ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1145 (เล่ม 68)

เถระ. เราเป็นธรรมกถึกได้อย่างไร เป็นพหูสูต เป็นมหาเถระได้อย่าง
ไร. ลาภสักการะมิได้มีแก่เรา.
บทมีอาทิว่า สทิสสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน - มานะว่าเป็นผู้
เสมอเขา สำคัญว่าเลิศกว่าเขา ย่อมเกิดแก่พวกอำมาตย์เป็นต้น. เพราะ
อำมาตย์ก็ดี ข้าราชการก็ดี ย่อมทำมานะนี้ว่า ใครเป็นราชบุรุษอื่น
เช่นกับเราด้วยโภคะ ยานและพาหนะเป็นต้นมีอยู่. อะไรของเราทำให้
ต่างกันกับคนอื่น. หรือว่า ชื่อว่า อำมาตย์เท่านั้นของเรา. แม้เพียง
ของกินและเครื่องนุ่งห่มของเราก็ไม่มี. เราเป็นอำมาตย์ได้อย่างไรกัน.
บทมีอาทิว่า หีนสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน - มานะว่า
เป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญว่าเลิศกว่าเขา ย่อมเกิดแก่พวกทาสเป็นต้น.
เพราะทาสย่อมทำมานะนี้ว่า ใครเป็นทาสอื่นเช่นกับเรา โดยฝ่ายมารดา
หรือบิดามีอยู่. คนอื่นไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เกิดเป็นทาสเพราะเหตุ
ท้อง. แต่เราเป็นผู้เลิศกว่าเพราะมาโดยเชื้อสาย. อะไรของเราทำให้
ต่างกันกับทาสโน้น ด้วยความเป็นทาสแท้ทั้งสองฝ่าย เพราะมาโดย
เชื้อสาย หรือเราถึงความเป็นทาสเพราะท้อง. แต่ฐานะเป็นทาสของ
เราในที่สุดมารดาบิดาไม่มี. เราจะเป็นทำได้อย่างไร. แม้คนขนหยาก
เยื่อและคนจัณฑาลเป็นต้น ก็ทำมานะนั้นเหมือนทา ฉะนั้น.
อนึ่ง ในบทนี้ มานะที่เกิดขึ้นว่า เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญว่า
เลิศกว่าเขา เป็นมานะแน่นอน. อึกสองพวกนอกนี้ เป็นมานะไม่

1145
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1146 (เล่ม 68)

แน่นอน. อนึ่ง มานะที่เกิดขึ้นว่าเป็นผู้เสมอเขา สำคัญว่าเสมอเขา
เป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญว่าเลวกว่าเขา เป็นมานะแน่นอน. อีกสอง
พวกนี้ เป็นมานะไม่แน่นอน. การทำลายกิเลสด้วยอรหัตมรรค เป็น
มานะแน่นอน. การทำลายกิเลสด้วยโสดาปัตติมรรค เป็นมานะไม่
แน่นอน.
บทว่า ตณฺหามูลกา - มีตัณหาเป็นมูลได้กล่าวไว้แล้ว.
บทว่า รชฺชติ - กำหนัดอยู่ อธิบายว่า มิใช่กำหนดด้วยราคะ
อย่างเดียวเท่านั้น. ที่แท้กำหนัดประกอบผูกพันด้วยอกุศลธรรมทั้งหมด
มีตัณหาเป็นมูล เพราะเกิดแม้การแสวงหาเป็นต้น มีตัณหาเป็นมูล.
บทว่า ทสหิ กิเลสวตฺถูหิ - โลกสันนิวาสเศร้าหมอง เพราะ-
กิเลสวัตถุ ๑๐ ประการ กิเลสวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน ? กิเลสวัตถุ ๑.
เหล่านี้ คือ โลภะ ๑ โทสะ. ๑ โมหะ ๑ มานะ ๑ ทิฏฐิ ๑ วิจิ-
กิจฉา ๑ ถีนะ ๑ อุทธัจจะ ๑ อหิริกะ ๑ อโนตัปปะ ๑.๑
พึงทราบในบทเหล่านั้นดังต่อไปนี้ กิเลสวัตถุ คือ กิเลสนั่น
เอง ที่ชื่อว่า วัตถุ เพราะกิเลสเป็นที่อยู่ของสัตว์ผู้ไม่ใช่ขีณาสพ
เพราะตั้งอยู่ในโลภะเป็นต้น. ชื่อว่า กิเลสวัตถุ เพราะกิเลสเหล่านั้น
เป็นที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย. อนึ่ง เพราะเลนงหลาย แม้เกิดโดย
๑.อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๒๖.

