ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1045 (เล่ม 68)

ผล เพราะมรรคเป็นกุศล เป็นนิยยานิกะ และเป็นอปจยคามี. บท
มีอาทิว่า อิติ เป็นบทสรูป มีประการดังกล่าวแล้ว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฐฏฺฐกานิ - อินทรีย์ ๘ หมวด คือ
หมวด ๘ แห่งอินทรีย์ อย่างละ ๘ ด้วยสามารถหมวด ๘ หมวด
หนึ่ง ๆ ในมรรคและผล ๘.
บทว่า จตุสฏฺฐี โหนฺติ คือ รวมเป็นอาการ ๖๔.
บทมีอาทิว่า อาสวา มีความดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ.
ในที่นี้ พึงทราบว่า ท่านมิได้กล่าวถึงอาสวะอันทำลายด้วย
อรหัตมรรคเท่านั้น กล่าวถึงการทำลายด้วยมรรค ๓ หมวดที่เหลือ โดย
เพียงเป็นคำกล่าวธรรมดาถึงความสิ้นอาสวะ. เพราะท่านกล่าวถึงอรหัต-
มรรคญาณว่า ขเย ญาณํ - ญาณในความสิ้นไป เพราะสิ้นอาสวะไม่
มีอาสวะไร ๆ เหลือเลย. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระอรหันต์ขีณาสพ
ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาอาสวักขยญาณนิทเทส
สัจญาณจตุกทวยนิทเทส
[๒๖๔] ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งควรกำหนดรู้ เป็นทุกขญาณ
ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งควรละ เป็นสมุทยญาณ ปัญญาในอรรถว่า

1045
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1046 (เล่ม 68)

เป็นสิ่งควรทำให้แจ้ง เป็นนิโรธญาณ ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งควร
เจริญ เป็นมรรคญาณ อย่างไร ?
สภาพบีบคั้น สภาพเดือดร้อน สภาพปัจจัยปรุงแต่ง สภาพ
แปรปรวน สภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งทุกข์ สภาพที่ประมวลมา สภาพ
เป็นเหตุ สภาพที่เกี่ยวข้อง ภาพพัวพัน สภาพที่ควรละแห่งสมุทัย
สภาพที่สลัดออก สภาพที่สงัด ภาพอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สภาพเป็น
อมตะ สภาพที่ควรทำให้แจ้งแห่งนิโรธ สภาพที่นำออก สภาพที่เป็น
เหตุ สภาพที่เห็น สภาพที่เป็นอธิบดี ภาพที่ควรเจริญแห่งมรรค.
ชื่อว่า ญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่า ปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความกำหนด
เป็นทุกขญาณ ปัญญาในความละ เป็นสมุทยญาณ ปัญญาในความ
ทำให้แจ้ง เป็นนิโรธญาณ ปัญญาในความเจริญเป็นมรรคญาณ.
[๒๖๕] ทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกข-
นิโรธคามินีปฏิปทาญาณ อย่างไร ? ญาณของท่านผู้มีความพร้อม
เพรียงด้วยมรรคนี้ เป็นทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ.
[๒๖๖] ในญาณเหล่านั้น ทุกขญาณเป็นไฉน ?
ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด ความเลือกเฟ้น ความค้นคว้า ความ
สอดส่องธรรม ความกำหนดดี ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนด

1046
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1047 (เล่ม 68)

เฉพาะ ความเป็นบัณฑิต ความเป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้ละเอียด ความ
แจ่มแจ้ง ความคิด ความพิจารณา ปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน ปัญญา
อันทำลายกิเลส ปัญญาอันนำไปรอบ ความเห็นแจ้ง ความรู้ทั่วพร้อม
ปัญญาดังปฏัก ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญาดังศาสตรา
ปัญญาดังปราสาท ปัญญาเป็นแสงสว่าง ปัญญาเป็นรัศมี ปัญญารุ่งเรือง
ปัญญาดังรัตนะ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ
ที่ปรารภทุกข์เกิดขึ้น นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขญาณ.
[๒๖๗] ฯลฯ ปรารภทุกขสมุทัย ฯลฯ ปรารภทุกขนโรธ
ฯลฯ ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้น
ธรรม สัมมาทิฏฐิที่ปรารภทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้ท่าน
กล่าวว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ
ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ.
๕๖ - ๖๓. อรรถกถาสัจญาณจตุกทวยนิทเทส
๒๖๔ - ๒๖๗] พึงทราบวินิจฉัยในสัจญาณจตุกทวยนิทเทสดัง
ต่อไปนี้. บทมีอาทิว่า ทุกฺขสฺส ปิฬนฏฺโฐ - สภาพบีบคั้นแห่งทุกข์

