ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1115 (เล่ม 68)

ยังเป็นไปแล้ว ชื่อว่า กอง เพราะยังสืบต่ออยู่. ชื่อว่า กองตัณหา
สวมไว้ เพราะสวมเข้าไปภายใน ในกองตัณหานั้น.
บทว่า ตณฺหาชาเลน โอตฺถโฏ - โลกสันนิวาสถูกข่ายตัณหา
ครอบไว้ ชื่อว่า ข่ายตัณหา เพราะตัณหานั่นแหละเป็นข่าย โดย
ร้อยรัดไว้ตามนัยดังกล่าวแล้ว ในก่อน. โลกสันนิวาสถูกข่าย คือ ตัณหา
ครอบปิดพันไว้โดยรอบ.
บทว่า ตณฺหาโสเตน วุยฺหติ - โลกสันนิวาสถูกกระแสตัณหา
พัดไป ชื่อว่า กระแสตัณหา เพราะตัณหานั่นแหละเป็นกระแส โดย
คร่าไปในสงสาร, โลกสันนิวาสถูกกระแสตัณหานั้นพัดไป คือ คร่าไป.
บทว่า ตณฺหาสญฺโญชเนน สญฺญุตฺโต - โลกสันนิวาสถูก
ตัณหาเป็นเครื่องคล้อง คล้องไว้ ชื่อว่า ตัณหาเป็นเครื่องคล้อง เพราะ
ตัณหานั่นแหละเป็นเครื่องคล้อง เพราะคล้อง คือ ผูกสัตวโลกไว้ใน
วัฏฏะ. โลกสันนิวาสถูกตัณหาเป็นเครื่องคล้องนั้น คล้องไว้ คือ ผูกไว้.
บทว่า ตณฺหานุสเยน อนุสโฏ - โลกสันนิวาสซ่านไปเพราะ
ตัณหานุสัย ชื่อว่า ตัณหานุสัย เพราะตัณหานั่นแหละเป็นอนุสัย
โดยนอนเนื่องในสันดาน. โลกสันนิวาสซ่านไป ตามไป ไปอย่าง
แรง ด้วยตัณหานุสัยนั้น.
บทว่า ตณฺหาสนฺตาเปน สนฺตปปติ - โลกสันนิวาสเดือดร้อน
ด้วยความเดือดร้อนเพราะตัณหา ชื่อว่า เดือดร้อน เพราะตัณหานั่น

1115
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1116 (เล่ม 68)

แหละ ยังโลกให้เดือดร้อน ในกาลเป็นไป และในกาลแห่งผล. โลก
สันนิวาสเดือดร้อน ด้วยความเดือดร้อน เพราะตัณหานั้น.
บทว่า ตณฺหาปริฬาเหน ปริฑยฺหติ - โลกสันนิวาสเร่าร้อน
ด้วยความเร่าร้อนเพราะตัณหา ชื่อว่า เร่าร้อนเพราะตัณหา เพราะ
ตัณหานั่นแหละ มีกำลังเร่าร้อนมาก ด้วยความเร่าร้อนในกาลเป็นไป
และในกาลแห่งผลโดยรอบ. โลกสันนิวาสเร่าร้อน ด้วยความเร่าร้อน
เพราะตัณหานั้นโดยรอบ.
พึงประกอบบทมี ทิฏฺฐิสงฺฆาฎาทโย - กองทิฏฐิเป็น ไว้ด้วย
บทตัณหานี้แหละ.
บทว่า อนุคโต - โลกสันนิวาสไปตามชาติ คือ เข้าไป
บทว่า อนุสุโฏ - โลกสันนิวาสซมซานไปเพราะชรา คือ แล่นไป
บทว่า อภิภูโต - โลกสันนิวาสถูกพยาธิครอบงำ คือ ถูกบีบคั้น.
บทว่า อภิหโต - โลกสันนิวาสถูกมรณะห้ำหั่น คือ ถูกกำจัด
ถูกทำลายอย่างหนักเฉพาะหน้า.
บทว่า ทุกฺเข ปติฏฺฐิโต - โลกสันนิวาสตั้งอยู่ในกองทุกข์ คือ
ตั้งอยู่อาศัยขันธปัญจกอันเป็นทุกุข์ ด้วยเข้าใจผิดว่าเป็นสุข.
บทว่า ตณฺหาย อุฑฺฑิโต - โลกสันนิวาสถูกตัณหามัดไว้ คือ
ถูกตัณหาบุกรุก. ด้วยว่าจักษุถูกร้อยไว้ด้วยเชือกคือตัณหา แล้วมัดไว้
ที่หลัก คือ รูป. หูเป็นต้นถูกร้อยไว้ด้วยเชือกคือตัณหา แล้วมัดไว้

