ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1165 (เล่ม 68)

สารีบุตรเถระ เมื่อจะกำจัดความสงสัยของชนทั้งหลายที่จะพึงมีความ
สงสัยว่า พรหมมีอานุภาพมาก ย่อมแผ่แสงสว่างในหนึ่งพันจักรวาล
ด้วย ๑ องคุลี. ย่อมแผ่แสงว่างในหมื่นจักรวาล ด้วย ๒ องคุลี ฯลฯ
๑๐ องคุลี และย่อมเสวยสุขในฌานสมาบัติอย่างเยี่ยม. ย่อมรู้อารมณ์ที่
ได้เห็นเป็นต้น ของพรหมนั้นหรือ จึงกล่าวว่า สพฺรหฺมกสฺส - พร้อม
ทั้งพรหมโลก.
แต่นั้นพระสารีบุตรเถระ เมื่อจะกำจัดความสงสัยของชนทั้งหลาย
ที่จะพึงมีปัญหาว่า สมณพราหมณ์เป็นอันมากเป็นศัตรูของศาสนา จะ
รู้อารมณ์ที่เห็นเป็นต้น ของสมณพราหมณ์เหล่านั้นหรือ จึงกล่าวว่า
สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย หมู่สัตว์พร้อมด้วยสมณพราหมณ์.
พระสารีบุตรเถระครั้นประกาศความเป็น คือ การรู้อารมณ์ที่เห็นแล้ว
เป็นต้น อย่างอุกฤษฏ์อย่างนี้ แล้วจึงประกาศความเป็น คือ การรู้
อารมณ์ที่เห็นแล้วเป็นต้น ของสัตวโลกที่เหลือด้วยกำหนดอย่างอุกฤษฏ์
อาศัยสมมติเทพและมนุษย์ที่เหลือ. นี้เป็นลำดับอนุสนธิในนิทเทสนี้.
ส่วนพระโบราณาจารย์กล่าวว่า บทว่า สเทวกสฺส คือ โลก
ที่เหลือพร้อมด้วยเทวโลก. บทว่า สมารกสฺส คือ โลกที่เหลือพร้อม
ด้วยมารโลก. บทว่า สพฺรหฺมกสฺส คือ โลกที่เหลือพร้อมด้วยพรหม-
โลก.

1165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1166 (เล่ม 68)

เพื่อเพิ่มสัตว์ทั้งหลายผู้เกิดในภพ ๓ แม้ทั้งหมดอย่างนี้เข้าใน ๓
บทด้วยอาการ ๓ แล้วถือเอาโดยอาการ ๒ อีก พระสารีบุตรเถระจึง
กล่าวว่า สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย แห่งหมู่
สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์. เป็นอันท่านถือเอาไตร-
ธาตุนั่นแหละโดยอาการนั้น ๆ ด้วยบท ๕ บท ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ทิฏฺฐํ - อารมณ์ที่เห็นแล้ว ได้แก่ รูปายตนะ.
บทว่า สุตํ - อารมณ์ที่ได้ฟังแล้ว ได้แก่ สัททายตนะ.
บทว่า มุตํ - อารมณ์ที่ทราบแล้ว ได้แก่ คันธายตนะ รสายตนะ
โผฏฐัพพายตนะ เพราะถึงแล้วจึงถือเอาได้.
บทว่า วิญฺญาตํ - อารมณ์ที่ได้รู้แล้ว ได้แก่ ธรรมารมณ์มี
สุขทุกข์เป็นต้น.
บทว่า ปตฺตํ - อารมณ์ที่ได้ถึงแล้ว ได้แก่ อารมณ์ที่ถึงแล้ว
เพราะแสวงหาก็ตาม ไม่แสวงหาก็ตาม.
บทว่า ปริเยสิตํ - อารมณ์ที่แสวงหาแล้ว ได้แก่ อารมณ์ที่
แสวงหาแล้ว ถึงก็ตาม ไม่ถึงก็ตาม.
บทว่า อนุวิจริตํ มนสา คือ อารมณ์ที่เที่ยวตามหาด้วยใจ.
พระสารีบุตรเถระแสดงบทนี้ด้วยบทนี้ว่า สพฺพํ ชานาติ - รู้อารมณ์
ทั้งปวง.

