ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1075 (เล่ม 68)

เพราะมีสภาพเป็นกอง. บทว่า อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ ชีพเป็น
อื่น สรีระก็เป็นอื่น คือ ชีพเป็นอย่างหนึ่ง ขันธบัญจกก็เป็นอย่างหนึ่ง.
บทว่า โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา - สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย
แล้วย่อมเป็นอีก คือ ขันธ์สูญไปในโลกนี้เท่านั้น สัตว์เบื้องหน้าแต่
ตายแล้วยังมีอยู่ไม่สูญไป. ในบทว่า ตถาคโต นี้ อาจารย์บางพวก
กล่าวว่าเป็นชื่อของสัตว์. แต่บางพวกกล่าวว่าบทว่า ตถาคโต คือ
พระอรหันต์. สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้เห็นโทษในฝ่ายว่าไม่มี จึงถือเอา
อย่างนี้.
บทว่า น โหติ ตถาคตโต ปรมฺมรณา - สัตว์เบื้องหน้า
แต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หาไม่ คือ แม้ขันธ์สูญไปในโลกนี้เท่านั้น, สัตว์
เบื้องหน้าแต่ตายแล้วก็หาไม่ ไม่พินาศไป ไม่ขาดสูญไป สัตว์ทั้งหลาย
เหล่านี้ เห็นโทษในฝ่ายที่มีอยู่ จึงถือเอาอย่างนี้.
บทว่า โหติ จ น จ โหติ - สัตว์ตายไปแล้วเป็นอีกก็มี ไม่
เป็นอีกก็มี คือ สัตว์เหล่านี้เห็นโทษในการกำหนดเอาแต่ฝ่ายหนึ่ง -
แล้วถือเอาทั้งสองฝ่ายเลย.
บทว่า เนว โหติ น น โหติ - สัตว์ตายไปแล้ว เป็นอีก
ก็ไม่มี ไม่เป็นอีกก็ไม่มี คือ สัตว์เหล่านี้เห็นการถึงโทษทั้งสองในการ
กำหนดสองฝ่าย จึงถือเอาฝ่ายปฏิเสธสิ้นเชิงว่า เป็นอีกก็ไม่มี ไม่เป็น
อีกก็ไม่มี.

1075
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1076 (เล่ม 68)

ต่อไปนี้เป็นนัยแห่งอรรถกถาในนิทเทสนี้ ท่านกล่าวถึงประเภท
แห่งทิฏฐิด้วยอาการ ๑๐ มีอาทิว่า สสฺสโต โลโกติ วา ดังนี้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า สสฺสโต โลโก - โลกเที่ยง คือ เป็น
ทิฏฐิที่เป็นไปด้วยอาการยึดถือของผู้ที่ถือว่า ขันธบัญจกเป็นโลกแล้ว
ยึดถือว่าโลกนี้เที่ยง ยั่งยืนเป็นไปตลอดกาล.
บทว่า อสสฺสโต - โลกไม่เที่ยง คือ เป็นทิฏฐิที่เป็นไปโดย
อาการถือว่าสูญของผู้ยึดถือโลกว่าทำลายสูญ.
บทว่า อนฺตวา - โลกมีที่สุด คือ ทิฏฐิเป็นไปโดยอาการของ
การถือเอาว่าโลกมีที่สุดของผู้ถือรูปธรรมและอรูปธรรมในภายในสมาบัติ
ของผู้เข้ากสิณได้เล็กน้อยประมาณเท่ากระด้ง หรือประมาณเท่าถ้วยว่า
โลกนั่นแหละมีที่สุดด้วยการกำหนดกสิณ. ทิฏฐินั้น เป็นสัสสตทิฏฐิบ้าง
อุจเฉททิฏฐิบ้าง. ทิฏฐิอันเป็นไปโดยอาการถือเอาว่า โลกไม่มีที่สุด
ของผู้ถือรูปธรรมและอรูปธรรมอันเป็นไปแล้วในภายในสมาบัติ ของผู้
เข้ากสิณนั้น ผู้ได้กสิณไพบูลย์ว่า โลกแลไม่ที่สุดด้วยกำหนดกสิณ.
ทิฏฐินั้นเป็นสัสสตทิฏฐิบ้าง เป็นอุจเฉททิฏฐิบ้าง.
บทว่า ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ - ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น คือ
ทิฏฐิอันเป็นโดยอาการยึดถือความสูญว่า เมือสรีระสูญแม้ชีพก็สูญ

1076
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1077 (เล่ม 68)