1116
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1117 (เล่ม 68)

ที่หลัก คือเสียงเป็นต้น. แม้โลกมีความพร้อมด้วยตัณหานั้น ก็ชื่อว่า
ถูกมัดไว้นั่นแหละ.
บทว่า ชราปาการปริกฺขิตฺโต - โลกสันนิวาสถูกกำแพง คือ
ชราล้อมไว้ คือ ถูกชราอันเป็นกำแพงล้อมไว้หลีกไปไม่ได้.
บทว่า มจฺจุปาเสน ปริกฺขิตฺโต - โลกสันนิวาสถูกบ่วงมัจจุ
คล้องไว้ ชื่อว่า ถูกมรณะอันเป็นบ่วงเพราะแก้ได้ยาก คล้องไว้.
บทว่า มทาพนฺธนพทฺโธ - โลกสันนิวาสถูกผูกไว้ด้วยเครื่องผูก
เป็นอันมาก คือ ถูกผูกด้วยเครื่องผูกใหญ่เพราะแน่น และเพราะตัด
ยาก.
บทว่า ราคพนฺธเนน - ด้วยเครื่องผูกคือราคะ ชื่อว่า ราค-
พนฺธนํ เพราะราคะนั่นแหละ ผูกไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวไปจากสงสารได้.
ด้วยเครื่องผูกคือราคะนั้น. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า กิเลสพนฺธเนน คือ ด้วยเครื่องผูกคือกิเลสที่เหลือ
ดังที่ได้กล่าวแล้ว.
บทว่า ทุจฺจริตพนฺธเนน คือ ด้วยเครื่องผูกคือทุจริต ๓ อย่าง
ส่วนสุจริตเป็นเหตุแห่งการพันเครื่องผูก และเป็นเครื่องพ้นจากเครื่อง
ผูก มีอยู่. เพราะฉะนั้น ไม่ควรถือเอาสุจริตนั้น.
บทว่า พนฺธนํ โมเจตา-แก้เครื่องผูกให้ คือ แก้เครื่องผูก
ให้แก่โลกสันนิวาสนั้น. ปาฐะว่า พนฺธนา โมเจตา บ้าง. ความว่า

1117
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1118 (เล่ม 68)

แก้โลกสันนิวาสนั้นจากเครื่องผูก.
บทว่า มหาสมฺพาธปฺปฏิปนฺโน - โลกสันนิวาสเดินทางไปแคบ
มาก คือ เดินไปสู่ที่รก คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส
และทุจริต อันได้แก่ที่แคบมาก ด้วยการเบียดเบียนการเดินทางของ
กุศล.
บทว่า โอภาสํ ทสฺเสตา - ชี้ทางสว่างให้ คือ ให้แสงสว่าง
คือ สมาธิและปัญญาอันเป็นโลกิยะ โลกุตตระ.
บทว่า มหาปลิโพเธน ปลิพุทฺโธ - โลกสันนิวาสถูกความ
กังวลเป็นอันมากพัวพันไว้ คือ ถูกเครื่องกั้นใหญ่ปกปิดไว้. หรือ
ฉาบไว้ด้วยเครื่องฉาบใหญ่.
อนึ่ง บทว่า ปลิโพโธ คือ ความกังวล ๗ อย่าง มีราคะ
เป็นต้น. อาจารย์บางท่านกล่าวว่า ความกังวล คือ ตัณหาและทิฏฐิ.
บทว่า ปลิโพธํ เฉเทตา คือ ตัดความกังวลนั้น. บทว่า มหาปปาเต-
ในเหวใหญ่ ได้แก่ ในเหวคือคติ ๕. หรือในเหว คือ ชาติ ชรา
และมรณะ. ทั้งหมดนั้นชื่อว่า ปปาตะเพราะขึ้นได้ยาก. บทว่า ปปตา
อุทฺธตา คือ ขึ้นพ้นจากเหวนั้น.
บทว่า มหากนฺตารปฺปฏิปนฺโน - โลกสันนิวาสเดินทางกันดาร
มาก คือ เดินทางกันดาร เพราะชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ
ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส. ทั้งหมดนั้น ชื่อว่า กันดาร

