ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1105 (เล่ม 68)

บทว่า ปสฺสนฺตานํ - ทรงพิจารณาเห็นอยู่ คือ ทรงตรวจตรา
อยู่ ด้วยญาณจักษุและด้วยพุทธจักษุ.
บทว่า โอกฺกมติ - ทรงแผ่ คือ ทรงหยั่งลง ทรงเข้าไป.
บทว่า อาทิตฺโต คือ อันไฟติดโชนแล้ว ด้วยสภาพความ
เร่าร้อนจากการถูกเบียดเบียนด้วยทุกขลักษณะ. พึงทราบว่า ท่าน
กล่าวว่า อาทิตฺโต ด้วยสามารถทุกขลักษณะแห่งสังขธรรมทั้งปวง
เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ยทนิจฺจํ ตํ ทุกขํ๑- สิ่งใดไม่
เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ และด้วยสามารถทุกขลักษณะครั้งแรก เพราะ
ถูกทุกข์บีบคั้น และเพราะพระกรุณาเป็นรากฐาน. จักกล่าวความเป็น
ของร้อนด้วยราคะเป็นต้นข้างหน้า.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อาทิตฺโต คือ ร้อนด้วยราคะเป็นต้น
นั่นแหละ, ส่วนข้างหน้า พึงทราบว่า ท่านกล่าวอีกด้วยสามารถการ
เพ่งเล็งถึงอรรถว่าไม่มีอะไร ๆ อื่นดับความร้อนคือราคะนั้นได้.
บทว่า โลกสนฺนิวาโส - โลกสันนิวาส ได้แก่ เบญจขันธ์
ชื่อว่า โลก ด้วยอรรถว่าสลายไป. ชื่อว่า สันนิวาส เพราะเป็นที่
อาศัยของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ. ที่อาศัยคือโลกนั่น
แหละ. ชื่อว่า โลกสันนิวาส. แม้หมู่สัตว์ก็ชื่อว่า โลกสันนิวาส เพราะ
๑. สํ. ขนฺธ. ๑๗/๔๒.

1105
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1106 (เล่ม 68)

เป็นที่อาศัยของสัตว์โลก ที่เรียกกันว่า สัตว์ เพราะอาศัยขันธสันดาน
อันเป็นทุกข์. แม้โลกสันนิวาสนั้นก็เป็นไปกับด้วยขันธ์เหมือนกัน.
บทว่า อุยฺยุตฺโต-โลกสันนิวาสยกพลแล้ว คือ ทำความ
พยายาม ทำความอุตสาหะ เพราะขวนขวายเป็นนิจในกิจหลายอย่าง.
อธิบายว่า มีความขวนขวายในสรรพกิจทั้งหลาย. หรือประกอบด้วย
ความพยายาม คือ ขวนขวาย.
บทว่า ปยาโต - โลกสันนิวาสเคลื่อนพลแล้ว คือ เริ่มจะไป
ตายด้วยถึงความไม่มั่นคงดุจแม่น้ำซึ่งเกิดจากภูเขา.
บทว่า กุมฺมคฺคํ ปฏิปนฺโน โลกสันนิวาสเดินผิดแล้ว คือ
เดินทางผิดอย่างเลวร้าย. ส่วนข้างหน้าท่านกล่าวต่างกันด้วยบทต่าง ๆ
ว่า วปถปกฺขนฺโต - แล่นไปผิดทาง
บทว่า อุปนียติ - โลกอันชรานำเข้าไป คือ อันชรานำเข้าไป
หามรณะ. เพราะท่านกล่าวชราว่า อายุโน สํหาน๑-ความเสื่อมแห่ง
อายุ.
บทว่า อทฺธุโว - มิได้ยั่งยืน คือไม่มั่นคง ไม่เป็นอย่างนั้น
ตลอดกาลเพราะไม่ยั่งยืน ฉะนั้น บทว่า อทฺธุโว นี้ กล่าวถึงเหตุ
ของบทก่อนว่า อุปนียติ - อันชรานำเข้าไป. ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึง
๑. สํ. นิ. ๑๖/๖.

