พึงทราบวินิจฉัยในจตุตถจตุกนิเทศดังต่อไปนี้. ท่านตั้งคำถามด้วย
คำเป็นนปุงสกลิงค์ว่า อนิจฺจนฺติ กึ อนิจฺจํ บทว่า อนิจฺจํ อะไรไม่เที่ยง.
บทว่า อุปฺปาทวยฏฺเฐน เพราะอรรถว่า เกิดขึ้นและเสื่อมไป
ความว่า เพราะสภาวะคือ ความเกิดและความเสื่อม. ในบทนี้ เบญจขันธ์
เป็นสภาวลักษณะความเกิดและความเสื่อมของเบญจขันธ์เป็นวิการลักษณะ
(ลักษณะความเปลี่ยนแปลง) ด้วยบทนี้เป็นอันท่านกล่าวว่า ชื่อว่า ไม่เที่ยง
เพราะเป็นแล้วไม่เป็น ส่วนในอรรถกถาแม้ท่านกล่าวว่า ความไม่เที่ยงด้วย
อำนาจแห่งสังขตลักษณะ. และว่าความที่เบญจขันธ์เหล่านั้นมีเกิดเสื่อมและเป็น
อย่างอื่น ก็ยังกล่าวว่า ความเป็นแล้วไม่เป็นดังนี้. ด้วยบทนี้ อาการคือ เป็น
แล้วไม่เป็น ท่านกล่าวว่าเป็น อนิจจลักษณะ. ท่านกล่าวทำไปยาลว่า เมื่อเห็น
ความเกิดและความเสื่อมแห่งเบญจขันธ์ย่อมเห็นลักษณะ ๕๐ เหล่านี้. บทว่า
ธมฺมา คือธรรมตามที่ท่านกล่าวแล้วมีรูปขันธ์เป็นต้น.
พึงทราบวินิจฉัยในวิราคานุปัสสีนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า รูเป
อาทีนวํ ทิสฺวา เห็นโทษในรูป คือเห็นโทษในรูปขันธ์ด้วยการตั้งอยู่ในความ
ไม่เที่ยงเป็นต้น ดังที่ท่านกล่าวแล้วข้างหน้าตั้งแต่ภังคานุปัสสนาญาณ. บทว่า
รูปวิราโค ในความคลายกำหนัดในรูป คือนิพพาน เพราะบุคคลอาศัยนิพพาน
คลายกำหนัดรูป ย่อมดับด้วยการถึงความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา ฉะนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า คลายความกำหนัด ในรูป. บทว่า ฉนฺทชาโต โหติ เป็นผู้เกิด
ฉันทะ คือมีฉันทะในธรรมอันเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งการฟัง. บทว่า
สทฺธธิมุตฺโต น้อมใจไปด้วยศรัทธาคือน้อมไป ตัดสินใจไปในนิพพานนั้น.
ด้วยศรัทธา. บทว่า จิตฺตญฺจสฺสสฺยาธิฏฺฐีตํ และมีจิตตั้งมั่นดี พึงทราบ
โดยเชื่อมความว่า จิตของพระโยคาวจรนั้นตั่งมั่นด้วยดี ประดิษฐานไว้ด้วยดี