1118
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1119 (เล่ม 68)

เพราะก้าวให้พ้นไปได้ยาก. ช่วยให้ข้ามพ้นทางกันดารนั้น. ปาฐะว่า
กนฺตารา ตเรตา บ้าง.
บทว่า มหาสํสารปิปฏิปนฺโน - โลกสันนิวาสเดินทางไปสู่
สังสารวัฏใหญ่ คือ เดินทางไปสู่ขันธสันดานที่ยังไม่ขาด. บทว่า สํสารา
โมเจตา คือ ช่วยให้พ้นจากสังสารวัฏ. ปาฐะว่า สํสารํ โมเจตา
บ้าง. บทว่า มหาวิทุคฺเค - ในหล่มใหญ่ ได้แก่ ในหล่ม คือ สังสาร
วัฏ. สังสารวัฏนั่นแหละ ชื่อว่า หล่ม เพราะออกไปได้ยาก. บทว่า
สมฺปริวตฺตติ - กลิ้งเกลือก คือ กลับไปมาหนักขึ้น. บทว่า มหา-
ปลฺเลเป - ในเปือกตม คือ กามใหญ่. กามชื่อว่า เปือกตมเพราะทำ
ให้จม. บทว่า ปลิปนฺโน คือ ติด. ปาฐะว่า มหาปลฺเลปปลิปนิโน
บ้าง คือ ติดในเปือกตมใหญ่ บทว่า อพฺภาหโต - ครอบงำ คือ
ถูกอันตรายทั้งปวงครอบงำ. บทว่า ราคคฺคินา คือ ราคะเป็นต้น
ชื่อว่า อคฺคิ เพราะอรรถว่าเผาผลาญ. ด้วยไฟคือราคะเป็นตันนั้น. แม้ใน
บทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อุนฺนีตโก - โลกสันนิวาสทุรนทุราย คือ ถูกจับนำไป.
อธิบายว่า ถูกชาติจับแล้วนำไปเพื่ออันตราย มีชราเป็นต้น. พึงเห็นว่า
ก อักษรในบทนี้ เพื่อเสริมความ. บทว่า หญฺญติ นิจฺจมตาโณ-
เดือดร้อนเป็นนิจ ไม่มีอะไรต้านทาน คือ ไม่มีผู้ต้านทาน ถูกบีบคั้น
เป็นนิจ. บทว่า ปตฺตทณฺโฑ - ต้องรับอาชญา คือ ได้รับอาชญาจาก
พระราชาเป็นต้น. บทว่า ตกฺกาโร - ต้องทำตามอาชญา คือ โจร.

