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยภัตตาหารของชฏิลอุรุเวลากัสสป
แล้วประทับอยู่ในไพรสณฑ์ตำบลนั้นแล.
ปาฏิหาริย์ที่ ๓ จบ
ปาฏิหาริย์ที่ ๔
[๔๒] ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม เมื่อราตรีปฐมยามล่วงไปแล้ว
เปล่งรัศมีงาม ยังไพรสณฑ์ทั้งสั้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นถึงแล้วจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ดุจกองไฟใหญ่ งามและประณีตกว่ารัศมีแต่ก่อน ครั้นล่วงราตรีนั้น ชฎิลอุรุเวล-
กัสสป ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นถึงแล้วได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มี

92
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 93 (เล่ม 6)

พระภาคเจ้าว่า ถึงเวลาแล้วมหาสมณะ ภัตตาหารเสร็จแล้ว ผู้นั้นคือใครกัน
หนอ เมื่อราตรีปฐมยามผ่านไปแล้ว เปล่งรัศมีงาม ยังไพรสณฑ์ทั้งสิ้นให้
สว่างไสว เข้ามาหาท่าน ครั้นถึงแล้วอภิวาทท่าน ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง ดุจกองไฟใหญ่ งามและประณีตกว่ารัศมีแต่ก่อน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนกัสสปะ ผู้นั้น คือ ท้าวสหัมบดี
พรหมเข้ามาหาเราเพื่อฟังธรรม.
ครั้งนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้ดำริว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มี
อานุภาพมากแท้ ถึงกันท้าวสหัมบดีพรหมเข้ามาหาเพื่อฟังธรรม แต่ก็ไม่เป็น
พระอรหันต์เหมือนเราแนะ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยภัตตาหารของชฎิลอุรุเวลกัสสป แล้ว
ประทับอยู่ในไพรสณฑ์ตำบลนั้นแล.
ปาฏิหาริย์ที่ ๔ จบ
ปาฏิหาริย์ที่ ๕
[๔๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้เตรียมการบูชายัญเป็น
การใหญ่ และประชาชนชาวอังคะและมคธทั้งสิ้น ถือของเคี้ยวของบริโภคเป็น
อันมาก บ่ายหน้ามุ่งไปหา จึงชฎิลอุรุเวลกัสสปได้ดำริว่า บัดนี้ เราได้เตรียม
การบูชายัญเป็นการใหญ่ และประชาชนชาวอังคะและมคธทั้งสิ้นได้นำของเคี้ยว
ของบริโภคเป็นอันมากบ่ายหน้ามุ่งมาหา ถ้าพระมหาสมณะจักทำอิทธิปาฏิหาริย์
ในหมู่มหาชน ลาภสักการะจักเจริญยิ่งแก่พระมหาสมณะ ลาภสักการะของเรา
จักเสื่อม โอทำไฉน วันพรุ่งนี้ พระมหาสมณะจึงจะไม่มาฉัน ครั้งนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกแห่งจิตของชฎิลอุรุเวลกัสสปด้วย

93