ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1135 (เล่ม 68)

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า น โส ชาโต นาโหสิ คือ อัตตานั้น
ไม่เกิด มิได้มีแล้วแม้ในอดีต เพราะเกิดทุกเมื่อ. แม้ในอนาคตไม่เกิด
จักไม่มี. อนุสัยทั้งหลายมีอรรถดังได้กล่าวแล้ว.
บทว่า สตฺตหิ สญฺโญชเนหิ - ถูกสังโยชน์ ๗ คล้องไว้ ท่าน
กล่าวไว้แล้วในสัตตกนิบาต. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๗ เหล่านี้.
สังโยชน์ ๗ เป็นไฉน ? อนุนยสังโยขน์ ๑ ปฏิฆ-
สังโยชน์ ๑ ทิฏฐิสังโยชน์ ๑ วิจิกิจฉาสังโยชน์
มานสังโยชน์ ๑ ภวราคสังโยชน์ ๑ อวิชชาสัง-
โยชน์ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๗
เหล่านี้แล.๑
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุนยสญฺโญชนํ ได้แก่ กามราค-
สังโยชน์. สังโยชน์เหล่านี้ทั้งหมดเรียกว่า สัญโญชน์ เพราะเป็นกิเลส
เครื่องผูก.
บทว่า สตฺตหิ มาเนหิ โลกสันนิวาสฟูขึ้นเพราะมานะ ๗
ท่านกล่าวไว้แล้วในขุททกวัตถุวิภังค์. จริงอยู่ ในวิภังค์นั้นพระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
๑. องฺ. สตฺตก. ๒๓/๘.

1135
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1136 (เล่ม 68)

มานะ อติมานะ มานาติมานะ โอมานะ
อธิมานะ อัสมิมานะ มิจฉามานะ.๑
ในบทเหล่านั้น บทว่า มาโน - ความถือตัว คือ ลูบคลำบุคคล
ด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ดีกว่าเป็นต้น แล้วเย่อหยิ่งด้วยวัตถุในชาติเป็น
ต้น.
บทว่า อติมาโน - ดูหมิ่นท่าน คือ ผยองเลยไปถึงว่า ไม่มีใคร
เช่นกับเราโดยชาติเป็นต้น.
บทว่า นานาติมาโน - ดูหมิ่นด้วยความทะนงตัว คือ เกิด
ถือตัวว่า คนนี้เมื่อก่อนเช่นกับเรา เดี๋ยวนี้เราดีกว่า คนนี้เลวกว่าเรา.
บทว่า โอมาโน - ถือตัวว่าเลวกว่าเขา คือ ถือตนว่าต่ำโดย
ชาติเป็นต้น คือ ถือตัวว่า เราเป็นคนเลวนั่นแหละ.
บทว่า อธิมาโน - ถือตัวยิ่ง คือ มานะว่า เราบรรลุสัจธรรม ๔
ซึ่งไม่มีผู้บรรลุเลย. อธิมานะนี้เกิดแก่ปุถุชนผู้มีศีลบริสุทธิ์ไม่ประมาท
ในกรรมฐาน กำหนดนามรูปข้ามสงสัยโดยกำหนดปัจจัย ยกขึ้นสู่
พระไตรลักษณ์พิจารณาสังขาร ปรารภวิปัสสนา, ไม่เกิดแก่ผู้อื่น.
บทว่า อสฺมิมาโน - ถือเรา คือ มานะว่าเรามีอยู่ในขันธ์มีรูป
เป็นต้น. ท่านอธิบายว่า มีมานะเกิดขึ้นด้วยบทมีอาทิว่า อหํ รูปํ -
รูปเป็นเรา เราคือรูป.
๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๑๐.

1136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1137 (เล่ม 68)

บทว่า มิจฺฉามาโน - มานะผิ คือ มานะเกิดขึ้นด้วยบทมีอาทิ
ว่า ปาปเกน กมฺมายตนา - กัมมายตนะเกิดด้วยความลามก.
บทว่า โลกธมฺมา มีอรรถได้กล่าวแล้ว. บทว่า สมฺปริวตฺตติ
- เวียนอยู่ คือ หมุนเวียนไปด้วยโลกธรรมอันเป็นเหตุ ด้วยความยินดี
ในโลกธรรม ๔. มีลาภเป็นต้น ด้วยความไม่ยินดี ในโลกธรรม ๔ มี
เสื่อมลาภเป็นต้น. อธิบายว่า ละภาวะปกติ. แม้ มิจฺฉตฺตา ก็มีอรรถ
ดังกล่าวแล้ว. บทว่า นิยฺยาโต - ดิ่งลงแล้ว คือ แล่นไป อธิบายว่า
ครอบงำแล้ว.
บทว่า อฏฺฐหิ ปุริสโทเสหิ - เพราะบุรุษโทษ ๘ ในอัฏฐก-
นิบาต ท่านกล่าวพร้อมด้วยอุปมา. ในขุททกวัตถุวิภังค์ ท่านกล่าวเว้น
อุปมา. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
บุรุษโทษ ๘ เป็นไฉน ? ภิกษุทั้งหลายใน
ศาสนานี้โจทภิกษุด้วยอาบัติ, ภิกษุนั่นถูกภิกษุ
ทั้งหลายโจทด้วยอาบัติย่อมแก้ตัว ด้วยความไม่มี
สติว่า ผมนึกไม่ได้ ผมนึกไม่ได้. นี้เป็นบุรุษ
โทษข้อที่ ๑.
ข้อต่อไป ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วยอาบัติ
ภิกษุนั้นถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบัติ ย่อมซัด

