ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 193 (เล่ม 69)

ด้วยสามารถแห่งสมาธิเป็นอย่างไร. ภิกษุเข้าถึงฌานสองอย่างพร้อม
ด้วยปีติ ครั้นออกแล้วย่อมพิจารณาปีติสัมปยุตด้วยฌานโดยความสิ้นไปโดยความ
เสื่อมไป. ภิกษุทำปีติสัมปยุตด้วยฌานในขณะแห่งวิปัสสนาอย่างนี้ ให้เป็น
อารมณ์ ยังจิตให้ชื่นชมบันเทิง ปฏิบัติอย่างนี้ท่านกล่าวว่า ภิกษุย่อมศึกษาว่า
เราจักยังจิตให้บันเทิง หายใจเข้า หายใจออก.
บทว่า สมาทหํ จิตตํ ตั้งจิตไว้ คือ ตั้งดำรงจิตไว้เสมอในอารมณ์
ด้วยอำนาจแห่งปฐมฌานเป็นต้น หรือเข้าฌานเหล่านั้น ครั้นออกแล้ว จิต
สัมปยุตด้วยฌานย่อมเกิดขึ้นโดยความสิ้นไป โดยความเสื่อมไป ด้วยการ
แทงตลอดลักษณะในขณะแห่งวิปัสสนา เพราะจิตมีอารมณ์เดียวชั่วขณะ เมื่อจิต
มีอารมณ์เดียวชั่วขณะเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ภิกษุตั้งดำรงจิตไว้เสมอในอารมณ์
แม้ด้วยอำนาจท่านก็กล่าวว่า ภิกษุย่อมศึกษาว่า เราจักตั้งจิตไว้หายใจเข้า
หายใจออก.
บทว่า วิโมจยํ จิตฺตํ เปลื้องจิต คือ เปลื้องปล่อยจิตจากนิวรณ์
ทั้งหลายด้วยปฐมฌาน เปลื้องปล่อยจิตจากวิตกวิจารด้วยทุติฌาน จากปีติ
ด้วยตติยฌาน จากสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน หรือเข้าฌานทั้งหลายเหล่านั้น
ครั้นออกแล้วย่อมพิจารณาจิตสัมปยุตด้วยฌานโดยความสิ้นไป โดยความเสื่อม
ไป ภิกษุนั้นเปลื้องปล่อยจิตจากนิจจสัญญา ด้วยอนิจจานุปัสสนาในขณะแห่ง
วิปัสสนา เปลื้องปล่อยจิตจากสุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสสนา จากอัตตสัญญา
ด้วยอนัตตานุปัสสนา จากความเพลิดเพลิน ด้วยนิพพิทานุปัสสนา จากราคะ
ด้วยวิราคานุปัสสนา จากสมุทัยด้วยนิโรธานุปัสสนา จากความถือมั่น ด้วย
ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ย่อมหายใจเข้า และย่อมหายใจออก.

193
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 194 (เล่ม 69)