เพราะถือว่าชีพของสรีระนั่นแหละ มีการแตกไปเป็นธรรมดา. ในบท
ที่สองทิฏฐิเป็นไปโดยอาการคือความเที่ยงว่า แม้เมื่อสรีระสูญชีพก็ไม่
สูญ เพราะถือว่าชีพอื่นจากสรีระ.
ในบทนี้มีอาทิว่า โหติ ตถาคโต มีความดังต่อไปนี้.
ผู้ถือว่า สัตว์ตายไปแล้วย่อมเป็นอีก เป็นสัสสตทิฏฐิที่ ๑
ผู้ถือวา ไม่เป็นอรก เป็นอุจเฉททิฏฐิที่ ๒.
ผู้ถือว่า เป็นอีกก็มี ไม่เป็นอีกก็มี เป็นเอกัจจสัสสตทิฏฐิที่ ๓.
ผู้ถือว่า เป็นอีกก็หามิได้ ไม่เป็นอีกก็หามิได้ เป็นอมราวิกเขป-
ทิฏฐิที่ ๔.
ศัพท์ว่า อิติ เป็นศัพท์แสดงทิฏฐินิสัยดังกล่าวแล้ว.
บทว่า ภวทิฏฺฐิสนฺนิสฺสิตา วา สตฺตา โหนฺติ วิภวทิฏฺฐิ-
สนฺนิสฺสิตา วา - สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้อาศัยทิฏฐิในภพก็มี อาศัยทิฏฐิ
ในความปราศจากภพก็มี ความว่า ความเที่ยงท่านกล่าวว่า ภพ ทิฏฐิ
เกิดด้วยสามารถความเที่ยง ชื่อว่า ภวทิฏฐิ. อธิบายว่า บทว่า ภโว
คือ ทิฏฐิ. ความสูญท่านกล่าวว่า วิภวะ. ทิฏฐิ เกิดด้วยสามารถความ
สูญ ชื่อว่า วิภวทิฏฐิ. อธิบายว่า บทว่า วิภโว คือ ทิฏฐิ ๑๐
ดังกล่าวแล้วย่อมมีเป็น ๒ อย่าง คือ ภวทิฏฐิ ๑ วิภวทิฏฐิ ๑. ใน
ทิฏฐิ ๒ เหล่านั้นสัตว์ทั้งหลายอาศัยทิฏฐิหนึ่ง ๆ ไม่เห็นแล้วจึงติดอยู่.

1077
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1078 (เล่ม 68)

วา ศัพท์ในบทนี้ว่า เอเต วา ปน อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม
- บุคคลไม่ข้องแวะที่สุดทั้งสองนี้ เป็นสมุจจยัตถะ คือ มีอรรถว่าประ-
มวลมา ดุจในบทมีอาทิว่า อคฺคิโต วา อุทกโต วา มิถุเภทา วา-
จากไฟก็ดี จากน้ำก็ดี จากการทำลายไม่ตรีก็ดี. อธิบายว่า ไม่ข้อง-
แวะ คือ ไม่ติดทั้งสองฝ่ายด้วยสามารถสัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิ
ดังกล่าวแล้วนั้นแล้วละเสีย. วา ศัพท์ใน บทว่า อนุโลิกา วา ขนฺติ
เป็นวิกัปปัตถะ - มีอรรถกำหนด.
บทว่า อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ - ในธรรมทั้งหลาย
อันมีสิ่งนี้เป็นปัจจัยและอาศัยกันเกิดขึ้น ความว่า ปัจจัยแห่งชราและ
มรณะเป็นต้น ชื่อว่า อิทัปปัจจัย. อิทัปปัจจัยนั่นแหละ ชื่อว่า
อิทัปปัจจยตา. หรือการประชุมอิทัปปัจจัยทั้งหลาย ชื่อว่า อิทัป-
ปัจจยตา. อนึ่ง พึงแสวงหาลักษณะในบทนี้โดยศัพทศาสตร์. ธรรม
ทั้งหลายเกิดร่วมกันและโดยชอบ เพราะอาศัยปัจจัยนั้น ๆ ชื่อว่า
ปฏิจจสมุปปันนะ. ในธรรมทั้งหลาย เพราะความมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย
นั้นและอาศัยกันเกิดขึ้นเหล่านั้น.
บทว่า อนุโลมิกา คือ ชื่อว่า อนุโลม เพราะเป็นธรรม
สมควรแก่โลกุตรธรรมทั้งหลาย.
บทว่า ขนฺติ คือ ญาณ. ญาณชื่อว่า ขันติ เพราะความอดทน.