1137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1138 (เล่ม 68)

โจทก์ว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดกับท่านผู้โง่
ไม่ฉลาด, แม้ท่านก็สมควรที่จะพูดกับผมหรือ ? นี้
เป็นบุรุษโทษข้อที่ ๒.
ข้อต่อไป ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วยอาบัติ.
ภิกษุนั้นถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบัติ ก็ปรับ
อาบัติโจทก์ว่า แม้ท่านก็ต้องอาบัติข้อนี้ ท่านจงทำ
คืนก่อน. นี้เป็นบุรุษโทษข้อที่ ๓.
ข้อต่อไป ภิกษุ ฯลฯ พูดกลบเกลื่อน พูด
นอกเรื่อง ทำความโกรธโทละและความไม่พอใจ
ให้ปรากฏ. นี้เป็นบุรุษโทษข้อที่ ๔.
ข้อต่อไป ภิกษุ ฯลฯ พูดแกว่งแขนใน
ท่ามกลางสงฆ์. นี้เป็นบุรุษโทษข้อที่ ๕.
ข้อต่อไป ภิกษุ ฯลฯ ไม่เชื่อสงฆ์ไม่เชื่อ
โจทก์เดินหลีกออกไปเสีย. นี้เป็นบุรุษโทษ
ข้อต่อไป ภิกษุ ฯลฯ คิดว่า เราไม่ได้ต้อง
อาบัติ, เราไม่ได้ต้องอาบัติก็หามิได้ แล้วนิ่งเสีย
ทำให้สงฆ์ลำบาก. นี้เป็นบุรุษโทษข้อที่ ๗.

1138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1139 (เล่ม 68)

ข้อต่อไป ภิกษุ ฯลฯ กล่าวอย่างนี้ว่า โธ่เอ๋ย
พวกท่านจะมาวุ่นวายหนักหนาอะไรกะผม. บัดนี้
ผมจะบอกคืนสิกขาลาสึกอยู่แล้ว. ภิกษุนั้นก็สึก
แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า บัดนี้พวกท่านจงดีใจเถิด. นี้
เป็นบุรุษโทษข้อที่ ๘.๑
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปุริสโทสา คือ โทษของบุรุษ. ชื่อว่า
โทษ เพราะประทุษร้ายสันดานบุรุษ. บทว่า น สรามิ คือ ภิกษุนั้น
แก้ตัวปลดเปลื้อง ด้วยไม่มีสติว่า ผมจำไม่ได้ ไม่สนใจถึงกรรมที่ผม
ทำไป.
บทว่า โจทกํเยว ปฏิปฺผรติ คือ ซัดโต้โจทก์. ตั้งอยู่โดย
ความเป็นลิ่มตอบ.๒ บทว่า กินฺนุ โข ตุยฺหํ คือ ท่านแสดงว่าประโยชน์
อะไรที่จะพูดกับท่านผู้โง่ไม่ฉลาด, ท่านไม่รู้วัตถุ ไม่รู้อาบัติ ไม่รู้การ
โจท. ทับถมว่า แม้ท่านก็ไม่รู้อะไร ๆ ยังอยากจะพูด.
บทว่า ปจฺจาโรเปติ - ยกโทษขึ้น คือ กล่าวบทมีอาทิว่า แม้
ท่านแหละชื่อว่ายกโทษขึ้น คือ ปรับอาบัติ. บทว่า ปฎิกโรหิ - ทำคืน
ท่านแสดงไว้ว่า ท่านจงแสดงเทศนาคามินี คือ การแสดงอาบัติ ท่านจง
๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๑๗.
๒. ในสัมโมหะว่า ตั้งอยู่โดยความกล่าวอย่างฉับไว.