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺ-
สามิ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ภิกษุย่อมศึกษาว่า เราจักเปลื้องจิตหายใจเข้า
หายใจออก. พึงทราบว่าจตุกะนี้ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งจิตตานุปัสสนา.
พึงทราบวินิจฉัยในจตุกะที่ ๔ ดังต่อไปนี้. พึงทราบ อนิจฺจํ ใน
บทว่า อนิจฺจานุปสฺสี พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงนี้ก่อน. พึงทราบอนิจจตา
พึงทราบอนิจจานุปัสสนา พึงทราบอนิจจานุปัสสี.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนิจฺจํ ความไม่เที่ยง ได้แก่ ขันธ์ ๕.
เพราะเหตุไร. เพราะเบญจขันธ์มีเกิด เสื่อมและเป็นอย่างอื่น.
บทว่า อนิจฺจตา ความเป็นของไม่เที่ยง คือ ความที่เบญจขันธ์
เหล่านั้นเกิดเสื่อมและเป็นอย่างอื่น หรือเป็นแล้วไม่เป็น ความว่า การไม่
ตั้งอยู่โดยอาการนั้นของสัตว์ทั้งหลายที่เกิดแล้วแตกไปโดยการทำลายแห่งขณะ.
บทว่า อนิจฺจานุปสฺสนา พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง คือ พิจารณา
เห็นว่าไม่เที่ยง ในรูปเป็นต้นด้วยสามารถแห่งความไม่เที่ยงนั้น.
บทว่า อนิจฺจานุปสฺสี พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง คือ ประกอบ
ด้วยอนุปัสสนานั้น เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ภิกษุเป็นอย่างนั้นหายใจเข้า
และหายใจออก ย่อมศึกษาในที่นี้ว่า เราจักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า
และหายใจออก ดังนี้.
ในบทว่า วิราคานุปสฺสี พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดนี้ ความ
คลายกำหนัด มี ๒ อย่าง คือ ความคลายกำหนัดเพราะสิ้นไป และความคลาย
กำหนัดเพราะล่วงส่วน. ใน ๒ บทนั้น บทว่า ขยวิราโค ความคลายกำหนัด
เพราะสิ้นไป ได้แก่ ความทำลายขณะแห่งสังขารทั้งหลาย. บทว่า อจฺจนฺตวิ-
ราโค ความคลายกำหนัดเพราะล่วงส่วนได้แก่ นิพพาน.

194
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 195 (เล่ม 69)

บทว่า วิราคานุปสฺสนา พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด ได้แก่
วิปัสสนาและมรรคอันเป็นไปแล้ว ด้วยสามารถแห่งการเห็นทั้งสองอย่างนั้น.
พึงทราบว่า ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยอนุปัสสนาแม้สองอย่างหายใจเข้า และ
หายใจออก ย่อมศึกษาว่าเราจักพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจเข้าหายใจออก
ดังนี้. แม้ในบทว่า นิโรธานุปสฺสี ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ความสละคืนในบทว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี พิจารณาเห็นความ
สละคืนนี้ มี ๒ อย่าง คือ สละคืนเพราะบริจาค และสละคืนเพราะการแล่นไป.
ความพิจารณาเห็นความสละคืนชื่อว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา. บทนี้เป็น
ชื่อของวิปัสสนามรรค เพราะวิปัสสนาย่อมสละกิเลสทั้งหลายพร้อมด้วยขันธา-
ภิสังขารด้วยสามารถแห่งตทังคะ ย่อมแล่นไปเพราะเห็นโทษแห่งสังขตธรรม
และเพราะน้อมไปในนิพพานอันตรงกันข้ามกับโทษแห่งสังขตธรรมนั้น เพราะ
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สละคืนเพราะบริจาค และสละคืนเพราะแล่นไป.
มรรคย่อมสละกิเลสทั้งหลายพร้อมขันธาภิสังขาร ด้วยอำนาจแห่งการ
ตัดขาด ย่อมแล่นไปในนิพพานด้วยการทำให้เป็นอารมณ์ เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า สละคืนเพราะบริจาค สละคืนเพราะแล่นไป. แม้ทั้งสองบท
นั้น ท่านก็กล่าวว่าเป็น อนุปัสสนา เพราะความเห็นญาณก่อน ๆ พึงทราบว่า
ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา (พิจารณาเห็นความสละคืน)
แม้สองอย่างนั้น หายใจเข้าและหายใจออกย่อมศึกษาว่า เราจักเป็นผู้พิจารณา
เห็นความสละคืนหายใจเข้า หายใจออก.
อนึ่ง พึงทราบว่า ในบทว่า อนิจฺจานุปสฺสี นี้ ท่านกล่าวด้วย
อำนาจแห่งวิปัสสนาอ่อน. บทว่า วิราคานุปสฺสี ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่ง
วิปัสสนาอันสามารถคลายความกำหนัด ในสังขารทั้งหลายได้ เพราะมีกำลังมาก

