ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1085 (เล่ม 68)

ในบทมีอาทิว่า กามราคานุสโย มีความดังต่อไปนี้ ชื่อว่า
กามราคานุสัย เพราะกามราคะนั้นเป็นอนุสัยโดยสภาพที่ละไม่ได้.
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. อนึ่ง กามราคานุสัย ในที่นี้
เป็นโลภะเกิดขึ้นด้วยสามารถอารมณ์ในกามาวจรธรรมที่เหลือ น่าพอ
ใจด้วยเกิดร่วมกันในจิตสหรคตด้วยโลภะและด้วยอารมณ์.
อนึ่ง ปฏิฆานุสัย เป็นโทสะเกิดขึ้น ด้วยสามารถแห่งธรรมที่
เกิดร่วมกันในจิตที่สหรคต ด้วยโทมนัส ด้วยอำนาจอารมณ์ และด้วย
สามารถแห่งอารมณ์ในธรรมเป็นกามาวจรที่เหลืออันไม่น่าพอใจ.
มานานุสัย เป็นมานะเกิดขึ้น ด้วยสามารถเกิดร่วมกันในจิต
สหรคต ด้วยโลภะอันปราศจากทิฏฐิ ด้วยอำนาจอารมณ์ และอำนาจ
อารมณ์ในธรรมเป็นกามาวจรที่เหลือ และในธรรมเป็นรูปาวจรอรูปา-
วจรอันเว้นทุกขเวทนา.
ทิฎฐานุสัย เกิดในจิตสัมปยุต ด้วยทิฏฐิ ๔.
วิจิกิจฉานุสัย เกิดในจิตสหรคต ด้วยวิจิกิจฉา.
อวิชชานุสัย เกิดด้วยสามารถแห่งสหชาตธรรมในอกุศลจิต ๑๒
ด้วยอำนาจอารมณ์ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา โมหะ แม้ ๓ อย่างเกิดขึ้น ด้วย
สามารถอารมณ์ในเตภูมิกธรรมที่เหลือนั่นแหละ.
ภวราคานุสัย แม้เกิดในจิตปราศจากทิฏฐิ ๔ ท่านก็ไม่กล่าว

1085
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1086 (เล่ม 68)

ด้วยอำนาจสหชาตะ คือ การเกิดร่วมกัน. แต่ท่านกล่าวถึงโลภะเกิด
ในรูปาวจรธรรม และอรูปาวจรธรรม ด้วยอารมณ์เท่านั้น.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงฐานะกิเลสอันนอนเนื่อง
ของอนุสัยตามที่กล่าวมาแล้ว จึงกล่าวบทมีอาทิว่า ยํ โลเก ดังนี้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ยํ โลเก ปิยรูปํ - อารมณ์ที่น่ารักใน
โลก คือ อารมณ์ที่มีสภาพน่ารักแต่กำเนิด ที่น่ารักในโลกนี้.
บทว่า สาตรูปํ - อารมณ์ที่น่ายินดี คือ อารมณ์ที่น่ายินดีแต่
กำเนิด อันมีความชื่นชมเป็นปทัฏฐาน.
บทว่า เอตฺถ สตฺตานํ กามราคานุสโย อนุเสติ - กามราคา-
นุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมนอนเนื่องในอารมณ์นี้ คือ กามราคานุสัย
มีสภาพยังละไม่ได้ของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมนอนเนื่องในอารมณ์ที่น่า
ปรารถนานี้. อนึ่ง ธรรม คือ กามาวจร ท่านประสงค์เอาในบทนี้ว่า
ปิยรูปํ สาตรูปํ.
เหมือนอย่างว่า คนดำน้ำ ทั้งข้างล่างข้างบนและโดยรอบก็เป็น
น้ำทั้งนั้น ฉันใด. ชื่อว่าราคะเกิดในอิฏฐารมณ์ ก็ฉันนั้น เป็นความ
ประพฤติเป็นอาจิณของสัตว์ทั้งหลาย. การเกิดปฏิฆะในอนิฏฐารมณ์ก็
เหมือนอย่างนั้น.
บทว่า อิติ อิเมสุ ทฺวีสุ ธมฺเมสุ - ในธรรมสองอย่างเหล่านี้

1086
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1087 (เล่ม 68)

