ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 213 (เล่ม 69)

บทมีอาทิว่า อาวชฺชโต ปชานโต เมื่อคำนึงถึง เมื่อรู้มีความดัง
ได้กล่าวแล้วในศีลกถา. ท่านทำกายทั้งหลายมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านั้น
ไว้ในภายในแล้วกล่าวว่า สพฺพกายปฏิสํเวที เป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวง
ในบทมีอาทิว่า สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสาสปญฺญานํ สํวรฏฺเฐน
ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวง ระวังลมหายใจเข้าลมหายใจออก
พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ความสำรวมในฌานวิปัสสนามรรคอันเกิดขึ้นแล้ว
แต่ลมอัสสาสปัสสาสะดังท่านกล่าวว่า สพฺพกายปฏิสํเวที เป็นผู้รู้แจ้งกองลม
ทั้งปวง เป็นศีลวิสุทธิด้วยอรรถว่าระวัง ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นจิตวิสุทธิด้วย
อรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ปัญญานั่นแลเป็นทิฏฐิวิสุทธิด้วยอรรถว่าเห็น เพียงความ
ไม่มีบาป แม้ในความไม่มีวิรัติในฌานและวิปัสสนาก็พึงทราบว่าชื่อว่าสำรวม.
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งบทมีอาทิว่า ปสฺสมฺภยํ ระงับ ดังต่อ
ไปนี้. บทว่า กายิกา เป็นไปทางกาย คือ มีในรูปกาย. บทว่า กายปฏิพทฺธา
คือ เนื่องด้วยกาย อาศัยกาย. เมื่อกายมี ลมอัสสาสปัสสาสะก็มี เมื่อกายไม่มี
ลมอัสสาสปัสสาสะก็ไม่มี เพราะฉะนั้น ลมอัสสาสปัสสาสะจึงชื่อว่ากายสังขาร
เพราะลมอัสสาสปัสสาสะเหล่านั้นปรุงขึ้นด้วยกาย. บทว่า ปสฺสมฺเภนฺ โต
ระงับ คือ ให้ดับให้สงบ. ความระงับกายสังขารอย่างหยาบ สำเร็จด้วยคำว่า
ปสฺสมฺภน. บทว่า นิโรเธนฺโต ดับ คือ ดับด้วยไม่ให้กายสังขารอย่างหยาบ
เกิดขึ้น บทว่า จูปสเมนฺโต สงบ คือ นำความสงบโดยนัยแห่งการ
แปรปรวนสันตติอย่างหนึ่งในกายสังขารอย่างหยาบนั่นแล. บทว่า สิกฺขติ
ย่อมเชื่อมความว่า ย่อมศึกษาว่า เราจักหายใจเข้าด้วยสามารถแห่งอธิการ
(หน้าที่) หรือย่อมศึกษาไตรสิกขา. บัดนี้เพื่อแสดงถึงความระงับกายสังขาร
อย่างหยาบ ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถารูเปหิ เพราะกายสังขารเห็นปานใด

213
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 214 (เล่ม 69)