1106
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1107 (เล่ม 68)

ชราทุกข์พร้อมด้วยเหตุ. วิญญูชนทั้งหลาย ครั้นเห็นชราทุกข์นั้นแล้ว
แม้จะไม่มีความเสื่อมเพราะชราก็ออกบวช.
บทว่า อตาโณ - โลกไม่มีที่ต้านทาน คือ ไม่มีความสามารถ
ที่จะต้านทาน คือรักษาไว้ได้ อธิบายว่า ไม่มีเครื่องป้องกัน.
บทว่า อนภิสฺสโร - ไม่เป็นใหญ่ คือ ไม่มีความสามารถที่จะ
ปลอบใจ เพราะขาดผู้ช่วยเหลือ อธิบายว่า ไม่มีเพื่อน เพราะไม่
เป็นใหญ่ ฉะนั้น บทว่า อนภิสฺสโร นี้ เป็นคำกล่าวถึงเหตุของ
บทก่อนว่า อตาโณ. ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงทุกข์เกิดจากความพลัด
พรากจากของที่รัก พร้อมด้วยเหตุ. วิญญูชนทั้งหลาย ครั้นเห็นทุกข์
เกิดจากความพลัดพรากจากของที่รักนั้น แม้จะยังไม่มีการเสื่อมจากญาติ
ก็ออกบวช.
บทว่า อสฺสโก - ไม่มีอะไรเป็นของตน คือ ไม่มีสิ่งของเป็น
ของตน.
บทว่า สพฺพํ ปหาย คมนียํ - จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป คือ
สัตวโลกจำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงที่กำหนดว่าเป็นสิ่งของของตนไป. เพราะ
จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป, ฉะนั้น บทนี้เป็นบทกล่าวถึงเหตุของบทก่อน
ว่า อสฺสโก. ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงมรณทุกข์พร้อมด้วยเหตุ.
วิญญูชนทั้งหลาย ครั้นเห็นมรณทุกข์นั้นแล้ว แม้จะยังไม่มีความเสื่อม

1107
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1108 (เล่ม 68)

จากโภคะก็ออกบวช. ในที่อื่นท่านกล่าวว่า กมฺมสฺสกา มาณว สตฺตา๑-
ดูก่อนมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน. ส่วนในที่นี้ และใน
รัฏฐปาลสูตร ท่านกล่าวว่า อสฺสโก โลโก๒ - โลกไม่เป็นของตน
หากถามว่า บทนั้นถูกอย่างไร ? ตอบว่า ท่านกล่าวว่า อสฺสโก - ไม่
เป็นของตน หมายถึงละไป. ส่วนกรรมไม่ละไป. เพราะฉะนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า กมฺมสฺสกา - สัตว์มีกรรมเป็นของตน. อนึ่ง ในรัฏฐปาล-
สูตรนั่นแหละ ท่านกล่าวบทนี้ไว้อย่างนี้ว่า ตฺวํ ปน ยถากมฺมํ
คมิสฺสสิ๓ - ท่านจักไปตามกรรม.
บทว่า อูโน - โลกพร่อง คือ ไม่มีเต็ม.
บทว่า อติตฺโต - โลกไม่รู้จักอิ่ม คือ ไม่พอใจด้วยปรารถนา
ยิ่ง ๆ ขึ้น. บทนี้เป็นบทกล่าวถึงเหตุแห่งความพร่อง.
บทว่า ตณฺหาทาโส - เป็นทาสแห่งตัณหา คือ เป็นทาสแห่ง
ตัณหา เพราะเป็นไปในอำนาจของตัณหา. บทนี้เป็นคำกล่าวถึงเหตุ
แห่งความไม่อิ่ม. ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงพยาธิทุกข์ พร้อมด้วยเหตุ
ด้วยอ้างถึงโรค คือความอยาก. วิญญูชนทั้งหลาย ครั้นเห็นพยาธิทุกข์
นั้นแล้ว แม้จะยังไม่มีความเสื่อมจากพยาธิก็ออกบวช.
บทว่า อตายโน - โลกสันนิวาสไม่มีที่ต้านทาน คือ ไม่มีการ
ป้องกัน เพราะไม่มีที่ต้านทานแม้จากมูลเป็นต้น หรือไม่พึงได้ความ
ปลอดภัย.
๑. ม. อุ. ๑๔/๕๘๑. ๒. ม. ม. ๑๓/๔๔๖. ๓. ม.ม. ๑๓/๔๔๙.