ก็อย่างนี้ คือ ในธรรมเป็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์สองอย่าง ก็อย่าง
นั้น.
บทว่า อวิชฺชา อนุปติตา - อวิชชาตกไปตาม คือ อวิชชา-
สัมปยุตด้วยกามราคะและปฏิฆะตกไปตาม คือ ไปตามด้วยสามารถทำให้
เป็นอารมณ์. ปาฐะ ท่านตัดบทเป็น อวิชฺชา อนุปติตา อนุคตา
ก็มี.
บทว่า ตเทกฏฺโฐ - ตั้งอยู่ร่วมกันกับอวิชชานั้น คือ ตั้งอยู่
โดยความเป็นอันเดียวกับอวิชชานั้น ด้วยตั้งอยู่เป็นอันเดียวกัน เพราะ
เกิดร่วมกัน.
บทว่า มาโน จ ทิฏฺฐิ จ วิจิกิจฺฉา จ ได้แก่ นานะ ๙
ทิฏฐิ ๖๒ วิจิกิจฉา ๘. โยชนาแก้ว่า มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉาตั้งอยู่ร่วม
กันกับอวิชชานั้น.
บทว่า ทฏฺฐพฺพา - พึงเห็น คือ พึงดู พึงตามลงไป. ทำทั้ง
๓ ร่วมกันให้เป็นพหุวจนะ. อนึ่ง ภวราคานุสัยในนิทเทสนี้ พึงทราบ
ว่า ท่านสงเคราะห์ด้วยกามราคานุสัย.
[๒๘๐] พึงทราบวินิจฉัยในจริตนิทเทส ดังต่อไปนี้. เจตนา
๑๓ เป็นปุญญาภิสังขาร. เจตนา ๑๒ เป็นอปุญญาภิสังขาร. เจตนา ๔
เป็นอาเนญชาภิสังขาร.

1087
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1088 (เล่ม 68)

ในบทเหล่านั้น กามาวจรเป็นปริตตภูมิ. นอกนั้นเป็นมหาภูมิ.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ในอภิสังขาร ๓ เหล่านี้ อภิสังขาร
อย่างใด มีวิบากน้อย เป็นปริตตภูมิ. มีวิบากมากเป็นมหาภูมิ.
[๒๘๑] พึงทราบวินิจฉัยในอธิมุตตินิทเทส ดังต่อไปนี้.
บทว่า สนฺติ ได้แก่ มีอยู่.
บทว่า หีนาธิมุตฺติกา - มีอธิมุตติเลว คือ มีอัธยาศัยลามก.
บทว่า ปณีตาธิมุตฺติกา - มีอธิมุตติประณีต คือ มีอัธยาศัยงาม.
บทว่า เสวนฺติ - ย่อมเสพ คือ อาศัย เกี่ยวข้อง.
บทว่า ภชนฺติ - ย่อมคบ คือ ห เข้าไปนั่งใกล้.
บทว่า ปยิรุปาสนฺติ - เข้าไปหา คือ ไปหาบ่อย ๆ.
หากว่า อาจารย์และอุปัชฌาย์ เป็นผู้ไม่มีศีล. อันเตวาสิกและ
สัทธิวิหาริก เป็นผู้มีศีล. เขาจะไม่เข้าไปหาแม้อาจารย์และอุปัชฌาย์
ของตน. จะเข้าไปหาภิกษุผู้สมควรเช่นกับตนเท่านั้น.
หากว่า อาจารย์และอุปัชฌาย์ เป็นภิกษุสมควรคือมีศีล ภิกษุ
นอกนั้นไม่สมควร. ภิกษุเหล่านั้นก็จะไม่เข้าไปหาอาจารย์และอุปัชฌาย์
จะเข้าไปหาภิกษุผู้มีอธิมุตติเลว เช่นกับตน.
อนึ่ง การเข้าไปหาอย่างนี้มิได้มีแต่ในบัดนี้เท่านั้น. พระสารี-
บุตรเถระเพื่อแสดงว่า แม้ในอดีตและอนาคตก็มี จึงกล่าวบทมีอาทิว่า
อตีตมฺปิ อทฺธานํ - กาลอันยาวนาน แม้ล่วงแล้ว.