1146
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1147 (เล่ม 68)

ความเป็นอนันตรปัจจัยเป็นต้น ก็ชื่อว่า ย่อมอยู่เหมือนกัน. ฉะนั้น
จึงชื่อว่า กิเลสวัตถุ เพราะเป็นที่อยู่ของกิเลสทั้งหลาย.
ชื่อว่า โลภะ เพราะเป็นเหตุได้. หรือ ย่อมได้ด้วยตนเอง.
หรือเพียงได้เท่านั้น. ชื่อว่า โทสะ. เพราะเป็นเหตุประทุษร้าย. หรือ
ประทุษร้ายด้วยตนเอง. หรือเพียงประทุษร้ายเท่านั้น. ชื่อว่า โมหะ
เพราะเป็นเหตุหลง. หรือหลงด้วยตนเอง. หรือเพียงความหลงเท่านั้น.
ชื่อว่า มานะ เพราะสำคัญ. บทมี ทิฏฐิ เป็นต้น มีอรรถดังกล่าว
แล้ว. ชื่อว่า อหิริกะ เพราะไม่ละอาย. ความเป็นผู้ไม่ละอายนั้น.
ชื่อว่า อหิริกะ. ชื่อว่า อโนตตัปปะ เพราะไม่เกรงกลัว. ความเป็น.
ผู้ไม่เกรงกลัวนั้น ชื่อว่า อโนตตัปปะ. ในสองบทนั้น อหิริกะมี
ลักษณะไม่รังเกียจด้วยกายทุจริตเป็นต้น. อโนตตัปปะมีลักษณะไม่ยินดี
ด้วยกายทุจริตเป็นต้น. บทว่า กิลิสฺสติ ย่อมเศร้าหมอง คือ เผาผลาญ
เบียดเบียน
บทว่า ทสหิ อาฆาตวตฺถูหิ - โลกสันนิวาสมุ่งร้าย กัน เพราะ
อาฆาตวัตถุ ๑๐.๑ อาฆาตวัตถุ ๙ กล่าวไว้แล้วในตอนก่อน ด้วยอาฆาต
วัตถุ ๑๐ ท่านกล่าวเพิ่มว่า อาฆาตย่อมเกิดในฐานะไม่สมควร. เพราะ
ความอาฆาตย่อมเกิดในฐานะอันไม่สมควร มีตอและหนามเป็นต้น ไม่
จัดเข้ากับบทมีอาทิว่า อนตฺถํ เม อจริ เขาได้ประพฤติความพินาศ
แก่เราแล้ว.
๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๒๗.

1147
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1148 (เล่ม 68)

บทว่า ทสหิ อกุสลกมฺมปเถหิ - โลกสันนิวาสประกอบด้วย
อกุศลกรรมบถ ๑๐ อกุสลกรรมบถ ๑๐ เป็นไฉน ? อกุศลกรรมบถ ๑๐๑
เหล่านี้ คือ ปาณาติบาต ๑ อทินนาทาน ๑ กาเมสุมิจฉาจาร ๑
มุสาวาท ๑ ปิสุณาวาจา ๑ ผรุสวาจา ๑ สัมผัปปลาปะ ๑ อภิชฌา ๑
พยาบาท ๑ มิจฉาทิฏฐิ ๑.
ในบทนั้นมีความดังนี้ ชื่อว่า อกุสลกัมมบถ เพราะอกุศล
กรรมเหล่านั้นเป็นทางแห่งทุคติ.
บทว่า สมนฺนาคโต คือ มีความพรั่งพร้อม.
บทว่า ทสหิ สญฺโญชเนหิ - โลกสันนิวาสถูกสังโยชน์ ๑.
คล้องไว้. สังโยชน์ ๑๐ เป็นไฉน ? สังโยชน์ ๑๐๒ เหล่านี้ คือ กาม-
ราคะ ๑ ปฏิฆะ ๑ มานะ ๑ ทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑
ภววาคะ ๑ อิสสา ๑ มัจฉริยะ ๑ อวิชชา ๑.
บทว่า มิจฺฉตฺตา - โลกสันนิวาสดิ่งลง เพราะมิจฉัตตะได้กล่าว
ไว้แล้ว.
บทว่า ทสวตฺถุกาย มจฺฉาทิฏฐิยา - โลกสันนิวาสประกอบ
ด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีวัตถุ ๑๐. มิจฉาทิฏฐิ มีวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน ?
มิจฉาทิฏฐิ มีวัตถุ ๑๐๓ คือ ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ๑ การบวงสรวง
ไม่มีผล ๑ การบูชาไม่มีผล ๑ วิบากอันเป็นผลของกรรมที่ทำดีทำชั่ว
๑. ที. ปา. ๑๑/๔๗๐. ๒. อภิ. วิ.๓๕/๑๐๒๙. ๓. อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๓๑.