1108
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1109 (เล่ม 68)

บทว่า อเลโณ - โลกสันนิวาสไม่มีที่เร้น คือ ไม่มีที่ลับเพื่อ
จะเกี่ยวข้อง คืออาศัยอยู่ได้ และไม่ทำกิจคือความเร้น แม้ของผู้ที่ติด
แน่น.
บทว่า อสรโณ - โลกสันนิวาสไม่มีที่พึ่ง คือ ไม่นำภัยของ
ผู้อาศัยออกไป ไม่ทำให้หมดภัย.
บทว่า อสรณีภูโต - โลกสันนิวาสไม่เป็นที่พึ่งของใคร อธิบาย
ว่า ชื่อว่า อสรโณ เพราะไม่มีการเกิดในเมืองของตน. ชื่อว่า อสรณี-
ภูโต เพราะไม่เป็นที่พึ่งได้ตลอดกาลที่เกิดนั่นเอง.
บทว่า อุทฺธโต - โลกฟุ้งซ่าน คือ โลกมีความพร้อมด้วยอกุศล
เพราะเกิดความฟุ้งซ่านในอกุศลทั้งปวง และเพราะมากไปด้วยอกุศลเกิด
ในสันดานสัตว์ ชื่อว่า ฟุ้งซ่าน ด้วยอุทธัจจะนั้น.
บทว่า อวูปสนฺโต - โลกไม่สงบ คือ ไม่สงบ เพราะประกอบ
ด้วยอุทธัจจะอันมีลักษณะไม่สงบ เปรียบเหมือนมฤคหมุนเคว้ง. บทว่า
โลโก มาแล้ว ในฐานะ ๔ มีอาทิว่า อุปนียติ โลโก และในฐานะ ๕
ว่า อุทธโต โลโก, มาแล้ว ในบทที่เหลือว่า โลกสนฺนิวาโส.
แม้ในบททั้งสองนั้น ก็เป็นโลกอย่างเดียวกัน.
บทว่า สสลฺโล - โลกสันนิวาสมีลูกศร คือ เป็นไปกับด้วย
ลูกศรมีราคะเป็นต้น ที่ชื่อว่า ลูกศร เพราะให้เกิดความบีบคั้น เพราะ
เจาะเข้าไปในภายใน และเพราะนำออกยาก.

1109
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1110 (เล่ม 68)

บทว่า วิทฺโธ - ถูกลูกศรเสียบแทงแล้ว คือ มฤตเป็นต้น
บางครั้งถูกผู้อื่นแทง, แต่โลกคือหมู่สัตว์นี้ ตนเองเท่านั้นถูกแทงตลอด
เวลา.
บทว่า ปุถุสลฺเลหิ - ลูกศรจำนวนมาก คือ ถูกลูกศร ๗ ลูก
ที่ท่านกล่าวไว้ว่า ลูกศร ๗ ลูก คือ ลูกศรคือราคะ ๑ ลูกศรคือโทสะ ๑
ลูกศรคือโมหะ ๑ ลูกศรคือมานะ ๑ ลูกศรคือทิฏฐิ ๑ ลูกศรคือกิเลส ๑
ลูกศรคือทุจริต ๑.
บทว่า ตสฺส คือ ของโลกสันนิวาสนั้น.
บทว่า สลฺลานํ อุทฺธตา - ผู้จะถอนลูกศรทั้งหลาย คือ บุคคล
ผู้จะถอนลูกศรเหล่านั้นจากสันดานสัตว์.
บทว่า อญฺญตฺร มยา คือ เว้นเรา. สาวกเหล่าใด ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าถอนลูกศรได้, เพราะสาวกเหล่านั้น ถอนได้ตาม
คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นเอง จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
เท่านั้นถอนได้.
บทว่า อวิชฺชนฺธาการาวรโณ - โลกสันนิวาสมีความมืดตื้อ คือ
อวิชชาปิดกั้นไว้ ชื่อว่า ความมืดตื้อคืออวิชชา เพราะอวิชชานั่นแหละ
ทำ ดุจความมืดด้วยปกปิดความเห็นสภาวธรรม, อวิชชานั้นนั่นแหละ
ชื่อว่า ความมืดตื้อคืออวิชชา ปิดกั้นไว้ เพราะมีเครื่องปกปิดด้วย
ห้ามการหยั่งลงสู่ภาวธรรม.

1110
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1111 (เล่ม 68)