1088
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1089 (เล่ม 68)

ในบทเหล่านั้น บทว่า อตีตมฺปิ อทฺธานํ คือ ในอดีตกาล.
บทที่เหลือ มีอรรถง่ายทั้งนั้น. ถามว่า ผู้ทุศีลเสพผู้ทุศีล. ผู้มีศีลเสพ
ผู้มีศีล. ผู้มีปัญญาทรามเสพผู้มีปัญญาทราม ผู้มีปัญญาเสพผู้มีปัญญา
ใครกำหนดไว้ ตอบว่า ธาตุแห่งอัธยาศัยกำหนดไว้.
พึงทราบวินิจฉัยในภัพพาภัพพนิทเทส ดังต่อไปนี้. พระสารี-
บุตรเถระเพื่อแสดงสิ่งที่ควรทั้งก่อนแล้วแสดงสิ่งที่ควรถือเอาในภายหลัง
จึงแสดงอภัพพสัตว์ก่อน นอกลำดับแห่งอุทเทส. แต่ในอุทเทส ท่าน
ประกอบ ภัพพ ศัพท์ ก่อน ด้วยสามารถลักษณะนิบาตเบื้องต้นแห่งบท
ที่น่านับถือและบทมีอักขระอ่อนในทวันทวสมาส.
[๒๘๒ - ๒๘๓ ] บทว่า กมฺมาวรเณน ด้วยธรรมเป็นเครื่อง
กั้น คือ กรรม ได้แก่ อนันตริยกรรม ๕ อย่าง.
ชื่อว่า สุมนฺนาคตา - ประกอบแล้ว คือ มีความพร้อมแล้ว.
บทว่า กิเลสาวรเณน - ด้วยธรรมอันเป็นเครื่องกั้น คือ กิเลส
ได้แก่ นิยตมิจฉาทิฏฐิ. ทั้งสองบทนี้ ชื่อว่า อาวรณะ เพราะกั้นสวรรค์
และมรรค. แม้กรรมมีการประทุษร้ายภิกษุณีเป็นต้น ท่านก็สงเคราะห์
ด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้น คือ กรรมนั่นแหละ.
บทว่า วิปากาวรเณน - ด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้น คือ วิบาก
ได้แก่ อเหตุกปฏิสนธิ. เพราะการแทงตลอดอริยมรรค ย่อมไม่มีแม้

1089
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1090 (เล่ม 68)

แก่ทุเหตุกะ. ฉะนั้น พึงทราบว่า แม้ปฏิสนธิเป็นทุเหตุกะ ก็เป็นธรรม
เครื่องกั้น คือ วิบากนั่นแหละ.
บทว่า อสฺสทฺธา - เป็นผู้ไม่มีศรัทธา คือ ไม่มีศรัทธาใน
พระพุทธเจ้าเป็นต้น.
บทว่า อจฺฉนฺทิกา - ไม่มีฉันทะ คือ ไม่มีฉันทะในกุศล คือ
ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำ. พวกมนุษย์แคว้นอุตตรกุรุเข้าไปสู่ฐานะไม่มี
ความพอใจ.
บทว่า ทุปฺปญฺญา - มีปัญญาทราม คือ เสื่อมจากภวังคปัญญา.
อนึ่ง แม้เมื่อภวังคปัญญาบริบูรณ์ ภวังค์ของผู้ใด ยังไม่เป็นบาทของ
โลกุตระ แม้ผู้นั้นก็ยังชื่อว่าเป็นผู้ปัญญาอ่อนอยู่นั่นแหละ.
บทว่า อภพฺพา นิยามํ โอกฺกมิตุํ กุสเลสุ ธมฺเมสุ สมฺมตฺตํ-
ไม่อาจย่างเข้าสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลาย คือ ไม่ย่างเข้าสู่
อริยมรรค กล่าวคือ สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลาย. เพราะอริย-
มรรคเป็นสภาวะโดยชอบ จึงชื่อว่า สัมมัตตะ. อริยมรรคนั้นแหละ
เป็นสัมมัตตะในการให้ผลในลำดับ. หรือว่า ผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ
มีปัญญาทราม ไม่อาจย่าง คือ เข้าไปสู่สัมมัตตนิยามนั้น เพราะตนเอง
เป็นผู้ไม่หวั่นเอง.
บทมีอาทิว่า น กมฺมาวรเณน พึงทราบโดยตรงกันข้ามกับบท
ดังกล่าวแล้วนั่นแหละ.
จบ อรรถกถาอาสยานุสยญาณนิทเทส

