ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1055 (เล่ม 68)

ปัญญาในความเข้าไปหมายอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ
ปัญญาในความเข้าไปหมายธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา
ในความเข้าไปหมายนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความ
เข้าไปหมายปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ
ปัญญาในประเภทแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา
ในประเภทแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในประเภท
แห่งนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในประเภทแห่งปฏิภาณ
เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ
ปัญญาในความปรากฏแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ
ปัญญาในความปรากฏแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา
ในความปรากฏแห่งนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความ
ปรากฏแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ
ปัญญาในความกระจ่างแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ
ปัญญาในความกระจ่าวแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา
ในความกระจ่างแห่งนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความ
กระจ่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ
ปัญญาในความรุ่งเรืองแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ
ปัญญาในความรุ่งเรืองแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา

1055
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1056 (เล่ม 68)

ในความรุ่งเรืองแห่งนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความ
รุ่งเรืองแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ
ปัญญาในความประกาศอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา
ในความประกาศธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความ
ประกาศนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความประกาศ
ปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ว่าธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อรรถปฏิสัมภิทาญาณ
ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ.
๖๔ - ๖๗. อรรถกถาสุทธิกปฏิสัมภิทาญาณนิทเทส
[๒๖๘] พึงทราบวินิจฉัยในสุทธิกปฏิสัมภิทาญาณนิทเทส ดัง
ต่อไปนี้. พระสารีบุตรเถระมิได้แสดงถึงประเภทของญาณเหล่านี้ ดุจ
หนหลังเพราะญาณเหล่านี้ไม่มีความต่างกันจึงกล่าวบทมีอาทิว่า อตฺเถสุ
ญาณํ อตฺถปฏิสมฺภิทา - ญาณในอรรถ ชื่อว่า อรรถปฏิสัมภิทา แม้
ในความไม่มีความต่างกันแห่งปัญญา ท่านจึงกล่าวว่า อตฺถนานตฺเต
ปญฺญา อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ - ปัญญาในความต่างกันแห่งอรรถ เป็น
อรรถปฏิสัมภิทาญาณ เพราะมีความต่างกันด้วยสามารถเพียงแทงตลอด
จตุสัจธรรม.

1056
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1057 (เล่ม 68)

ในบทเหล่านั้น บทว่า นานตฺเต - ในความต่างกัน คือในภาวะ
ไม่น้อยแห่งอรรถเป็นต้น.
บทว่า ววตฺถาเน - ในความกำหนด คือในการตัดสินอรรถ
เป็นต้น.
บทว่า สลฺลกฺขเณ - ในความหมาย คือในการเห็นอรรถ
เป็นต้นโดยชอบ.
บทว่า อุปลกฺขเณ - ในความเข้าไปหมาย คือในการเห็นอรรถ
เป็นต้นมากขึ้นไป.
บทว่า ปเภเท - ในประเภท คือในความต่างกันแห่งอรรถ
เป็นต้น.
บทว่า ปภาวเน - ในความปรากฏ คือในความเกิดแห่งอรรถ
เป็นต้นด้วยทำให้ปรากฏ.
บทว่า โชตเน - ในความกระจ่าง คือในการแสดงอรรถเป็นต้น.
บทว่า วิโรจเน - ในความรุ่งเรือง คือในการแสดงอรรถเป็นต้น
หลายอย่าง.
บทว่า ปกาสเน - ในความประกาศ คือในความประกาศอรรถ
เป็นต้น.
ในกล่าวทำ บทว่า นานตฺเต ให้เป็นมูลบทด้วยสามารถทั่วไป
แห่งบททั้งหมด. กล่าวบทว่า ววตฺถาเน ด้วยสามารถแห่งพระโสดาบัน

1057
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1058 (เล่ม 68)