1078
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1079 (เล่ม 68)

บทว่า ปฏิลทฺธา โหติ - เป็นอันได้ คือ เป็นอันสัตว์ทั้งหลาย
ได้บรรลุแล้ว. การเข้าไปอาศัยความที่ขันติเป็นอิทัปปัจจัยเป็นของสูญ
ย่อมมีได้โดยความเห็นอย่างยิ่งของผล ด้วยความเห็นอย่างยิ่งของปัจจัย
เพราะปัจจุปบันธรรมทั้งหลายเป็นไปสืบเนื่อง ในเพราะความพร้อม.
เพรียงแห่งปัจจัย ความเข้าไปอาศัย ความที่ขันติเป็นของเที่ยงในธรรม
อันอาศัยกันเกิดขึ้น ย่อมมิโดยการเห็นความเกิดขึ้นแห่งปัจจยุปบัน-
ธรรมทั้งหลายใหม่ ๆ ในเพราะความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัย การเห็น
ชอบอันเป็นไปแล้วว่า ไม่สูญ ไม่เที่ยง โดยการเห็นธรรมอันอาศัยกัน
เกิดขึ้น คือ ปฏิจจสมุปบาท ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างเหล่านี้ พึง
ทราบว่า อนุโลมิกขันติ คือ ขันติอันสมควร ด้วยประการฉะนี้เป็น
อันท่านกล่าวถึงสัมมาทิฏฐิอันเป็นปฏิปักษ์ต่อทิฏฐิทั้งสองนั้น.
บทว่า ยถาภูตํ วา ญาณํ - ยถาภูตญาณ คือ ญาณที่นำไป
ตามความเป็นจริง คือ ตามสภาพที่เป็นจริง. แม้ญาณที่เป็นไปในบท
นั้นท่านก็กล่าวว่า ยถาภูตญาณ โดยโวหาร อันเป็นวิสัย. ในนิทเทสนี้
ท่านประสงค์เอาวิปัสสนาญาณ อันมีสังขารุเบกขาญาณเป็นที่สุด. แต่
ภายหลังท่านกล่าวภยตูปัฏฐานญาณว่า ยถาภูตญาณทัสนะ. หรือควร
สัมพันธ์ว่า ยถาภูตญาณ เป็นอันสัตว์ทั้งหลายได้แล้ว.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ ครั้นแสดงสันดานสัตว์อันมิจฉาทิฏฐิ
อบรมด้วยบทมีอาทิว่า สสฺสโต โลโก อันสัมมาทิฏฐิอบรม ด้วยบท

1079
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1080 (เล่ม 68)

มีอาทิว่า เอเต วา ปน ที่สุดสองอย่างเหล่านี้แล้วแสดงสันดานสัตว์
อันอกุศลที่เหลือและกุศลที่เหลืออบรมแล้วด้วยบทมีอาทิว่า กามํ เส-
วนฺตญฺเญว - บุคคลผู้เสพกาม - ในบทนั้นพึงประกอบว่า พระตถาคต
ทรงทราบบุคคลผู้เสพกาม.
บทว่า เสวนฺตญฺเญว คือ ผู้เสพด้วยการประพฤติเนือง ๆ.
ชื่อว่า กามครุโก เพราะมีกิเลสกามหนักด้วยเสพมาในปางก่อน.
ชื่อว่า กามาสุโย เพราะน้อมกามในสันดานเป็นที่อาศัย.
ชื่อว่า กามาธิมุตฺโต เพราะน้อม คือ ติดในกามด้วยอำนาจ
สันดานนั้นแหละ. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
คำว่า เนกขัมมะ เป็นต้น มีอรรถดังได้กล่าวแล้ว. พึงทราบ
ว่า อกุศลที่เหลือ ท่านถือเอาด้วยกิเลส ๓ อย่างมีกามเป็นต้น. กุศลที่
เหลือท่านถือเอาด้วยคุณธรรม ๓ อย่างมีเนกขัมมะเป็นต้น. พระสารี-
บุตรเถระแสดงสันดานที่ท่านกล่าว ๓ อย่าง ว่านี้เป็นกิเลสอันนอนเนื่อง
ของสัตว์ทั้งหลาย.
ส่วนในนิทเทสนี้มีนัยแห่งอรรถกถาดังต่อไปนี้. บทว่า อิติ
ภวทิฏฺสนฺนิสฺสิตา วา - สัตว์ทั้งหลายอาศัยทิฏฐิในภพด้วยอาการอย่าง
นี้ คือ อาศัยสัสสตทิฏฐิอย่างนี้. จริงอยู่ ในที่นี้ท่านกล่าวสัสสตทิฏฐิ
ว่าเป็น ภวทิฏฐิ. และกล่าวอุจเฉททิฏฐิว่าเป็น วิภวทิฏฺฐิ. เพราะ