บทว่า กิเลสปญฺชรปกฺขิตฺโต - ถูกใส่เข้าไปยังกรงกิเลส คือ
ชื่อว่า กรงกิเลส เพราะกิเลสสนั่นแหละเป็นกรง ด้วยปิดการเข้า
ถึงกุศล, ถูกใส่ คือ ให้ตกไปในกรงกิเลส อันมีอวิชชาเป็นแดนเกิด.
บทว่า อาโลกํ ทสฺเสตา - จะแสดงเป็นแสงสว่าง คือ มีปกติ
เห็นแสงสว่าง คือปัญญา ชื่อว่า จะแสดงการเห็นแสงสว่าง ด้วยปัญญา
บทว่า อวิชฺชาคโต - โลกสันนิวาสตกอยู่ในอำนาจอวิชชา คือ
เข้าไปสู่อวิชชา, มิใช่เพียงปิดกั้นด้วยอวิชชาอย่างเดียว, ที่แท้เข้าไป
ภายในฝักของอวิชชา ดุจไปในที่รกชัฏ. เพราะเหตุนั้น จึงแปลกจาก
บทก่อน.
บทว่า อณฺฑภูโต คือ เกิดในฟองเหมือนอย่างว่า สัตว์
บางพวกเกิดในฟอง ท่านเรียกว่า อณฺฑภูตา ฉันใด. โลกนี้ ท่าน
เรียกว่า อณฺฑภูโต เพราะเกิดในฟองและฝัก ของอวิชชา
บทว่า ปริโยนทฺโธ - อันอวิชชาหุ้มห่อไว้ คือ ถูกหุ้มห่อ
ผูกพันไว้ด้วยฟองและฝัก คือ อวิชชาโดยรอบ.
บทว่า ตนฺตากุลชาโต คือ ยุ่งดุจเส้นด้าย เหมือนอย่างว่า
เส้นด้ายของช่างหูกเก็บไว้ไม่ดีถูกหนูกัด ย่อมยุ่งเหยิงในที่นั้น ๆ เป็น
การยากที่จะตีราคาให้สมค่า หรือสมราคาว่า นี้ มีราคาเท่านี้ มีค่า
เท่านี้ ฉันใด. สัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นผู้พลาดพลั้ง ยุ่งยากวุ่นวาย
ในปัจจยาการ ย่อมไม่อาจทำปัจจยาการให้ตรงได้. ช่างหูกผู้ตั้งอยู่ใน
ความชำนาญเฉพาะตน ก็สามารถทำเส้นด้ายให้ตรงได้. แต่สัตว์อื่น

1111
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1112 (เล่ม 68)

เว้นพระโพธิสัตว์ ชื่อว่า สามารถจะทำปัจจยาการให้ตรงได้ โดย
ธรรมดาของตนย่อมไม่มี. อนึ่ง เหมือนอย่างว่า เส้นด้ายที่ยุ่งช่างหูก
เอาไปคลุกน้ำข้าวแล้วขยำก็จะเกิดติดเนื่องกัน และพันกันเป็นปม ฉัน
ใด. โลกนี้ ก็ฉันนั้น ครั้นพลาดในปัจจัยทั้งหลาย ไม่อาจทำปัจจัย
ทูลหลายให้ตรงได้ ย่อมเกิดดำพันเป็นปมด้วยอำนาจทิฏฐิ ๖๒. สัตว์
บาลจำพวกเหล่าใดอาศัยทิฏฐิทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นไม่อาจทำปัจจัยให้
ตรงได้.
บทว่า คุลาคุณฺฐิกชาโต - พันกันเป็นกลุ่มก้อน คือ เป็นดุจ
กลุ่มก้อน. ด้ายคลุกน้ำข้าวของช่างหูก ท่านกล่าวว่า เป็นกลุ่มก้อน.
อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า รังนก ชื่อว่า คุลา ความยุ่งยากแม้ทั้งสองนั้น
ยากที่จะทำค่าหรือราคาให้เท่ากันได้.
บทว่า มุญฺชปพฺพชภูโต - นุงนังดังหญ้าปล้องและหญ้ามุง
กระต่าย คือ เป็นดุจหญ้าปล้องและหญ้ามุงกระต่าย เกิดเป็นเช่นกับ
หญ้าปล้องและหญ้ามุงกระต่าย. ทุบหญ้าเหล่านั้นทำเชือก ในเวลา
เชือกขาดถือเอาเชือกที่ตกไปในที่ใดที่หนึ่งแล้ว ยากที่จะตีราคาหญ้า
เหล่านั้นให้มีค่าหรือมีราคาเหมาะสมว่า นี้ มีคำเท่านี้ มีราคาเท่านี้.
ช่างตั้งอยู่ในความเป็นผู้ชำนาญเฉพาะตน ก็พึงสามารถทำให้หญ้านั้น
ตรงได้. แต่สัตว์อื่นเว้นพระโพธิสัตว์ ชื่อว่า สามารถจะทำปัจจยาการ
ให้ตรงได้ตามธรรมดาของตนย่อมไม่มี ฉันใด. โลกนี้ ก็ฉันนั้น ไม่

1112
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1113 (เล่ม 68)

