ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1125 (เล่ม 68)

ว่า สสฺสโต อตฺตา จ โลโก จ๑ - อัตตาและโลกเที่ยง. ชื่อว่า สีลัพ-
พตุปาทาน เพราะยึดถือศีลและพรต. อนึ่ง ชื่อว่า สีลัพพตุปาทาน
เพราะศีลและพรตนั้น เป็นอุปาทาน. ศีลของโคและพรตของโคเป็นต้น
เป็นอุปาทาน เพราะยึดถือว่าความบริสุทธิ์ย่อมมีได้อย่างนี้. ชื่อว่า วาทะ
เพราะเป็นเหตุกล่าว. ชื่อว่า อุปาทาน เพราะเป็นเหตุถือมั่น. กล่าว
อะไร ? ถือมั่นอะไร ? กล่าวอัตตา. การถือมั่นวาทะของตน. ชื่อว่า อัตต-
วาทุปาทาน. หรือชื่อว่า อัตตวาทุปาทาน เพราะเป็นเหตุถือมั่นว่า
ตนเป็นเพียงวาทะว่าตนเท่านั้น. ทิฏฐิแม้ทั้งหมดเว้นทิฏฐิ ๒ อย่าง
เหล่านี้ ชื่อว่า ทิฎฐุปาทาน. ด้วยอุปาทาน ๔ เหล่านั้น.
บทว่า อุปาทียติ - ถือมั่น คือ ถือจัด. ปาฐะว่า อุปาทิยติ
ก็มี. ความว่า สัตวโลกย่อมถือจัด อารมณ์นั้น ๆ ด้วยอุปาทาน.
บทว่า ปญฺจคติสมารุฬฺโห - โลกสันนิวาสขึ้นสู่คติ ๕ ชื่อว่า
คติ เพราะไป คือ เข้ไปใกล้ด้วยเหตุทำดีและทำชั่ว คือ ขันธ์ทั้งหลาย
พร้อมด้วยการปรากฏ. โลกสันนิวาสขึ้นสู่คติ ๕ เหล่านี้ คือ นรก ๑
กำเนิดเดียรัจฉาน ๑ เปตวิสัย ๑ มนุษย์ ๑ เทวดา ๑ อย่างแรง
ด้วยความก้าวลง.
บทว่า ปญฺจหิกามคุเณหิ - ด้วยกามคุณ ๕ ด้วยส่วนแห่งวัตถุ
กาม ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ.
๑. ขุ. ป. ๓๑/๓๕๔.

1125
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1126 (เล่ม 68)

บทว่า รชฺชติ - ย่อมกำหนัด คือ อาศัยอโยนิโสมนสิการ
ย่อมกำหนัดด้วยกามคุณเหล่านั้น เพราะทำให้ราคะเกิด. อธิบายว่า
ทำความกำหนัดยินดี.
บทว่า ปญฺจหิ นีวรเณหิ - ถูกนิวรณ์ ๕ ทับไว้ ชื่อว่า นิวรณ์
เพราะย่อมกั้น คือ ครอบงำจิต. ถูกนิวรณ์ ๕ คือ กามฉันทะ ๑
พยาบาท ๑ ถีนมิทธะ ๑ อุทธัจจกุกกุจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑ ทับไว้.
บทว่า โอตฺถโต คือ ทับปิดไว้ข้างบน.
บทว่า ฉหิ วิวาทมูเลหิ คือ ด้วยมูลเหตุวิวาท ๖ อย่าง.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มูลเหตุแห่งวิวาท
เหล่านี้ มี ๖ อย่าง. ๖ อย่าง เป็นไฉน ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้
เป็นผู้มักโกรธ มีความผูกโกรธไว้. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุใด เป็นผู้มักโกรธ ผูกโกรธไว้.
ภิกษุนั้น ไม่เคารพ ไม่ยำเกรง แม้ในพระศาสดา.
ไม่ทำให้บริบูรณ์ แม้ในพระธรรม แม้ในพระสงฆ์
แม้ในสิกขา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดไม่เคารพ ไม่
ยำเกรงในพระศาสดา ไม่ทำให้บริบูรณ์ในพระธรรม

