ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1155 (เล่ม 68)

[๒๘๘] ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า รู้สภาพ
ธรรมที่ควรรู้ยิ่งด้วยอภิญญาทั้งหมด ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะ
อรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น... รู้สภาพที่ควรกำหนดรู้ด้วย
ปริญญา... รู้สภาพที่ควรละด้วยปหานะ ... รู้สภาพที่ควรเจริญด้วย
ภาวนา . .. รู้สภาพที่ควรทำให้แจ้งด้วยสัจฉิกิริยาตลอดทั้งหมด... รู้
สภาพที่เป็นกองแห่งขันธ์ตลอดทั้งหมด...รู้สภาพที่ทรงไว้แห่งธาตุตลอด
ทั้งหมด ... รู้สภาพเป็นที่ต่อแห่งอายตนะตลอดทั้งหมด. . . รู้สภาพที่
ปัจจัยปรุงแต่งแห่งสังขตธรรมตลอดทั้งหมด . . . รู้สภาพที่ปัจจัยไม่ปรุง-
แต่งแห่งอสังขตธรรมตลอดทั้งหมด ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะ
อรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น.
[๒๘๙] ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า รู้กุศล
ธรรมตลอดทั้งหมด ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้น
ไม่มีเครื่องกั้น. . . รู้อกุศลธรรม อัพยากตธรรม กามาวจรธรรม
รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรม โลกุตรธรรมตลอดทั้งหมด . ..รู้สภาพ
ที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ สภาพเป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย สภาพที่ดับแห่ง
นิโรธ สภาพเป็นทางแห่งมรรค ตลอดทั้งหมด ชื่อว่า อนาวรณญาณ
เพราะอรรถว่า ในญาณนั้นไม่เครื่องกั้น.
[๒๙๐] ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า รู้สภาพ
ปัญญาอันแตกฉานดีในอรรถแห่งอรรถปฏิสัมภิทา ตลอดทั้งหมด ฯลฯ

1155
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1156 (เล่ม 68)

รู้สภาพปัญญาอันแตกฉานดีในธรรมแห่งธรรมปฏิสัมภิทา สภาพปัญญา
อันแตกฉานดีในนิรุตติแห่งนิรุตติปฏิสัมภิทา สภาพปัญญาอันแตกฉาน
ดีในปฏิภาณแห่งปฏิภาณปฏิสัมภิทา ตลอดทั้งหมด ...รู้อินทริยปโรปริ-
ยัตตญาณ รู้ญาณในฉันทะอันมานอน และกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์
ทั้งหลาย รู้ยมกปาฏิหาริยญาณ รู้มหากรุณาสมาปัตติญาณ ตลอด
ทั้งหมด ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้นไม่มี
เครื่องกั้น.
[๒๙๑] ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า รู้อารมณ์
ที่ได้เห็น ที่ได้ฟัง ที่ได้ทราบ ที่ได้รู้แจ้ง ที่ได้ถึง ที่แสวงหา ที่
เที่ยวตามหาด้วยใจ แห่งโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก แห่ง
หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ตลอดทั้งหมด
ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น.
บทธรรมที่พระตถาคตไม่ทรงเห็นแล้ว ไม่มี
ในโลกนี้ อนึ่ง บทธรรมน้อยหนึ่งที่ควรรู้ พระ-
ตถาคตไม่ทรงรู้แล้ว ไม่มี พระตถาคตทรงทราบยิ่ง
ซึ่งธรรมเป็นเครื่องนำไปทั้งปวง เพราะเหตุนั้น
พระตถาคตจึงเป็นพระสมันตจักษุ - ผู้ทรงเห็นทั่ว.
[๒๙๒] คำว่า สมนฺตจกฺขุ ความว่า ชื่อว่าสมันตจักษุ
เพราะอรรถว่ากระไร ?

