ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 203 (เล่ม 69)

บทว่า อทฺธานสงฺขาเต คือในกาลที่นับยาว. ทางยาวท่านก็เรียกว่า
อทฺธาโน. แม้กาลนี้ท่านก็กล่าวว่า อทฺธาโน เพราะยาวดุจทางยาว แม้กล่าว
ลมอัสสาสะ และลมปัสสาสะต่างหากกันว่า อสฺสสติ หายใจเข้าบ้าง และ
ปสฺสติ หายใจออกบ้าง เพื่อแสดงความเป็นไปตามลำดับแห่งภาวนา ท่าน
จึงกล่าวย่ออีกว่า อสฺสสติ บ้าง ปสฺสสติ บ้าง. บทว่า ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ
ฉันทะย่อมเกิด คือ ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความยิ่ง ๆ ในรูปแห่งความเจริญยิ่งของ
ภาวนา. บทว่า สุขุมตรํ ละเอียดกว่า ท่านกล่าวเพราะมีความสงบ. บทว่า
ปามุชฺชํ อุปฺปชฺชติ ความปราโมทย์ย่อมเกิด คือปีติย่อมเกิด เพราะความ
บริบูรณ์แห่งภาวนา.
บทว่า อสฺสาสปสฺสาสาปิ จิตฺตํ วิวฏฺฏติ จิตย่อมหลีกออกจาก
ลมอัสสาสปัสสาสะ คือ เมื่อปฏิภาคนิมิตเกิด เพราะอาศัยลมอัสสาสปัสสาสะ
จิตย่อมกลับจากลมอัสสาสปัสสาสะปกติ. บทว่า อุเปกฺขา สณฺฐาติ อุเบกขา
ย่อมตั้งอยู่ คือในปฏิภาคนิมิตนั้น มัชฌัตตุเบกขาอันเป็นอุปจาระและอัปปนา
ย่อมตั้งอยู่ เพราะไม่มีความขนขวายในการตั้งไว้ซึ่งการบรรลุสมาธิ.
บทว่า นวหากาเรหิ ด้วยอาการ ๙ อย่าง ได้แก่ อาการ ๙ อย่าง
คือ อาการ ๓ ท่านกล่าวว่า อสฺสสติ บ้าง ปสฺสสติ บ้าง ก่อนแต่ฉันทะเกิด
ตั้งแต่เริ่มภาวนา อาการ ๓ ก่อนความปราโมทย์เกิดตั้งแต่ฉันทะเกิด อาการ
๓ ตั้งแต่ความปราโมทย์เกิด. บทว่า กาโย กาย ชื่อว่า กาย เพราะประชุม
ลมอัสสาสะและปัสสาสะที่เป็นของละเอียด ๆ ขึ้นไป. แม้นิมิตที่เกิดเพราะอาศัย
ลมอัสสาสะปกติปัสสาสะปกติ ก็ย่อมได้ชื่อว่า ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ.
บทว่า อุปฏฺฐานํ สติ สติปรากฏ ชื่อว่า สติปรากฏ เพราะสติ
กำหนดอารมณ์นั้นตั้งอยู่. บทว่า อนุปสฺสนาญาณํ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ

203
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 204 (เล่ม 69)