1126
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1127 (เล่ม 68)

ในพระสงฆ์ ในการศึกษา. ภิกษุนั้นย่อมยังวิวาท
ให้เกิดในสงฆ์. วิวาทย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็น
ประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความไม่เป็นสุข
แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความพินาศแก่ชนเป็นอัน
มาก เพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์
แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากพวกเธอพิจารณา
เห็นวิวาท เห็นปานนั้น เป็นมูลเหตุแห่งวิวาท
ในภายในก็ดี ในภายนอกก็ดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ในข้อนั้น พวกเธอพึงพยายามเพื่อละมูลเหตุแห่ง
วิวาทอันลามกนั้นเสีย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หาก
พวกเธอไม่พิจารณาเห็นวิวาท เห็นปานนี้ เป็นมูล
เหตุแห่งวิวาท ในภายในก็ดี ในภายนอกก็ดี.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้นพวกเธอพึงปฏิบัติ
เพื่อความไม่เกิดผลแห่งมูลเหตุแห่งวิวาทอันลามก
นั้นต่อไปได้. การละมูลเหตุแห่งวิวาท อันลามก
ย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้. ความไม่เกิดผลแห่ง
มูลเหตุแห่งวิวาทอันลามกนี้ ย่อมมีด้วยประการ
ฉะนี้.

1127
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1128 (เล่ม 68)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุ
เป็นผู้มีความลบหลู่ มักตีเสมอ. เป็นผู้มีความริษยา
มักตระหนี่. เป็นผู้โอ้อวด มักเจ้าเล่ห์. เป็นผู้มี
ความปรารถนาลามก มักเป็นมิจฉาทิฏฐิ. เป็นผู้มี
ทิฏฐิเป็นของตน มักมีความยึดมั่น มีความถือมั่น
มีการสละได้ยาก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดมีความยึด
มั่นทิฏฐิของตน เป็นผู้มีความถือมั่น มีการสละ
ได้ยาก. ภิกษุนั้นไม่เคารพแม้ในพระศาสดา ฯลฯ
ไม่เกิดผลต่อไป.๑
ในบทเหล่านั้น บทว่า โกธโน - มักโกรธ คือ ประกอบด้วย
ความขัดเคือง อันมีอาการขุ่นเคืองเป็นลักษณะ.
บทว่า อุปนาหี - ผูกโกรธไว้ คือ ประกอบด้วยอุปนาหะ
อันมีลักษณะไม่ปล่อยเวร.
บทว่า อหิตาย ทุกฺขาย เทวมนุสฺสานํ - เพื่อความไม่เป็น
ประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. วิวาทของภิกษุ
๒ รูป ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่เทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลายอย่างไร. เมื่อภิกษุ ๒ รูปวิวาทกัน ดุจในโกสัมพก-
๑. องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๓๐๗.

1128
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1129 (เล่ม 68)

