ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 63 (เล่ม 69)

อรรถกถาสักกายทิฏฐินิเทศ
บทว่า สกฺกายทิฏฺฐิ คืออัตตานุทิฏฐินั่นเอง พึงทราบว่า ท่าน
กล่าวไว้เพื่อแสดงคำโดยปริยายอันมาแล้วในที่อื่น.
จบอรรถกถาสักกายทิฏฐินิเทศ
อรรถกถาสัสสตทิฏฐินิเทศ
บทว่า สกฺกายวตฺถุกาย สสฺสตทิฏฺฐิยา สัสสตทิฏฐิมีสักกายะเป็น
วัตถุ เป็นกัมมธารยสมาส.
พึงเชื่อมบทว่า สมนุปสฺสติ ย่อมเห็นไว้ในท้ายคำ ๑๕ คำ
มีอาทิว่า รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ. เพราะจะได้ไม่ลืมตัวด้วยอย่างอื่น ทิฏฐิ
ที่เหลือ ๑๔ อย่าง แสดงย่อไว้เป็นอย่างเดียวกันว่า รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ
สมนุปสฺสติ เห็นตนว่ามีรูปด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาสัสสตทิฏฐินิเทศ

63
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 64 (เล่ม 69)

อรรถกถาอุจเฉททิฏฐินิเทศ
บทว่า สกฺกายวตฺถุกาย อุจเฉททิฏฺฐิยา อุจเฉททิฏฐิมิสักกายะ
เป็นวัตถุ คือทิฏฐิที่เหลือ ๔ อย่าง แสดงย่อไว้เป็นอย่างเดียวกันว่า เห็นรูป
โดยความเป็นตน ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาอุจเฉททิฏฐินิเทศ
อรรถกถาอันตคาหิกทิฏฐิ
บทว่า อนฺตคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ทิฏฐิอันถือเอาที่สุด เป็นการถาม
ตามอาการในวาระที่หนึ่ง ถือเอาตามอาการในวาระที่สอง กล่าวแก้อาการ
ในวาระที่สาม.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โลโก คือ ตัวตน. บทว่า โส อนฺโต
โลกนั้น มีที่สุด คือ ในที่สุดของความเที่ยงและความสูญอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน
ที่สุดของความเที่ยง ในการถือว่าเที่ยงที่สุดของความสูญในการถือว่าไม่เที่ยง.
บทว่า ปริตฺตํ โอกาสํ สู่โอกาสนิดหน่อย คือ สู่ที่เล็กน้อยเพียงกระด้งหรือ
ชาม. บทว่า นีลกโต ผรติ ทำสีเขียวแผ่ไป คือ เป็นอารมณ์ว่า สีเขียว.
บทว่า อยํ โลโก โลกนี้ ท่านกล่าวหมายถึงตน. บทว่า ปริวฏุโม
โลกกลม คือ มีกำหนดไว้โดยรอบ. บทว่า อนฺตสญฺญี คือ มีความสำคัญ
ว่ามีที่สุด.

64
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 65 (เล่ม 69)

