ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 223 (เล่ม 69)

พึงทราบวินิจฉัยในจตุตถจตุกนิเทศดังต่อไปนี้. ท่านตั้งคำถามด้วย
คำเป็นนปุงสกลิงค์ว่า อนิจฺจนฺติ กึ อนิจฺจํ บทว่า อนิจฺจํ อะไรไม่เที่ยง.
บทว่า อุปฺปาทวยฏฺเฐน เพราะอรรถว่า เกิดขึ้นและเสื่อมไป
ความว่า เพราะสภาวะคือ ความเกิดและความเสื่อม. ในบทนี้ เบญจขันธ์
เป็นสภาวลักษณะความเกิดและความเสื่อมของเบญจขันธ์เป็นวิการลักษณะ
(ลักษณะความเปลี่ยนแปลง) ด้วยบทนี้เป็นอันท่านกล่าวว่า ชื่อว่า ไม่เที่ยง
เพราะเป็นแล้วไม่เป็น ส่วนในอรรถกถาแม้ท่านกล่าวว่า ความไม่เที่ยงด้วย
อำนาจแห่งสังขตลักษณะ. และว่าความที่เบญจขันธ์เหล่านั้นมีเกิดเสื่อมและเป็น
อย่างอื่น ก็ยังกล่าวว่า ความเป็นแล้วไม่เป็นดังนี้. ด้วยบทนี้ อาการคือ เป็น
แล้วไม่เป็น ท่านกล่าวว่าเป็น อนิจจลักษณะ. ท่านกล่าวทำไปยาลว่า เมื่อเห็น
ความเกิดและความเสื่อมแห่งเบญจขันธ์ย่อมเห็นลักษณะ ๕๐ เหล่านี้. บทว่า
ธมฺมา คือธรรมตามที่ท่านกล่าวแล้วมีรูปขันธ์เป็นต้น.
พึงทราบวินิจฉัยในวิราคานุปัสสีนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า รูเป
อาทีนวํ ทิสฺวา เห็นโทษในรูป คือเห็นโทษในรูปขันธ์ด้วยการตั้งอยู่ในความ
ไม่เที่ยงเป็นต้น ดังที่ท่านกล่าวแล้วข้างหน้าตั้งแต่ภังคานุปัสสนาญาณ. บทว่า
รูปวิราโค ในความคลายกำหนัดในรูป คือนิพพาน เพราะบุคคลอาศัยนิพพาน
คลายกำหนัดรูป ย่อมดับด้วยการถึงความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา ฉะนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า คลายความกำหนัด ในรูป. บทว่า ฉนฺทชาโต โหติ เป็นผู้เกิด
ฉันทะ คือมีฉันทะในธรรมอันเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งการฟัง. บทว่า
สทฺธธิมุตฺโต น้อมใจไปด้วยศรัทธาคือน้อมไป ตัดสินใจไปในนิพพานนั้น.
ด้วยศรัทธา. บทว่า จิตฺตญฺจสฺสสฺยาธิฏฺฐีตํ และมีจิตตั้งมั่นดี พึงทราบ
โดยเชื่อมความว่า จิตของพระโยคาวจรนั้นตั่งมั่นด้วยดี ประดิษฐานไว้ด้วยดี

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 224 (เล่ม 69)

ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ในการทำลายรูปอันได้แก่ ความคลายกำหนัดในความ
สิ้นไปด้วยสามารถแห่งการได้ยินได้ฟัง นิพพานอันคลายความกำหนัดในรูป
กล่าวคือ คลายความกำหนัดหมดสิ้น.
บทว่า รูเป วิราคานุปสฺสี พิจารณาความคลายกำหนัดในรูป
ท่านกล่าวความคลายกำหนัดในความสิ้นไปแห่งรูปด้วยสัตตมีวิภัตติว่า รูเป
วิราโค ความคลายกำหนัดในรูป. ท่านกล่าวความคลายกำหนัดหมดสิ้นแห่ง
รูปด้วยสัตตมีวิภัตติลงในอรรถแห่งนิมิตว่า รูเป วิราโค ความคลายกำหนัด
ในเพราะรูป. ท่านกล่าวความคลายกำหนัดแม้ทั้งสองอย่างนั้น มีการพิจารณา
โดยอารมณ์และโดยอัธยาศัยเป็นปกติว่า รูเป วิราคานุปสฺสี พิจารณาความ
คลายกำหนัดในรูป. ในเวทนาเป็นต้นมีนัยนี้. แม้ในนิเทศแห่งบทว่า
นิโรธานุปสฺสี ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ก็ในบทนี้ว่า กตีหากาเรหิ ด้วยอาการเท่าไร มีความพิเศษดังต่อ
ไปนี้. ท่านแสดงถึงการดับโทษ แม้แห่งรูปเป็นต้นด้วยการเห็นการดับโทษ
แห่งองค์ของปฏิจจสมุปบาทมีอวิชชาเป็นต้น เพราะอวิชชาเป็นต้นเหล่านั้น
ไม่ล่วงองค์แห่งปฏิจจสมุปบาทไปได้ ด้วยคำพิเศษนี้แหละเป็นอันท่านกล่าวถึง
ความพิเศษแห่งนิโรธานุปัสสนา เพราะพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด. ใน
บทเหล่านั้น บทว่า อนิจฺจฏฺเฐน ด้วยอรรถว่าไม่เที่ยง คือด้วยอรรถว่าสิ้นไป
หรือด้วยอรรถว่า เป็นแล้วไม่เป็น. บทว่า ทุกฺขฏฺเฐน ด้วยอรรถว่าเป็นทุกข์
คือด้วยอรรถว่า น่ากลัว หรือด้วยอรรถว่าบีบคั้น. บทว่า อนตฺตฏฺเฐน
ด้วยอรรถว่าเป็นอนัตตา คือด้วยอรรถว่า หาสาระมิได้ หรือด้วยอรรถว่า
ไม่เป็นไปในอำนาจ. บทว่า สนฺตาปฏฺเฐน ด้วยอรรถว่าเป็นเหตุให้เดือดร้อน
คือด้วยอรรถว่ากิเลสเป็นเหตุให้เดือดร้อน. บทว่า ปริณามฏฺเฐน ด้วย

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 225 (เล่ม 69)

อรรถว่า แปรปรวน คือด้วยอรรถว่า แปรปรวนโดย ๒ ส่วน ด้วยอำนาจแห่ง
ชรา และภังคะ (ความดับ). บทว่า นิทานนิโรเธน ด้วยนิทานดับ
คือด้วยไม่มีเหตุปัจจัย. บทว่า นิรุชฺฌติ ย่อมดับคือไม่มี. บทว่า สมุทย-
นิโรเธน ด้วยสมุทัยดับ คือด้วยความไม่มีปัจจัยอันใกล้. เพราะเหตุปัจจัย
ท่านกล่าวว่า นิทาน ดุจโภชนะไม่เป็นที่สบายแก่คนเจ็บป่วย ปัจจัยอันใกล้
ท่านกล่าว สมุทัย ดุจลมน้ำดีและเสมหะของคนเจ็บป่วย. เพราะ นิทาน ย่อม
ให้ผลด้วยการวินิจฉัย สมุทัยเป็นเหตุเกิดผลด้วยดี. บทว่า ชาตินิโรเธน
ด้วยชาติดับ คือด้วยไม่มีการเกิดแห่งปัจจัย. บทว่า ปภวนิโรเธน ด้วยภพ
ดับ คือด้วยไม่มีการเกิดแห่งปัจจัยอันใกล้ (อาสันนปัจจัย) ควรกล่าวว่า ชื่อว่า
ภพ เพราะชาติเป็นเหตุให้เกิดทุกข์. บทว่า เหตุนิโรเธน ด้วยเหตุดับคือ
ด้วยไม่มีปัจจัยให้เกิดชนกปัจจัย. บทว่า ปจฺจยนิโรเธน ด้วยปัจจัยดับ
คือด้วยไม่มีปัจจัยอุปถัมภ์ แม้เหตุปัจจัยก็เป็นทั้งอาสันนปัจจัย ชนกปัจจัย
และอุปถัมภกปัจจัยนั่นเอง. ด้วยปัจจัยเหล่านั้น ที่กล่าวการดับชั่วคราว
ในขณะวิปัสสนากล้าแข็ง. การดับเด็ดขาดในขณะแห่งมรรค. บทว่า ญาณุ-
ปฺปาเทน ด้วยญาณเกิด คือ ด้วยความเกิดแห่งวิปัสสนาญาณกล้าแข็ง หรือ
แห่งมรรคญาณ. บทว่า นิโรธุปฏฺฐาเนน ด้วยนิโรธปรากฏ คือด้วยความ
ปรากฏแห่งนิพพาน กล่าวคือนิโรธด้วยอำนาจแห่งการได้ฟังถึงการดับความ
สิ้นไปโดยประจักษ์ในขณะแห่งวิปัสสนา และด้วยความปรากฏแห่งนิพพาน
โดยประจักษ์ในขณะแห่งมรรค. ด้วยบทเหล่านี้เป็นอันท่านทำความแน่นอน
ด้วยอินทรีย์อันเป็นวิสัย และท่านกล่าวถึงความดับชั่วคราวและดับเด็ดขาด.
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งบทว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี (พิจารณา
ความสละคืน) ดังต่อไปนี้. บทว่า รูปํ ปริจฺจชติ สละรูป คือสละรูปขันธ์
เพราะไม่เพ่งถึงด้วยการเห็นโทษ. บทว่า ปริจฺจาคปฏินิสฺสคฺโค สละคืน