195
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 196 (เล่ม 69)

กว่านั้น. บทว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา
อันกล้าแข็ง ใกล้มรรคเข้าไปแล้ว.
แม้มรรคก็มิได้ทำลายไปในวิปัสสนาที่ได้ ท่านกล่าวจตุกะนี้ด้วย
อำนาจแห่งวิปัสสนาบริสุทธิ์ แต่ ๓ อย่างข้างต้น ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่ง
สมถะและวิปัสสนา.
จบอรรถกถาอาปานสติมาติกกา
บัดนี้ เพื่อแสดงจำแนกมาติกาตามที่วางไว้โดยลำดับ จึงเริ่มบทมีอา-
ทิว่า อิธาติ อิมิสฺสา ทิฏฺฐิยา. บทว่า อิธ คือในทิฏฐินี้. ในบทเหล่านั้น
ท่านกล่าวถึงคำสอนของพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเท่านั้น อันได้แก่ไตรสิกขาด้วยบท
๑๐ บทมีอาทิว่า อิมิสฺสา ทิฏฺฐิยา ในทิฏฐินี้ เพราะคำสอนนั้นท่านกล่าวว่า
ทิฏฐิ เพราะพระพุทธเจ้าผู้มีพระภาคทรงเห็นแล้ว ท่านกล่าวว่า ขันติ
ด้วยสามารถความอดทน กล่าวว่า รุจิ ด้วยสามารถความชอบใจ กล่าวว่า
เขต ด้วยสามารถการถือเอา กล่าวว่า ธรรม ด้วยอรรถว่าเป็นสภาวธรรม
กล่าวว่า วินัย ด้วยอรรถว่าควรศึกษา กล่าวว่า ธรรมวินัย แม้ด้วยอรรถ
ทั้งสองนั้น กล่าวว่า ปาพจน์ ด้วยสามารถธรรมที่ตรัส กล่าวว่า
พรหมจรรย์ ด้วยอรรถว่าเป็นความประพฤติอันประเสริฐ กล่าวว่า สัตถุ-
ศาสน์ ด้วยสามารถให้คำสั่งสอน.
เพราะฉะนั้น ในบทว่า อิมิสฺสา ทิฏฺฐิยา เป็นต้นพึงทราบ
ความว่า ในความเห็นของพระพุทธเจ้านี้ ในความอดทนของพระพุทธเจ้านี้
ในความชอบใจของพระพุทธเจ้านี้ ในเขตของพระพุทธเจ้านี้ ในธรรมของ
พระพุทธเจ้านี้ ในวินัยของพระพุทธเจ้านี้ ในธรรมและวินัยของพระพุทธเจ้านี้

196
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 197 (เล่ม 69)

ในปาพจน์ของพระพุทธเจ้านี้ ในพรหมจรรย์ของพระพุทธเจ้านี้ ในสัตถุศาสน์
ของพระพุทธเจ้านี้.
อีกอย่างหนึ่ง ปาพจน์ทั้งสิ้น อันได้แก่ ไตรสิกขานี้ ชื่อว่า ทิฏฐิ
เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นแล้ว เพราะเป็นปัจจัยแห่งสัมมาทิฏฐิ และ
เพราะมีสัมมาทิฏฐิเป็นธรรมถึงก่อน ชื่อว่า ขันติ ด้วยสามารถความอดทนของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า รุจิ ด้วยสามารถความพอใจ ชื่อว่า อาทาย
ด้วยสามารถการถือเอา ชื่อว่า ธรรม เพราะทรงไว้ซึ่งผู้ปฏิบัติของตนมิให้
ตกไปในอบาย ชื่อว่า วินัย เพราะขจัดฝ่ายเศร้าหมองออกไป ธรรมและ
วินัยนั้นชื่อว่าธรรมวินัย หรือชื่อว่าธรรมวินัย เพราะขจัดอกุศลธรรมทั้งหลาย
ด้วยกุศลธรรม ด้วยเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนโคตมี
ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใด ธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อคลายความกำหนัด ไม่
เป็นไปเพื่อมีความกำหนัด ฯลฯ ดูก่อนโคตมี ท่านพึงทรงไว้โดยส่วนเดียว
นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นสัตถุศาสน์ หรือชื่อว่า ธรรมวินัย เพราะ
เป็นข้อบังคับโดยธรรม มิใช่ข้อบังคับโดยอาชญาเป็นต้น. สมดังที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ชนบางพวกฝึกด้วยอาชญา ด้วยขอ และด้วย
หวาย พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาธรรมใหญ่ ไม่ใช่
อาชญา ไม่ใช้ศัสตรา ฝึกผู้ประเสริฐ.
อนึ่ง ชื่อว่าธรรมวินัยเพราะแนะนำโดยธรรม ว่าอะไรเป็นความริษยา
ของผู้รู้ หรือปฏิบัติโดยธรรม. จริงอยู่วินัยนั้นเพื่อธรรมไม่มีโทษ มิใช่เพื่อ
อานิสงส์แห่งโภคสมบัติในภพ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า