บทว่า อานมนา ความอ่อนไป คือ อ่อนไปข้างหลัง. บทว่า วินมนา
ความน้อมไป คือ น้อมไปทั้งสองข้าง. บทว่า สนฺนมนา ความเอนไป คือ
เอนไปเป็นอย่างดีของกายสังขารที่เอนไปแม้โดยข้างทั้งปวง. บทว่า ปณมนา
ความโอนไป คือ โอนไปข้างหน้า. บทว่า อิญฺชนา ความหวั่นไหว คือ
สั่นไป. บทว่า ผนฺทนา ความดิ้นรน คือ ส่ายไปนิดหน่อย. บทว่า ปกมฺปนา
ความโยก คือ โคลงไปมามาก. พึงทำการเชื่อมว่า ความอ่อนไป ฯลฯ ความ
โยกกายด้วยกายสังขารเห็นปานใด ระงับกายสังขารเห็นปานนั้น และความ
อ่อนไป ฯลฯ ความโยกใดแห่งกาย ระงับความอ่อนไปเป็นต้นนั้น เพราะความ
กายสังขารระงับ ก็เป็นอันระงับความอ่อนไปเป็นต้นของกาย. พึงทราบโดย
การเชื่อมความว่า กายไม่มีการน้อมไปเป็นต้น ด้วยกายสังขารเห็นปานใด
ระงับกายสังขารแม้ละเอียดสุขุมเห็นปานั้นได้. กายไม่มีการน้อมไปเป็นต้นใด
ระงับกายกายสังขารอันละเอียดสุขุมนั้นได้. บทว่า สนฺตํ สุขุมํ ละเอียด
สุขุมนี้เป็นภาวนปุงสกะ (เป็นนปุงสกลิงค์) ในบทว่า อิติ กิร นี้ บทว่า
อิติ มาในความว่า เอวํ อย่างนี้. บทว่า กิร มาในความว่า ยทิ ผิว่า
คือ ผิว่า เล่าลือกันมาว่า ภิกษุย่อมศึกษาว่า เราจักระงับลมอัสสาสปัสสาสะ.
แม้สุขุมอย่างนี้หายใจเข้าหายใจออก ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กิร ท่านอธิบายว่า เพราะเป็นคำเล่าลือ
จึงควรลงในอรรถว่า ไม่น่าเชื่อ ไม่น่าอดกลั้น และคนอื่นเขาพูดมา เราจึง
ไม่เชื่อ ไม่อดกลั้น ไม่ประจักษ์แก่เราว่า ภิกษุย่อมศึกษาความระงับกายสังขาร
แม้สุขุมด้วยประการฉะนี้ ดังนี้.
บทว่า เอวํ สนฺเต เมื่อเป็นอย่างนี้ คือ เมื่อระงับกายสังขารอันสุขุม
อย่างนี้มีอยู่. บทว่า จาตูปลทฺธิยา จ ปภาวนา น โหติ ความได้ลม

214
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 215 (เล่ม 69)

ก็ไม่ปรากฏ คือ ได้ลมอัสสาสปัสสาสะ. บทว่า อุปลทฺธิ ความได้ คือ
ความรู้สึก ความว่า ความรู้สึกในการภาวนาอันมีลมอัสสาสปัสสาสะนั้นเป็น
อารมณ์ ซึ่งได้รับลมอัสสาสปัสสาสะมาย่อมไม่ปรากฏ คือ ไม่เกิด อารมณ์
นั้นไม่มีภาวนา.
บทว่า อสฺสาสปสฺสาสานญฺจ ปภาวนา น โหติ ลมอัสสาสะ
ปัสสาสะก็ไม่ปรากฏ ความว่า เพราะดับลมอัสสาสปัสสาสะแม้สุขุมด้วยภาวนา
ลมอัสสาสปัสสาสะเหล่านี้นั้นก็ไม่เกิด ไม่ปรากฏ.
บทว่า อานาปานสติยา จ ปภาวนา น โหติ อานาปานสติ
ก็ไม่ปรากฏ คือสติสัมปยุตด้วยความรู้สึกในภาวนา อันมีอานาปานสตินั้นเป็น
อารมณ์ เพราะไม่มีลมอัสสาสปัสสาสะก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น การเจริญ
อานาปานสติสมาธิอันสัมปยุตด้วยความรู้สึกในภาวนานั้นย่อมไม่มี. บทว่า จ นํ
ในบทนี้ว่า น จ นํ ตํ เป็นเพียงนิบาตดุจในบทว่า ภิกฺขุ จ นํ เป็นอาทิ.
เชื่อมความว่า บัณฑิตทั้งหลายจะเข้าสมาบัติอย่างที่กล่าวแล้วนั้นก็หามิได้ แม้
จะออกจากสมาบัตินั้น ก็หามิได้.
บทว่า อิติ กิร คือด้วยประการอย่างนี้ โดยเป็นถ้อยคำของฝ่าย
เล่าลือ. พึงเห็นว่า กิร ศัพท์ในบทนี้ลงในอรรถว่า ด้วยประการอย่างนี้.
บทว่า เอวํ สนฺเต คือเมื่อความระงับมีอยู่อย่างนี้. บทว่า ยถา กตํ วิย
ข้อนั้นเหมือนอะไร คือ ถามความเปรียบเทียบว่า ข้อนั้นเหมือนวิธีที่กล่าวไว้
อย่างไร ท่านแสดงความเปรียบเทียบนั้น ด้วยบทว่า เสยฺยถาปิ เหมือน
อย่างว่า. บทว่า กํเส กังสดาล คือ ภาชนะทำด้วยโลหะ. บทว่า นิมิตฺตํ คือ
อาการแห่งเสียงเหล่านั้น. อนึ่ง บทว่า นิมิตฺตํ เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถ
แห่งฉัฏฐีวิภัตติ ความว่า แห่งนิมิต นิมิตแห่งเสียงไม่ใช่อื่นจากเสียง. บทว่า
สุคฺคหิตตฺตา คือ เพราะถือเอาด้วยดี. บทว่า สุมนสิกตตฺตา คือเพราะนึก