ความว่า กายานุปัสสนาเป็นนิมิตด้วยสามารถสมถะอนุปัสสนา คือ นามกาย
รูปกาย เป็นญาณด้วยสามารถวิปัสสนา.
บทว่า กาโยอุปฏฺฐานํ กายปรากฏ คือ ชื่อว่า ปรากฏ เพราะกายมี
สติเข้าไปตั้งอยู่. บทว่า โน สติ ไม่ใช่สติ ความว่า กายนั้นไม่ใช่สติ.
บทว่า ตาย สติยา คือ สติที่กล่าวแล้วในบัดนี้. บทว่า เตน ญาเณน
ด้วยญาณนั้น คือ ด้วยญาณที่กล่าวในบัดนี้เหมือนกัน. บทว่า ตํ กายํ อนุปสฺ-
สติ พิจารณาเห็นกายนั้น คือ ไปตามกายตามที่กล่าวด้วยอำนาจแห่งสมถะและ
วิปัสสนา แล้วเห็นด้วยญาณสัมปยุตด้วยฌาน หรือด้วยวิปัสสนาญาน. แม้ใน
ความไม่มีบทมี กาย เป็นต้น ในมาติกา ก็ควรกล่าวในบัดนี้เพราะจตุกะนี้
ท่านกล่าวด้วยสามารถกายานุปัสสนา ท่านชี้แจงบทแห่ง กาย หมายถึงคำว่า
กาเย กายานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา สติปัฏฐานภาวนา คือ การ
พิจารณาเห็นภายในกาย.
บทว่า กาเย กายานุปสฺสนา คือ การพิจารณาเห็นกายนั้น ๆ ใน
กายหลายอย่าง. อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า การพิจารณาเห็นกายในกาย
มิใช่พิจารณาเห็นธรรมอื่น มิใช่พิจารณาเห็นความเที่ยงความเป็นทุกข์ความงาม
ในกายอันเป็นความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาและไม่งาม โดยที่แท้การ
พิจารณาเห็นกายเท่านั้น โดยความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาและไม่งาม. อีก
อย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า การพิจารณาเห็นกายสักแต่ว่ากาย เพราะไม่เห็น
ใคร ๆ ที่ควรถือในกายว่า เรา ของเรา หญิง หรือชาย.
แม้ใน ๓ บท มีอาทิว่า เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนา ข้างต้นก็มี
นัยนี้เหมือนกัน. สตินั่นแลปรากฏชื่อว่า สติปัฏฐาน สติปัฏฐานสัมปยุตด้วย
กายานุปัสสนา ชื่อว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน การเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏ-
ฐานนั้น ชื่อว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐานภาวนา.

204
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 205 (เล่ม 69)

บทว่า ตํ กายํ ท่านกล่าวทำดุจว่าแสดงแล้วเพราะกายนั้น ท่าน
สงเคราะห์ด้วย กาย ศัพท์ ในนามกาย รูปกาย แม้ยังมิได้แสดงไว้ เพราะ
อนิจจานุปัสสนาเป็นต้น ย่อมได้ในนามกายและรูปกายนั่นเอง ไม่ได้ในกาย
นิมิต อนุปัสสนาและภาวนาย่อมได้เพราะท่านกล่าวไว้แล้ว.
บทมีอาทิว่า ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน ด้วยสามารถลมหายใจ
เข้า ลมหายใจออกยาว ท่านกล่าวเพื่อแสดงถึงอานิสงส์แห่งอานาปานสติภาวนา
เพราะความที่สติไพบูลย์และญาณไพบูลย์เป็นอานิสงส์อานาปานสติภาวนานั้น.
บทว่า จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขํป ปชานโต เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์
เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ท่านกล่าวหมายถึงความที่จิตมีอารมณ์เดียวในกาลเห็นแจ้งฌาน
ที่ได้แล้ว. บทว่า วิทิตา เวทนา คือเวทนาซึ่งปรากฏด้วยเห็นการเกิดขึ้น
จากความเป็นสามัญ. บทว่า วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ คือ
ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่โดยความสิ้นไป โดยความเสื่อมไป โดยความสูญ. บทว่า
วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนติ ปรากฏถึงความดับไป คือ ปรากฏถึงความพินาศ
ด้วยเห็นความเสื่อมโดยความเป็นสามัญ อธิบายว่า ทำลาย. แม้ในสัญญาและ
วิตกก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
อนึ่ง เมื่อท่านกล่าว เวทนา สัญญาและวิตก ๓ อย่างเหล่านี้ แม้รูป
ธรรมที่เหลือก็เป็นอันกล่าวไว้ด้วย. เพราะเหตุไรจึงกล่าว ๓ อย่างเท่านั้น.
เพราะกำหนดถือเอาได้ยาก สุขทุกข์ปรากฏในเวทนาก่อน แต่อุเบกขา สุขุม
กำหนดถือเอาได้ยาก ไม่ปรากฏด้วยดี แม้อุเบกขาก็ยังปรากฏแก่ภิกษุนั้น.
สัญญาถือเอาตามสภาวะ. ไม่ปรากฏเพราะถือเอาเพียงอาการ. อนึ่ง สัญญานั้น
สัมปยุตด้วยวิปัสสนาญาณถือเอาลักษณะเป็นสามัญตามสภาวะไม่ปรากฏอย่างยิ่ง
แม้สัญญาจะปรากฏแก่ภิกษุนั้น วิตกทำไว้ต่างหากจากญาณ เพราะเป็นญาณ