บทว่า ยํ ผรติ คือ กสิณรูปแผ่ไป. บทว่า ตํวตฺถุ เจว โลโก จ
วัตถุและโลก คือกสิณรูปนั้นเป็นอารมณ์และโลกด้วยอรรถว่าพึงแลดู. บทว่า
เยน ผรติ คือแผ่ไปด้วยจิต. บทว่า โส อตฺตา เจว โลโก จ ได้แก่
ตนและโลกทำให้เป็นปุงลิงค์เพราะเพ่งตน. ท่านอธิบายว่า ตนนั่นแล คือ
จิตและชื่อว่าโลก เพราะอรรถว่า พึงมองดู.
บทว่า อนฺตวา คือ มีที่สุด. บทว่า โอภาสกโต ผรติ ทำ
แสงสว่างแผ่ไป คือ แสงสว่างด้วยอาโลกกสิณ เตโชกสิณ หรือโอทาตกสิณ
แผ่ไป. เพราะยึดกสิณมีแสงสว่าง ๕ ชนิด มีนีลกสิณเป็นต้น จึงควรถือว่า
ไม่มีการถือผิดตนด้วยอำนาจปฐวีกสิณ อาโปกสิณและวาโยกสิณ. บทว่า วิปุลํ
โอภาสํ สู่โอภาสอันกว้าง คือสู่ที่ใหญ่โดยมีประมาณบริเวณลานเป็นต้น.
บทว่า อนนฺตวา ไม่มีที่สุด คือไม่มีที่สุดกว้างขวาง. บทว่า อปริยนฺโต
หาที่สุดมิได้ คือหาที่สุดอันกว้างขวางมิได้. บทว่า อนนฺตสญฺญี คือมีความ
สำคัญว่าโลกไม่มีที่สุด.
บทว่า ตํ ชีวํ คือชีพอันนั้น. อนึ่ง บทว่า ชีโว คือตัวตนนั้นเอง.
แม้ขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น ก็ชื่อว่าสรีระ เพราะอรรถว่ามีความหมุนไป. บทว่า
ชีวํ น สรีรํ ชีพไม่ใช่สรีระ คือ ชีพได้แก่ตน ไม่ใช่สรีระอันได้แก่รูป.
ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนี้.
บทว่า ตถาคโต คือ สัตว์. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า พระอรหันต์.
บทว่า ปรมฺมรณา เบื้องหน้าแต่ตาย คือในโลกอื่น. บทว่า รูปํ อิเธว
มรณธมฺมํ รูปมีความตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ คือการถือเบญจขันธ์
โดยหัวข้อของขันธ์ที่ปรากฏแก่ตน. อธิบายว่า รูปนั้นปกติสูญหายไปใน
โลกนี้แหละ. แม้ในขันธ์ที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า กายสฺส เภทา แต่กายแตก คือเบื้องหน้าแต่กายคือขันธ์ ๕
แตก. ท่านกล่าวความของอุเทศนี้ว่า ปรมฺมรณา เบื้องหน้าแต่ตายด้วยคำนี้.

65
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 66 (เล่ม 69)

บทว่า โหติ ในบทมีอาทิว่า โหติปิ เป็นอยู่บ้าง เป็นบทหลัก.
อปิ ศัพท์ แม้ในบททั้ง ๔ เป็นสมุจจยัตถะมีความรวม. บทว่า ติฏฺฐติ คือ
คงอยู่ เพราะเป็นของเที่ยง อธิบายว่า ไม่จุติ. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า
ท่านกล่าวบทว่า ติฏฺฐติ เพื่อความต่างแห่งความของบทว่า โหติ. บทว่า
อุปฺปชฺชติ อุบัติขึ้นคือ อุบัติขึ้นด้วยเข้าไปสู่กำเนิดที่เป็นอัณฑชะ (เกิดแต่ไข่)
และชลาพุชะ (เกิดแต่น้ำ). บทว่า นิพฺพตฺติ เกิด คือเกิดด้วยเข้าไปสู่
กำเนิดที่เป็นสังเสทชะ (เกิดแต่เหงื่อไคล) โอปปาติกะ (ผุดเกิดขึ้น). พึง
ทราบการประกอบความดังนี้แล. บทว่า อุจฺฉิชฺชติ ย่อมขาดสูญ คือด้วย
ไม่มีการเกี่ยวเนื่องกัน. บทว่า วินสฺสติ ย่อมพินาศไป คือด้วยการแตก
ทำลายไป. บทว่า น โหติ ปรมฺมรณา เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก
เป็นการขยายความของบทก่อน. อธิบายว่า เบื้องหน้าแต่จุติแล้ว ย่อมไม่
เป็นอีก.
บทว่า โหติ จ น จ โหติ สัตว์เบื้องหน้าแต้ตายแล้ว ย่อมเป็น
อีกก็มี ไม่เป็นอีกก็มี เป็นทิฏฐิของพวกถือว่า เที่ยงบางอย่าง ความย่อมเป็น
โดยปริยายเดียว ไม่เป็นโดยปริยายเดียว. ท่านอธิบายว่า ย่อมเป็นเพราะความ
เป็นชีพ ไม่เป็นเพราะไม่มีชีพมาก่อน.
บทว่า เนว โหติ น น โหติ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อม
เป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ เป็นทิฏฐิของพวกอมราวิกเขปิกา
(ทิฏฐิซัดส่ายไม่ตายตัว). อธิบายว่า มีก็หามิได้ ไม่มีก็หามิได้ ย่อมทำเพียง
ปฏิเสธนัยที่ท่านกล่าวไว้ก่อน เพราะกลัวถูกติเตียนและเพราะกลัวพูดเท็จ
เพราะความมีปัญญาอ่อนและเพราะความงมงาย.
บทว่า อิเมหิ ปญฺญาสาย อากาเรหิ ด้วยอาการ ๕๐ เหล่านี้
คือด้วยอาการ ๕๐ ด้วยสามารถแห่งหมวด ๕ หมวดละ ๑๐ ตามที่กล่าวแล้ว.
จบอรรถกถาอันตคหาหิกทิฏฐินิเทศ