215
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 216 (เล่ม 69)

ด้วยดี. บทว่า สุปธาริตตฺตา เพราะทรงจำไว้ด้วยดี คือตั้งไว้ในจิตด้วยดี.
บทว่า สุขุมสทฺทนิมิตฺตารมฺมณตฺตาปิ แม้นิมิตแห่งเสียงค่อยเป็น
อารมณ์ คือ เพราะเสียงแม้ค่อยในกาลนั้นดับไป จิตแม้มีนิมิตแห่งเสียงเป็น
อารมณ์ค่อยกว่าย่อมเป็นได้ เพราะทำนิมิตแห่งเสียงค่อยกว่า แม้ไม่เป็นอารมณ์
แห่งนิมิตเสียงตามที่หมายไว้. อีกอย่างหนึ่ง แม้ความเป็นนิมิตแห่งเสียง
ค่อยกว่าเป็นอารมณ์. พึงทราบความแม้ในอัปปนาโดยในนี้แล.
ในบทมีอาทิว่า ปสฺสมฺภยํ พึงทราบการประกอบว่า ลมอัสสาสะ
ปัสสาสะ ท่านกล่าวว่า ระงับกายสังขาร คือ กาย หรือลมอัสสาสปัสสาสะ
ในบทนี้ว่า ระงับกายสังขาร คือกาย. เมื่อพระโยคาวจรมีความคิดคำนึงว่า
เมื่อกายสังขารแม้ระงับไปด้วยภาวนาวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งภาวนา)เราจะ
ระงับกายสังขารอย่างหยาบ ดังนี้ ชื่อว่าระงับอย่างยิ่ง ด้วยความเอาใจใส่นั้น
ความหายใจอย่างสุขุมก็ยังไม่ปรากฏ.
บทว่า อฏฐอนุปสฺสเน ญาณานิ ญาณในการพิจารณา ๘ ได้แก่
อนปัสสนาญาณ ๘ คือ เมื่อกล่าววัตถุ ๔ ว่า เป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวง ยาว
สั้น ระงับกายสังขาร ด้วยอำนาจลมอัสสาสะ ๔ ด้วยอำนาจลมปัสสาสะ ๔.
บทว่า อฏฺฐ จ อุปฏฺฐานานุสสติโย อนุสติที่ปรากฏ ๘ ได้แก่
อุปัฏฐานานุสติ ๘ คือ เมื่อท่านกล่าวถึงวัตถุ ๔ โดยนัยมีอาทิว่า เมื่อรู้ความ
ที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจแห่งลมหายใจเข้ายาว สติย่อมตั้งมั่น
ด้วยอำนาจแห่งลมอัสสาสะ ๔ ด้วยอำนาจแห่งลมปัสสาสะ ๔.
บทว่า จตฺตาริ สุตฺตนฺติกวตฺถูนิ เรื่องอันมีมาในพระสูตร ๔ คือ
สุตตันติกวัตถุ ๔ ด้วยสามารถแห่งจตุกะที่ ๑ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้แล้วในอานาปานสติสูตร.
จบอรรถกถาปฐมจตุกนิเทศ
จบภาณวาร