กล่าวบทว่า สลฺลกฺขเณ อุปลกฺขเณ ด้วยสามารถแห่งพระสกทาคามี.
กล่าวบทว่า ปเภเท ปภาวเน ด้วยสามารถแห่งพระอนาคามี. กล่าว
บทว่า โชตเน วิโรจเน ปกาสเน ด้วยสามารถแห่งพระอรหันต์
พึงทำการประกอบในบทเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาสุทธิกปฏิสัมภิทาญาณนิทเทส
อินทริยปโรปริยัตตญาณนิทเทส
[๒๖๙] อินทริยปโรปริยัตตญาณของพระตถาคตเป็นไฉน ?
ในอินทริยปโรปริยัตตญาณนี้ พระตถาคตย่อมทรงเห็นสัตว์
ทั้งหลาย ผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ
มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน, มีอาการดี มีอาการชั่ว, พึงให้รู้แจ้ง
ได้โดยง่าย พึงให้รู้แจ้งได้โดยยาก, บางพวกมีปกติเห็นปรโลกและโทษ
โดยความเป็นภัย บางพวกมิได้เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย.
[๒๗๐] คำว่า มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ มีกิเลส
ธุลีมากในปัญญาจักษุ ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นคนมีกิเลส
ธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคนมีกิเลสธุลีมากใน
ปัญญาจักษุ, บุคคลผู้ปรารภความเพียร เป็นคนมีกิเลสธุลีน้อยในปัญญา
จักษุ บุคคลผู้เกียจคร้าน เป็นคนมีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ, บุคคล

1058
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1059 (เล่ม 68)

ผู้มีสติตั้งมั่น เป็นคนมีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้มีสติหลงลืม
เป็นคนมีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ, บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น เป็นคนมีกิเลส
ธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นเป็นคนมากิเลสธุลีมากใน
ปัญญาจักษุ, บุคคลผู้มีปัญญา เป็นคนมีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ
บุคคลผู้มีปัญญาทรามเป็นคนมีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ
[๒๗๑] คำว่า มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน ความว่า
บุคคลผู้มีศรัทธาเป็นคนมีอินทรีย์แก่กล้า บุคคลผู้ไม่มีศรัทธาเป็นคนมี
อินทรีย์อ่อน... บุคคลผู้มีปัญญา เป็นคนมีอินทรีย์แก่กล้า บุคคลผู้มี
ปัญญาทราม เป็นคนมีอินทรีย์อ่อน.
[๒๗๒] คำว่า มีอาการดี มีอาการชั่ว ความว่า บุคคล
ผู้มีศรัทธาเป็นคนมีอาการดี บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคนมีอาการชั่ว...
บุคคลผู้มีปัญญาเป็นคนมีอาการดี บุคคลผู้มีปัญญาทราม เป็นคนมีอาการ
ชั่ว.
[๒๗๓] คำว่า พึงให้รู้แจ้งได้โดยง่าย พึงให้รู้แจงได้โดย
ยาก ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นคนพึงให้รู้แจ้งได้โดยง่าย บุคคล
ผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคนพึงให้รู้แจ้งได้โดยยาก,...บุคคลผู้มีปัญญา เป็น
คนพึงให้รู้จักได้โดยง่าย บุคคลผู้มีปัญญาทราม เป็นคนพึงให้รู้แจ้งได้
โดยยาก.

1059
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1060 (เล่ม 68)

[๒๗๔] คำว่า บางพวกมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดย
ความเป็นภัย บางพวกมิได้เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย
ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นคนมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความ
เป็นภัย บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคนมิได้เห็นปรโลกและโทษโดยความ
เป็นภัย,...บุคคลผู้มีปัญญา เป็นคนมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความ
เป็นภัย บุคคลผู้มีปัญญาทราม เป็นคนมิได้เห็นปรโลกและโทษโดย
ความเป็นภัย.
[๒๗๕] คำว่า โลก ชื่อว่าโลก คือ ขันธโลก ธาตุโลก อายตน-
โลก, โลกคือภพวิบัติ โลกคือสมภพวิบัติ, โลกคือภพสมบัติ โลกคือสมภพ
สมบัติ, โลก ๑ คือสัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร, โลก ๒ คือ
นามและรูป, โลก ๓ คือเวทนา ๓, โลก ๔ คืออาหาร ๔, โลก ๕
คือ อุปาทานขันธ์ ๕, โลก ๖ คือ อายตนะภายใน ๖, โลก ๗ คือ
ภูมิเป็นที่ตั้งวิญญาณ ๗, โลก ๘ คือ โลกธรรม ๘, โลก ๙ คือ ภพ
เป็นที่อาศัยอยู่ของสัตว์ ๙, โลก ๑๐ คือ อายตนะ ๑๐, โลก ๑๒ คือ
อายตนะ ๑๒. โลก ๑๘ คือ ธาตุ ๑๘.
[๒๗๖] คำว่า โทษ ชื่อว่าโทษ คือ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง
อภิสังขารทั้งปวง กรรมอันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่ภพทั้งปวง เป็นโทษ
ความสำคัญในโลกนี้และโทษนี้เป็นภัยอันแรงกล้า ปรากฏแล้วด้วย