1047
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1048 (เล่ม 68)

มีอรรถดังได้กล่าวไว้แล้ว. บทมีอาทิว่า มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ทุกฺเข-
เปตํ ญาณํ - ญานของท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคนี้ เป็น
ทุกขญาณ ท่านกล่าวด้วยสามารถการตรัสรู้อย่างเดียว ดุจในหมวด ๔
ตามลำดับ. จริงอยู่ สัจญาณมี ๒ อย่าง คือ โลกิยะ ๑ โลกุตระ ๑.
โลกิยะมี ๒ คือ อนุโพธญาณ ๑ ปัจจเวกขณญาณ ๑.
อนุโพธญาณ ย่อมเป็นไปในนิโรธและมรรค ด้วยสามารถ
การได้ฟังมาเป็นต้นของอาทิกรรมิกภิกษุ. ย่อมเป็นไปในทุกข์และ
สมุทัย ด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์.
ปัจจเวกขณญาณ ย่อมเป็นไปในสัจจะแม้ ๔ ของภิกษุผู้แทง
ตลอดสัจจะแล้ว ด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์. ปฏิเวธญาณอันเป็น
โลกุตระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ ย่อมแทงตลอดสัจจะ ๔ โดยกิจ.
เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์. ผู้นั้น
ย่อมเห็นแม้ทุกขสมุทัย. ย่อมเห็นแม้ทุกขนิโรธ.
ย่อมเห็นแม้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา๑ ดังนี้.
พึงกล่าวถึงทุกข์ทั้งหมด. แม้ในนิทเทสนี้ ท่านก็กล่าวถึงทุกข์นี้แหละ
โดยวาระนี้. อนึ่ง แม้โลกุตระนั้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า โลกุตระ
ย่อมได้ซึ่งชื่อทั้งหลาย มีอาทิว่า ทุกฺเข ญาณํ - การรู้ทุกข์. แต่ในที่นี้
๑. สํ. มหา. ๑๙/๑๗๑๑.

1048
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1049 (เล่ม 68)

ท่านประสงค์เอาโลกิยญาณเท่านั้น. เพราะฉะนั้น พระสารีบุตรเถระ
จึงกล่าวว่า ตตฺถ ตมํ ทุกฺเข ญาณํ - ในญาณเหล่านั้น ทุกขญาณ
เป็นไฉน ?
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขํ อารพฺภ - ปรารภทุกข์ คือ
หน่วงเหนี่ยวทุกขสัจ. คือทำให้เป็นอารมณ์.
ในบทมีอาทิว่า ปญฺญา พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้. ชื่อว่า
ปัญญา เพราะอรรถว่าให้รู้ กล่าวคือ ทำอรรถนั้น ๆ ให้ปรากฏ. อีก
อย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปัญญา เพราะรู้ธรรมทั้งหลาย โดยประการนั้น ๆ
มีความไม่เที่ยงเป็นต้น. บทนี้ เป็นสภาวบทของปัญญานั้น. อาการ
รู้ชัด ชื่อ ปชานนา. ชื่อว่า วิจยะ เพราะเลือกเฟ้นถึงความไม่เที่ยง
เป็นต้น. บทว่า ปวิจยะ - ความค้นคว้า เพิ่มบทอุปสรรคลงไป ได้แก่ห
ความเลือกเฟ้นโดยทั่วไป. ชื่อว่า ธรรมวิจยะ เพราะความสอดส่อง
จตุสัจธรรม.. ชื่อว่า สัลลักขณะ - ความกำหนดดี ด้วยสามารถการ
กำหนดความไม่เที่ยงเป็นต้นโดยชอบ. ท่านกล่าวว่า สัลลักขณานั้น
แหละ คือ อุปลักขณา - ความเข้าไปกำหนด ปัจจุปลักขณา - ความ
เข้าไปกำหนดเฉพาะ โดยต่างกันที่อุปสรรค. อธิบายว่า การกำหนด
อย่างสูง ชื่อว่า ความเข้าไปกำหนดอาศัยธรรมมีความไม่เที่ยงเป็นต้น
เหล่านั้นๆ. ความเป็นบัณฑิต ชื่อว่า ปณฺฑิจฺจํ. ความเป็นผู้ฉลาด
ชื่อว่า โกสลฺลํ. ความเป็นผู้ละเอียด ชื่อว่า เนปุญฺญํ. ชื่อว่า เวภพฺยา