205
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 206 (เล่ม 69)

ปฏิรูป จึงกำหนดถือเอายาก เพราะญาณปฏิรูปเป็นวิตก. สมดังที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนอาวุโสวิสาขะ ธรรมคือ สัมมาทิฏฐิและสัมมา-
สังกัปปะสงเคราะห์เข้าในปัญญาขันธ์.
แม้วิตกนั้นก็ปรากฏแก่ภิกษุนั้น เพราะเหตุนั้น เมื่อกล่าวถึงการกำหนด
ถือเอายากอย่างนี้ รูปธรรมที่เหลือก็เป็นอันกล่าวแล้วด้วย. ในนิเทศแห่งบทเหล่า
นี้ ท่านถามว่า เวทนาปรากฏเกิดขึ้นอย่างไร ไม่แก้บทนั้นแก้เพียงปรากฏแห่ง
เวทนาที่เกิดขึ้น จึงเป็นอันแก้ความที่เวทนาปรากฏ เพราะเหตุนี้ จึงกล่าวคำ
มีอาทิว่า กถํ เวทนาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ความเกิดแห่งเวทนาปรากฏ
อย่างไร. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทมีอาทิว่า อวิชฺชาสมุทยา อวิชฺชานิโรธา เพราะอวิชชาเกิด
เพราะอวิชชาดับ มีความดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. แม้สัญญาและวิตก
ก็พึงทราบโดยนัยนี้แล. ในวิตักกวาระ ท่านมิได้กล่าวว่า เพราะผัสสะดับ
แล้วกล่าวในที่แห่งผัสสะว่า เพราะสัญญาเกิด เพราะสัญญาดับ. หากถามว่า
ที่กล่าวดังนั้นเพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะวิตกมีสัญญาเป็นมูล เพราะท่าน
กล่าวไว้ว่า ความต่างกันแห่งสังกัปปะเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งสัญญา.
อนึ่ง ในบทมีอาทิว่า อนิจฺจโต มนสิกโรโต เมื่อมนสิการโดยความ
ไม่เที่ยง พึงประกอบธรรมนั้น ๆ ในวาระนั้น ๆ โดยนัยมีอาทิว่า เวทนํ
อนิจฺจโต มนสิกโรโต เมื่อมนสิการเวทนาโดยความไม่เที่ยง ก็เพราะ
เวทนาสัมปยุตด้วยวิปัสสนา จึงไม่เป็นอุปการะแก่วิปัสสนา เพราะไม่สามารถ
ในการทำกิจแห่งวิปัสสนาได้ ฉะนั้นนั่นเอง เวทนาจึงไม่มาในโพธิปักขิยธรรม
กิจแห่งสัญญาสัมปยุตด้วยวิปัสสนา จึงไม่คลาดเคลื่อน เพราะฉะนั้น สัญญานั้น

206
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 207 (เล่ม 69)