1080
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1081 (เล่ม 68)

สัตว์ผู้มีทิฏฐิทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมดอาศัยทิฏฐิ ๒ อย่างเหล่านี้แหละ
เพราะท่านสงเคราะห์ทิฏฐิทั้งหมดเข้าด้วย สัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิ.
แม้ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ว่า ๑
ดูก่อนกัจจานะโดยมากสัตวโลกอาศัยทิฏฐิ
๒ อย่างนี้ คือ ความมีอยู่ ๑ ความไม่มีอยู่ ๑.
ในสองบทนี้ บทว่า อตฺถิตา - ความมีอยู่ ได้แก่ สัสสตทิฏฐิ.
บทว่า นตฺถิตา - ความไม่มีอยู่ ได้แก่ อุจเฉททิฏฐิ. นี้เป็นฉันทะ
เป็นที่มานอน ของสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นปุถุชนอาศัยวัฏฏะ.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เมื่อแสดงกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์
ผู้บริสุทธิ์ ผู้อาศัยวัฏฏะ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เอเต วา ปน อุโภ
อนฺเต อนุปคมฺม - ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างเหล่านี้. ในบทเหล่า
นั้น บทว่า เอเต วา ปน ก็คือ เอเต นั่นเอง. บทว่า อุโภ อนฺเต
คือ ที่สุดสองอย่าง ได้แก่ สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ. บทว่า อนุป-
คมฺม คือ ไม่เกี่ยวข้อง. บทว่า อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ
ธมฺเมสุ คือ เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัยและในธรรมทั้งหลายอันอาศัยกัน
เกิดขึ้น. บทว่า อนุโลมิกา ขนฺติ - อนุโลมิกขันติ คือ วิปัสสนา-
ญาณ. บทว่า ยถาภูตํ. ญาณํ คือ มรรคญาณ. นี้ท่านอธิบายไว้ว่า
๑. สํ. นิ. ๑๖/๔๓.

1081
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1082 (เล่ม 68)

วิปัสสนาใดเป็นอันได้แล้ว เพราะไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสอง คือ สัสสต-
ทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิในปฏิจจสมุปบาทและในธรรมอันอาศัยกันเกิดขึ้น,
และมรรคญาณใดอันได้แล้ว ยิ่งไปกว่าวิปัสสนานั้น. นี้เป็นฉันทะเป็น
ที่มานอนของสัตว์ทั้งหลาย. นี้เป็นที่มานอน คือ มรรคญาณ นี้เป็นที่
อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย แม้ทั้งหมดที่อาศัยวัฏฏะและอาศัยวิวัฏฏะ. นี้เป็น
อรรถกถาที่พวกอาจารย์เห็นพ้องด้วย.
ส่วนอาจารย์วิตัณฑวาทีแสดงว่า ชื่อว่ามรรคทำลายที่อยู่ไป.
ท่านยังพูดว่า มรรคเป็นที่อยู่. ควรถามอาจารย์ผู้นั้นว่า ท่านเป็นผู้
กล่าวว่ามรรคเป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า หรือมิใช่. หากอาจารย์นั้น
ตอบว่า เราไม่ได้เป็นผู้กล่าว. ควรบอกว่า ท่านไม่รู้ เพราะท่านไม่
ได้กล่าว. หากตอบว่า เราเป็นผู้กล่าว. ควรบวกว่า นำพระสูตรมาซิ.
หากนำมาได้ ก็เป็นการดี. หากนำมาไม่ได้ ควรนำมาเองว่า ทสยิเม
ภิกฺขเว อริยวาสา, เย อริยา อาวสึสุ วา อาวสนฺติ วา อาว-
สิสฺสนฺติ วา๑ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอริยเจ้าทั้งหลายเหล่า
อยู่แล้ว กำลังอยู่ หรือจักอยู่. อริยวาสะเหล่านี้มี ๑๐ อย่าง ดังนี้.
ความจริง พระสารีบุตรเถระแสดงสูตรมีว่าเป็นที่อยู่ของมรรค. เพราะ
ฉะนั้น นั่นเป็นการกล่าวถูกต้องแล้ว. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้
๑. องฺ. ทสก. ๒๔/๑๙.