1156
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1157 (เล่ม 68)

พระพุทธญาณ ๑๔ คือ ญาณในทุกข์ ๑ ญาณในทุกขสมุทัย ๑
ญาณในทุกขนิโรธ ๑ ญาณในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ๑ ญาณใน
อรรถปฏิสัมภิทา ๑ ญาณในธรรมปฏิสัมภิทา ๑ ญาณในนิรุตติปฏิ-
สัมภิทา ๑ ญาณในปฏิภาณปฏิสัมภิทา ๑ ญาณในความยิ่งและหย่อน
แห่งอินทรีย์ ๑ ญาณในฉันทะเป็นที่มานอนและกิเลสอันนอนเนื่องของ
สัตว์ทั้งหลาย ๑ ญาณในยมกปาฏิหาริย์ ๑ ญาณในมหากรุณาสมาบัติ ๑
สัพพัญญุตญาณ ๑ อนาวรณญาณ ๑ บรรดาพระพุทธญาณ ๑๔ ประ-
การนี้ พระญาณ ๘ ข้างต้น เป็นญาณทั่วไปด้วยพระสาวก พระญาณ
๖ ไม่ทั่วไปด้วยพระสาวก.
[๒๙๓] ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า สภาพที่
ทนได้ยากแห่งทุกข์ พระตถาคตทรงทราบแล้วตลอดทั้งหมด ที่มิได้
ทรงทราบไม่มี ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้น
ไม่มีเครื่องกั้น สภาพที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ พระตถาคตทรงเห็นแล้ว
ทรงรู้แจ้งแล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องแล้วตลอดทั้งหมดด้วย
พระปัญญา ที่มิได้ทรงถูกต้องแล้วด้วยพระปัญญาไม่มี. . . สภาพเป็น
เหตุเกิดแห่งสมุทัย สภาพเป็นที่ดับแห่งนิโรธ สภาพเป็นทางแห่งมรรค
สภาพปัญญาอันแตกฉานดีในอรรถแห่งอรรถปฏิสัมภิทา สภาพปัญญา
อันแตกฉานดีในธรรมแห่งธรรมปฏิสัมภิทา สภาพปัญญาอันแตกฉานดี
ในนิรุตติแห่งนิรุตติปฏิสัมภิทา สภาพปัญญาอันแตกฉานดีในปฏิภาณ

1157
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1158 (เล่ม 68)

แห่งปฏิภาณปฏิสัมภิทา พระตถาคตทรงทราบแล้ว ทรงเห็นแล้ว ทรง
รู้แจ้งแล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องแล้วตลอดทั้งหมดด้วยพระ-
ปัญญา ที่มิได้ทรงถูกต้องแล้วด้วยพระปัญญาไม่มี... ญาณในความยิ่ง
และหย่อนแห่งอินทรีย์ ญาณในฉันทะอันมานอนและกิเลสอันนอน-
เนื่องของสัตว์ทั้งหลาย ญาณในยมกปาฏิหาริย์ ญาณในมหากรุณา.
สมาบัติ พระตถาคตทรงทราบแล้ว ทรงเห็นแล้ว ทรงรู้แจ้งแล้ว
ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องแล้วตลอดทั้งหมดด้วยพระปัญญา ที่มิ
ได้ทรงถูกต้องด้วยพระปัญญาไม่มี... ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะ
อรรถว่า อารมณ์ที่ได้เห็น ที่ได้ฟัง ที่ได้ทราบ ที่ได้รู้แจ้ง ที่ได้ถึง
ที่แสวงหา ที่เที่ยวตามหาด้วยใจ แห่งโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก
พรหมโลก แห่งหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ. พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์
พระตถาคตทรงทราบแล้ว ทรงเห็นแล้ว ทรงรู้แจ้งแล้ว ทรงทำให้
แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องแล้วตลอดทั้งหมดด้วยพระปัญญา ที่มิได้ทรงถูก
ต้องแล้วด้วยพระปัญญาไม่มี.
ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ไม่มีเครื่องกั้นในญาณ
นั้น.
บทธรรมที่พระตถาคตไม่ทรงเห็นแล้วไม่มีใน
โลกนี้ อนึ่ง บทธรรมน้อยหนึ่งที่ควรรู้ พระตถาคต
ไม่ทรงรู้แล้วไม่มี พระตถาคตทรงทราบยิ่ง ซึ่ง

1158
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1159 (เล่ม 68)