1148
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1149 (เล่ม 68)

ไม่มี ๑ โลกนี้ไม่มี ๑ โลกหน้าไม่มี ๑ มารดาไม่มี ๑ บิดาไม่มี ๑
โอปปาติกสัตว์ไม่มี ๑ สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ทำให้
แจ้ง โลกนี้ โลกหน้า ด้วยอภิญญา แล้วรู้ด้วยตนเอง ไม่มีในโลก ๑.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทสวตฺถุกา ชื่อว่า วัตถุ ๑๐ เพราะ
มีวัตถุ ๑๐.
บทว่า นตฺถิ ทินฺนํ คือ รู้ว่า ชื่อว่า ทานที่ให้แล้ว ย่อม
มีผล, สามารถให้อะไร ๆ แก่ใคร ๆ ได้. แต่คนมิจฉาทิฏฐิ ถือว่า วิบาก
อันเป็นผลของทานที่ให้แล้วไม่มี.
บทว่า นตฺถิ ยิฏฺฐํ คือ มหายาโค๑ - การบวงสรวงอย่างใหญ่
ท่านเรียกว่า ยิฏฺฐํ, รู้ว่าการบวงสรวงนั้นสามารถให้ผลได้. แต่คน
มิจฉาทิฏฐิ ถือว่า วิบากอันเป็นผลของการบวงสรวงนั้นไม่มี.
บทว่า หุตํ คือการทำมงคลด้วยการบูชาต้อนรับ, รู้ว่าการทำนั้น
ให้ผล. แต่คนมิจฉาทิฏฐิถือว่า ผลอันเป็นของการบูชานั้นไม่มี.
ในบทว่า สุกฏทุกฺกฏานํ นี้ ได้แก่ กุศลกรรม ๑๐ ชื่อว่า
กรรมดี, อกุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่ากรรมชั่ว. รู้ความที่กรรมเหล่านั้น
มีผล. แต่คนมิจฉาทิฏฐิถือว่า วิบากอันเป็นผลไม่มี.
บทว่า นตฺถิ อยํ โลโก คือ คนมิจฉาทิฏฐิถือว่า ผู้ตั้งอยู่
ในโลกอื่นไม่มีในโลกนี้.
๑. มหายาโค ๕ คือ อสฺสเมโธ ปุริสเมโธ นิรคฺโค สมฺมาปาโส วาขเปยฺโย

1149
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1150 (เล่ม 68)

บทว่า นตฺถิ ปโร โลโก ถือว่า ผู้ตั้งอยู่ในโลกนี้ไม่มีใน
โลกอื่น.
บทว่า นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา คือรู้ว่ามารดาบิดามีอยู่ แต่
คนมิจฉาทิฏฐิ ถือว่า วิบากไร ๆ อันเป็นผลด้วยปัจจัยที่ทำให้มารดาบิดา
เหล่านั้นไม่มี.
บทว่า นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา คือ ถือว่าสัตว์ (โอปปาติกะ)
จุติและเกิดไม่มี.
บทว่า สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา คือ ถือว่าสมณพราหมณ์
ผู้ตั้งอยู่ในธรรมปฏิบัติปฏิปทาอันสมควรไม่มีในโลก.
บทว่า เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญาย
สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺติ คือ ถือว่าพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระสัพพัญญู
สามารถรู้โลกนี้และโลกหน้าด้วยพระญาณอันประเสริฐด้วยพระองค์เอง
แล้วทรงประกาศไม่มี.
บทว่า อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐฺยส - โลกสันนิวาสประกอบด้วย
อันตคาหิกทิฏฐิคือทิฏฐิถือเอาที่สุด. ชื่อว่า อันตคาหิกะ เพราะถือเอา
ส่วนสุดอย่างหนึ่ง ๆ มีอาทิว่าโลกเที่ยง. อีกอย่างหนึ่ง การถือเอาที่สุด
ชื่อว่า อันตคาหะ. ชื่อว่า อันตคาหิกะ เพราะทิฏฐิมีการถือเอา
ที่สุด. ด้วยการถือเอาที่สุดนั้น. อันตคาหิกทิฏฐินั้นท่านกล่าวไว้แล้ว.