1119
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1120 (เล่ม 68)

บทว่า วชฺชพนฺธนพนฺโธ คือโลกสันนิวาสถูกผูกด้วยเครื่องผูก
คือ โทษมีราคะเป็นต้น. บทว่า อาฆาตนปจฺจุปฏฺฐิโต - ปรากฏอยู่ที่
ตะแลงแกง คือ เข้าไปปรากฏยังที่ผูก คือมรณะ. บทว่า โกจิ พนฺธนํ
โมเจตา - ใครจะช่วยให้หลุดพ้นได้. ปาฐะว่า ใครจะช่วยให้พ้นจาก
เครื่องผูกได้ก็มี. บทว่า อนาโถ - โลกสันนิวาสไม่มีที่พึ่ง ชื่อว่า อนาโถ
เพราะไม่มีที่พึ่ง คืออิสระ. หรือที่พึ่งอันเป็นอิสระด้วยตนเองไม่มี. บทว่า
ปรมการุญฺญปฺปตฺโต - ควรได้รับความกรุณาอย่างยิ่ง คือ ถึงความควร
สงสารอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงพอในการห้ามชราเป็นต้น. บทว่า
ตาเยตา - จะเป็นผู้ช่วยต้านทาน คือ คุ้มกัน. ปาฐะว่า ตายิตา ดีกว่า.
บทว่า ทุกฺขาภิตุนฺโน - โลกสันนิวาสถูกทุกข์เสียบแทง คือ
ถูกทุกข์ไม่น้อย มีชาติทุกข์เป็นต้นเสียบแทง เบียดเบียน หวั่นไหว
ยิ่ง. บทว่า จิรรตฺตฺปีฬิโต - ถูกทุกข์บีบคั้นมานาน คือ ถูกทุกข์
เบียดเบียนเสียดสีมาตลอดกาลนาน.
บทว่า คธิโต - โลกสันนิวาลติดใจ คือ อยากด้วยความติดใจ
หรือผูกด้วยเครื่องผูก คืออภิชฌากายคันถะ. บทว่า นิจฺจํ ปิปาสิโต-
กระหายอยู่เป็นนิจ คือ อยาก กระหาย เพื่อจะดื่ม เพื่อจะบริโภค
ความกระหายนั่นแหละ คือตัณหา. ความกระหายไม่มีระหว่าง ชื่อว่า
ความกระหาย คือตัณหา.
บทว่า อนฺโธ - โลกสันนิวาสเป็นโลกบอด ชื่อว่า บอด เพราะ
ไม่มีปัญญาที่ชื่อว่าเป็นจักษุเพราะอรรถว่าเห็น. ปัญญานั่นแหละ ย่อม

1120
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1121 (เล่ม 68)

เห็นสภาวธรรม. บทว่า อจกฺขุโก - ไม่มีจักษุ ความเป็นผู้บอดนั้น ไม่มี
ในภายหลัง. ความเป็นผู้บอดนั้นนั่นเอง คือ เป็นผู้มีตาเหมือนไม่มีตา
ย่อมมีตามปกตินั่นแหละ.
บทว่า หตเนตฺโต - โลกสันนิวาสมีตาเสื่อม ชื่อว่า มีตาเสื่อม
เพราะไม่มีปัญญา ที่เรียกว่า เนตร เพราะมีสภาพนำไป. ท่านเรียกว่า
เนตร เพราะนำอัตตภาพให้เห็นที่เสมอและไม่เสมอ. นำไปสู่ทางดี
และไม่มีด้วยปัญญา. พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงถึงความไม่มีเนตร
ของผู้นั้น เพราะตาเสื่อม จึงกล่าว อปริณายโก ไม่มีผู้นำ. อธิบาย
ว่า มีตาเหมือนไม่มี. ท่านอธิบายว่า ไม่มีผู้อื่นจะนำเขาไปได้.
บทว่า วิปถปกฺขนฺโต - โลกสันนิวาสแล่นไปสู่ทางผิด ชื่อว่า
ทางผิด เพราะทางผิดหรือทางไม่เรียบ. ชื่อว่า แล่นไปสู่ทางผิด เพราะ
แล่นไป คือ เข้าไป เดินไปผิดทาง. อธิบายว่า เดินไปสู่มิจฉาทิฏฐิ คือ
ทางผิด.
บทว่า อญฺชสาปรทฺโธ - หลงทางแล้ว คือ หลง พลาดในทาง
คือ ทางตรง อันได้แก่ มัชฌิมาปฏิปทา.
บทว่า อริยปถํ อาเนตา - มาสู่ทางอริยะ คือ นำเข้าไป
ให้ถึงอัฏฐังคิกมรรค อันเป็นอริยะ.
บทว่า มโหฆปกฺขนฺโต - โลกสันนิวาสแล่นไปสู่ห้วงโมหะ
ชื่อว่า โอฆา เพราะยังสัตว์ผู้มีกิเลสให้จมลงในวัฏฏะ. ชื่อว่า มโหฆา