จึงเป็นอุปการะส่วนเดียวของวิปัสสนา แต่กิจแห่งการเห็นแจ้งเว้นวิตกย่อม
ไม่มี เพราะวิปัสสนามีวิตกเป็นสหายย่อมทำกิจของตน. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ปัญญาตามธรรมดาของตนย่อมไม่สามารถจะตัดสินอารมณ์ว่า อนิจฺจํ
ทุกฺขํ อนตฺตาได้ แต่เมื่อวิตกกระทบแล้ว กระทบแล้วให้อารมณ์ จึง
สามารถตัดสินได้ เหมือนเหรัญญิกวางกหาปณะไว้ที่มือ แม้ประสงค์จะตรวจดู
ในส่วนทั้งหมดก็ไม่สามารถจะพลิกกลับด้วยสายตาได้ แต่ครั้นเอานิ้วมือพลิก
กับไปมาข้างโน้นข้างนี้ ก็สามารถตรวจดูได้ฉันใด ปัญญาก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ตามธรรมดาของตนไม่สามารถวินิจฉัยอารมณ์ด้วยอำนาจแห่งความไม่เที่ยง
เป็นต้นได้ แต่สามารถวินิจฉัยอารมณ์อันวิตกมีการยกขึ้นเป็นลักษณะ มีการ
กระทบและการจดจ่อเป็นรสอันมาแล้ว ๆ ให้ได้ ดุจกระทบและพลิกกลับไปมา
ฉะนั้น.
เพราะฉะนั้น เพื่อแสดงเพียงลักษณะเพราะเวทนาและสัญญาทั้งหลาย
เป็นอุปการะแก่วิปัสสนา ท่านจึงชี้แจงด้วยเอกวจนะในบทนั้น ๆ ว่า เวทนาย
สญฺญาย ดังนี้.
บทว่า ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน ด้วยสามารถลมหายใจเข้าลม
หายใจออกยาวเป็นอาทิ ท่านกล่าวเพื่อแสดงความถึงพร้อมแห่งอานาปานสติ-
ภาวนา และผลแห่งภาวนา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สโมธาเนติ ให้ประชุมลง ความว่า ตั้งไว้
ซึ่งอารมณ์หรือยังอารมณ์ให้ดังไว้ ชื่อว่า บุคคลย่อมตั้งอารมณ์ เพื่อความ
บริบูรณ์แห่งภาวนา แม้ในความไม่มีความตั้งมั่น และความขวนขวาย. บทว่า
โคจรํ อารมณ์ คือ สังขารเป็นอารมณ์ในขณะแห่งวิปัสสนาและนิพพานเป็น
อารมณ์ในขณะแห่งมรรคและขณะแห่งผล. บทว่า สมตฺถํ คือความสงบเป็น

207
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 208 (เล่ม 69)

ประโยชน์ หรือชื่อว่า สมตฺโถ เพราะประโยชน์ของความสงบ ซึ่งธรรมมี
ความสงบเป็นประโยชน์นั้น. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า มคฺคํ สโมธาเนติ ยังมรรคให้ประชุมลง คือนิพพานนั่นเอง
เป็นโคจรในขณะมรรคและผล. บทว่า อยํ ปุคฺคโล บุคคลนี้คือพระโยคาวจร
ผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งอานาปานสติภาวนา. ในบทว่า อิมสฺมึ อารมฺมเณ
ในอารมณ์นี้ คือในอารมณ์อันเป็นสังขตะ กล่าวคือ นามกาย รูปกาย ที่ท่าน
สงเคราะห์ ด้วยบทว่า กาเย และในนิพพานเป็นอารมณ์อันเป็นมรรคโดยลำดับ
นั้น. ท่านกล่าวศัพท์ว่า อารัมมณะ และ โคจร มีความอันเดียวกันด้วย
บทว่า ยนฺตสฺส เป็นอาทิ. บทว่า ตสฺส คือ แห่งบุคคลนั้น. บทว่า
ปชานาตีติ ปุคฺคโล ปชานนา ปญฺญา ท่านอธิบายว่า บุคคลย่อมรู้ด้วย
ปัญญา. บทว่า อารมฺมณสฺส อุปฏฺฐานํ ความปรากฏซึ่งอารมณ์ คือ สติ
เป็นความปรากฏแห่งสังขารเป็นอารมณ์ในขณะแห่งวิปัสสนาและนิพพานเป็น
อารมณ์ในขณะแห่งมรรคผล. ในบทที่ เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในกรรม(ทุติยาวิภัตติ)
เหมือนกล่าวว่าบำรุงซึ่งพระราชา. บทว่า อวิกฺเขโป ความไม่ฟุ้งซ่าน คือสมาธิ.
บทว่า อธิฏฺฐานํ ความตั้งมั่น คือมีสังขารตามที่กล่าวแล้วเป็นอารมณ์และมี
นิพพานเป็นอารมณ์ ชื่อว่า อธิฏฺฐานํ เพราะอารมณ์มีจิตตั้งมั่. บทว่า
โวทานํ ความผ่องแผ้ว คือ ญาณ ชื่อว่า โวทานํ เพราะอารมณ์เป็น
เหตุให้ผ่องแผ้วบริสุทธิ์.
สมาธิอันเป็นฝ่ายหดหู่ ชื่อว่า สงบ เพราะเป็นความสงบด้วยการถึง
ความไม่หดหู่. ญาณอันเป็นฝ่ายฟุ้งซ่านชื่อว่า สงบ เพราะเป็นความสงบ
ด้วยภาวะความไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยเหตุนั้นเป็นอันกล่าวถึงความที่สมถะและ
วิปัสสนาเป็นธรรมเทียมคู่ในขณะแห่งวิปัสสนามรรคและผล แต่สติ ชื่อว่า