1082
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1083 (เล่ม 68)

อาสยะนี้ของสัตว์ทั้งหลาย ทั้งทรงรู้แม้ในขณะเป็นไปไม่ได้ของทิฏฐิ
เหล่านี้และวิปัสสนาญาณ มรรคญาณอีกด้วย. เพราะฉะนั้นแหละท่าน
จึงกล่าวบทมีอาทิว่า กามํ เสวนฺตํ เยว ชานาติ - พระตถาคตย่อม
ทรงทราบบุคคลผู้เสพกาม.
พึงทราบอธิบายในอนุสยนิทเทสดังต่อไปนี้. บทว่า อนุสยา
ชื่อว่าอนุสัย เพราะอรรถว่ากระไร ? เพราะอรรถว่าการนอนเนื่อง
อะไรเล่าชื่อว่านอนเนื่อง ? กิเลสที่ยังละไม่ได้. จริงอยู่ กิเลสเหล่านี้
ย่อมนอนเนื่องในสันดานของสัตว์นั้น ๆ เพราะอรรถว่ายังละไม่ได้
เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนุสัย.
บทว่า อนุเสนฺติ - ย่อมนอนเนื่อง คือ ได้เหตุอันสมควรแล้ว
จึงเกิด. เมื่อเป็นเช่นนี้พึงมีคำพูดว่า การกล่าวว่า อาการที่ยังละไม่ได้
ชื่อว่าเป็นสภาพแห่งอนุสัย และอนุสัยนั้นย่อมเกิดขึ้น ดังนี้ไม่ถูก.
เพราะอนุสัยเกิดขึ้นไม่ได้. คำตอบมีดังนี้ อนุสัยมิใช่อาการที่ยังละ
ไม่ได้ แต่ท่านกล่าวถึงกิเลสที่มีกำลัง เพราะอรรถว่ายังละไม่ได้
ว่าเป็นอนุสัย.
อนุสัยนั้น สัมปยุตด้วยจิต มีอารมณ์ มีเหตุ เพราะอรรถว่า
เป็นไปกับปัจจัย เป็นอกุศลโดยส่วนเดียว เป็นอดีตบ้าง อนาคตบ้าง
ปัจจุบันบ้าง เพราะฉะนั้น การกล่าวว่าอนุสัยเกิดขึ้นจึงถูก. ข้อกำหนด

1083
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1084 (เล่ม 68)

อันนี้ท่านกล่าวไว้ในอภิสมยกถา โดยตั้งคำถามก่อนว่า ปจฺจุปฺปนฺเน
กิเลเส ปชหติ๑ บุคคลย่อมละกิเลสทั้งหลายที่เป็นปัจจุบันได้ หรือ
กล่าววิสัชนาว่า ถามคโต อนุสยํ ปชหติ.๒ ผู้มีกิเลสมีกำลัง
ก็ละอนุสัยได้ซิ เพราะความที่อนุสัยเป็นกิเลสมีอยู่ในปัจจุบัน.
ในบทภาชนีย์แห่งโมหะในอภิธรรมสังคณี ท่านกล่าวความที่
โมหะเกิดกับอกุศลจิตว่า อนุสัย คือ อวิชชา ปริยุฏฐาน คือ อวิชชา
ลิ่ม คือ อวิชชา อกุศลมูล คือ อวิชชา ในสมัยนั้นอันใดนี้ชื่อว่าโมหะ
มีในสมัยนั้น.๓ ในกถาวัตถ๔ ท่านกล่าวไว้ว่า อนุสัยเป็นอัพยากฤต
เป็นอเหตุกะ ไม่ประกอบด้วยจิต วาทะทั้งหมดถูกปฏิเสธ. ในอุป-
ปัชชนวาระ วาระใดวาระหนึ่งแห่ง ๗ วาระ ในอนุสยยมก ท่านกล่าว
บทมีอาทิว่า กามราคานุสัยเกิดแก่ผู้ใด. ปฏิฆานุสัยย่อมเกิดแก่ผู้
นั้น.๕ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า บทว่า อนุเสนฺติ ที่ท่านกล่าวว่า
อนุสัยได้เหตุอันสมควรแล้วย่อมเกิดได้ดังนี้จึงถูกต้อง ด้วยกำหนดแบบ-
แผนนี้. แม้คำที่ท่านกล่าวว่า จิตฺตสมฺปยุตฺโต สารมฺมโณ - อนุสัย
นั้นสัมปยุด้วยจิต มีอารมณ์ดังนี้จึงเป็นอันกล่าวดีแล้ว. เพราะอนุสัย
นี้ เป็นอกุศลธรรม สัมปยุตด้วยจิตสำเร็จแล้ว ฉะนั้น ในที่นี้ควร
ตกลงกันได้.
๑. ขุ. ป. ๓๑/๖๙๘. ๒. ขุ. ป. ๓๑/๖๙๙. ๓.อภิ. สํ. ๓๔/๓๐๐.
๔. อภิ. กถา. ๓๗/๑๔๓๒. ๕. อภิ. ยมก. ๓๘/๑๕๖๒.

1084