216
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 217 (เล่ม 69)

พึงทราบวินิจฉัยในปีติปฏิสังเวทินิเทศแห่งจตุกะที่ ๒ ดังต่อไปนี้ ใน
บทว่า อุปฺปฺชชติ ปีติปามุชฺชํ ปีติและปราโมทย์ย่อมเกิดนี้. บทว่า ปีติ
เป็นมูลบท. บทว่า ปามุชฺชํ เป็นบทขยายความ คือความปราโมทย์. ใน
บทมีอาทิว่า ยา ปีติ ปามุชฺชํ ท่านกล่าวว่า ปีติย่อมได้ชื่อมีอาทิอย่างนี้ว่า
ปีติและปราโมทย์. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปีติ เป็นบทแสดงสภาวะ. ความ
เป็นแห่งความปราโมทย์ ชื่อว่า ปามุชฺชํ. อาการแห่งความเบิกนาน ชื่อว่า
อาโมทนา. อาการแห่งความบันเทิง ชื่อว่า ปโมทนา. อีกอย่างหนึ่งการทำ
เภสัช น้ำมัน หรือน้ำร้อนน้ำเย็นให้รวมเป็นอันเดียวกัน ท่านเรียกว่า โมทนา
ฉันใด แม้ด้วยการทำธรรมทั้งหลายให้รวมเป็นอันเดียวกัน ก็เรียกว่า โมทนา
ฉันนั้น. ท่านกล่าวว่า อาโมทนา ปโมทนา เพราะเพิ่มบทอุปสรรคลงไป.
ชื่อว่า หาโส เพราะอรรถว่า ความหรรษา. ชื่อว่า ปหาโส เพราะอรรถว่า
ความรื่นเริง. บทนี้เป็นชื่อของความหรรษาร่าเริง. ชื่อว่า วิตฺติ เพราะความ
ปลื้มใจ. บทนี้เป็นชื่อของทรัพย์. อนึ่ง ชื่อว่า วิตฺติ เพราะเป็นปัจจัยแห่ง
โสมนัส เพราะทำให้เกิดความสบายใจ. เหมือนอย่างว่า ความโสมนัสย่อมเกิด
แก่คนมีทรัพย์ เพราะอาศัยทรัพย์ ฉันใด ความโสมนัสย่อมเกิดแม้แก่คนมี
ปีติ เพราะอาศัยปีติฉันนั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิตฺติ ความปลื้มใจ
จริงอยู่ บทนี้เป็นชื่อของปีติอันดำรงสภาวะแห่งความยินดีไว้. อนึ่ง บุคคลผู้มี
ปีติท่านเรียกว่า อุทคฺโค ผู้ยินดี เพราะเป็นผู้มีกายและใจสูง สูงยิ่ง. ส่วน
แห่งความเป็นผู้มีใจสูง ชื่อว่า โอทคฺยํ. ความเป็นผู้มีใจเป็นของตน ชื่อว่า
อตฺตมนตา ความดีใจ. จริงอยู่ ใจของผู้ไม่ยินดี เพราะมีทุกข์เป็นเหตุ ไม่
ชื่อว่า มีใจของตน. ใจของผู้ยินดี เพราะสุขเป็นเหตุ ชื่อว่า มีใจของตน.
ความเป็นผู้มีใจเป็นของตน ชื่อว่า อตฺตมนตา ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง

217
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 218 (เล่ม 69)

เพราะความเป็นผู้มีใจเป็นของตน ไม่ใช่ของใคร ๆ อื่น ความเป็นแห่งจิต
นั่นแล ชื่อว่า เจตสิกธรรม ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า อตฺตมนตา จิตฺตสส
ความที่จิตเป็นของตน. บทที่เหลือพึงทราบประกอบโดยนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้ว
ในที่นี้ ในตอนก่อนและตอนหลัง.
พึงทราบวินิจฉัยใน สุขปฏิสํเวทินิเทศ ดังต่อไปนี้. บทว่า เทฺว
สุขานิ สุขมี ๒ อย่าง ท่านกล่าวเพื่อแสดงถึงภูมิของสมถะ และวิปัสสนา.
เพราะกายิกสุข (สุขทางกาย) เป็นภูมิของวิปัสสนา. เจตสิกสุข (สุขทางใจ)
เป็นภูมิของสมถะและวิปัสสนา.
บทว่า กายิกํ กายิกสุข ชื่อว่า กายิกํ เพราะประกอบแล้วในกาย
โดยเกิดขึ้นตามลำดับเว้นประสาทกาย. บทว่า เจตสิกํ เจตสิกสุข ชื่อว่า เจตสิก
เพราะประกอบไว้ในใจโดยไม่พรากไป. ในสองบทนั้นปฏิเสธเจตสิกสุข ด้วย
บทว่า กายิก. ปฏิเสธกายิกทุกข์ ด้วยบทว่า สุข. อนึ่ง ปฏิเสธกายิกสุข
ด้วยบทว่า เจตสิก ปฏิเสธเจตสิกทุกข์ ด้วยบทว่า สุข. บทว่า สาตํ
ความสำราญ คือความหวาน หวานด้วยดี. บทว่า สุขํ คือสุขนั่นเอง มิใช่
ทุกข์. บทว่า กายสมฺผสฺสชํ คือ เกิดในกายสัมผัส. บทว่า สาตํ สุขํ เวทยิตํ
ความสุขที่ได้เสวยเป็นความสำราญ คือ ความสุขที่ได้เสวยเป็นความสำราญ
ที่ไม่ได้เสวยไม่เป็นความสำราญ ความสุขที่ได้เสวย มิใช่ความทุกข์ที่ได้เสวย
๓ บทต่อไป ท่านกล่าวด้วยเป็นอิตถีลิงค์. ความในบทนี้มีว่า สาตา เวทนา
น อสาตา สุข เวทนา น ทุกฺขา สุขเวทนาเป็นความสำราญ มิใช่ความ
ไม่สำราญ เวทนาเป็นสุข มิใช่เป็นทุกข์.
พึงประกอบเจตสิกสุขนิเทศ โดยนัยตรงข้ามกับที่ที่กล่าวแล้ว. บทว่า
เต สุขา สุขเหล่านั้นเป็นลิงควิปลาส. ท่านกล่าวว่า ตานิ สุขานิ. บทที่

218
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 219 (เล่ม 69)