1060
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1061 (เล่ม 68)

ประการดังนี้ เหมือนความสำคัญในศัตรูผู้เงื้อดาบเข้ามาจะฆ่าฉะนั้น
พระตถาคตย่อมทรงรู้ ทรงเห็น ทรงทราบชัด ทรงแทงตลอดซึ่งอินทรีย์
๕ ประการนี้ ด้วยอาการ ๕๐ นี้ นี้เป็น อินทริยปโรปริยัตตญาณของ
พระตถาคต.
๖๘. อรรถกถาอินทริยปโรปริยัตตญาณนิทเทส
[๒๖๙] พึงทราบวินิจฉัยในอินทริยปโรปริยัตตญาณนิทเทส
ดังต่อไปนี้. เมื่อคำว่า ตถคตสฺส แม้ไม่มีโดยสรูปในอุทเทส ท่าน
กล่าวว่า ตถาคตสฺส เพราะท่านกล่าวไว้ว่า ญาณ ๖ ไม่ทั่วไป
ด้วยสาวกทั้งหลาย. เพราะฉะนั้น จึงถือเอาในนิทเทสแห่งคำว่า ตถาคต
อันสำเร็จแล้วโดยอรรถในอุทเทส.
บทว่า สตฺเต ปสฺสติ - เห็นสัตว์ทั้งหลาย คือ ชื่อว่า สัตว์
เพราะข้อง คือ เพราะถูกคล้องด้วยฉันทราคะในรูปเป็นต้น. พระ-
ตถาคตทรงเห็นทรงตรวจดูสัตว์เหล่านั้น ด้วยจักษุอันเป็น อินทริย-
ปโรปริยัตตญาณ - ญาณกำหนดรู้ความหย่อนและยิ่งแห่งอินทรีย์ของ
สัตว์ทั้งหลาย.
บทว่า อปฺปรชฺกเข - ผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ นี้ มี
วิเคราะห์ว่า ชื่อว่า อปฺปรชกฺขา - เพราะอรรถว่าสัตว์มีธุลีมีราคะ
เป็นต้นน้อยในจักษุคือปัญญา. หรือว่า เพราะอรรถว่าสัตว์มีธุลี คือ
ราคะเป็นต้นน้อย. ซึ่งสัตว์เหล่านั้นผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ.

1061
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1062 (เล่ม 68)

บทว่า มเหสกฺเข - ผู้มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ มีวิเคราะห์
ว่า ชื่อว่า มเหสกฺขา เพราะอรรถว่าสัตว์มีธุลีมีราคะเป็นต้นมากใน
จักษุ คือปัญญา. หรือว่า สัตว์มีธุลีมีราคะเป็นต้นมาก.
บทว่า ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเย - มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์
อ่อน. มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า ติกฺขินฺทฺริยา คือ มีอินทรีย์แก่กล้า เพราะ
อรรถว่า สัตว์มีอินทรีย์ มีศรัทธาเป็นต้นแก่กล้า. ชื่อว่า มุทินฺทฺริยา
มีอินทรีย์อ่อน เพราะอรรถว่าสัตว์มีอินทรีย์ มีศรัทธาเป็นต้นอ่อน.
บทว่า สฺวากาเร ทฺวาการา - มีอาการดี มีอาการชั่ว ความว่า
ชื่อว่า สฺวาการา คือ มีอาการดี เพราะอรรถว่า สัตว์มีอาการ คือ
มีส่วน มีศรัทธาเป็นต้นดี. ชื่อว่า ทฺวาการา คือ มีอาการชั่ว เพราะ
อรรถว่าสัตว์มีอาการ คือ มีส่วน มีศรัทธาเป็นต้น น่าเกลียด น่า
ติเตียน.
บทว่า สุวิญฺญาปเย ทุวิญฺญาปเย - พึงให้รู้แจ้งได้โดยง่าย
พึงให้รู้แจ้งได้โดยยาก คือ สัตว์เหล่าใดกำหนดเหตุที่กล่าว เป็นผู้
สามารถรู้แจ้งได้โดยง่าย สัตว์เหล่านั้น ชื่อว่า สุวิญฺญาปยา. ตรง
กันข้ามกับรู้แจ้งชัดโดยง่ายนั้น ชื่อว่า ทุวิญฺญาปยา.
บทว่า อปฺเปกจฺเจ ปรโลกฺวชฺชภยทสฺสาวิโน - บางพวกมี
ปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย คือ ชื่อว่า ปรโลกวชฺช-

