ความเจริญ ๓ อย่างที่กล่าวแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านไม่กล่าวอรรถแห่งธรรมนั้น
เป็นอันกล่าวถึงอรรถแห่งกิเลสอันเป็นข้าศึกแก่ธรรมนั้นที่ถอนแล้ว เพราะที่สุด
แห่งการปรารภย่อมปรากฏโดยการถอนกิเลสอันเป็นข้าศึก ด้วยเหตุนั้นเป็น
อันท่านกล่าวถึงอรรถอันถึงยอดแห่งธรรมที่ปรารภดีแล้ว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตปฺปจฺจนีกานํ กิเลสอันเป็นข้าศึกแก่
ธรรมนั้น คือ กิเลสเป็นข้าศึกแก่ฌานวิปัสสนาและมรรคเหล่านั้น. บทว่า
กิเลสานํ แห่งกิเลสทั้งหลาย คือ แห่งกิเลสทั้งหลายมีกามฉันทะเป็นต้น
และสักกายทิฏฐิ อันสัมปยุตด้วยนิจจสัญญาเป็นต้น. บทว่า สุสมุคฺฆาตตฺตา
เพราะเพิกถอนด้วยดี คือ เพราะถอนด้วยดี เพราะพินาศไปด้วยสามารถแห่ง
วิกขัมภนะ ตทังคะและสมุจเฉทะ. แต่ในคัมภีร์ทั้งหลาย พวกอาจารย์เขียน
ไว้ว่า สุสมคฺฆาตตฺตา บทนั้นไม่ดี.
พระสารีบุตรเถระเมื่อแสดงอรรถวิกัปแม้อื่นแห่งบทนั้นอีก จึงกล่าว
คำมีอาทิว่า สุสมํ ความเสมอดี. ในบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ ชาตา
กุสลธรรมทั้งหลายเกิดในธรรมนั้น คือ เกิดในภาวนาวิเศษอันถึงยอดนั้น.
บทว่า อนวชฺชา ไม่มีโทษ คือ ปราศจากโทษ คือ กิเลสด้วยการไม่เข้าถึง
ความที่กิเลสทั้งหลายเป็นอารมณ์. บทว่า กุสลา ได้แก่ กุศลโดยกำเนิด.
บทว่า โพธิปกฺขิยา เป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้ คือ ชื่อว่า โพธิปกฺขิยา
เพราะเป็นฝ่ายแห่งพระอริยเจ้าอันได้ชื่อว่า โพธิ เพราะอรรถว่าตรัสรู้. บทว่า
ปกฺเข ภวตฺตา เพราะเป็นในฝ่าย คือ เพราะตั้งอยู่ในความเป็นอุปการะ
อนึ่ง ธรรม ๓๗ เหล่านั้นคือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘. บทว่า อิทํ สมํ