เหลือในนิเทศนี้ พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในปฐมจตุกะหลังในจตุกะ
พึงทราบสุตตันติกวัตถุ (เรื่องอันมีในพระสูตร) ด้วยอำนาจแห่งทุติยจตุกะ.
จบอรรถกถาทุติยจตุกนิเทศ
จบภาณวาร
พึงทราบวินิจฉัยในตติยจตุกนิเทศ ดังต่อไปนี้. บทว่า จิตฺตํ เป็น
มูลบท. บทว่า วิญฺญาณํ เป็นบทขยายความ. บทมีอาทิว่า ยํ จิตฺตํ จิตใด
พึงประกอบโดยนัยดังกล่าวแล้วในปีติ ในบทอาทิว่า จิตฺตํ นั้น ชื่อว่า จิตฺตํ
เพราะวิจิตรด้วยจิต. ชื่อว่า มโน เพราะรู้กำหนดอารมณ์. บทว่า มานสํ คือ
ใจนั่นเอง. ท่านกล่าวธรรมอันสัมปยุตแล้วว่า มานโส ในบทนี้ว่า บ่วงใด
มีใจเที่ยวไปในอากาศ ดังนี้เป็นต้น พระอรหัตท่านกล่าว มานสํ ในบทนี้ว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ปรากฏในหมู่ชน
สาวกของพระองค์ยินดีในพระศาสนา ยังไม่ได้บรรลุ
พระอรหัต ยังเป็นพระเสขะอยู่ ไฉนจะพึงทำกาละ
เสียเล่า.
บทว่า หทยํ คือจิต. อุระท่านกล่าวว่า หทัย ในบทมีอาทิว่า เราจัก
ทำจิตของท่านให้พลุ่งพล่าน หรือจักฉีกอกของท่าน ท่านกล่าวว่า จิตในบท
มีอาทิว่า เห็นจะถากจิตจากจิตด้วยความไม่รู้. ท่านกล่าวหทยวัตถุ ในบทว่า
ม้าม หทัย. แต่ในที่นี้ จิต ท่านกล่าวว่า หทัย เพราะอรรถว่าอยู่ภายใน.
จิตนั้นชื่อว่า ปณฺฑรํ ขาว เพราะอรรถว่า บริสุทธิ์ ท่านกล่าวหมายถึง
ภวังคจิต. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้
ประภัสสร แต่จิตนั้นถูกอุปกิเลสทั้งหลายที่จรมาจึงเศร้าหมอง. อนึ่ง แม้จิตอกุศล

219
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 220 (เล่ม 69)

ท่านก็กล่าวว่า ปัณฑระเหมือนกัน เพราะอกุศลออกจากจิตนั้นแล้ว ดุจแม่น้ำ
คงคาไหลออกจากแม่น้ำคงคา และดุจแม่น้ำโคธาวรี ไหลออกจากแม่น้ำโคธาวรี
ฉะนั้น. อนึ่ง เพราะจิตมีลักษณะรู้อารมณ์ จึงไม่เป็นกิเลสด้วยความเศร้าหมอง
โดยสภาวะเป็นจิตบริสุทธิ์ทีเดียว แต่เมื่อประกอบด้วยอุปกิเลสจิตจึงเศร้าหมอง
แม้เพราะเหตุนั้นจึงควรเพื่อกล่าวว่า ปัณฑระ ( ขาวผ่อง). อนึ่ง การถือเอา
มโน ในบทนี้ว่า มโน มนายตนํ เพื่อแสดงถึงความเป็นอายตนะของใจ.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดงถึงบทว่า มนายตนะ นี้ ว่ามิใช่ชื่อว่ามนายตนะ.
เพราะเป็นอายตนะของใจ ดุจเทวายตนะ (ที่อยู่ของเทวดา) ที่แท้ใจนั่นแหละ
เป็นอายตนะ. จึงชื่อว่า มนายตนะ. อรรถแห่งอายตนะท่านกล่าวไว้ในหนหลัง
แล้ว. ชื่อว่า มโน เพราะรู้ ความว่า รู้แจ้ง. ส่วนพระอรรถกถาจารย์ทั้งหลาย
กล่าวว่า ชื่อว่า มโน เพราะรู้แจ้งอารมณ์ ดุจตวงด้วยทะนานและดุจทรงชั่ง
ด้วยเครื่องชั่งใหญ่. ชื่อว่า อินฺทฺริยํ เพราะทำประโยชน์ให้ในลักษณะรู้.
ใจนั่นแหละเป็นอินทรีย์ จึงชื่อว่า มนินทรีย์. ชื่อว่า วิญฺญาณํ เพราะอรรถ
ว่ารู้แจ้ง. วิญญาณนั้นเป็นขันธ์ จึงชื่อว่า วิญญาณขันธ์ ท่านกล่าวว่า
ขันธ์งอกขึ้น วิญญาณหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณขันธ์ด้วยอรรถว่าเป็นกอง.
เพราะฉะนั้น ท่านกล่าวว่า บุคคลเมื่อตัดส่วนหนึ่งของต้นไม้ชื่อว่า
ตัดต้นไม้ ฉันใด วิญญาณแม้หนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณขันธ์ก็ฉันนั้น
เหมือนกัน ท่านจึงกล่าวว่า วิญญาณขันธ์งอกขึ้น. อนึ่ง เพราะอรรถแห่งกอง
มิใช่เป็นอรรถแห่งขันธ์ อรรถแห่งส่วนจึงเป็นอรรถแห่งขันธ์เท่านั้น ฉะนั้น
จึงมีความว่า วิญฺญาณโฏฺฐาโส ส่วนแห่งวิญญาณดังนี้บ้าง เพราะเป็น
อรรถแห่งส่วน.