66
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 67 (เล่ม 69)

อรรถกถาปุพพันตานุทิฏฐินิเทศ
เจ้าทิฏฐิชื่อว่า สัสสตวาทะ เพราะกล่าวถึงความเที่ยงใน ปุพพัน-
ตานุทิฏฐิ (ความตามเห็นขันธ์ในส่วนอดีต) และอปรันตานุทิฏฐิ (ความตาม
เห็นขันธ์ส่วนอนาคต). อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วาทะ เป็นเหตุกล่าว. บทนี้
เป็นชื่อของเจ้าทิฏฐิ. แม้วาทะว่าเที่ยง ก็ชื่อว่า สสัสตะ เพราะประกอบด้วย
สัสสตทิฏฐิ. ชื่อว่า สัสสตวาทะ เพราะมีวาทะว่าเที่ยง. อนึ่ง วาทะว่า
เที่ยงเป็นบางอย่างชื่อว่า เอกัจจสัสสตะ ชื่อว่า เอกัจจสัสสติกา เพราะ
มีทิฏฐิว่า เที่ยงเป็นบางอย่างนั้น. อนึ่ง วาทะเป็นไปว่า โลกมีที่สุด ไม่มีที่สุด
ทั้งมีที่สุดทั้งไม่มีที่สุด มีที่สุดก็หามิได้ ไม่มีที่สุดก็หามิได้ ชื่อว่า อันตานันตะ
ชื่อว่า อันตานันติกา เพราะมีทิฏฐิว่าโลกมีที่สุดและไม่มีที่สุด. ชื่อว่า อมรา
เพราะไม่ตาย. อะไรไม่ตาย. ทิฏฐิและวาจาของเจ้าทิฏฐิผู้ปราศจากที่สุดโดยนัย
มีอาทิว่า แม้อย่างนี้ก็ไม่มีแก่เรา. ความซัดส่ายไปมี ๒ อย่าง คือ ซัดส่ายไป
ด้วยทิฏฐิหรือวาจาอันไม่ตายตัว ชื่อว่า อมราวิกเขปะ. ชื่อว่า อมราวิกเข-
ปิกา เพราะมีทิฏฐิซัดส่ายไม่ตายตัว.
บทว่า อธิจฺจสมุปปนฺโน เกิดขึ้นลอย ๆ คือความเห็นว่า ตนและ
โลกเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ ชื่อว่า อธิจจสมุปปันนะ ชื่อว่า อธิจจสมุปปันนิกา
เพราะมีทิฏฐิว่า ตนและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ.
จบอรรถกถาปุพพันตานุทิฏฐินิเทศ

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 68 (เล่ม 69)