ธรรมเป็นเครื่องนำไปทั้งปวง เพราะเหตุนั้น พระ-
ตถาคตจึงเป็นพระสมันตจักษุ.
จบ ญาณกถา
๗๒ - ๗๓. อรรถกถาสัพพัญญุตณาณนิทเทส
[๒๘๖ - ๒๙๓] พึงทราบวินิจฉัยในสัพพัญญุตญาณนิทเทส ดัง
ต่อไปนี้
พระสารีบุตรเถระถามว่า พระสัพพัญญุตญาณของพระตถาคต
เป็นไฉน ? แล้วแสดงอนาวรณญาณ - ญาณไม่มีสิ่งปิดกั้น กับด้วย
พระสัพพัญญุตญาณนั้นนั่นแหละ เพราะมีคติเสมอกันด้วยอนาวรณ-
ญาณนั้น.
จริงอยู่ อนาวรณญาณมิได้มีต่างหากจากธรรมดา. เพราะญาณ
นี้ญาณเดียวเท่านั้น ท่านกล่าวเป็น ๒ อย่าง ดุจประเภทแห่งอาการ
สัทธินทรีย์และสัทธาพละเป็นต้น. พระสัพพัญญุตญาณนั่นแหละ
ท่านกล่าวว่า อนาวรณะ เพราะไม่มีเครื่องปิดกั้น เพราะอันธรรมไร ๆ
หรือบุคคลไม่สามารถจะทำการปิดกั้นได้ เพราะธรรมทั้งปวงเนื่องด้วย
การคำนึง. แต่ผู้อื่นแม้คำนึงก็รู้ไม่ได้. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า
ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะเป็นไปในอารมณ์ทั้งปวง ดุจมโน-

1159
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1160 (เล่ม 68)

วิญญาณ. สัพพัญญุตญาณนั้นนั่นแหละ เป็นอนาวรณญาณ เพราะไม่
มีอะไรขัดขวางในอารมณ์ทั้งหลาย ดุจวชิราวุธของพระอินทร์. พระ-
สัพพัญญุตญาณปฏิเสธความเป็นสัพพัญญูตามลำดับ. อนาวรณญาณ
ปฏิเสธความเป็นสัพพัญญูคราวเดียว พระผู้มีพระภาคเจ้าอันบัณฑิต
กล่าวว่า พระสัพพัญญู เพราะการได้พระสัพพัญญุตญาณ มิใช่การได้
สัพพัญญูตามลำดับ. บัณฑิตกล่าวว่า พระสัพพัญญู เพราะการได้อนา-
วรณญาณ มิใช่การได้สัพพัญญูคราวเดียว.
บทว่า สพฺพํ ในบทนี้ว่า สพฺพํ สงฺขตมสงฺขตํ อนวเสสํ
ชานาติ - พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้สังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งปวง
ไม่มีส่วนเหลือ เป็นบทถือเอาความไม่มีส่วนเหลือของธรรมทั้งปวงโดย
ชาติ.
บทว่า อนวเสสํ - ไม่มีส่วนเหลือ เป็นบทถือเอาความไม่มี
ส่วนเหลือแห่งธรรมอย่างหนึ่ง ๆ ด้วยสามารถอาการทั้งปวง.
บทว่า สงฺขตมสงฺขตํ เป็นบทแสดงประเภท ๒ อย่าง. เพราะ
สังขตะเป็นประเภทหนึ่ง. อสังขตะเป็นประเภทหนึ่ง. ขันธบัญจกเป็น
สังขตะ เพราะอาศัยปัจจัยปรุงแต่ง. นิพพานเป็นอสังขตะ เพราะไม่
ปรุงแต่งอย่างนั้น. ย่อมรู้สังขตะไม่มีส่วนเหลือโดยอาการมีความไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเป็นต้น. ย่อมรู้อสังขตะไม่มีส่วนเหลือโดยอาการ

1160
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1161 (เล่ม 68)