220
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 221 (เล่ม 69)

บทว่า ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ มโนวิญญาณธาตุอันสมควรแก่
จิตนั้น คือ มโนวิญญาณธาตุอันสมควรแก่สัมปยุตธรรมมีผัสสะเป็นต้น
เหล่านั้น. จริงอยู่ ในบทนี้จิตดวงเดียวเท่านั้น ท่านกล่าวโดย ๓ ชื่อคือชื่อว่า
มโน เพราะอรรถว่า นับ ชื่อว่า วิญฺญาณํ เพราะอรรถว่า รู้แจ้ง ชื่อว่า
ธาตุ เพราะอรรถว่า เป็นสภาวะ หรือเพราะอรรถว่า มิใช่สัตว์. บทว่า
อภิปฺปโมโท ความเบิกบาน คือความยินดียิ่ง.
พึงทราบวินิจฉัยในสมาธินิเทศดังต่อไปนี้. ชื่อว่า  ีติ ความตั้งอยู่
เพราะตั้งอยู่ในอารมณ์โดยความไม่หวั่นไหว. สองบทต่อไปเพิ่มอุปสรรคเข้า
ชื่อว่า สณฺฐิติ ความตั้งอยู่ดี เพราะประมวลสัมปยุตธรรมทั้งหลายไว้ด้วยอารมณ์
แล้วตั้งอยู่ ชื่อว่า อวฏฺฐิติ ความตั้งมั่นเพราะเข้าไปเหนี่ยวอารมณ์ตั้งอยู่.
ธรรม ๔ อย่างในฝ่ายกุศลคือ ศรัทธา สติ สมาธิ ปัญญา ย่อม
เหนี่ยวอารมณ์ไว้. ด้วยเหตุนั้นศรัทธาท่านจึงกล่าวว่า โอกปฺปนา ความ
เชื่อถือ. สติท่านกล่าวว่า อปิลาปนตา ความไม่ใจลอย. สมาธิท่านกล่าวว่า
อวฏฺฐิติ ความตั้งมั่น. ปัญญาท่านกล่าวว่า ปริโยคาหนา การหยั่งลง.
ส่วนธรรม ๓ อย่างในฝ่ายอกุศล คือ ตัณหา ทิฏฐิ อวิชชา ย่อม
เหนี่ยวอารมณ์ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวธรรมเหล่านั้น ว่า โอฆะ ห้วง. ชื่อว่า
อวิสาหาโร ความไม่กวัดแกว่ง เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อความกวัดแกว่งอันเป็น
ไปแล้วด้วยสามารถแห่งอุทธัจจะและวิจิกิจฉา. จิตไปด้วยอำนาจแห่งความ
ฟุ้งซ่านและความสงสัย ชื่อว่า ย่อมฟุ้งซ่าน. สมาธินี้ไม่เป็นอย่างนั้นจึงชื่อว่า
อวิกฺเขโป ความไม่ฟุ้งซ่าน. จิตชื่อว่า กวัดแกว่งด้วยอำนาจแห่งอุทธัจจะ
และวิจิกิจฉา ย่อมส่ายไปข้างโน้นข้างนี้. แต่สมาธินี้มีใจไม่กวัดแกว่ง จึงชื่อว่า
อวิสาหฏมานสตา ความมีใจไม่กวัดแกว่ง.