197
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 198 (เล่ม 69)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้มิใช่อยู่เพื่อหลอกลวงคน. แม้พระปุณณเถระ
ก็กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส การประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อ
อนุปาทาปรินิพพาน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วินัย เพราะนำไปให้บริสุทธิ์ การ
นำไปโดยธรรม ชื่อว่าธรรมวินัย. วินัยนั้นย่อมนำไปจากธรรมคือสงสาร หรือ
จากธรรมมีความโศกเป็นต้น สู่นิพพานอันบริสุทธิ์ หรือการนำไปสู่ธรรม
มิใช่นำไปสู่พวกเจ้าลัทธิ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าธรรมวินัย. จริงอยู่ พระผู้มี
พระภาคเจ้าเป็นผู้ทรงธรรม วินัยนั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นนั่นแล.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะธรรมทั้งหลายนั้นแล ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้ ควรละ
ควรเจริญ และควรทำให้แจ้ง ฉะนั้น วินัยนั้นเป็นการนำไปในธรรมทั้งหลาย
มิใช่นำไปในสัตว์ และในสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าธรรมวินัย.
คำ เป็นประธานเพราะคำของคนอื่นโดยพร้อมด้วยอรรถและพร้อมด้วย
พยัญชนะ ชื่อว่าคำ เป็นประธาน คำเป็นประธานนั้นแล ชื่อว่า ปาพจน์. ชื่อว่า
พรหมจรรย์ เพราะมีความประพฤติประเสริฐด้วยจริยาทั้งปวง. ชื่อว่าสัตถุศาสน์
เพราะเป็นคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย หรือคำสอนอันเป็นของพระศาสดา ชื่อว่า สัตถุศาสน์. เพราะ
พระธรรมวินัยนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นศาสดาในพระบาลีว่า
ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใดอันเราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว ธรรมและวินัย
นั้นจักเป็นศาสดาของพวกเธอโดยล่วงเราไป. พึงทราบความแห่งบททั้งหลาย
เหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง เพราะภิกษุผู้ยังอานาปานสติสมาธิให้เกิด
โดยอาการทั้งปวงมีอยู่ในศาสนานี้เท่านั้น มิได้มีในศาสนาอื่น ฉะนั้น ในบทนั้น ๆ

198
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 199 (เล่ม 69)