1062
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1063 (เล่ม 68)

ภยทสฺสาวิโน คือ มีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย เพราะ
อรรถว่ามีปกติเห็นภัยอื่นหนัก ในโลกมีขันธโลกเป็นต้น และโทษมี
ราคะเป็นต้น เพราะเมื่อบางพวกเห็นปรโลกและโทษมีราคะเป็นต้น
โดยเป็นภัยในนิทเทสแห่งบทนี้ ท่านจึงไม่กล่าวถึงปรโลกเท่านั้น. พึง
ถือเอาความอย่างนี้ว่า สัตว์เหล่านั้นมีปกติเห็นภัยในปรโลก และใน
โทษมีราคะเป็นต้น.
บทว่า อปฺเปกจิเจ น ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโน - บางพวก
มิได้เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยนี้ มีความตรงกันข้ามกับบทที่
กล่าวแล้วนั้น. อนึ่ง บทว่า โลโก เพราะอรรถว่าสลายไป. บทว่า
วชฺชํ คือโทษ เพราะอรรถว่าควรติเตียน. ด้วยบทประมาณเท่านี้
เป็นอันท่านชี้แจงบทอุทเทสแล้ว.
[๒๗๐] พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะทำปฏินิทเทส คือ การ
ชี้แจงทวนนิทเทสอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเข-
สัตว์มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ สัตว์มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ
ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สทฺโธ - บุคคลผู้มีศรัทธา เพราะบุคคล
มีศรัทธา กล่าวคือ ความก้าวลงในพระรัตนตรัย. บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วย
ศรัทธานั้น ชื่อว่า อปฺปรชกฺโข คือ มีธุลีน้อยในปัญญาจักษุ เพราะ
ธุลี คือ ความไม่มีศรัทธาและธุลี คือ อกุศลที่เหลืออันเป็นมูลรากของ

1063
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1064 (เล่ม 68)

ความไม่ศรัทธาน้อย. ชื่อว่า อสฺสทฺโธ คือ ผู้ไม่มีศรัทธา เพราะ
ไม่มีศรัทธา บุคคลนั้น ชื่อว่า มหารชกฺโข คือ มีธุลีมากในปัญญา
จักษุ เพราะธุลีมีประการดังกล่าวแล้วมาก.
ชื่อว่า อารทฺธวีริโย - ผู้ปรารภความเพียร เพราะมีใจปรารภ
ความเพียร. บุคคลผู้ปรารภความเพียรนั้น ชื่อว่า อปฺปรชกฺโข เพราะ
ธุลี คือ ความเกียจคร้านและธุลี คือ อกุศลที่เหลืออันเป็นมูลราก
ของความเกียจคร้านน้อย.
ชื่อว่า กุสีโท - ผู้เกียจคร้าน เพราะอรรถว่าจมอยู่โดยอาการ
น่าเกลียด เพราะมีความเพียรเลว. กุสีโท นั่นแหละ คือ กุสีโต.
บุคคลผู้เกียจคร้านนั้น ชื่อว่า มหารชกฺโข เพราะธุลีที่จมมีประการ
ดังกล่าวแล้วมา.
ชื่อ อุปฏฺฐิตฺสสติ - ผู้มีสติตั้งมั่น เพราะมีสติเข้าไปตั้งอารมณ์
ไว้มั่น. บุคคลนั้น ชื่อว่า อปฺปรชกฺโข เพราะธุลี คือ ความลุ่มหลง
และธุลี คือ อกุศลที่เหลืออันเป็นมูลรากของความลุ่มหลงน้อย.
ชื่อว่า มุฏฺฐสฺสติ คือ ผู้มีสติหลงลืม เพราะมีสติหลงลืม.
บุคคลนั้น ชื่อว่า มหารชกฺโข เพราะธุลีมีประการดังกล่าวแล้วมาก.
ชื่อว่า สมาหิโต คือ บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น เพราะตั้งไว้เสมอ
หรือว่า โดยชอบในอารมณ์ ด้วยอัปปนาสมาธิ หรือด้วยอุปจารสมาธิ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สมาหิโต เพราะอรรถว่ามีจิตตั้งมั่น. บุคคลนั้น

1064