1090
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1091 (เล่ม 68)

ยมกปาฏิหาริยญาณนิทเทส
[๒๘๔] ยมกปาฏิหาริยญาณของพระตถาคตเป็นไฉน ?
ในญาณนี้ พระตถาคตย่อมทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ไม่สาธารณะ
ด้วยหมู่พระสาวก คือ ท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องบน สายน้ำพุ่ง
ออกจากพระกายเบื้องล่าง ท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องล่าง สายน้ำ
พุ่งออกจากพระกายเบื้องบน, ท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องหน้า สาย-
น้ำพุ่งออกจากพระกายเบื้องหลัง ท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องหลัง
สายน้ำพุ่งออกจากพระกายเบื้องหน้า, ท่อไฟพุ่งออกจากพระเนตรเบื้อง
ขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระเนตร
เบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องขวา, ท่อไฟพุ่งออกจาก
ช่องพระกรรณเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องซ้าย
ท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระ-
กรรณเบื้องขวา, ท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องขวา สายน้ำพุ่ง
ออกจากช่องพระนาสิกเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้อง
ซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องขวา, ท่อไฟพุ่งออกจาก
จะงอยพระอังสาเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องซ้าย
ท่อไฟพุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากจะงอย
พระอังสาเบื้องขวา, ท่อไฟพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องขวา สายน้ำพุ่ง
ออกจากพระหัตถ์เบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องซ้าย สายน้ำ
พุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องขวา, ท่อไฟพุ่งออกจากพระปรัศว์เบื้องขวา

1091
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1092 (เล่ม 68)

สายน้ำพุ่งออกจากพระปรัศว์เบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระปรัศว์เบื้อง
ซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระปรัศว์เบื้องขวา. ท่อไฟพุ่งออกจากพระบาท
เบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระบาทเบื้องซ้าย, ท่อไฟพุ่งออกจาก
พระบาทเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระบาทเบื้องขวา. ท่อไฟพุ่งออก
จากพระองคุลี สายน้ำพุ่งออกจากระหว่างพระองคุลี ท่อไฟพุ่งออกจาก
ระหว่างพระองคุลี สายน้ำพุ่งออกจากพระองคุลี, ท่อไฟพุ่งออกจาก
พระโลมาเส้นหนึ่ง ๆ สายน้ำพุ่งออกจากพระโลมาเส้นหนึ่ง ๆ, ท่อไฟ
พุ่งออกจากขุมพระโลมา สายน้ำพุ่งออกจากขุมพระโลมา ( พระรัศมี
แผ่ซ่านออกจากพระสรีรกายด้วยสามารถ) แห่งวรรณะ ๖ คือ สีเขียว
สีเหลือง แดง สีขาว สีแสด สีเลื่อมประภัสสร พระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จจงกรม พระพุทธนิมิตประทับยืน ประทับนั่ง หรือทรงไสยาสน์,
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืน พระพุทธนิมิตเสด็จจงกรม, ประทับนั่ง
หรือทรงไสยาสน์, พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง พระพุทธนิมิตเสด็จ
จงกรม ประทับยืน หรือทรงไสยาสน์, พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงไสยาสน์
พระพุทธนิมิตเสด็จจงกรม ประทับยืน หรือประทับนั่ง, พระผู้มี-
พระภาคเจ้าเสด็จจงกรม ประทับนั่ง หรือทรงไสยาสน์ พระพุทธนิมิต
ประทับยืน, พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจงกรม ประทับยืน หรือทรง
ไสยาสน์, พระพุทธนิมิตประทับนั่ง, พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืน
ประทับนั่ง หรือเสด็จจงกรม พระพุทธนิมิตทรงไสยาสน์ นี้เป็น
ยมกปาฏิหาริยญาณของพระตถาคต.