225
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 226 (เล่ม 69)

ด้วยการบริจาค ท่านอธิบายว่า ชื่อว่า ปฏินิสฺสคโค เพราะอรรถว่า สละ.
ด้วยบทนี้ เป็นอันท่านกล่าวถึงอรรถแห่งการบริจาคแห่งบทว่า ปฏินิสสัคคะ
เพราะฉะนั้น อธิบายว่า ได้แก่ การละกิเลสทั้งหลาย อนึ่ง ในบทนี้ วิปัสสนา
อัน เป็นวุฏฐานคามินี (ญาณเป็นเครื่องออกไป) ย่อมสละกิเลสทั้งหลายได้โดย
ชั่วคราว มรรคย่อมสละได้โดยเด็ดขาด.
บทว่า รูปนิโรเธ นิพฺพาเน จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ จิตย่อมแล่นไปใน
นิพพานอันเป็นทีดับรูป คือ วิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินีย่อมแล่นไปเพราะ
น้อมไปในนิพพานนั้น มรรคย่อมแล่นไปด้วยการทำให้เป็นอารมณ์.
บทว่า ปกฺขนฺทนปฏินิสฺสคโค ความสละคืนด้วยการแล่นไป
ท่านอธิบายว่า ชื่อว่า ปฏินิสสัคคะ เพราะอรรถแล่นไป. ด้วยบทที่ท่าน
กล่าวถึงอรรถแห่งความแล่นไปของบทว่า ปฏินิสสัคคะ เพราะฉะนั้น จึงมี
ความว่า ได้แก่ การสละจิตลงในนิพพาน. พึงทราบเรื่องอันมาในพระสูตร
๔ เรื่อง ด้วยสามารถแห่งจตุตถจตุกะ. ในจตุกะนี้ พึงทราบถึงบทที่ควร
กล่าวถึงชราและมรณะโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
อนึ่ง ในสติปัฏฐานทั้งหลาย พึงทราบว่า ท่านทำการชี้แจงเป็น
เอกวจนะโดยกล่าวถึงกายและจิตเป็นอย่างเดียวว่า กาเย กายานุปสฺสนา
พิจารณากายในกาย จิตฺเต จิตตานุปสฺสนา พิจารณาจิตในจิต ทำการ
ชี้แจงเป็นพหุวจนะ โดยกล่าวถึงความต่าง ๆ กันของเวทนาและธรรมว่า
เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนา พิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ธมฺเมสุ
ธมฺมานุปสฺสนา พิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลายด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาจตุตถจตุกนิเทศ และ
จบอรรถกถาสโตการญาณนิเทศ

226
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 227 (เล่ม 69)