1049
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1050 (เล่ม 68)

คือความแจ่มแจ้ง ด้วยสามารถยังความไม่เที่ยงเป็นต้นให้แจ่มแจ้ง. ชื่อว่า
จินฺตา - ความคิด ด้วยสามารถคิดถึงความไม่เที่ยงเป็นต้น. อนึ่ง ชื่อว่า
จินฺตา - เพราะยังบุคคลที่เกิดความคิดให้คิดถึงความไม่เที่ยงเป็นต้น. ชื่อ
ว่า อุปปริกฺขา เพราะพิจารณาถึงความไม่เที่ยงเป็นต้น.
บทว่า ภูริ คือ แผ่นดิน. ชื่อว่า ภูริ เพราะมีปัญญาดุจ
แผ่นดิน ด้วยอรรถว่าละเอียด และด้วยอรรถว่ากว้างขวาง. อีกอย่าง
หนึ่ง ปัญญานั้นแหละ ท่านกล่าวว่า ภูริ เพราะอรรถว่ายินดีใน
อรรถที่เป็นจริง.
ชื่อว่า เมธา เพราะอรรถว่าฆ่า คือ ทำลายกิเลสดุจสายฟ้า
ทำลาย สิ่งที่ก่อด้วยหิน ฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เมธา เพราะอรรถว่าถือเอาและทรงไว้
ได้เร็ว.
ชื่อว่า ปริณายิกา เพราะอรรถว่า ย่อมนำผู้ที่ญาณเกิดไปใน
สัมปยุตธรรมและปฏิเวธธรรม อันกำหนดตามความเป็นจริงในการ
ปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ตน.
ชื่อว่า วิปัสสนา เพราะอรรถว่าเห็นธรรมหลายอย่าง ด้วย
สามารถความไม่เที่ยงเป็นต้น.
ชื่อว่า สัมปชานะ เพราะรู้ความไม่เที่ยงเป็นต้นโดยชอบ.
ความเป็นแห่งความรู้พร้อมนั้น ชื่อว่า สัมปชัญญะ.

1050
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1051 (เล่ม 68)

ชื่อว่า ปโตโท - ปัญญาดังปฏัก เพราะทิ่มแทงจิตโกงอันแล่น
ไปนอกทางเพื่อให้เข้าทาง ดุจปฏักทิ่มแทงม้าที่วิ่งไปนอกทางเพื่อให้ขึ้น
ถนน ฉะนั้น.
ชื่อว่า อินทรีย์ คือ ความเป็นใหญ่ เพราะอรรถว่าทำความ
เป็นใหญ่ ในลักษณะเห็น. ความเป็นใหญ่ คือ ปัญญา ชื่อว่า
ปัญญินทรีย์. ท่านอธิบายไว้อย่างไร. ท่านไม่กล่าวบทนี้ว่า อินทรีย์
แห่งปัญญา ชื่อว่า ปัญญินทรีย์ ดุจบทมีอาทิว่า ปุริสสฺส อินฺทฺริยํ
ปุริสินฺทฺริยํ - อินทรีย์ของบุรุษ ชื่อว่า ปุริสินทรีย์. เมื่อเป็นเช่นนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า อินทรีย์ คือ ปัญญานั่นแหละ ชื่อว่า ปัญญินทรีย์
คือปัญญาเป็นใหญ่.
ชื่อว่า ปัญญาพละ คือ ปัญญาเป็นกำลัง เพราะไม่หวั่นไหว
ไปด้วยอวิชชา.
ปัญญาเป็นดังศัสตรา เพราะอรรถว่าตัดกิเลส จึงชื่อว่า ปัญญา
ดังศาสตรา.
ปัญญาเป็นดังปราสาท เพราะอรรถว่าขึ้นไปสูง จึงชื่อว่า ปัญญา
ดังปราสาท.
ปัญญาเป็นดังแสงสว่าง เพราะอรรถว่าทำให้สว่าง จึงชื่อว่า
ปัญญาเป็นแสงสว่าง.