1121
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1122 (เล่ม 68)

เพราะโอฆะใหญ่กว่าโอฆะปกติ. โอฆะเหล่านั้น มี ๔ อย่าง คือ กา-
โมฆะ ๑ ภโวฆะ ๑ ทิฏโฐฆะ ๑ อวิชโชฆะ ๑. ชื่อว่า มโหฆปัก-
ขันโต เพราะและเข้าไปสู่โอฆะใหญ่เหล่านั้น. หรือว่า แล่นไปสู่โอฆะ
ใหญ่ คือ สังสารวัฏ.
บัดนี้ พึงทราบนัยที่แปลกจากนัยหนึ่ง. ในบทเหล่านั้น บทว่า
ทฺวีหิ ทิฏฺฐิคเคหิ - ถูกทิฏฐิ ๒ คือ ถูกสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ
กลุ้มรุม.
ทิฏฐิคตะ ในบทนั้น คือทิฏฐินั่นเอง ดุจบทมีอาทิว่า คูถคตํ
มุตฺตคตํ๑ - คูถมูตร. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ทิฏฺฐิคตํ เพราะเพียงไป
ด้วยทิฏฐิ เพราะไม่มีสิ่งที่ควรไป. ความเห็นนี้เป็นไปในทิฏฐิทั้งหลาย
ชื่อว่า ทิฏฺฐิคตํ เพราะทิฏฐิ ๖๒ หยั่งลงในภายในบ้าง. จริงอยู่ ทิฏฐิ ๖๒
และทิฏฐิ ๖๓ ก็เป็นทิฏฐิ ๒ นั่นเอง คือ สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ.
เพราะฉะนั้น เมื่อจะทำทิฏฐิทั้งหมดโดยย่อไว้ภายใน ท่านจึงกล่าว
ทฺวีหิ ทิฏฺฐิคเตหิ. บทว่า ปริยุฏฺฐิโต - ถูกทิฏฐิ ๒ กลุ้มรุม คือ
ถึงความกลุ้มรุม ถึงความปรากฏ. อธิบายว่า ถึงความยึดอาจาระอัน
เป็นกุศล โดยไม่ให้เกิดขึ้น. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้มีอาทิว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์
บางพวก ถูกทิฏฐิ ๒ กลุ้มรุม ย่อมติดอยู่ บาง
พวกย่อมแล่นไป ผู้มีจักษุย่อมเห็น.๒
๑. อง. นวก. ๒๓/๒๑๕. ๒. ขุ. อิติ. ๒๕/๒๒๗.

1122
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1123 (เล่ม 68)