อรรถกถาญาณราสิฉักกนิเทศ
บัดนี้ เป็นสมาธิ ๒๔ ในวัตถุ ๑๒ คือสมาธิละสอง คือ สมาธิหนึ่งด้วย
สามารถลมอัสสาสะ สมาธิหนึ่งด้วยสามารถลมปัสสาสะ ในวัตถุละหนึ่งๆ แห่ง
วัตถุ ๑๒ ด้วยสามารถจตุกะ ๓ มีกายานุปัสสนาเป็นต้น ในสมาธิญาณนิเทศ
๒๔ ในญาณที่ท่านแสดงไว้แล้ว ด้วยกองทั้ง ๖ กอง. ญาณสัมปยุตด้วยสมาธิ
เหล่านั้น ในขณะฌานด้วยอำนาจแห่งสมาธิ ๒๔.
พึงทราบวินิจฉัยในวิปัสสนาญาณนิเทศ ๗๒ ดังต่อไปนี้ บทว่า ทีฆํ
อสฺสาสา เพราะลมอัสสาสะที่ท่านกล่าวแล้วว่า ยาว ท่านกล่าวไว้อย่างไร.
ท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่า วิปสฺสนา เพราะอรรถว่า พิจารณาเห็นโดยความไม่
เที่ยงในขณะวิปัสสนาด้วยจิตตั้งมั่น เพราะได้ฌาน เพราะเหตุลมหายใจเข้ายาว.
แม้ในอรรถอื่นก็มีนัยนี้. ในวัตถุ ๑๒ คืออนุปัสสนาอย่างละ ๖ อนุปัสสนา ๓
ด้วยสามารถแห่งลมอัสสาสะ. อนุปัสสนา ๓ ด้วยสามารถแห่งลมปัสสาสะในวัตถุ
ละหนึ่ง ๆ แห่งวัตถุ ๑๒ เหล่านั้น รวมเป็นอนุปัสสนา ๗๒. อนุปัสสนา ๗๒
เหล่านั้นแลเป็นญาณด้วยสามารถแห่งวิปัสสนา ๗๒.
พึงทราบวินิจฉัยในนิพพิทาญาณนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า อนิจฺจานุ-
ปสฺสี อสฺสาสํ พิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง หายใจเข้า คือ
พิจารณาหายใจเข้าโดยความเป็นของไม่เที่ยง ความว่า พิจารณาเป็นไปโดย
ความเป็นของไม่เที่ยง. อนึ่ง คำว่า อสฺสาสํ นี้ พึงเห็นว่าลงในอรรถแห่ง
เหตุ.
บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสตีติ นิพฺพิทาญาณํ ชื่อว่า
นิพพิทาญาณ เพราะรู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตั้งแต่พิจารณาเป็นกอง ๆ ไป

227
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 228 (เล่ม 69)

จนถึงพิจารณาเห็นความดับ ย่อมรู้ตามความเป็นจริงของสังขารทั้งหลาย ย่อม
เห็นด้วยญาณจักษุนั้นดุจเห็นด้วยจักษุ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นิพพิทาญาณ.
ท่านอธิบายว่าชื่อว่านิพพิทาญาณในสังขารทั้งหลาย. พึงทราบว่าวิปัสสนาญาณ
เป็นนิพพิทาญาณตามที่ได้กล่าวแล้วในนิเทศนี้ เพราะญาณทั้งหลายมีภยตูปัฏ-
ฐานญาณ (ปรีชาคำนึงเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว ) เป็นต้น และมุญจิตุ-
กัมยตาญาณ (ปรีชาคำนึงด้วยความใคร่จะพ้นไป) เป็นต้นเป็นธรรมต่างกัน.
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งนิพพิทานุโลมญาณดังต่อไปนี้. บทว่า
อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสาสํ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า คือ พิจารณา
หายใจเข้าโดยเป็นของไม่เที่ยง. บทว่า ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา ปัญญาใน
ความปรากฏเป็นของน่ากลัว เป็นอันท่านกล่าวถึง ภยตุปัฏฐานญาณ อาทีน-
วานุปัสสนาญาณ และนิพพิทานุปัสสนาญาณ ด้วยคำนั้นแล เพราะญาณทั้ง ๓
มีลักษณะอย่างเดียวกัน. ญาณ ๓ เหล่านี้ ท่านกล่าวว่า นิพพิทานุโลมญาณ
เพราะอนุโลมโดยความอนุกูลของนิพพิทาญาณดังที่กล่าวแล้วโดยลำดับ.
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งนิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณดังต่อไปนี้.บทว่า
อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสาสํ เช่นเดียวกับที่กล่าวมาตามลำดับนั่นแหละ. บทว่า
ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา ปัญญาพิจารณาหาทางวางเฉยอยู่ เป็น
อันท่านกล่าวถึง มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ (ปรีชาคำนึงถึง
ด้วยพิจารณาหาทาง) สังขารอุเบกขาญาณ (ปรีชาคำนึงด้วยความวางเฉยอยู่)
ด้วยคำนั้นเอง เพราะญาณทั้ง ๓ มีลักษณะอย่างเดียวกัน. แม้อนุโลมญาณ
และมรรคญาณท่านก็รวมไว้ด้วยคำว่า ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา นั่นแหละ.
แม้สังขารุเบกขาญาณและอนุโลมญาณก็ชื่อว่า นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณด้วยละ
ความขวนขวายในการเกิดนิพพิทา เพราะนิพพิทาถึงยอดแล้ว.