อรรถกถาอปรันตานุทิฏฐินิเทศ
เจ้าทิฏฐิชื่อว่า สัญญีวาทะ เพราะกล่าวตนเมื่อตายแล้วมีสัญญา.
ชื่อว่า อสัญญีวาทะ เพราะกล่าวว่าตนเมื่อตายแล้วไม่มีสัญญา. ชื่อว่า
เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ เพราะกล่าวว่าตนเมื่อตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ไม่มี
สัญญาก็ไม่ใช่.
อีกอย่างหนึ่ง วาทะอันเป็นไปว่ามีสัญญา ชื่อว่า สัญญีวาทะ เจ้าทิฏฐิ
เท่านั้นชื่อว่า สัญญีวาทะ เพราะมีวาทะว่ามีสัญญา. อสัญญีวาทะและ
เนวสัญญีนาสัญญีวาทะก็เหมือนอย่างนั้น.
เจ้าทิฏฐิชื่อว่า อุจเฉทวาทะ เพราะกล่าวว่าสูญ. บทว่า ทิฏฺฐธมฺโม
คือ ธรรมที่เห็นประจักษ์หมายถึงธรรมเป็นปัจจุบัน. บทนี้เป็นชื่อของอัตภาพ
ที่ได้ในปัจจุบันนั้น ๆ. นิพพานในปัจจุบันชื่อว่าทิฏฐิธรรมนิพพาน. ความว่า
การเข้าไปสงบทุกข์ในอัตภาพนี้แล. ชื่อว่า ทิฏฐิธรรมนิพพานวาทะ เพราะ
กล่าวถึงนิพพานเป็นปัจจุบันธรรมนั้น.
อนึ่ง เมื่อบทนี้พิสดารในนิเทศนี้ จึงควรกล่าวถึงพรหมชาลสูตร
ทั้งสิ้นพร้อมด้วยอรรถกถา. ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ย่อมช้าเกินไป เพราะฉะนั้นจึง
ไม่ให้พิสดาร. ผู้มีความต้องการสูตรนั้น ควรค้นคว้าหาดูเอาเอง.
จบอรรถกถาอปรันตานุทิฏฐินิเทศ

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 69 (เล่ม 69)

เพราะสังโยชนิกทิฏฐิ (ทิฏฐิเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ) เป็น
ทิฏฐิทั่วไปแก่ทิฏฐิทั้งหมด. ฉะนั้น ท่านจึงแสดงความทั่วไปแก่ทิฏฐิทั้งหมด
เพราะสังโยชนิกทิฏฐินั้นเป็นเครื่องประกอบทิฏฐิไว้ทั้งหมด. พึงทราบความนั้น
โดยการครอบงำทิฏฐิ ดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
จบอรรถกถาสัญโญชนิกทิฏฐินิเทศ
อรรถกถามานวินิพันธทิฏฐินิเทศ
ในมานวินิพันธทิฏฐิ (ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะ) ทั้งหลายพึงทราบ
วินิจฉัยดั่งต่อไปนี้. การลูบคลำด้วยการถือผิดว่าตาเป็นเรา ชื่อว่า ลูบคลำด้วย
การถือผิด มีมานะเป็นเบื้องต้น. เพราะทิฏฐิไม่ได้สัมปยุตด้วยมานะ. ด้วย
เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า มานวินิพนฺธา ทิฏฐิกางกั้นด้วยมานะ. ความว่า
ทิฏฐิกางกั้นด้วยมานะมีมานะเป็นมูล.
แม้ในบทนี้ว่า จกฺขุํ มมนฺติ อภินิเวสปรามาโส การลูบคลำ
ด้วยความถือผิดว่า ตาของเราก็มีนัยนี้. อนึ่ง ในบท จกฺขุํ มมนฺตํ นี้
ควรกล่าวว่า มมาติ พึงทราบว่าลงนิคหิตอาคมเป็น มมนฺติ. พึงทราบ
อายตนะภายในมีรูปเป็นต้น ด้วยทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า เป็นเรา ย่อมไม่
ถืออายตนะภายนอกว่า เป็นเราเว้นกสิณรูป. แม้อายตนะภายนอกก็ย่อมได้
ด้วยทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา เพราะย่อมถือแม้อายตนะภายนอกว่า
ของเรา. ก็เพราะทุกขเวทนาไม่เป็นวัตถุของมานะ เพราะเป็นสิ่งไม่น่าปรารถนา
ฉะนั้น เวทนา ๖ และผัสสะ ๖ จึงไม่ถือเอาเป็นมูลปัจจัยของเวทนาเหล่านั้น.
แต่สัญญาเป็นต้น พึงทราบว่าท่านไม่ถือเอาในที่นี้ เพราะตัดขาดแล้ว.
จบอรรถกถามานวินิพันธทิฏฐินิเทศ