1166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1167 (เล่ม 68)

รูปารมณ์ใดมีอาทิว่า นีลํ ปีตํ๑ - เขียวเหลือง มาสู่คลองใน
จักษุทวารของโลกพร้อมทั้งเทวโลกนี้ในโลกธาตุ อันหาประมาณมิได้
พระสัพพุตญาณของพระตถาคตย่อมรู้รูปารมณ์ทั้งปวงนั้นว่า สัตว์นี้เห็น
รูปารมณ์ชื่อนี้ในขณะนี้แล้วเป็นผู้ดีใจ เสียใจ หรือเป็นกลาง เกิดแล้ว
ดังนี้.
สัททารมณ์มีอาทิว่า เภริสทฺโท มุทิงฺคสทฺโท๒ - เสียงกลอง
เสียงตะโพน มาสู่คลองในโสตทวาร, คันธารมณ์มีอาทิว่า มูลคนฺโธ
ตจคนฺโธ๓- กลิ่นที่ราก กลิ่นที่เปลือก มาสู่คลองในฆานทวาร, รสา-
รมณ์มีอาทิว่า มูลรโส ขนฺธรโส๔- รสที่ราก รสที่ลำต้น มาสู่คลอง
ในชิวหาทวาร, โผฏฐัพพารมณ์มี ๓ ประเภท คือ ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ
วาโยธาตุ มีอาทิว่า กกฺขฬํ มุทุกํ๕- แข็งอ่อน มาสู่คลองในกายทวาร
ของโลกพร้อมทั้งเทวโลกนี้โนโลกธาตุ หาประมาณมิได้. พระสัพ-
พัญญุตญาณของพระตถาคตก็ย่อมรู้อารมณ์นั้นทั้งหมดว่า สัตว์นี้ถูกต้อง
โผฏฐัพพารมณ์ชื่อนี้ในขณะนี้แล้วดีใจ เสียใจ หรือเป็นกลาง ดังนี้
เหมือนกัน.
อนึ่ง ธรรมารมณ์ใดมีประเภทเป็นสุขและทุกข์เป็นต้น มาสู่
คลองในมโนทวารของโลกพร้อมทั้งเทวโลกนี้ ในโลกธาตุ หาประมาณ
๑. อภิ. สํ. ๓๔/๕๒๑. ๒. อภิ. สํ. ๓๔/๕๒๒. ๓. อภิ. สํ. ๓๔/๕๒๓.
๔. อภิ. สํ. ๓๔/๕๒๔. ๕. อภิ. สํ. ๓๔/๕๔๐.

1167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1168 (เล่ม 68)

มิได้. พระสัพพัญญุตญาณของพระตถาคตย่อมรู้ธรรมารมณ์นั้นทั้งหมด
ว่าสัตว์นี้รู้ธรรมารมณ์ ชื่อนี้ในขณะนี้แล้วดีใจ เสียใจ หรือเป็นกลาง
ดังนี้.
อนึ่ง มหาชนนี้แม้แสวงหาแล้วมิได้บรรลุก็มี. แม้แสวงหาแล้ว
บรรลุก็มี. แม้ไม่แสวงหาแล้วไม่บรรลุก็มี. แม้ไม่แสวงหาแล้วบรรลุ
ก็มี ชื่อว่าการไม่บรรลุทั้งหมดมิได้มีด้วยสัพพัญญุตญาณแก่พระตถาคต.
พระสารีบุตรเถระกล่าวคาถามีอาทิว่า น ตสฺส เพื่อให้ความ
เป็นพระสัพพัญญุตญาณสำเร็จโดยปริยายอื่นอีก.
ในบทเหล่านั้นบทว่า น ตสฺส อทฺทิฏฺฐมิธตฺถิ กิญฺจิ-
บทธรรมไร ๆ ที่พระตถาคตไม่ทรงเห็นแล้วไม่มีในโลกนี้ ความว่า บท
ธรรมไร ๆ แม้เพียงเล็กน้อย ที่พระตถาคตนั้นมิได้ทรงเห็นแล้วด้วย
ปัญญาจักษุมิได้มีในโลกอันเป็นไตรธาตุนี้ หรือในปัจจุบันกาลนี้.
บทว่า อตฺถิ นี้เป็นบทอาขยาต เป็นไปในปัจจุบันกาล. ด้วย
บทนี้ พระสารีบุตรเถระแสดงความที่พระตถาคตทรงรู้ธรรมทั้งปวงใน
ปัจจุบันกาล อนึ่ง ในบทนี้ ท่านใช้ ธ อักษร เพื่อสะดวกในการประ-
พันธ์คาถา.
บทว่า อโถ ในบทนี้ว่า อโถ อวิญฺญาตํ เป็นนิบาต บอก
เนื้อความต่าง ๆ.