ท่านจึงกำหนดความแน่นอนลงไปว่า อิมสฺส แห่งศาสนานี้ และ อิมสฺมึ
ในศาสนานี้. นี้เป็นอรรถแห่งการชี้แจงของมาติกาว่า อิธ.
อนึ่ง ท่านไม่กล่าวอรรถแห่งคำของ ภิกฺขุ ศัพท์ด้วยคำมีอาทิว่า
ปุถุชฺชนกลฺยาณโก ภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชน แล้วแสดงถึงภิกษุที่ประสงค์
เอาในที่นี้เท่านั้น. ในบทนั้นชื่อว่าปุถุชน เพราะเป็นผู้ยังตัดกิเลสไม่ได้ และ
ชื่อว่ากัลยาณชน เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยข้อปฏิบัติมีศีลเป็นต้น เพราะเหตุนั้น
จึงชื่อว่า กัลยาณปุถุชน กัลยาณปุถุชนนั่นแล ชื่อว่า ปุถุชฺชนกลฺยาณโก.
ชื่อว่า เสกฺโข เพราะยังศึกษาอธิศีลเป็นต้น ได้แก่ พระโสดาบัน
พระสกทาคามี หรือพระอนาคามี.
ชื่อว่า อกุปฺปธมฺโม เพราะมีธรรมคืออรหัตผล ไม่กำเริบคือไม่
อาจให้หวั่นไหวได้. จริงอยู่ แม้ผู้มีธรรมไม่กำเริบนั้นก็ยังเจริญสมาธินี้.
พึงทราบวินิจฉัยในอรัญญนิเทศดังต่อไปนี้. โดยปริยายแห่งวินัย คำว่า
ป่า มาในบทมีอาทิว่า ป่าที่เหลือนอกจากบ้านและอุปจารแห่งบ้าน. โดยปริยาย
แห่งพระสูตร หมายถึงภิกษุผู้อยู่ป่า มาแล้วในบทมีอาทิว่า เสนาสนะท้ายสุด
ชั่ว ๕๐๐ ธนู ชื่อว่า ป่า. พระวินัยและพระสูตรแม้ทั้งสองเป็นปริยายเทศนา
(เทศนาแบบบรรยาย) เพื่อแสดงป่าโดยปริยายเเห่งอภิธรรมว่า พระอภิธรรมเป็น
นิปริยายเทศนา (เทศนาไม่อ้อมค้อม) จึงกล่าวว่า ป่าคือออกนอกเสาเขื่อนไป.
ปาฐะว่า นิกฺขมิตฺวา พหิ อินฺทขีลํ ท่านกล่าวว่า เลยเสาเขื่อนออกไป.
อนึ่ง ในบทว่า อินฺทขีโล นี้ คือ ธรณีประตูบ้านหรือนคร.
พึงทราบวินิจฉัยในรุกขมูลนิเทศดังต่อไปนี้. เพราะโคนไม้ปรากฏแล้ว.
ท่านจึงไม่กล่าวถึงโคนไม้นั้น กล่าวคำมีอาทิว่า ยตฺถ ดังนี้.

199
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 200 (เล่ม 69)