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 70 (เล่ม 69)

อรรถกถาอัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิเทศ
อัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ (ทิฏฐิอันปฏิสังยุตด้วยการปรารภตน) ได้แก่
อัตตานิทิฏฐินั่นเอง. ท่านกล่าวถึงทิฏฐิอย่างนี้อีก เพราะปฏิสังยุตด้วยวาทะว่า
ตัวตน ดังนี้.
จบอรรถกถาอัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิเทศ
อรรถกถาโลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิเทศ
(ทิฏฐิปฏิสังยุตด้วยปรารภโลก)
บทว่า อตฺตา จ โลโก จ ตนและโลก ความว่า ตนนั้นนั่นแลและ
ชื่อว่าโลกเพราะอรรถว่าพึงแลดู. บทว่า สสฺสโต คือทิฏฐิของผู้มีวาทะว่าเที่ยง.
บทว่า อสสฺสโต คือทิฏฐิของผู้มีวาทะว่าสูญ. บทว่า สสฺสโต จ อสสฺสโต
จ คือทิฏฐิของผู้เห็นว่าเที่ยงเป็นบางอย่าง. บทว่า เนว สสฺสโต นาสสฺสโต
ตนและโลกเที่ยงก็หามิได้ ไม่เที่ยงก็หามิได้ คือทิฏฐิของผู้ซัดส่ายไม่ตายตัว.
บทว่า อนฺตวา มีที่สุด คือ ทิฏฐิของผู้หลอกลวงและของนิครนถ์อาชีวกผู้ได้
กสิณนิดหน่อย. อีกอย่างหนึ่ง พวกอุจเฉทิฏฐิย่อมกล่าวว่า สัตว์มีขันธ์ส่วน
อดีตโดยกำเนิด มีขันธ์ส่วนอนาคตโดยความตาย. พวกเห็นว่าตนและโลก
เกิดขึ้นลอย ๆ กล่าวว่า สัตว์มีขันธ์ส่วนอดีตโดยกำเนิด. บทว่า อนนฺตวา
ไม่มีที่สุด คือทิฏฐิของผู้ได้กสิณหาประมาณมิได้. แต่พวกมีวาทะว่าเที่ยงย่อม
กล่าวว่า สัตว์ไม่มีขันธ์ส่วนอดีตและส่วนอนาคต ด้วยเหตุนั้นจึงไม่มีที่สุด.

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 71 (เล่ม 69)