1168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1169 (เล่ม 68)

บทว่า อวิญฺญาตํ คือ ธรรมไร ๆ ที่พระตถาคตไม่ทรงรู้แล้ว
ในอดีตกาล. ตกปาฐะว่า นาโหสิ ไป. ในการถือเอา อตฺถิ ศัพท์
เป็นอัพยยศัพท์ แม้ตกปาฐะไปก็ใช้ได้. ด้วยบทนี้ พระสารีบุตรเถระ
แสดงความที่พระตถาคตทรงรู้ธรรมทั้งปวง อันเป็นอดีตกาล.
บทว่า อชานิตพฺพํ - ธรรมที่ไม่ควรรู้ คือ ธรรมที่ไม่ควรรู้
อันเป็นอนาคตกาล จักไม่มี หรือไม่มี. ด้วยบทนี้ พระสารีบุตรเถระ
แสดงความที่พระตถาคตทรงรู้ธรรมทั้งปวงอันเป็นอนาคตกาล. อ อักษร
ในบทนี้เป็นเพียงกิริยาวิเสสนะ ของ ชานนะ คือ ความรู้.
พึงทราบความในบทนี้ว่า สพฺพํ อภิญฺญาสิ ยทตฺถิ เนยฺยํ
- พระตถาคตทรงทราบยิ่ง ธรรมเป็นเครื่องนำไปทั้งปวง ดังต่อไปนี้.
พระตถาคตทรงทราบยิ่ง คือ ทรงรู้ ทรงแทงตลอดธรรมทั้งปวงเป็น
เครื่องนำไป คือ ความรู้ใน ๓ กาล หรือพ้นจากกาล ด้วยพระสัพ-
พุตญาณอันยิ่ง.
การถือ ๓ กาลและพ้นจากกาล ด้วย อตฺถิ ศัพท์ ในบทนี้.
พึงทราบว่า อตฺถิ เป็นอัพยยศัพท์.
บทว่า ตถาคโต เตน สมนฺตจกฺขุ - ด้วยเหตุนั้นพระตถาคต
จึงเป็นพระสมันจักษุ ความว่า ชื่อว่า สมันตจักษุ เพราะมีญาณ
จักษุเป็นไปแล้วโดยรอบ คือ โดยประการทั้งปวง เพราะไม่มีที่ติดขัด
โดยกาลและโดยโอกาส. ด้วยเหตุตามที่กล่าวแล้วนั้น พระตถาคตจึง

1169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1170 (เล่ม 68)

เป็นพระสมันตจักษุ. ท่านอธิบายว่า เป็นพระสัพพัญญู. ด้วยบุคลา-
ธิฏฐานเทศนาแห่งคาถานี้ จึงสำเร็จเป็นพระสัพพัญญุตญาณ.
พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงพระสัพพัญญุตญาณ โดย
วิสัยแห่งพระพุทธญาณ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า สนนฺตจกฺขูติ เกนฏฺเฐน
สมนฺตจกฺขุ บทว่า สมนฺตจกฺขุ ความว่า ชื่อว่า สมันตจักษุ
เพราะอรรถว่ากระไร ? ความแห่งคาถา ในบทนั้นว่า ชื่อว่า สมันต-
จักษุ ในบทที่ท่านกล่าวว่า สมนฺตจกฺขุ เพราะอรรถว่ากระไร ?
พระสารีบุตรเถระกล่าวอรรถแห่งบทนั้นด้วยบทมีอาทิว่า ยาวตา ทุกฺ-
ขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า มีสภาพทน
ได้ยากแห่งทุกข์. จริงอยู่ สมันตจักษุ คือ พระสัพพัญญุตญาณ. สมดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสไว้ว่า พระสัพพัญญุตญาณ เรียกว่าสมันจักษุ.
เมื่อกล่าวถึงอรรถแห่งพระสัพพญัญุตญาณนั้น เป็นอันกล่าวถึงอรรถ
แห่งสมันตจักษุนั้นเอง. ญาณของพระพุทธเจ้านั่นแหละ ชื่อว่า พุทธ-
ญาณ.
แม้บทมีอาทิว่า ทุกฺเข ญาณํ - ญาณในทุกข์ ก็ย่อมเป็นไป
แด่พระมีพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยอาการทั้งปวง, เป็นไปแก่สาวกนอกนี้
เพียงเอกเทสเท่านั้น. อนึ่ง บทว่า สาวกสาธารณานิ - ทั่วไปแก่
พระสาวก ท่านกล่าวหมายถึงความมีอยู่แม้โดยเอกเทสคือบางส่วน.

1170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1171 (เล่ม 68)