1150
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1151 (เล่ม 68)

บทว่า อฏฺฐสตตณฺหาปปญฺจสเตหิ - โลกสันนิวาสต้องเนิ่น
ช้าเพราะตัณหาเครื่องให้เนิ่นช้า ๑๐๘ . ชื่อว่า อฏฺฐสตํ. ชื่อว่า
ปปญฺโจ เพราะให้เนิ่นช้าในสังสารวัฏ คือ ให้อยู่นาน. ตัณหานั่นแหละ
เครื่องให้เนิ่นช้า จึงชื่อว่า ตณฺหาปปญฺโจ. ตัณหาเครื่องให้เนิ่นช้า
หนึ่งร้อยท่านทำให้เป็นพหุวจนะ เพราะตัณหามีมากโดยประเภทแห่ง
อารมณ์และด้วยการเกิดบ่อยๆ จึงชื่อว่า ตณฺหาปปญฺจสตํ. ด้วยเหตุนั้น
เมื่อควรจะกล่าวว่า ตณฺหาปปญฺจสเตน ด้วยความคลาดเคลื่อนของวจนะ
ท่านจึงทำนิทเทสเป็นพหุวจนว่า ตณฺหาปปญฺจสเตหิ. พึงเห็นอรรถ
แห่งบทว่า ตณฺหาปปญฺจสเตน ด้วยตัณหาเครื่องทำให้เนิ่นช้าร้อยหนึ่ง
คือ อฏฺฐสตํ - ๑๐๘. พึงทราบว่า ท่านถือเอา ๑๐๐ เท่านั้น เพราะ
ทำ ๘ เป็นอัพโพหาริก คือ มีเหมือนไม่มี. บทว่า ตณฺหาวิจริตานิ มา
ในขุททกวัตถุวิภังค์. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ตัณหาวิจริต ภายใน ๑๘ ภายนอก ๑๘ รวม
เป็นตัณหาวิจริต ๓๖ อดีต ๓๖ อนาคต ๓๖ ปัจจุ
๓๖ รวมเป็นตัณหาวิจริต ๑๐๘.๑
อนึ่ง ในขุททกวัตถุวิภังค์นี้ท่านกล่าวตัณหาเป็นเครื่องให้เนิ่นช้า
ว่า ตัณหาวิจริต. อธิบายว่า ความเป็นไปแห่งตัณหา เพราะประพฤติ
อยู่ในตัณหา.
๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๗๑.

1151
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1152 (เล่ม 68)

บทว่า อชฺฌตฺติกสฺส อุปาทาย คือ หมายถึงขันธปัญญจกภาย
ใน. บทนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ. ส่วนความพิสดาร
ของบทนั้น พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในนิทเทสแห่งขุททกวัตถุวิภังค์
นั้น. แต่ในนิทเทสนี้ พึงทราบนัยอย่างอื่น. ตัณหา ๓ คือ กามตัณ-
หา ๑ ภวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑ มีรูปเป็นอารมณ์อย่างเดียว. อนึ่ง
ตัณหา ๑๘ ในอารมณ์ ๖ มีเสียงเป็นต้นเป็นอารมณ์. ตัณหามีอารมณ์
ภายใน ๑๘ ภายนอก ๑๘ รวมเป็นตัณหา ๓๖. ตัณหาเหล่านั้นมี
อารมณ์ในอดีต ๓๖ อารมณ์ในอนาคต ๓๖ อารมณ์ในปัจจุบัน ๓๖
รวมเป็นตัณหาวิจริต ๑๐๘.
บทว่า ปปญฺจิโต คือ ต้องเนิ่นช้า อยู่นานในอารมณ์หรือใน
สังสารวัฏ.
บทว่า ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคเตหิ - โลกสันนิวาสถูกทิฏฐิ ๖๒
กลุ้มรุม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสทิฏฐิ ๖๒ ไว้ในเวยยากรณภาษิตใน
พรหมชาลสูตร เป็นไฉน ? ทิฏฐิ ๖๒๑ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน
เวยยากรณภาษิต ในพรหมชาลสูตรมีดังนี้ คือ สัสสตวาทะ - วาทะว่า
เที่ยง ๔, เอกัจจสัสสตวาทะ - วาทะว่าเที่ยง ๔, อนัตานันติกวาทะ-
วาทะว่ามีที่สุดและไม่มีที่สุด ๔, อมราวิกเขปิกวาทะ - วาทะปฏิเสธสิ้น
เชิง ๔, อธิจจสมุปปันนิกวาทะ - วาทะที่เชื่อถือไม่ได้ ๒, สัญญีวาทะ
๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๗๒.