1139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1140 (เล่ม 68)

ออกจากวุฏฐานคามินี คือ ออกจากอาบัติ. แต่นั้นท่านตั้งอยู่ในความ
บริสุทธิ์แล้วจึงโจทผู้อื่น.
บทว่า อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรติ - พูดจากลบเกลื่อน คือ ปกปิด
เหตุอื่นด้วยเหตุอื่น หรือปกปิดคำพูดด้วยคำอื่น. โจทก์กล่าวว่า ท่าน
ต้องอาบัติแล้ว. ภิกษุนั้นกล่าวว่า ใครต้องอาบัติ ต้องอาบัติอะไร ๆ ต้อง
อาบัติในข้อไหน ต้องอาบัติอย่างไร. ท่านกล่าวอะไร ๆ เมื่อโจทก์กล่าว
ว่า อาบัติอะไร ท่านก็เห็นอยู่แล้ว. ภิกษุนั้นกล่าวว่า เราไม่ได้ยิน
แล้วเอียงหูเข้าไป.
บทว่า พหิทฺธา กถํ อปนาเมติ - พูดนอกเรื่อง คือ เมื่อ
โจทก์ถามว่า ท่านต้องอาบัติข้อนี้หรือ. ภิกษุกล่าวว่า ผมจะไปเมือง
ปาตลิบุตร. เมื่อโจทก์พูดซ้ำว่า ผมไม่ได้ถามถึงการไปเมืองปาตลิบุตร
ของคุณ. ผมถามอาบัติ. ภิกษุนั้นกล่าวว่า ต่อแต่นั้นผมจะไปพระราช-
มนเทียร. เมื่อโจทก์กล่าวว่า คุณจะไปพระราชมนเทียร หรือจะไป
เรือนพราหมณ์ก็ตาม. คุณต้องอาบัติแล้ว. ภิกษุนั้นกล่าวคำเป็นอาทิว่า
ผมจะได้เนื้อสุกรในที่นั้น พูดนอกเรื่องไป .
บทว่า โกปํ คือ ความโกรธ บทว่า โทสํ คือ ความประ-
ทุษร้าย. บทที่สองนี้เป็นชื่อของความโกรธนั่นแหละ.

1140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1141 (เล่ม 68)

บทว่า อปฺปจจยํB> คือ อาการไม่พอใจ. บทนี้เป็นชื่อของ
โทมนัส.
บทว่า ปาตุกโรติ คือ แสดงประกาศ. บทว่า พาหาวิกฺเขปกํ
ภณติ คือ แกว่งแขนไปมาแล้วพูดคำไม่มียางอาย. บทว่า อนาทิยิตฺวา
ความว่า ไม่เชื่อถือด้วยความเคารพ ดูหมิ่น ไม่สนใจ.
บทว่า วิเหเสติ คือ ให้ลำบาก รำคาญ. บทว่า อติพาฬฺหํ
คือ หนักมาก เกินขนาด.
บทว่า มยิ พฺยาวฏา คือ ถึงความขวนขวายในเรา. บทว่า
หีนายาวตฺติตฺวา คือ เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว คือ เป็นคฤหัสถ์.
บทว่า อตฺตมนา โหถ คือ พวกท่านจงดีใจเถิด ภิกษุนั้น
กล่าวโดยความประสงค์ว่า ท่านจงได้สิ่งที่ผมควรได้เถิด. ท่านจงอยู่ใน
ที่ที่ผมควรอยู่เถิด . ผมทำความผาสุกให้แก่พวกท่านแล้ว. บทว่า ทุสฺ-
สติ คือ ประทุษร้าย.
บทว่า นวหิ อาฆาตวตฺถูหิ ด้วยอาฆาตวัตถุ ๙ ท่านกล่าว
ด้วยสามารถการเกิดในสัตว์ทั้งหลาย. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาฆาตวัตถุ - วัตถุเป็น
เหตุอาฆาตกัน ๙ อย่างเหล่านี้. อาฆาตวัตถุ ๙ อย่าง
เป็นไฉน ?

1141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1142 (เล่ม 68)

ภิกษุผูกอาฆาตว่า เขาได้ประพฤติความ
พินาศแก่เรา ๑
เขาย่อมประพฤติความพินาศแก่เรา ๑
เขกจักประพฤติความพินาศแก่เรา ๑.
เขาได้ประพฤติความพินาศแก่ผู้เป็นที่รัก
เป็นที่ชอบใจของเรา ๑
เขาย่อมประพฤติความพินาศแก่ผู้เป็นที่รัก
เป็นที่ชอบใจของเรา ๑
เขาจักประพฤติความพินาศแก่ผู้เป็นที่รัก
เป็นที่ชอบใจของเรา ๑
เขาได้ประพฤติประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รัก
ไม่เป็นที่ชอบใจของเรา ๑
เขาย่อมประพฤติประโยชน์แก้ผู้ไม่เป็นที่รัก
ไม่เป็นที่ชอบใจของเรา ๑
เขาจักประพฤติประโยชน์แก้ผู้ไม่เป็นที่รัก
เป็นที่ชอบใจของเรา ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาฆาตวัตถุ ๙ อย่าง
เหล่านี้แล.๑
๑. อง. นว. ๒๓/๒๓๓.