บทว่า สพฺโพ ญาโต คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบทั้งหมด
ด้วยพระญาณ. พระสารีบุตรเถระทำให้แจ้งโดยปฏิเสธอรรถที่ท่านกล่าว
ว่า อฺญฺญาโต ทุกฺขฏฺโฐ นตฺถิ - สภาพแห่งทุกข์ที่พระผู้มีพระภาค-
เจ้ามิได้ทรงทราบไม่มี.
บทว่า สพฺโพ ทิฏฺโฐ - ทรงเห็นแล้วทั้งหมด คือ มิใช่เพรียง
ทรงรู้อย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้ทรงทำดุจรู้ด้วยจักษุอีกด้วย.
บทว่า สพฺโพ วิทิโต - ทรงรู้แจ้งทั้งหมด คือ มิใช่เพียงทรง
เห็นอย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้ทรงทำให้ปรากฏอีกด้วย.
บทว่า สพฺโพ สจฺฉิกโต - ทรงทำให้แจ้งแล้วทั้งหมด คือ มิ
ใช่เพียงทรงรู้แจ้งอย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้ทรงทำให้ประจักษ์ด้วยการ
ได้พระญาณในญาณนั้นอีกด้วย.
บทว่า สพฺโพ ผสฺสิโต - ทรงถูกต้องแล้วทั้งหมด คือ มิได้
ทรงทำให้แจ้งอย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้ทรงถูกต้องด้วยอำนาจทรงประพฤติ
ตามชอบใจบ่อย ๆ.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ญาโต คือ ทรงรู้ด้วยลักษณะของสภาว-
ธรรม.
บทว่า ทิฏฺโฐ - ทรงเห็นด้วยสามัญลักษณะ. บทว่า วิทิโต
- ทรงรู้แจ้งด้วยรส. บทว่า สจฺฉิกโต - ทรงทำให้แจ้งด้วยอาการ
ปรากฏ. บทว่า ผสฺสิโต - ทรงถูกต้องด้วยเหตุใกล้.

1171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1172 (เล่ม 68)

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ญาโต - ทรงรู้ด้วยความเกิดขึ้นแห่งญาณ.
บทว่า ทิฏฺโฐ - ทรงเห็นด้วยความเกิดขึ้นแห่งจักษุ.
บทว่า วิทิโต - ทรงรู้แจ้งด้วยความเกิดขึ้นแห่งปัญญา.
บทว่า สจฺฉิกโต - ทรงทำให้แจ้งด้วยความเกิดขึ้นแห่งวิชชา.
บทว่า ผสฺสิโต - ทรงถูกต้องด้วยความเกิดขึ้นแห่งแสงสว่าง.
พึงทราบความพิสดารโดยนัยมีอาทิว่า สภาพที่ทนได้ยากแห่ง
ทุกข์. ทรงเห็นทั้งหมด. สภาพที่ทนได้ยากมิได้ทรงเห็นไม่มี และโดย
นัยมีอาทิว่า ที่เที่ยวตามหาด้วยใจแห่งโลกพร้อมทั้งเทวโลก ฯลฯ ทรง
ทราบแล้วทั้งหมดที่ไม่ทรงทราบไม่มี. ท่านกล่าวคาถาอีกด้วยสรุปคาถา
ที่กล่าวไว้ครั้งแรก เมื่อสรุปคาถานั้นแล้วเป็นอันสรุปญาณด้วย.
จม อรรถกาสัพพัญญุตญาณนิทเทส
อรรถกถาญาณกถา
อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อว่า สัทธัมมปกาสินี จบ

1172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 1 (เล่ม 69)

พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
เล่มที่ ๗ ภาคที่ ๒
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
มหาวรรค ทิฏฐิกถา
ว่าด้วยทิฏฐิ
[๒๙๔] ที่ตั้งแห่งทิฏฐิเท่าไร ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิเท่าไร ทิฏฐิ-
เท่าไร ความถือผิดแห่งทิฏฐิเท่าไร ความถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิเป็นไฉน ทิฏฐิ
คือความลูบคลำด้วยความถือผิดเท่าไร ?
ถามว่า ที่ตั้งแห่งทิฏฐิเท่าไร ตอบว่า ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ ๘ ถามว่า
ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิเท่าไร ตอบว่า ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิ ๑๘ ถามว่า
ทิฏฐิเท่าไร ตอบว่า ทิฏฐิ ๑๖ ถามว่า ความถือผิดแห่งทิฏฐิเท่าไร ตอบว่า
ความถือผิดแห่งทิฏฐิ ๑๓๐ ถามว่า ความถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิเป็นไฉน ตอบว่า
โสดาปัตติมรรคเป็นเครื่องถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิ.
[๒๙๕] คำว่า ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดเท่าไร ?
ตอบว่า ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปว่า นั่นของเรา เราเป็น
นั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งเวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 2 (เล่ม 69)

ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่า
นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วย
ความถือผิดซึ่งรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ว่า นั่นของเรา
เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา.
[๒๙๖] ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ซึ่งจักขุวิญญาณ
โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณว่า
นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือ ความลบคลำด้วย
ความถือผิดซึ่งจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส
มโนสัมผัส ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือ
ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักษุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา
ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโน-
สัมผัสสชาเวทนา ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา.
[๒๙๗] ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปสัญญา
สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา ว่า นั่น
ของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วย
ความถือผิดซึ่งรูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา
โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็น
ตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปตัณหา สัททตัณหา
คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ว่า นั่นของเรา เรา
เป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่ง
รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก ว่า นั่นของเรา
เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่ง

2