พวกเห็นว่าตนและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ กล่าวว่า ไม่มีที่สุดด้วยขันธ์ส่วนอนาคต.
บทว่า อนฺตวา จ อนนฺตวา จ มีที่สุดก็มี ไม่มีที่สุดก็มี คือทิฏฐิของ
ผู้มีกสิณขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่เจริญ เจริญไปอย่างขวาง ๆ. บทว่า เนว อนฺตวา
น อนนฺตวา มีที่สุดก็หามิได้ ไม่มีที่สุดก็หามิได้ ต่อทิฏฐิของผู้มีความซัดส่าย
ไม่ตายตัว.
จบอรรถกถาโลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิเทศ
อรรถกถาภววิภวทิฏฐินิเทศ
พระสารีบุตรเถระ ไม่ทำการนิเทศภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิไว้ต่างหาก
เพราะไม่มีการถือผิดต่างหากจากทิฏฐิตามที่กล่าวแล้ว และไม่ทำการถามเพื่อ
แสดงอาการอย่างหนึ่ง ๆ คือ ความติดอยู่ ความแล่นเลยไป ด้วยอำนาจแห่ง
ทิฏฐิตามที่กล่าวแล้วนั่นแล แล้วจึงกล่าวว่า ความถือผิดด้วยความติดอยู่เป็น
ภวทิฏฐิ. ความถือผิดด้วยความแล่นเลยไปเป็นวิภวทิฏฐิ ดังนี้.
พึงทราบความในบทนั้นดังต่อไปนี้. การถือผิดด้วยความติดอยู่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เมื่อตถาคตแสดงธรรมเพื่อความดับภพ จิตของ
เทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมไม่แล่นไป ความว่า การถือผิดด้วยความเบื่อหน่าย
จากนิพพาน ด้วยความสำคัญว่าเที่ยง. การถือผิดด้วยความแล่นเลยไป ดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เทวดาและมนุษย์บางพวกอึดอัด ระอา เกลียดชัง
ด้วยภพนั่นเเล ย่อมเพลิดเพลินความขาดสูญ ความว่า การถือผิดด้วยความ
ละเลยปฏิปทาอันนำไปสู่ความดับทุกข์ ด้วยสำคัญว่าสูญ.

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 72 (เล่ม 69)

บัดนี้ พระสารีบุตรเพื่อแสดงประกอบภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิไว้ในทิฏฐิ
ทั้งปวง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อสฺสาททิฏฺฐิยา ดังนี้. ในบทนั้น เพราะผู้มี
อัสสาททิฏฐิอาศัยความเที่ยง หรือความสูญ ย่อมถือว่าโทษในกามทั้งหลาย
ย่อมไม่มี ดังนี้. ฉะนั้น แม้อัสสาททิฏฐิมีอาการ ๓๒ ท่านก็กล่าวว่า เป็น
ภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี.
ในบทนั้นทิฏฐิแม้อย่างหนึ่ง ๆ ก็เป็นภวทิฏฐิด้วยการถือว่าเที่ยง. เป็น
วิภวทิฏฐิด้วยการถือว่าสูญ. ด้วยอัตตานุทิฏฐิย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าเป็นวิภวทิฏฐิ
๕ เพราะถือว่าเมื่อขันธ์ ๕ เหล่านั้นสูญเพราะความที่ตนไม่เป็นอื่นจากรูปเป็นต้น
ตนจึงสูญ. เมื่อฐานะ ๑๕ ที่เหลือสูญเพราะความที่ตนเป็นอย่างอื่นจากรูป
เป็นต้น ท่านจึงกล่าวว่าเป็นภวทิฏฐิ ๑๕ เพราะถือว่าตนเที่ยง.
ผู้ได้ทิพยจักษุได้ฌานอันเป็นปริตตารมณ์และอัปปมาณารมณ์ ใน
ทิฏฐิมีที่สุดและไม่มีที่สุด เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นไปแล้ว ด้วยอำนาจแห่งความ
สูญว่า ทั้งหมดนั้นเป็นวิภวทิฏฐิ ครั้นจุติจากรูปธาตุ แล้วเห็นสัตว์ทั้งหลาย
เกิดในที่อื่นไม่เห็นภวทิฏฐิ ย่อมถือเอาวิภวทิฏฐิ. เพราะฉะนั้น ในบทนั้น
ท่านจึงกล่าวว่าเป็นภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี ดังนี้.
บทว่า โหติ จ ในบทนี้ว่า โหติ จ น จ โหติ มีและไม่มี
เป็นภวทิฏฐิ. บทว่า น จ โหติ ไม่มีเป็นวิภวทิฏฐิ.
บทว่า เนว โหติ ในบทนี้ว่า เนว โหติ น น โหติ มีก็หา
มิได้ ไม่มีก็มิได้ เป็นวิภวทิฏฐิ. บทว่า น น โหติ ไม่มีก็หามิได้ เป็น
ภวทิฏฐิ. เพราะฉะนั้น ในบทนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สิยา พึงเป็น.

72