บทมีอาทิว่า อาวชฺชโต ปชานโต เมื่อคำนึงถึง เมื่อรู้มีความดัง
ได้กล่าวแล้วในศีลกถา. ท่านทำกายทั้งหลายมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านั้น
ไว้ในภายในแล้วกล่าวว่า สพฺพกายปฏิสํเวที เป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวง
ในบทมีอาทิว่า สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสาสปญฺญานํ สํวรฏฺเฐน
ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวง ระวังลมหายใจเข้าลมหายใจออก
พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ความสำรวมในฌานวิปัสสนามรรคอันเกิดขึ้นแล้ว
แต่ลมอัสสาสปัสสาสะดังท่านกล่าวว่า สพฺพกายปฏิสํเวที เป็นผู้รู้แจ้งกองลม
ทั้งปวง เป็นศีลวิสุทธิด้วยอรรถว่าระวัง ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นจิตวิสุทธิด้วย
อรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ปัญญานั่นแลเป็นทิฏฐิวิสุทธิด้วยอรรถว่าเห็น เพียงความ
ไม่มีบาป แม้ในความไม่มีวิรัติในฌานและวิปัสสนาก็พึงทราบว่าชื่อว่าสำรวม.
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งบทมีอาทิว่า ปสฺสมฺภยํ ระงับ ดังต่อ
ไปนี้. บทว่า กายิกา เป็นไปทางกาย คือ มีในรูปกาย. บทว่า กายปฏิพทฺธา
คือ เนื่องด้วยกาย อาศัยกาย. เมื่อกายมี ลมอัสสาสปัสสาสะก็มี เมื่อกายไม่มี
ลมอัสสาสปัสสาสะก็ไม่มี เพราะฉะนั้น ลมอัสสาสปัสสาสะจึงชื่อว่ากายสังขาร
เพราะลมอัสสาสปัสสาสะเหล่านั้นปรุงขึ้นด้วยกาย. บทว่า ปสฺสมฺเภนฺ โต
ระงับ คือ ให้ดับให้สงบ. ความระงับกายสังขารอย่างหยาบ สำเร็จด้วยคำว่า
ปสฺสมฺภน. บทว่า นิโรเธนฺโต ดับ คือ ดับด้วยไม่ให้กายสังขารอย่างหยาบ
เกิดขึ้น บทว่า จูปสเมนฺโต สงบ คือ นำความสงบโดยนัยแห่งการ
แปรปรวนสันตติอย่างหนึ่งในกายสังขารอย่างหยาบนั่นแล. บทว่า สิกฺขติ
ย่อมเชื่อมความว่า ย่อมศึกษาว่า เราจักหายใจเข้าด้วยสามารถแห่งอธิการ
(หน้าที่) หรือย่อมศึกษาไตรสิกขา. บัดนี้เพื่อแสดงถึงความระงับกายสังขาร
อย่างหยาบ ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถารูเปหิ เพราะกายสังขารเห็นปานใด