บทว่า ยตฺถ คือที่โคนไม้ใด. ชื่อว่า อาสนะ เพราะเป็นที่นั่ง. บทว่า
ปญฺญตฺตํ คือตั้งไว้แล้ว. บทว่า มญฺโจ วา เป็นอาทิ เป็นคำกล่าวถึงประเภท
ของอาสนะ. จริงอยู่ แม้เตียงท่านก็กล่าวไว้ในอาสนะทั้งหลาย ในบทนี้เพราะ
เป็นโอกาสนั่งก็ได้. อนึ่ง เตียงนั้นเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาเตียงพิเศษ
คือมสารกะ (เตียงมีแม่แคร่สอดเข้าไปในขา) พุนทิกาพัทธ์ (เตียงติดกันเป็น
แผง) กุฬีรปาทกะ (เตียงมีเท้าดังตีนปู) อาหัจจปาท (เตียงมีขาจดแม่แคร่).
บรรดาตั่งเหล่านั้น ตั่งอย่างใดอย่างหนึ่งเหมือนกัน.
บทว่า ภิสิ ฟูก ได้แก่ฟูกอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาฟูกทำด้วยขนแกะ
ฟูกทำด้วยผ้า ฟูกทำด้วยเปลือกไม้ ฟูกทำด้วยหญ้า ฟูกทำ ด้วยใบไม้. บทว่า
ตฏฺฏิกา เสื่อ คือเสื่อทอด้วยใบตาลเป็นต้น. บทว่า จมฺมขณฺโฑ ท่อนหนัง
คือท่อนหนังอย่างใดอย่างหนึ่งอันสมควรเป็นที่นั่ง. เครื่องลาดทำด้วยหญ้า
เป็นต้น คือ เอาหญ้าเป็นต้นสุมกันเข้า. บทว่า ตตฺถ คือ ที่โคนไม้นั้น.
ด้วยบทมีอาทิว่า จงฺกมติ วา เดินท่านกล่าวถึงความที่โคนไม้ใช้เป็นที่ยัง
อิริยาบถ ๔ ให้เป็นไปได้. ด้วยบททั้งปวงมี บทว่า ยตฺถ เป็นอาทิ ท่าน
กล่าวถึงความที่โคนไม้มีร่มเงาหนาทึบ และเพราะเป็นที่สงัดจากผู้คน. บทว่า
เกนจิ ด้วยหมู่ชนใด ๆ. ท่านแยกหมู่ชนนั้นให้พิสดารออกไปจึงกล่าวว่า
คหฏฺเฐน วา ปพฺพชิเตน วา เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม.
บทว่า อนากิณฺณํ ไม่เกลื่อนกล่น คือไม่มั่วสุม ไม่คับแคบ. เสนาสนะใด
เป็นที่รกชัฎด้วยภูเขา รกชัฏด้วยป่า รกชัฏด้วยแม่น้ำ คาวุตหนึ่งบ้าง กึ่งโยชน์
บ้างโดยรอบ ใคร ๆ ไม่อาจเข้าไป โดยมิใช่เวลาอันควรได้ เสนาสนะนี้
ชื่อว่าไม่เกลื่อนกล่นแม้ในที่ใกล้. ส่วนเสนาสนะใดอยู่กึ่งโยชน์หรือโยชน์หนึ่ง
เสนาสนะนี้ ชื่อว่าไม่เกลื่อนกล่นเพราะอยู่ไกล.

200
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 201 (เล่ม 69)

บทว่า วิหาโร วิหาร ได้แก่ที่อยู่อันเหลือพ้นจากโรงมีหลังคาครั้งหนึ่ง
เป็นต้น.
บทว่า อฑฺฉโยโค โรงมีหลังคาครึ่งหนึ่ง ได้แก่เรือนปีกครุฑ.
บทว่า ปาสาโท ปราสาท ได้แก่ ปราสาทยาวมีช่อฟ้าสอง.
บทว่า หมฺมิยํ เรือนโล้น ได้แก่ ปราสาทมีเรือนยอดตั้งอยู่ ณ พื้น
อากาศเบื้องบน.
บทว่า คุหา ถ้ำ ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาขันธกะอย่างนี้ คือ ถ้ำอิฐ
ถ้ำหิน ถ้ำไม้ ถ้ำดิน. ส่วนในอรรถกถาวิภังค์ ท่านกล่าวถึงเสนาสนะที่ทำ
แสดงทางบริหารโดยรอบ และที่พักกลางคืนและกลางวันไว้ในภายในว่าวิหาร.
บทว่า คุหา ได้แก่ ถ้ำพื้นดิน ควรได้พักอาศัยตลอดคืนและวัน.
ท่านกล่าวบททั้งสองนี้ให้ต่างกัน คือ ถ้ำภูเขาหรือถ้ำพื้นดิน ท่านทำให้เป็น
วัตตมานาวิภัตติว่า นิสีทติ ย่อมนั่งด้วยอำนาจแห่งลักษณะทั่วไปแก่กาลทั้งปวง
แห่งมาติกา แต่ท่านทำเป็นรูปสำเร็จว่า นิสินฺโน นั่งแล้ว เพื่อแสดงการ
เริ่มและการสุดท้ายของการนั่ง เพราะมีการเริ่มภาวนาของภิกษุผู้นั่ง ณ ที่นี้.
อนึ่ง เพราะเมื่อภิกษุนั่งตั้งกายตรง กายย่อมตรง ฉะนั้นท่านไม่เอื้อ
ในพยัญชนะ เมื่อจะแสดงถึงความประสงค์อย่างเดียว จึงกล่าวคำมีอาทิว่า
อุชุโก ตรง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า  ิโต สุปณิหิโต กายเป็นกายอันภิกษุนั้นตั้ง
ไว้ตรง ความว่า เป็นกายตั้งไว้ตรง เพราะตั้งตรงอยู่แล้ว มิใช่ตั้งไว้ตรงด้วย
ตนเอง. บทว่า ปริคฺคหฏฺโฐ คือมีความกำหนดถือเอาเป็นอรรถ. กำหนด
ถือเอาอะไร. ถือการนำออก. นำอะไรออก. นำอานาปาสติสมาธิตลอดถึง