บทว่า ตีหิ ทุจฺจริเตหิ คือ ด้วยกายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔
และมโนทุจริต ๓.
บทว่า วิปฺปฏปนฺโน - โลกสันนิวาสปฏิบัติผิด ได้แก่ ปฏิบัติผิด
คือ ปฏิบัติน่าเกลียด ชื่อว่า มิจฉาปฏิบัติ. บทว่า โยเคหิ ยุตฺโต-
โลกสันนิวาสประกอบด้วยกิเลสเครื่องประกอบ ชื่อว่า โยคะ เพราะ
อรรถว่าประกอบไว้ในวัฏฏะ. หรือ ชื่อว่า โยคะ ด้วยอรรถดังนี้คือ ประ-
กอบเปี่ยมด้วยโยคะเหล่านั้น.
บทว่า จตุโยคโยชิโต - โลกสันนิวาสถูกกิเลสเครื่องประกอบ
๔ อย่างประกอบไว้ คือ ประกอบไว้ในวัฏฏะ ด้วยโยคะ ๔ เหล่านี้
คือ กามโยคะ ๑ ภวโยคะ ๑ ทิฏฐิโยคะ ๑ อวิชชาโยคะ ๑. ดุจโค
ถูกผูกไว้ที่เกวียน. ราคะประกอบด้วยกามคุณ ๕ ชื่อว่า กามราคะ
ฉันทราคะในรูปภพและอรูปภพ ความใคร่ในฌาน, ราคะสหรคตด้วย
สัสสตทิฏฐิ ความปรารถนาด้วยอำนาจภพ ชื่อว่า ภวราคะ. ทิฏฐิ ๖๒
ชื่อว่า ทิฏฐิโยคะ. ความไม่รู้ในฐานะ ๘ ชื่อว่า อวิชชาโยคะ. โอฆะ ๔
เหล่านั้นมีกำลังกล้า, โยคะ ๔ มีกำลังอ่อน.
บทว่า จตูหิ คนฺเถหิ - กิเลสเครื่องร้อยรัด ๔ อย่าง ชื่อว่า
คันถะ เพราะร้อย คือผูกผู้มีกิเลสไว้ในวัฏฏะด้วยจุติและปฏิสนธิ.
คันถะมี ๔ อย่าง คือ อภิชฌากายคันถะ ๑ พยาปาทกายคันถะ ๑
สีลัพพตปรามาสกายคันถะ ๑ อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ คือการ
ยึดถือสิ่งนี้ว่าเป็นสัจจะ ๑.

1123
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1124 (เล่ม 68)

ชื่อว่า อภิชฺฌา เพราะอรราว่าเป็นเหตุเพ่งเล็ง. หรือเพ่งเล็ง
ด้วยตนเอ . หรือเป็นเพียงความเพ่งเล็งเท่านั้น. ได้แก่ โลภะนั่นเอง
ชื่อว่า กายคันถะ เพราะอรรถว่าร้อยนามกาย คือ ผูกไว้ในวัฏฏะ
ด้วยจุติและปฏิสนธิ. ชื่อว่า พยาปาทะ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเบียดเบียน
ปองร้ายให้ถึงความพินาศ. หรือยังความสุขอันเป็นประโยชน์แก่ความ
ประพฤติวินัย และรูปสมบัติเป็นต้นให้ถึงความพินาศ.
การยึดมั่นเชื่อถือว่า ความบริสุทธิ์มีด้วยศีล พรต หรือศีล
และพรตของสมณพราหมณ์ภายนอก มีด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่า
สีลัพพตปรามาส.
ชื่อว่า อิทังสัจจาภินิเวสะ เพราะอรรถว่าปฏิเสธแม้ภาษิตของ
พระสัพพัญญู แล้วยึดถือโดยอาการมีอาทิว่า โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง
อย่างอื่นเป็นโมฆะ. อธิบายว่า ร้อย คือ ผูกไว้ด้วยคันถะ ๔ เหล่านั้น.
บทว่า จตูหิ อุปาทาเนหิ - ด้วยอุปาทาน ๔ ชื่อว่า อุปาทาน
เพราะยึดถืออย่างแรง คือ จับมั่น. อุปาทานเหล่านั้น มี ๔ อย่าง
คือ กามุปาทาน ๑ ทิฏฐุปาทาน ๑ สีรลัพพตุปาทาน ๑ อัตตวาทุ
ปาทาน ๑. ชื่อว่า กามุปาทาน เพราะถือมั่นกาม คือวัตถุ. อนึ่ง
ชื่อว่า กามุปาทาน เพราะกามนั้นเป็นอุปาทาน. ชื่อว่า ทิฏฐุปาทาน
เพราะทิฏฐินั้นเป็นอุปาทาน. ชื่อว่า ทิฏฐุปาทาน เพราะยึดมั่นทิฏฐิ
อุตตรทิฏฐิ - ทิฏฐิอันหลัง ยึดมั่นปุริมทิฏฐิ - ทิฏฐิมีในก่อน ในบทมีอาทิ

1124