สามารถจะทำปัจจยาการให้ตรงได้ เกิดเป็นเครื่องร้อยรัดด้วยอำนาจ
ทิฏฐิ ๖๒ ย่อมไม่พ้นอบาย ทุคติ วินิบาต สงสารไปได้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อปาโย ได้แก่ นรก กำเนิดเดียรฉาน
เปตติวิสัย อสุรกาย. ทั้งหมดนั้น ท่านเรียกว่า อบาย เพราะไม่มี
ความเจริญ คือ ความรู้.
อนึ่ง ชื่อว่า ทุคติ เพราะเป็นทางไปของทุกข์.
ชื่อว่า วินิบาต เพราะความสุขตกไปจากกาย. ส่วนสงสาร
นอกนี้ ท่านกล่าวว่า
ขนฺธานญฺจ ปฏิปาฏิ ธาตุอายตนาน จ
อพฺโพจฺฉินฺนํ วตฺตมานํ สํสาโร ปวุจฺจติ.
ลำดับแห่งขันธ์ ธาตุ อายตนะ ยังไม่
ขาดสาย ยังเป็นไม่อยู่ ท่านเรียก สงสาร ดังนี้.
ไม่ล่วงเลยสงสารนั้นแม้ทั้งหมดไปได้. ที่แท้เมื่อยังถือจุติและปฏิสนธิ
บ่อย ๆ อย่างนี้ คือ จากจุติถือเอาปฏิสนธิ จากปฏิสนธิถือเอาจุติ ย่อม
หมุนเวียนในภพ ๓ ในกำเนิด ๔ ในคติ ๕ ในวิญญาณฐิติ ๗ ใน.
สัตตาวาส ๙ ดุจเรือที่ถูกลมพัดไปในมหาสมุทร และดุจโคที่ถูกเทียม
ด้วยยนต์ ฉะนั้น.
บทว่า อวิชฺชาวิสโทสสลฺลิตฺโต - โลกสันนิวาสถูกอวิชชา
มีโทษเป็นพิษแทงติดอยู่ ชื่อว่าอวิชชามิโทษ เพราะอวิชชานั่นแหละ

1113
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1114 (เล่ม 68)

เป็นโทษ เพราะยังชีวิตที่เป็นกุศลให้พินาศไปด้วยความเกิดแห่งอกุศล.
พิษคืออวิชชานั่นแหละ. ชื่อว่า อวิชชามีโทษเป็นพิษ เพราะประทุษ
ร้ายสันดาน. ชื่อว่า อวิชชามีโทษเป็นพิษแทงติดอยู่ เพราะติดทา
ไว้ด้วยอนุสัยกิเลส ปริยุฏฐานกิเลสและทุจริตนั้นอย่างแรง.
บทว่า กิเลสกลลีภูโต - มีกิเลสเป็นโทษ ชื่อว่า กิเลสกลลํ
เพราะกิเลสมีอวิชชาเป็นต้น เป็นมูล เป็นกลละ คือเปือกตม เพราะ
อรรถว่าจม. ชื่อว่า กิเลสฺกลลี เพราะมีกิเลสนั้นเป็นดังเปือกตม.
เป็นอย่างนั้น.
บทว่า ราคโทสโมหชฏาชฏิโต - โลกสันนิวาสรกชัฏ ด้วย
ราคะ โทสะ โมหะ คือ ราคะ โทสะ โมหะ อันเป็นโลภะ ปฏิฆะ
และอวิชชา ชื่อ ชฏา เพราะเกิดบ่อย ๆ ทั้งเบื้องล่างเบื้องบนใน
อารมณ์มีรูปเป็นต้น ดุจรกชัฏ กล่าวคือ ข่ายกิ่งพุ่มไม้ไผ่เป็นต้น โดย
สภาพที่เกี่ยวพันกัน. รกชัฏด้วยความรก คือ ราคะ โทสะ และ
โมหะนั้น. อธิบายว่า โลกนี้ รกชัฏ คือ ผูก ร้อยรัด ด้วยความ
รกนั้นเหมือนไม้ไผ่เป็นต้น รกด้วยความรกของไม้ไผ่เป็นต้น.
บทว่า ชฎํ วิชฏตา - สะสางรกชัฏ คือ สะสาง ตัด ทำลาย
รกชัฏนี้ สะสางโลกอันเป็นไตรธาตุ แล้วตั้งอยู่อย่างนี้ได้.
บทว่า ตณฺหาสงฺฆาฏปฺปฏิมุกฺโก - โลกสันนิวาถูกกองตัณหา
สวมไว้ ชื่อว่า กองตัณหา เพราะตัณหานั่นและยังไม่ขาดสาย

1114