ขันธกะ๑ อันเตวาสิกของภิกษุ ๒ รูปเหล่านั้น ในวัดนั้นก็วิวาทกัน.
ภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ผู้รับโอวาทของภิกษุ ๒ รูปนั้นก็วิวาทกัน. แต่นั้น
อุปฐากของภิกษุ ๒ รูปเหล่านั้นก็วิวาทกัน. ครั้นแล้วเทวดาผู้อารักขา
มนุษย์ทั้งหลายก็แบ่งเป็น ๒ ส่วน. เทวดาผู้อารักขาธรรมวาทีก็เป็น
พวกธรรมวาที. ที่อารักขาอธรรมวาทีก็เป็นพวกอธรรมวาที. แต่นั้น
ภุมมัฏฐเทวดาผู้เป็นมิตรของอารักขเทวดาก็แตกกัน. เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย เว้นพระอริยสาวก แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย โดยสืบ ๆ กันอย่างนี้
จนถึงพรหมโลก. อธรรมวาทีมากว่าธรรมวาที. แต่นั้นสิ่งที่พวกมาก
ถือจึงเป็นสัจจะ เพราะเหตุนั้น พวกมากกว่าจึงพากันสละธรรม ถือ
เอาอธรรม. พวกอธรรมเหล่านั้น ยึดอธรรมเป็นหลัก ย่อมเกิดใน
อบาย. การวิวาทของภิกษุ ๒ รูปอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็น
ประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
บทว่า อชฺฌตฺตํ วา - ในภายในก็ดี คือ ในบริษัทภายในของ
พวกท่าน. บทว่า พหิทฺธา วา - ในภายนอกก็ดี คือ บริษัทของพวกอื่น.
บทว่า มกฺขี คือ ประกอบด้วยความลบหลู่ อันมีลักษณะลบหลู่คุณ
ท่าน. บทว่า ปลาสี คือ ประกอบด้วยตีเสมอ อันมีลักษณะแข่งดี.
บทว่า อิสฺสุกี คือ ประกอบด้วยริษยา อันมีลักษณะ คือ ความริษยา
มีสักการะเป็นต้นของผู้อื่น. บทว่า มจฺฉรี คือ ประกอบด้วยมัจฉริยะ ๕
๑. วิ. มหา. ๕/๒๓๘.

1129
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1130 (เล่ม 68)

มีอาวาสมัจฉริยะเป็นต้น. บทว่า สโฐ - โอ้อวด คือ เต็มไปด้วยความ
หลอกลวง. บทว่า มายาวี - เจ้าเล่ห์ คือ ปกปิดความชั่วที่ตนทำ.
บทว่า ปาปิจฺโฉ - มีความปรารถนาลามก คือ เป็นผู้ทุศีลปรารถนา
ความยกย่องที่ไม่มี. บทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิ ได้แก่ นัตถิกวาที - มิวาทะ
ว่าไม่มี อเหตุกวาที - ทีวาทะว่าไม่มีเหตุ อกิริยวาที - มีวาทะว่าไม่เป็นอัน
ทำ. บทว่า สนฺทิฏฺฐิปรามาสี คือ ลูบคลำทิฏฐิของตนเองเท่านั้น.
บทว่า อาธานคฺคาหิ. คือ ถือมั่น.
บทว่า ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี คือ ไม่สามารถสละสิ่งที่ตนถือได้.
ส่วนในขุททกวิภังค์ ท่านกล่าวถึงธรรมอย่างหนึ่ง ๆ ด้วยสามารถเป็น
ประธานว่า มูลเหตุแห่งวิวาท ๖ เป็นไฉน ? คือ โกธะ ๑ มักขะ ๑
อิสสา ๑ สาเถยยะ ๑ ปาปิจฉา ๑ สันทิฏฐิปรามาสี - การยึดถือทิฏฐิ
ของตน ๑. นี้ คือ มูลเหตุแห่งวิวาท ๖ อย่าง.๑
บทว่า ฉหิ ตณฺหากาเยหิ - ด้วยกองตัณหา ๖ คือ ด้วย
ตัณหา ๖ ดังที่กล่าวแล้ว คือ รูปตัณหา ๑ สัททตัณหา ๑ คันธ
ตัณหา ๑ รสตัณหา ๑ โผฏฐัพพตัณหา ๑ ธรรมตัณหา๒ ๑ ในตัณหา
เหล่านั้น เพราะตัณหาอย่างหนึ่ง ๆ ย่อมมีไม่น้อย เพราะเกิดบ่อย ๆ
ในอารมณ์แม้อย่างหนึ่ง ๆ เพราะมีอารมณ์มาก. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าว
๑. อภิ. วิ. ๓๕/ ๙๙๑. ๒. อภิ. วิ . ๓๕/๙๙๔.