221
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 222 (เล่ม 69)

บทว่า สมโถ ความสงบ ได้แก่ ความสงบ ๓ อย่าง คือ จิตสงบ
๑ อธิกรณ์สงบ ๑ สังขารทั้งปวงสงบ ๑. ในความสงบ ๓ อย่างนั้น ชื่อว่า
จิตสงบ เพราะจิตมีอารมณ์เป็นอย่างเดียวในสมาบัติ ๘ เพราะความหวั่นไหว
แห่งจิต ความดิ้นรนแห่งจิตย่อมสงบ ย่อมเข้าไปสงบเพราะอาศัยจิตสงบนั้น
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวสมาธินั้นว่า จิตฺตสมโถ จิตสงบ.
ชื่อว่า อธิกรณ์สงบ อธิกรณ์มี ๗ อย่าง มีสัมมุขาวินัยเป็นต้น
เพราะอธิกรณ์เหล่านั้นสงบ เข้าไปสงบเพราะอาศัยอธิกรณสมถะนั้น ฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวสมาธินั้นว่า อธิกรณสมโถ อธิกรณ์สงบ.
อนึ่ง เพราะสังขารทั้งหลายทั้งปวง สงบ เข้าไปสงบ เพราะอาศัย
นิพพาน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวสมาธินั้นว่า สพฺพสงฺขารสมโถ สังขารทั้งปวง
สงบ. ในอรรถนี้ท่านประสงค์เอาจิตสงบ. ชื่อว่า สมาธินฺทฺริยํ เพราะทำ
ความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งสมาธิ. ชื่อว่า สมาธิพลํ เพราะไม่หวั่นด้วย
อุทธัจจะ บทว่า สมฺมาสมาธิ ได้แก่ สมาธิแน่นอน สมาธิทำให้พ้นทุกข์
กุศลสมาธิ ท่านกล่าวถึงการเปลื้องจิตจากวัตถุแห่งกิเลส ๑๐ อย่าง มีอาทิว่า
ราคโต วโมจยํ จิตฺตํ เปลื้องจิตจากราคะ. อนึ่ง ในบทนี้ท่านรวมมิทธ
ศัพท์ด้วยถีนศัพท์ และรวม กุกกุจจ ศัพท์ด้วย อุทธัจจ ศัพท์ด้วย เหตุนั้น
ท่านจึงอธิบายถึงการเปลื้องจากนิวรณ์เป็นต้น ด้วยปฐมฌานเป็นต้น ด้วยกล่าว
ถึงการเปลื้องจากวัตถุอันเป็นกิเลส เพราะไปร่วมกันในปาฐะเหล่าอื่น และการ
เปลื้องจากนิจจสัญญาเป็นต้น ด้วยอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น.
อนึ่ง ในไปยาลนี้ว่า กถํ ตํ จิตฺตํ อนุปสฺสติ ย่อมพิจารณาจิตนั้น
อย่างไร เป็นอันท่านกล่าวถึงการละนิจจสัญญาเป็นต้น ด้วยอนิจจานุปัสสนา.
พึงทราบเรื่องมาในพระสูตร ๔ ด้วยสามารถแห่งตติยจตุกะด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาตติยจตุกนิเทศ

222