208
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 209 (เล่ม 69)

สงบ เพราะมีอุปการะแก่ความสงบทั้งสองนั้น เพราะมีประโยชน์ทั้งหมด
อารมณ์ชื่อว่าสงบเพราะตั้งมั่นด้วยสมถะ. บทว่า อนวชฺชฏฺโฐ ธรรมอันไม่มี
โทษเป็นประโยชน์ คือ สภาวะแห่งวิปัสสนาไม่มีโทษ. บทว่า นิกฺกิเลสฏฺโฐ
ธรรมอันไม่มีกิเลสเป็นประโยชน์ คือ สภาวะแห่งมรรคไม่มีกิเลส. บทว่า
โวทานฏโฐ ธรรมมีความผ่องแผ้วเป็นประโยชน์ คือ สภาวะแห่งผลบริสุทธิ์
บทว่า ปรมฏฺโฐ ธรรมอันประเสริฐเป็นประโยชน์ คือ สภาวะแห่งนิพพาน
เป็นธรรมสูงสุดกว่าธรรมทั้งปวง. บทว่า ปฏิวิชฺฌติ ย่อมแทงตลอด คือ
แทงตลอดสภาวะนั้น ๆ โดยความไม่หลง. ในบทนี้ท่านกล่าวถึงการแทงตลอด
โดยชอบด้วยบทมีอาทิว่า อารมฺณสฺส อุปฏฺฐานํ ปรากฏซึ่งอารมณ์. อนึ่ง
ในบทนี้นั่นแหละ เพราะท่านกล่าวถึงการเเทงตลอดธรรมอันมีความผ่องแผ้ว
เป็นประโยชน์ จึงเป็นอันกล่าวถึงธรรมอันไม่มีโทษเป็นประโยชน์ ธรรมอัน
ไม่มีกิเลสเป็นประโยชน์ และธรรมอันประเสริฐเป็นประโยชน์ มีลักษณะอย่าง
เดียวกัน. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ธรรมเครื่องนำไปมีลักษณะดังที่ท่านกล่าวว่า
เมื่อกล่าวถึงธรรมอย่างเดียวกัน เป็นอันกล่าวถึงธรรม
บางอย่างทั้งหมดที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน.
อนึ่ง ในบทนี้ว่า ธรรมอันไม่มีโทษเป็นประโยชน์ ธรรมอันไม่เศร้า-
หมองเป็นประโยชน์ ชื่อว่า เป็นธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ เพราะเป็น
ประโยชน์ของความสงบกล่าวคือความไม่ฟุ้งซ่าน. ธรรมอันผ่องแผ้วเป็น
ประโยชน์ ชื่อว่า เป็นธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ เพราะความสงบ
นั่นเเหละหมายถึงความผ่องแผ้วแห่งมรรควิปัสสนาเป็นประโยชน์. ชื่อว่า เป็น
ธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ เพราะเป็นประโยชน์แห่งความสงบกล่าวคือความ

209
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 210 (เล่ม 69)