1130
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1131 (เล่ม 68)

ว่า ตรฺหากายา - กองตัณหา เพราะประกอบ กาย ศัพท์ ด้วยอรรถ
ว่าหมู่. แม้เมื่อกล่าวว่า ตัณหากายา ก็คือตัณหานั่นเอง.
บทว่า รชฺชติ - ย่อมกำหนัด คือ กำหนัดยินดีในอารมณ์ด้วย
ตนเอง.
บทว่า ฉหิ ทิฏฺฐิคเตหิ - ด้วยทิฏฐิ ๖ ท่านกล่าวไว้แล้วใน
สัพพาสวสูตร. ในสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
เมื่อภิกษุมนสิการ โดยไม่แยบคายอย่างนี้
ทิฏฐิ ๖ อย่างใดอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น. คือทิฏฐิ
โดยความจริง โดยความมั่นคง ย่อมเกิดแก่ภิกษุ
นั้นว่า อตฺถิ เม อตฺตา - อัตตาของเรามีอยู่. ทิฏฐิ
โดยความจริง โดยความเชื่อถือได้ ย่อมเกดแก่
ภิกษุนั้นว่า นตฺถิ เม อตฺตา - อัตตาของเราไม่มี.
ทิฏฐิ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นว่า อตฺตนาว
อตฺตานํ สญฺชานามิ - เรารู้จักอัตตาด้วยตนเอง.
ทิฏฐิ ฯลฯ ย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้นว่า อตฺตนาว
อตฺตานํ สญฺชานามิ - เรารู้จักอัตตาด้วยอนัตตา.
หรือทิกฏฐิ ฯลฯ ย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้นว่า อนตฺตนาว
อตฺตานํ สญฺชานามิ - เรารู้จักอัตตาด้วยอนัตตา.
ก็อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิย่อมมีแก่ภิกษุนั้น อย่างนี้ว่า

1131
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1132 (เล่ม 68)

อัตตาของเรานี้ใด เป็นอัตตาที่ผู้กล่าว ผู้รู้ ย่อมเสวย
วิบากของกรรมทั้งหลาย ทั้งดีและชั่วในอารมณ์
นั้น ๆ ก็และอัตตาของเรานี้นั้น แน่นอน ยั่งยืน
เที่ยง มีอันไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่
เป็นความเที่ยงเสมออย่างนั้นนั่นแหละ.๑
ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถิ เม อตฺตา คือ สัสสตทิฏฐิ
ย่อมถือเอาความที่ตนมีอยู่ในกาลทั้งปวง.
บทว่า สจฺจโต เถตโต คือ โดยความจริง และโดยความ
มั่นคง. ท่านอธิบายว่า ด้วยความมั่นคงเป็นอย่างดีว่า อิทํ สจฺจํ-
นี้เที่ยง.
บทว่า นตฺติ เม อตฺตา คือ ชื่อว่าอุจเฉททิฏฐิ เพราะถือความ
ไม่มีไม่เป็นในอัตตานั้น ๆ ของสัตว์ที่มีอยู่. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สัสสตะ-
ทิฏฐิ เพราะถือว่า แม้ทิฏฐิก่อน ๆ ก็มีในกาล ๓, อุจเฉททิฏฐิ เพราะ
ถือว่า ปัจจุบันเท่านั้นมี, อุจเฉททิฏฐิ เพราะถือว่า แม้ทิฏฐิหลังใน
อดีตและในอนาคตก็ไม่มี ดุจทิฏฐิของเจ้าทิฏฐิที่ถือว่า " เถ้าถ่านเป็น
มีความเห็นเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล.
๑. ม. มู. ๑๒/๑๒.