228
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 229 (เล่ม 69)

ส่วนมรรคญาณ ชื่อว่า นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ เพราะเกิดในที่สุด
นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ เพราะเหตุนั้น จึงควรอย่างยิ่ง. การไม่ถือเอามุญจิตุ-
กัมยตาญาณอันเป็นเบื้องต้นดุจในนิพพิทานุโลม. แล้วถือเอาญานสองหมวด
ในที่สุดว่า ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา เพื่อสงเคราะห์เข้าในมรรคญาณ. เพราะ
เมื่อท่านกล่าวว่า มุญฺจิตุกมฺยตา ย่อมสงเคราะห์เอาอนุโลมญาณด้วย มิได้
สงเคราะห์เอามรรคญาณ. เพราะมรรคญาณมิได้ชื่อว่า มุญฺจิตุกมฺยตา. อนึ่ง
ปัญญาชื่อว่า สนฺติฏฺฐนา เพราะวางเฉยอยู่ในความสำเร็จกิจ.
อนึ่ง แม้ในอรรถกถาท่านก็กล่าวว่า บทว่า ผุสนา ความถูกต้อง
คือ อปฺปนา ความแนบแน่น. ปัญญาชื่อว่า สนฺติฏฺฐนา ความวางเฉย
เพราะทำมรรคญาณนี้เป็นอัปปนาในนิพพาน ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงสงเคราะห์
แม้มรรคญาณ ด้วยคำว่า สนฺติฏฺฐนา แม้นิพพิทานุโลมญาณ โดยอรรถ
ก็เป็นนิพพิทาญาณนั่นเอง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงสงเคราะห์นิพพิทานุโลมญาณ
เหล่านั้นด้วยนิพพิทาญาณแล้วใช้ศัพท์ นิพพิทา ว่า นิพฺพิทาปฏิปสฺสทฺธิ
ญาณานิ ดังนี้ ไม่ใช่ศัพท์ว่า นิพฺพิทานุโลม. ในวัตถุ ๔ คือ ญาณละ
๒ คือ ญาณหนึ่งด้วยสามารถแห่งลมอัสสะ ญาณหนึ่ง ด้วยสามารถแห่งลม
ปัสสาสะในวัตถุหนึ่ง แห่งวัตถุ ๔ ที่ท่านกล่าวแล้วด้วยอำ นาจแห่งธรรมานุปัสส-
นาจตุกะที่ ๔ ในญาณัฏฐกนิเทศ ๓ เหล่านี้ จึงรวมเป็นญาณ ๘.
พึงทราบวินิฉัยในวิมุตติสุขญาณนิเทศดังต่อไปนี้. พระสารีบุตรเถระ
ครั้นแสดงการละด้วยบทว่า ปหีนตฺตา เพราะละแล้วเมื่อจะแสดงการละนั้น
ด้วยสมุจเฉทปหาน จึงกล่าวว่า สมุจฺฉินฺนตฺตา เพราะตัดขาด.
บทว่า วิมุตฺติสุเข ญาณํ ญาณในวิมุติสุข คือ ญาณสัมปยุต
ด้วยวิมุตติสุขอันเป็นผล และญาณคือการพิจารณาวิมุตติสุขอันเป็นผลเป็น

229
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 230 (เล่ม 69)

อารมณ์. เพื่อแสดงว่า การละวัตถุทุจริตที่กลุ้มรุมด้วยการละกิเลสอันเป็นวัตถุ
นอนเนื่องในสันดาน ท่านจึงกล่าวถึงการละกิเลสอันเป็นอนุสัยอีก. ท่านทำการ
คำนวณญาณด้วยการคำนวณกิเลสที่ละได้แล้ว หมายถึงผลญาณ ๒๑. และท่าน
คำนวณปัจจเวกขณญาณอันเป็นผลด้วยการคำนวณพิจารณาถึงกิเลสที่ละได้แล้ว
หมายถึงปัจจเวกขณญาณ.
จบอรรถกถาญาณราสิฉักกนิเทศ
จบอรรถกถาอานาปานสติกถาแห่งอรรถกถา
ปฏิสัมภิทามรรคชื่อว่าสัมธัมมปกาสินี
มหาวรรค อินทริยกถา
ว่าด้วยอินทรีย์ ๕
[๔๒๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑
สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕
ประการนี้แล.