มีสุญญตนิมิตและอัปปณิหิตนิมิตเป็นต้น. ชื่อว่า อนวเสสํ เพราะไม่
มีสังขตะและอสังขตะเหลือ. บัญญัติแม้หลายประเภทย่อมเข้ากับฝ่าย
อสังขตะ เพราะปัจจัยมิได้ปรุงแต่ง. จริงอยู่ พระสัพพัญญุตญาณย่อม
รู้บัญญัติแม้ทั้งปวงโดยประการไม่น้อย.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สพฺพํ เป็นบทถือเอาธรรมทั้งหมด. บทว่า
อนวเสสํ เป็นบทถือเอาไม่มีอาศัย.
บทว่า ตตฺถ อาวรณํ นตฺถิ - ไม่มีเครื่องปิดกั้นในญาณนั้น
ความว่า เครื่องปิดกั้นพระสัพพัญญุตญาณไม่มี เพราะไม่มีเครื่องปิดกั้น
ของในสังขตะและอสังขตะอันไม่มีส่วนเหลือนั้น. เพราะฉะนั้น พระ-
สัพพัญญุตญาณนั้นนั่นแหละ จึงชื่อว่า อนาวรณญาณ.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เพื่อจะแสดงโดยประเภทแห่งอารมณ์
หลายอย่างจึงกล่าวบทมีอาทิว่า อตีตํ - ธรรมส่วนอดีต.
ในบทเหล่านั้นบทว่า อตีตํ อนาคตํ ปจฺจุปฺปนฺนํ - ท่าน
แสดงโดยประเภทของกาล.
บทมีอาทิว่า จกฺขุญฺเจว รูปาจ - ท่านแสดงโดยประเภทแห่ง
อารมณ์และวัตถุ.
บทว่า เอวํ ตํ สพฺพํ - รู้ธรรมทั้งหมดนั้นอย่างนี้ เป็นบท
ถือเอาโดยไม่มีส่วนเหลือของจักษุและรูปเหล่านั้น. ในบทที่เหลือก็อย่าง
นี้.

1161
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1162 (เล่ม 68)

บทว่า ยาวตา ตลอดทั้งหมด เป็นบทถือเอาโดยไม่มีส่วนเหลือ
บทมีอาทิว่า อนิจจฏฺฐํ - มีสภาพไม่เที่ยง ท่านแสดงโดยประ-
เภทแห่งสามัญลักษณะ.
บทว่า อนิจฺจฏฺฐํ คือ มีอาการไม่เที่ยง. ในบทเช่นนี้ก็มีนัยนี้.
บทมีอาทิว่า รูปสฺส ท่านแสดงโดยประเภทแห่งขันธ์.
บทว่า จกฺขุสฺส ฯลฯ ชรามรณสฺส พึงประกอบโดยนัย
แห่งไปยาลที่กล่าวไว้แล้วในหนหลัง.
ในบทมีอาทิว่า อภิญฺญาย - ด้วยอภิญญา ได้แก่ ญาณดังได้
กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ.
บทว่า อภิญฺญฏฺฐํ คือ สภาพที่ควรรู้ยิ่ง. ในบทเช่นนี้ก็มีนัยนี้.
บทมีอาทิว่า ขนฺธานํ ขนฺธฏฺฐํ รู้สภาพที่เป็นเองแห่งขันธ์
พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ
บทมีอาทิว่า กุสเล ธมฺเม - กุศลธรรมทั้งหลาย คือ เป็น
ประเภทด้วยสามารถแห่ง กุสลัตติกะ - หมวด ๓ แห่งกุศล.
บทมีอาทิว่า กามวจเร ธมฺเม - กามาวจรธรรมเป็นประเภท
ด้วยสามารถแห่งธรรมเป็นไปในภูมิ ๔. แม้ในปาฐะเป็นพหุวจนะว่า
สพฺเพ ชานาติ ย่อมรู้ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นปาฐะดี. แต่เพราะตก
ไปในกระแสแห่งเอกวจนะในคัมภีร์ ท่านจึงเขียนด้วยเอกวจนะ.