1142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1143 (เล่ม 68)

ในบทเหล่านั้นบทว่า อาฆาตวตถูนิ คือ เหตุแห่งความอาฆาต.
อนึ่ง ในบทว่า อาฆาตํ นี้ ได้แก่ ความโกรธ. ความโกรธ
นั่นแหละท่านเรียกว่า อาฆาตวัตถุ เพราะเป็นวัตถุแห่งความโกรธยิ่ง ๆ
ขึ้น. บทว่า อาฆาตํ พนฺธติ คือ ผูก กระทำ ให้ความโกรธเกิด
อาฆาตวัตถุ ๙ แม้เหล่าอื่นที่ท่านกล่าวไว้ในนิทเทสว่า
เขามิได้ประพฤติประโยชน์แก่เรา ๑ เขาย่อมไม่ประพฤติ ๑ เขา
จักไม่ประพฤติ ๑. เขามิได้ประพฤติประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รัก เป็นที่ชอบ
ใจของเรา ๑ เขาย่อมไม่ประพฤติ ๑ เขาจักไม่ประพฤติ ๑. เขามิได้
ประพฤติความพินาศแก่ผู้ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของเรา ๑ เขา
ย่อมไม่ประพฤติ ๑ เขาจักไม่ประพฤติ ๑๑ ดังนี้ท่านสงเคราะห์เข้าด้วย
อาฆาตวัตถุ ๙ อย่างนี้เหมือนกัน.
บทว่า อาฆาติโต - มุ่งร้าย คือ เสียดสีกัน.
บทว่า นววิธมาเนหิ - เพราะมานะ ๙ อย่าง. มานะ ๙ อย่าง
เป็นไฉน ? มานะ ๙ อย่าง คือ มานะว่าเป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตัวว่า
เลิศกว่าเขา ๑ เสมอเขา ๑ เลวกว่าเขา ๑ เป็นผู้เสมอเขาสำคัญตนว่า
เลิศกว่าเขา ๑ เสมอเขา ๑ เลวกว่าเขา ๑ เป็นผู้เลวกว่าเขาสำคัญตน
ว่า เลิศกว่าเขา ๑ เสมอเขา ๑ เลวกว่าเขา ๑. มานะ ๙๒ อย่างเขล่านี้.
๑. ขุ. มหา. ๒๙/๓๘๔. ๒. อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๒๒.

1143
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1144 (เล่ม 68)

พึงทราบความในบทนี้ดังต่อไปนี้. บทว่า เสยฺยสฺส เสยฺโย-
หมสฺมีติ มาโน - มานะว่า เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญว่าเลิศกว่าเขา
ย่อมเกิดแก่พระราชาและบรรพชิตทั้งหลาย. เพราะพระราชาย่อมทรง
ทำมานะนี้ว่า ใครเช่นกับเราด้วยแว่นแคว้น ทรัพย์หรือพาหนะมีอยู่.
แม้บรรพชิตก็ทำมานะว่า ใครเช่นกับเราด้วยศีลและธุดงค์มีอยู่.
บทว่า เสยฺยสฺส สทิโสหมสฺมีติ มาโนปิ - แม้มานะว่า
เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญว่าเสมอเขา ก็ย่อมเกิดแก่พระราชาและบรรพ-
ชิตเหล่านั้นเหมือนกัน เพราะพระราชาย่อมทรงทำมานะนี้ว่า อะไร
ของเราทำให้ต่างกันกับพระราชาอื่นด้วยแว่นแคว้น ทรัพย์หรือพาหนะ.
แม้บรรพชิตก็ทำมานะนี้ว่า อะไรของเราทำให้ต่างกันกับภิกษุอื่นด้วย
ศีลและธุดงค์เป็นต้น.
บทว่า เสยฺยสฺส หีโนหมสฺมีติ มาโนปิ - แม้มานะว่า เป็น
ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญว่าเลวกว่าเขา ก็ย่อมเกิดแก่พระราชาและบรรพชิต
ทั้งหลายเหล่านั้นเหมือนกัน. เพราะแว่นแคว้น ทรัพย์หรือพาหนะ
เป็นต้นของพระราชาใดยังไม่สมบูรณ์. พระราชานั้นยอมทรงทำมานะ
นี้ว่า เพียงเป็นความสุขของคำพูดว่า พระราชาของเราเท่านั้น. เราจะ
เป็นพระราชาได้อย่างไร. แม้พระบรรพชิตมีลาภสักการะน้อย ย่อมทำมานะ
นี้ว่า เพียงพูดกันเท่านั้นว่า เราเป็นธรรมกถึก เป็นพหูสต เป็นมหา-

1144