230
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 231 (เล่ม 69)

[๔๒๔] อินทรีย์ ๕ ประการนี้ย่อมหมดจดด้วยอาการเท่าไร ?
อินทรีย์ ๕ ประการนี้ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๑๕ เมื่อบุคคลงดเว้น
พวกบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา สมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้มีศรัทธา (และ)
พิจารณาพระสูตรอันเป็นเหตุนำมาซึ่งความเลื่อมใส สันธินทรีย์ย่อมหมดจด
ด้วยอาการ ๓ เหล่านั้น เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลผู้เกียจคร้าน สมาคม คบหา
นั่งใกล้พวกบุคคลผู้ปรารภความเพียร (และ) พิจารณาสัมมัปธาน วิริยินทรีย์
ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลผู้มีสติหลงลืม
สมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น (และ) พิจารณาสติปัฏฐาน
สตินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านั้น เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลผู้มีใจ
ไม่มั่นคง สมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลมีใจมั่นคง (และ) พิจารณาฌาน
และวิโมกข์ สมาธินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านั้น เมื่อบุคคลงดเว้น
พวกบุคคลทรามปัญญา สมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้มีปัญญา (และ)
พิจารณาญาณจริยาอันลึกซึ้ง ปัญญินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้
เมื่อบุคคลงดเว้นบุคคล ๕ จำพวก สมาคม คบหา นั่งใกล้บุคคล ๕ จำพวก
(และ) พิจารณาจำนวนพระสูตร ๕ ประการดังกล่าวมานี้ อินทรีย์ ๕ เหล่านี้
ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๑๕ เหล่านี้.
[๔๒๕] บุคคลย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร การเจริญ
อินทรีย์ ๕ ย่อมมีด้วยอาการเท่าไร ?
บุคคลย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๐ เจริญอินทรีย์ ๕ ย่อม
ด้วยอาการ ๑๐ บุคคลเมื่อละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาชื่อว่าเจริญสันธินทรีย์
เมื่อเจริญสัทธินทรีย์ ชื่อว่าละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เมื่อละความเป็นผู้
เกียจคร้าน ชื่อว่าเจริญวิริยินทรีย์ เมื่อเจริญวิริยินทรีย์ ชื่อว่าละความเป็นผู้

231
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 232 (เล่ม 69)

เกียจคร้าน เมื่อละความประมาท ชื่อว่าเจริญสตินทรีย์ เมื่อเจริญสตินทรีย์
ชื่อว่าละความประมาท เมื่อละอุทธัจจะ ชื่อว่าเจริญสมาธินทรีย์ เมื่อเจริญ
สมาธินทรีย์ ชื่อว่าละอุทธัจจะ เมื่อละอวิชชา ชื่อว่าเจริญปัญญินทรีย์
เจริญปัญญินทรีย์ ชื่อว่าละอวิชชา บุคคลย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๐
เหล่านั้น การเจริญอินทรีย์ ๕ ย่อมมีด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้.
[๔๒๖] อินทรีย์ ๕ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้วด้วย
อาการเท่าไร ?
อินทรีย์ ๕ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้วด้วยอาการ ๑๐
คือ สัทธิทรีย์เป็นคุณชาติอันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะเป็นผู้ละแล้ว
ละดีแล้วซึ่งอสัทธินทรีย์ ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นโทษชาติอันบุคคลละแล้ว
ละดีแล้ว เพราะความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์
เป็นคุณชาติอันเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะความเป็นผู้ละแล้ว ละดีแล้ว
ซึ่งความประมาท ความประมาทเป็นโทษชาติอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะ
ความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งสตินทรีย์ สมาธินทรีย์เป็นคุณชาติอัน
บุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะความเป็นผู้ละแล้ว ละดีแล้วซึ่งอุทธัจจะ
อุทธัจจะเป็นโทษชาติอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะความเป็นผู้เจริญแล้ว
อบรมแล้วซึ่งสมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์เป็นคุณชาติอันบุคคลเจริญแล้ว อบรม
แล้ว เพราะความเป็นผู้ละแล้ว ละดีแล้วซึ่งอวิชชา อวิชชาเป็นโทษชาติอัน
บุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งปัญญินทรีย์
อินทรีย์ ๕ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้วด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้.
[๔๒๗] อินทรีย์ บุคคลย่อมเจริญด้วยอาการเท่าไร เป็นอินทรีย์อัน
บุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้ว ด้วยอาการเท่าไร ?

232