1162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1163 (เล่ม 68)

บทมีอาทิว่า ทุกฺขสฺส เป็นประเภทแห่งอารมณ์แห่งพุทธญาณ
๑๔ อย่าง.
บทมีอาทิว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺเต ญาณํ - อินทริยปโรปริ-
ยัตตญาณ หากถามว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวฌาน ๔ ไม่กล่าว
พระสัพพัญญุตญาณ. ตอบว่า เพราะฌาน ๔ ที่ท่านกล่าวเป็นสัพพัญ-
ญุตญาณ. เมื่อกล่าวสัพพัญญุตญาณโดยประเภทแห่งอารมณ์ ก็ไม่ควร
กล่าวถึงญาณนั้น. อนึ่ง พระสัพพัญญุตญาณ ย่อมเป็นวิสัยแห่งพระ-
สัพพัญญุตญาณนั่นแหละ.
พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงภูมิแห่งพระสัพพัญญุตญาณ โดย
นัยดังกล่าวแล้วในกาจการามสูตร๑เป็นต้น จึงกล่าวบทมีอาทิว่า ยาวตา
สเทวกสฺส โลกสฺส - แห่งโลกพร้อมทั้งเทวโลกตลอดทั้งหมด.
ในบทเหล่านั้น พึงทราบความดังต่อไปนี้ โลกพร้อมทั้งเทวดา
ชื่อว่า สเทวกสฺส. พร้อมทั้งมาร ชื่อว่า สมารกสฺส. พร้อมทั้ง
พรหม ชื่อว่า สพฺรหฺมกสฺส. พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ ชื่อว่า
สสฺสมณพฺราหฺมณิยา. หมู่สัตว์พร้อมด้วยเทวดาและมนุษย์ ชื่อว่า
สเทวมนุสฺสาย.
บทว่า ปชา นี้เป็นคำกล่าวโดยปริยายของสัตวโลก เพราะเป็น
ผู้เกิดแล้ว.
๑. องฺ จตุกฺก. ๒๑/๒๔.

1163
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1164 (เล่ม 68)

ในบทนั้นพึงทราบ การถือเอาถามวจรเทพ ๕ ด้วยคำว่า พร้อม
ทั้งเทวโลก. ถือเอากามาวจรเทพที่ ๖ ด้วยคำว่า พร้อมทั้งมารโลก. ถือ
เอา พวกพรหมมีพรหมกายิกาเป็นต้น ด้วยคำว่า พร้อมทั้งพรหมโลก.
ถือเอาสมณพราหมณ์ผู้เป็นข้าศึกศัตรูของศาสนา และถือเอาสมณ-
พราหมณ์ ผู้สงบ ผู้ลอยบาปแล้ว ด้วยคำว่า พร้อมทั้งสมณพราหมณ์.
ถือเอาสัตวโลก ด้วยคำว่า ปชา. ถือเอาสมมติเทพและมนุษย์ที่เหลือ
ด้วยคำว่า พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์.
ในนิทเทสนี้ พึงทราบว่า ท่านถือเอาโอกาสโลกด้วย ๓ บท.
สัตวโลกด้วยสามารถหมู่สัตว์ด้วย ๒ บท. พึงทราบนัยอื่นต่อไป. ถือเอา
อรูปาวจรโลก ด้วย สเทวก ศัพท์. ถือเอาฉกามาวจรเทวโลก ด้วย
สมารก ศัพท์. ถือเอารูปาวจรพรหมโลก ด้วย สพฺรหฺมก ศัพท์.
ถือเอามนุษยโลก หรือสัตวโลกที่เหลือพร้อมด้วยบริษัท ๔ หรือสมมติ-
เทพ ด้วย สสฺสมณพฺราหฺมณ ศัพท์เป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง ในนิทเทสนี้ ท่านยังความเป็น คือ ความรู้ มี
อารมณ์ที่ได้เห็นแห่งสัตวโลกทั้งหมดให้สำเร็จ โดยกำหนดอย่างอุกฤษฏ์
ด้วยคำว่า สเทวกะ. แต่นั้นพระสารีบุตรเถระ เมื่อจะกำจัดความสงสัย
ของชนทั้งหลายที่จะพึงมีปัญหาว่า มารมีอานุภาพมาก เป็นใหญ่
ในฉกามาวจรเทพ เป็นผู้มีอำนาจ. ย่อมรู้อารมณ์ที่เห็นแล้วเป็นต้น
ขอมารนั้นหรือ จึงกล่าวว่า สมารกสฺส - พร้อมทั้งมารโลก. พระ-

1164