ผ่องแผ้วแห่งมรรค หมายถึงความผ่องแผ้วแห่งผล. ส่วนธรรมอันประเสริฐเป็น
ประโยชน์เป็นธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ เพราะมีความสงบนั่นแลเป็น
ประโยชน์ หรือเพราะเป็นประโยชน์แห่งความสงบทั้งหมด เพราะประกอบ
ด้วยนิพพานความสงบเเละธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์มีประการดังกล่าว
แล้วนั้นท่านทำให้เป็นเอกเสสสมาสสรุปเป็นเอกเทศ แล้วจึงกล่าวว่า สมตฺถญฺจ
ปฏิวิชฺฌติ แทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์. ธรรม คือ อินทรีย์
พละและโพชฌงค์ย่อมได้แม้ในขณะแห่งวิปัสสนามรรคและผล.
มรรคและวิสุทธิ ๓ ย่อมได้ในขณะมรรคผลนั่นเอง. วิโมกข์วิชชา
และความรู้ในความสิ้นไปย่อมได้ในขณะมรรคนั่นเอง. วิมุตติและความรู้ในการ
ไม่เกิด ย่อมได้ในขณะผลนั่นเอง. ทำเหลือย่อมได้แม้ในขณะแห่งวิปัสสนา.
พึงทราบวินิจฉัยในธรรมวารดังต่อไปนี้ บทว่า อิเม ธมฺเม อิมสฺมึ
อารมฺมเณ สโมธาเนติ ยังธรรมเหล่านี้ให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ พึงทราบ
ธรรมที่เหลือตามความประกอบเว้นนิพพาน. ท่านกล่าวบทนี้ด้วยสามารถเป็น
เยภุยนัย (เป็นส่วนมาก) อนึ่ง ในบทนี้ท่านกล่าวอรรถทียังไม่ได้กล่าวไว้แล้ว
ในหนหลัง. แม้เมื่อท่านแสดงธรรมเป็นเครื่องนำออกด้วยจตุกะหนึ่ง ๆ ก็เป็น
อันแสดงถึงธรรมเป็นเครื่องนำออกโดยส่วนหนึ่งๆ เพราะความที่ส่วนแม้หนึ่งๆ
มีการหยั่งลงไปในที่สุดแห่งจตุกะเป็นอุปนิสัยแห่งธรรมเป็นเครื่องนำออก
เพราะเว้นส่วนหนึ่ง ๆ เสียไม่เป็นการนำออก.
จบอรรถกถาแสดงลมหายใจเข้าและหายใจออกยาว

210
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 211 (เล่ม 69)

พึงทราบวินิจฉัยในรัสสนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า วิตฺตรสงฺขาเต
ในขณะที่นับได้นิดหน่อย คือ ในกาลที่นับได้เล็กน้อย. บทที่เหลือพึงทราบ
โดยนัยดังกล่าวแล้วในนิเทศนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในสัพพกายปฏิสังเวทินิเทศ ดังต่อไปนี้. เพื่อถือ
เอาความสุขเพราะเวทนาในอรูปธรรมหยาบ ท่านจึงกล่าวถึงเวทนาเสวย
อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ก่อน แต่นั้นกล่าวถึงสัญญาถือเอาอาการแห่งอารมณ์
ของเวทนาอย่างนี้ว่า บุคคลย่อมรู้พร้อมถึงเวทนาทีเสวย แต่นั้นกล่าวถึงเจตนา
อันเป็นอภิสังขารด้วยอำนาจแห่งสัญญา แต่นั้นกล่าวถึงผัสสะ เพราะบาลีว่า
สัมผัสแล้วย่อมเสวยอารมณ์ สัมผัสแล้วย่อมรู้เวทนา สัมผัสแล้วย่อมคิดถึง
เวทนา แต่นั้นกล่าวถึงมนสิการอันมีลักษณะทั่วไปแห่งเวทนาทั้งปวง กล่าวถึง
สังขารขันธ์ด้วยเจตนาเป็นต้น เมื่อท่านกล่าวถึงขันธ์ ๓ อย่าง อย่างนี้เป็นอัน
กล่าวถึงวิญญาณขันธ์อาศัยขันธ์นั้น. บทว่า นามญฺจ ได้แก่ นามมีประการ
ดังกล่าวแล้ว. บทว่า นามกาโย จ นี้ ท่านกล่าวเพื่อนำนามนั้น ออก เพราะ
ท่านสงเคราะห์นิพพานเข้าโดยนาม และเพราะโลกุตรธรรมไม่เข้าถึงวิปัสสนา
เป็นอันท่านนำเอานิพพานออกด้วยคำว่า กาโย เพราะนิพพานพ้นจากกอง.
บทว่า เย จ วุจฺจนฺติ จิตฺตสงฺขารา ท่านกล่าวจิตสังขารว่าเป็นนามกาย
คือ ท่านกล่าวว่าจิตสังขาร แม้กล่าวอย่างนี้ว่า สัญญาและเวทนาเป็นเจตสิก
ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิตเป็นจิตสังขาร ก็สงเคราะห์เข้าด้วยนามกายในที่นี้.
บทว่า มหาภูตา มหาภูตรูป ชื่อว่า มหาภูตา เพราะเป็นใหญ่
โดยความปรากฏใหญ่ โดยความสามัญเป็นของใหญ่ โดยบริหารใหญ่ โดย
ผิดปกติใหญ่. มหาภูตรูปมี ๔ อย่าง คือ ปฐวี อาโป เตโช วาโย.
บทว่า จตุนฺนญจ มหาภูตานํ อุปาทายรูปํ รูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔

211
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 212 (เล่ม 69)

เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ ความว่า รูปที่ยังไม่ละยังเป็นไป
เพราะอาศัยซึ่งมหาภูตรูป ๔. ก็อุปาทายรูปนั้นมี ๒๔ อย่าง คือ ตา หู จมูก
ลิ้น กาย รูป เสียง กลิ่น รส หญิง ชาย ชีวิต หทัยวัตถุ โอชะ กายวิญญัติ
วจีวิญญัติ อากาศธาตุ รูปเบา อ่อน ควรแก่การงาน การสะสม การสืบต่อ
ความคร่ำคร่า ความไม่เที่ยง.
บทว่า อสฺสาโส จ ปสฺสาโส จ คือ ลมอัสสาสะ ปัสสาสะตาม
ปกตินั่นเอง. แม้ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นเพราะอาศัยลมอัสสาสปัสสาสะก็ได้ชื่อนั้น
ดุจปฐวีกสิณเป็นต้น. อนึ่ง เพราะเห็นคล้ายรูปปฏิภาคนิมิต จึงได้ชื่อว่า รูป
ดุจในประโยคมีอาทิว่า เห็นรูปในภายนอก. บทว่า นิมิตฺตญฺจ อุปนิพนฺธนา
คือ ที่สัมผัสลมอัสสาสปัสสาสะเป็นนิมิตแห่งการเนื่องกันด้วยสติ.
บทว่า เย จ วุจฺจนฺติ กายสงฺขารา ท่านกล่าวกายสังขารว่าเป็น
รูปกาย คือ ท่านกล่าวว่า กายสังขารแม้กล่าวอย่างนี้ว่า ลมอัสสาสปัสสาสะเป็น
ไปในกาย ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยกายเป็นกายสังขาร ก็สงเคราะห์เข้าด้วยรูปกาย
ในที่นี้.
บทว่า เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ กายเหล่านั้นย่อมปรากฏ
คือ กายมีลมอัสสาสปัสสาสะเป็นนิมิต ในขณะแห่งฌาน กายมีรูปและไม่มีรูป
ที่เหลือในขณะแห่งวิปัสสนาย่อมปรากฏโดยอารมณ์ ในขณะแห่งมรรคย่อม
ปรากฏโดยความไม่หลง. ท่านกล่าวบทมีอาทิว่า ทีฆํ อสฺสาสปญฺญาสวเสน
ด้วยสามารถแห่งลมอัสสาสปัสสาสะยาวหมายถึง แม้ในวิปัสสนามรรคเกิดขึ้น
แล้วแก่พระโยคาวจร ผู้ได้ฌานด้วยสามารถแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ.

212