1152
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1153 (เล่ม 68)

- วาทะมีสัญญา ๑๖, อสัญญีวาทะ - วาทะไม่มีสัญญา ๘, เนวสัญญี-
นาสัญญีวาทะ - วาทะว่ามีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้ ๘. อุจ-
เฉทวาทะ - วาทะว่าสูญ ๗, ทิฏฐธรรมนิพพานวาทะ - วาทะว่านิพ
พานมีในปัจจุบัน ๕. ส่วนความพิสดารในนิทเทสนี้พึงทราบนัยดังกล่าว
แล้วในพรหมชาลสูตรนั่นแหละ.
บทว่า อหญฺจมฺหิ ติณฺโณ - เราเป็นผู้ข้ามได้แล้ว. คือ เรา
เป็นผู้ข้ามโอฆะ ๔ หรือสมุทร คือ สังสารวัฏได้แล้ว. บทว่า มุตฺโต
- เราเป็นผู้พ้นแล้ว คือ พ้นจากเครื่องผูกมีราคะเป็นต้น. บทว่า ทนฺโต
- เราทรมานได้แล้ว คือ หมดพยศไม่ดิ้นรนแล้ว. บทว่า สนฺโต -
เราเป็นผู้สงบแล้ว คือ มีความเยือกเย็น. บทว่า อสฺสตฺโถ - เราเป็น
ผู้เบาใจ คือ ได้ความปลอดโปร่งด้วยเห็นนิพพาน.
บทว่า ปรินิพฺพุโต - เราเป็นผู้ดับรอบแล้ว คือ ดับรอบด้วย
การดับกิเลส. บทว่า ปโหมิ คือ เราเป็นผู้สามารถ. บทว่า โข เป็น
นิบาตลงในอรรถแห่งเอกังสะ คือ ส่วนเดียว.
ปเร จ ศัพท์ในบทนี้ว่า ปเร จ ปรินิพฺพาเปตุํ เพื่อให้ผู้อื่น
ดับรอบด้วย พึงประกอบแม้ด้วยบทมีอาทิว่า ปเร จ ตาเรตุํ เพื่อให้
ผู้อื่นข้ามพ้นไปด้วย.
จบ อรรถกถามหากรุณาญาณนิทเทส

1153
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1154 (เล่ม 68)

สัพพัญญุตญาณนิทเทส
[๒๘๖] สัพพัญญุตญาณของพระตถาคตเป็นไฉน ?
ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า รู้สังขตธรรมและ
อสังขตธรรมทั้งปวง มิได้มีส่วนเหลือ ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะ
อรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะ
อรรถว่า รู้ธรรมส่วนอนาคตทั้งหมด . . . รู้ธรรมส่วนอดีตทั้งหมด. . .
รู้ธรรมส่วนปัจจุบันทั้งหมด...รู้จักษุและรูปทั้งหมดว่าอย่างนี้...รู้หูและ
เสียง ฯลฯ จมูกและกลิ่น ลิ้นและรส กายและโผฏฐัพพะ ใจและธรร-
มารมณ์ทั้งหมดว่าอย่างนี้ ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณ
นั้นไม่มีเครื่องกั้น.
[๒๘๗] ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า รู้สภาพ
ไม่เที่ยง สภาพเป็นทุกข์ สภาพเป็นอนัตตา ตลอดทั้งหมด ชื่อว่า อนา-
วรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น. . .รู้สภาพไม่เที่ยง
สภาพเป็นทุกข์ สภาพเป็นอนัตตาแห่งรูป ตลอดทั้งหมด. . .รู้สภาพไม่
เที่ยง สภาพเป็นทุกข์ สภาพเป็นอนัตตาแห่งเวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณตลอดทั้งหมด...รู้สภาพไม่เที่ยง สภาพเป็นทุกข์ สภาพเป็น
อนัตตาแห่งจักษุ ฯลฯ แห่งชราและมรณะ ตลอดทั้งหมด ชื่อว่า อนา-
วรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น.

1154