1132
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1133 (เล่ม 68)

บทว่า อตฺตนาว อตฺตานํ สญฺชานาติ คือ มีทิฏฐิว่า เรา
ย่อมรู้จักอัตตานี้ ด้วยตนนี้ เพราะถือว่า อัตตาในขันธ์โดยปกติ คือ
สัญญาขันธ์ แล้วรู้จักขันธ์ที่เหลือด้วยสัญญาขันธ์.
บทว่า อตฺตนาว อนฺตตานํ - มีทิฏฐิอย่างนี้ เพราะถือสัญญา-
ขันธ์นั่นแหละ ว่าเป็นอัตตา. ถือขันธ์ที่เหลือ ๔ อย่างว่าเป็นอนัตตา
แล้วรู้จักขันธ์เหล่านั้นด้วยสัญญาขันธ์.
บทว่า อนตฺตาว อตฺตานํ คือ มีทิฐิอย่างนี้ เพราะถือ
สัญญาขันธ์ ว่าเป็นอนัตตา. ถือขันธ์ ๔ พวกนี้ ว่าเป็นอัตตา แล้ว
รู้จักขันธ์เหล่านั้น ด้วยสัญญาขันธ์. ทิฏฐิแม้ทั้งหมดก็เป็นสัสสตทิฏฐิ
และอุจเฉททิฏฐินั่นเอง.
ส่วนบทมีอาทิว่า วโท เวเทยฺโย - เป็นอาการของการยึดมั่น
ในสัสสตทิฏฐินั่นเอง ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า วโท เพราะอรรถว่า
กล่าว, ท่านอธิบายว่า ผู้ทำวจีกรรม ชื่อว่า เวเทยฺโย เพราะอรรถ
ว่ารู้ ท่านอธิบายว่า รู้และเสวย รู้อะไร ? รู้วิบากของกรรมดีและ
กรรมชั่ว ในอารมณ์นั้น ๆ.
บทว่า ตตฺร ตตฺร คือ ในโยนิ คติ ฐิติ นิวาสและนิกาย
นั้น ๆ หรือในอารมณ์. บทว่า นิจฺโจ คือ ไม่มีเกิดดับ. บทว่า ธุโว
คือ มั่นคงเป็นสาระ.

1133
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1134 (เล่ม 68)

บทว่า สสฺสโต คือ เป็นไปตลอดกาลทั้งปวง. บทว่า อวิ-
ปริณามธมฺโม คือ ไม่ละภาวะเดิมของตน ไม่ถึงความมีประการ-
ต่าง ๆ ดุจกิ้งก่า.
บท สสฺสติสมํ ท่านกล่าว สสฺสติโย โดยโวหารว่า พระ-
จันทร์ พระอาทิตย์ สมุทร แผ่นดินใหญ่ ภูเขา แสงสว่าง. เสมอ
ด้วยความเที่ยง ชื่อว่า สสฺสติสมํ. ทิฏฐิมีอย่างนี้ เพราะถือว่า จัก
ตั้งอยู่ตราบเท่าที่ความเที่ยงยังปรากฏอยู่.
แต่ในขุททกวัตถุวิภังค์ ท่านกล่าว ทิฏฐิ ๖ แปลกออกไป
อย่างนี้ว่า อัตตาเสวยวิบากของกรรมดีและชั่วตลอดกาลนาน ในอารมณ์
นั้น ๆ. อัตตานั้นไม่เกิด มิได้มี. อัตตานั้นไม่เกิดแล้ว จักไม่มี. อัตตา
เป็นของแน่นอน ยั่งยืน เที่ยง มีอันไม่แปรปรวนไปเป็นธรรมดา.
หรือว่า ทิฏฐิย่อมเกิดโดยความจริง โดยความมั่นคงแก่ภิกษุนั้น* ด้วย
ประการฉะนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า น โส ชาโต นาโหสิ คือ อัตตานั้น
ชื่อว่าไม่เกิด เพราะไม่เกิดเป็นธรรมดา. อธิบายว่า มีอยู่ทุกเมื่อ. ด้วย
เหตุนั้น อัตตาไม่มีในอดีต. จักไม่มีในอนาคต. เพราะอัตตาใดเกิดแล้ว.
อัตตานั้นได้มีแล้ว. และอัตตาใดจักเกิดอัตตานั้นก็จักมี ท่านกล่าวไว้
ดังนี้.
๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑,๐๐๔.

1134