201
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 202 (เล่ม 69)

อรหัตมรรคออก ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า นิยฺยานฏฺโฐ มีความนำออก
เป็นอรรถ. ท่านกล่าวมีการนำ ออกเป็นอรรถ จากสงสารด้วยสามารถแห่งอรรถ
อันเจริญของมุขศัพท์.
บทว่า อุปฏฺฐานตโถ มีความเข้าไปตั้งไว้เป็นอรรถ คือ มีสภาวธรรม
เป็นอรรถ. ด้วยบทเหล่านี้ทั้งหมดเป็นอันท่านอธิบายว่า ตั้งสติมีความนำออก
กำหนดถือเอา. แต่อาจารย์บางพวกพรรณนาว่า บทว่า ปริคฺคหฏฺโฐ คือ
มีความกำหนดถือเอาเป็นอรรถด้วยสติ. บทว่า นิยฺยานฏฺโฐ คือมีทวารเข้า
ออกของลมอัสสาสปัสสาสะ. ท่านอธิบายว่า ตั้งสติมีความนำลมอัสสาสะ
ปัสสาสะที่กำหนดถือเอาออก.
บทว่า พตฺตึสาย อาการหิ ด้วยอาการ ๓๒ ท่านกล่าวด้วยสามารถ
การถือเอาโดยไม่มีส่วนเหลื่อ ของภิกษุทั้งหลายผู้ได้รับตามลำดับ ในสิ่งที่ไม่
แน่นอนนั้น ๆ. บทว่า ทีฆํ อสฺสาสวเสน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว
คือ ด้วยสามารถลมอัสสาสะที่กล่าวแล้วว่า ยาว ในมาติกา. ในบทที่เหลือ
ก็อย่างนี้. บทว่า เอกคฺคตํ คือความที่จิตมีอารมณ์เดียว. บทว่า อวิกฺเขปนํ
ไม่ฟุ้งซ่าน คือความที่จิตมีอารมณ์เดียวท่านกล่าวว่า ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะจิตไม่
ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ. บทว่า ปชานโต รู้อยู่ คือรู้ รู้ชัดด้วยความ
ไม่หลง หรือรู้ด้วยทำให้เป็นอารมณ์ว่า เราได้ความไม่ฟุ้งซ่านแล้ว. บทว่า
ตาย สติยา คือด้วยสติที่เข้าไปตั้งไว้แล้ว. บทว่า เตน ญาเณน คือด้วย
ญาณรู้ความไม่ฟุ้งซ่านนั้น. ในบทว่า สโตการี โหติ เป็นผู้ทำสตินี้ เพราะ
สติสัมปยุตด้วยญาณนั่นแล ท่านประสงค์เอาสติ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า ภิกษุประกอบสติและปัญญาอย่างยิ่ง ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ. ฉะนั้นแม้
ญาณท่านก็ถือเอาด้วยคำว่า สโต มีสติ.

202