1092
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1093 (เล่ม 68)

๗๐. อรรถกถายมกปาฏิหีรญาณนิทเทส
[๒๘๔] พึงทราบวินิจฉัยในยมกปาฏิหีรญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.
บทว่า อสาธารณํ สาวเกหิ - ยมกปาฏิหาริย์ไม่ทั่วไป ด้วยสาวก
ทั้งหลาย ความว่า ในสาธารณญาณนิทเทสที่เหลือท่านไม่กล่าวไว้
เพราะไม่มีโอกาสด้วยคำอื่น แต่ในนิทเทสนี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้
เพราะไม่มีคำอื่น.
บทว่า อุปริมกายโต - จากพระกายเบื้องบน คือ จากพระสรีระ
เบื้องบนแห่งพระนาภี.
บทว่า อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ - ท่อไฟพุ่งออก คือ เมื่อเข้า
ฌานเป็นบาทมีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ครั้นออกแล้วคำนึงว่า ขอเปลว
ไฟจงพุ่งออกจากกายเบื้องบน แล้วทำบริกรรม อฐิฏฐานว่า ขอเปลวไฟ
จงพุ่งจากกายเบื้องบน ด้วยอภิญญาญาณ เปลวไฟจะพุ่งขึ้นจากกาย
เบื้องบนพร้อมกับอฐิฏฐาน. ในนิทเทสนี้ เปลวไฟนั้น ท่านกล่าวว่า
ขันธ์ เพราะอรรถว่าเป็นกอง.
บทว่า เหฏฺฐิมกายโต - จากพระกายเบื้องล่าง คือ จากพระ-
สรีระเบื้องล่างจากพระนาภี.
บทว่า อุทกธารา ปวตฺตติ - สายน้ำพุ่งออก คือ เมื่อเข้าฌาน
เป็นบาทมีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ครั้นออกแล้วคำนึงว่า ขอสายน้ำจง
พุ่งออกจากกายเบื้องล่างแล้วทำบริกรรม อธิฏฐานว่า ขอสายน้ำจงพุ่ง

1093
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1094 (เล่ม 68)

ออกจากกายเบื้องล่าง ด้วยอภิญญาญาณ สายน้ำจะพุ่งออกจากกายเบื้อง
ล่างพร้อมกับอธิฏฐาน. แม้ในบททั้งสอง ท่านกล่าวว่า พุ่งออกโดย
ไม่ขาดสาย. ภวังคจิต ๒ ดวง ย่อมเป็นไปในระหว่างอธิฏฐานและการ
คำนึง เพราะฉะนั้นแหละ กองไฟและสายน้ำ จึงพุ่งออกเป็นคู่ ไม่
ปรากฏระหว่าง . ก็การกำหนดภวังคจิตไม่มีแก่สาวกเหล่าอื่น.
บทว่า ปุรตฺถิมกายโต - จากพระกายเบื้องหน้า คือ จากข้าง
หน้า. ปจฺฉิมกายโต - จากพระกายเบื้องหลัง คือ จากข้างหลัง.
บทมีอาทิว่า ทกฺขิณอกฺขิโต วามอกฺขิโต - จากพระเนตรเบื้อง
ขวา จากพระเนตรเบื้องซ้าย เป็นปาฐะสมาส มิใช่ปาฐะอื่น. ปาฐะว่า
ทกฺขิณนาสิกาโสตโต วามนาสิกาโสตโต - จากพระนาสิกเบื้องขวา
จากพระนาสิกเบื้องซ้ายดังนี้ เป็นปาฐะดี. พระอาจารย์ทั้งหลายกล่าว
ทำเป็นรัสสะบ้าง.
ในบทว่า อํสกูฏโต - จากจะงอยพระอังสานี้ มีความดังนี้ . ชื่อว่า
กูฏะ - จะงอย เพราะอรรถว่าสูงขึ้น ดุจยอด. จะงอย คือ อังสานั่น
เอง ชื่อว่า อังกูฏะ.
บทว่า องฺคุลงฺคุเลหิ คือ จากพระองคุลี ๆ
บทว่า องฺคุลนฺตริกาหิ คือ จากระหว่างองคุลี.
บทว่า เอเกกโลมโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ, เอเกกโลมโต
อุทกธารา ปวตฺตติ - ท่อไฟพุ่งออกจากพระโลมาเส้นหนึ่งๆ . สายน้ำ

1094