1051
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1052 (เล่ม 68)

ปัญญาเป็นรัศมี เพราะอรรถว่าทำให้สว่าง จึงชื่อว่า ปัญญา
เป็นรัศมี.
ปัญญารุ่งเรือง เพราะอรรถว่าทำให้สว่างไสว จึงชื่อว่า ปัญญา
รุ่งเรือง.
จริงอยู่ โลกธาตุหนึ่งหมื่น มีแสงเป็นอันเดียว มีความสว่าง
เป็นอันเดียว มีความรุ่งเรืองเป็นอันเดียว ย่อมปรากฏแก่ผู้มีปัญญา
ผู้นั่งโดยบัลลังก์เดียว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวบท ปญฺญา ปชฺโชโต
นั้น.
อนึ่ง ใน ๓ บทนี้ แม้ด้วยบทหนึ่งก็สำเร็จความอย่างเดียวกัน
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตร ด้วยอัธยาศัยของสัตว์
ทั้งหลายว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แสงสว่างมี ๔ อย่าง
คือ แสงสว่างของดวงจันทร์ ๑ แสงสว่างของดวง
อาทิตย์ ๑ แสงสว่างของไฟ ๑ แสงสว่างของ
ปัญญา ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แสงสว่าง ๔ อย่าง
เหล่านี้แล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แสงสว่าง ๔
เหล่านี้ แสงสว่างแห่งปัญญาเป็นเลิศกว่าแสงสว่าง
เหล่าอื่น.๑
๑. องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๑๔๔,๑๔๕.

1052
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1053 (เล่ม 68)

แม้ในนิทเทสนี้ พระเถระก็แสดงโดยอนุรูปแก่พระสูตรนั้น. เพราะ
ท่านจำแนกความอันมีอยู่โดยอาการไม่น้อย. ทั้งผู้อื่นย่อมรู้โดยประการ
อื่น.
ปัญญาดังรัตนะ เพราะอรรถว่าทำความยินดี ให้ความยินดี ยัง
ความยินดีให้เกิด ทำให้วิจิตรหาได้ยาก ชั่งไม่ได้ เป็นของใช้ของสัตว์
อย่างงาม จึงชื่อว่า ปญฺญารตนํ - ปัญญาดังรัตนะ.
ชื่อว่า อโมโห คือ ความไม่ลง เพราะสัตว์ทั้งหลายไม่ลุ่ม
หลงไป ด้วยเหตุนั้น. หรือไม่ลุ่มหลงไปในอารมณ์ด้วยตนเอง. บทว่า
ธรรมวิจยะ มีอรรถดังได้กล่าวแล้ว, ก็เพราะเหตุไรท่านจึงกล่าวไว้อีก.
เพื่อแสดงความที่อโมหะเป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดง
บทนี้ไว้ว่า อโมหะนั้นมิใช่ธรรมนอกจากโมหะอย่างเดียว แต่ยังเป็น
ปฏิปักษ์ต่อโมหะ ในนิทเทสนี้ ท่านประสงค์เอาอโมหะ กล่าวคือ การ
เลือกเฟ้นธรรม.
บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิ ได้แก่ กุศลทิฏฐิอันนำสัตว์ออกไปได้อย่าง
แท้จริง. ท่านกล่าวคำถามไว้โดยสังเขปว่า ในญาณเหล่านั้น ทุกข-
สมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ เป็นไฉน
ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาสัจญาณจตุกทวยนิทเทส

1053
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1054 (เล่ม 68)

สุทธิกปฏิสัมภิทาญาณนิทเทส
[๒๖๘] อรรถปฏิสัมภิทาญาณ ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ นิรุตติ-
ปฏิสัมภิทาญาณ ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ อย่างไร ?
ญาณในอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทา ญาณในธรรม เป็นธรรม
ปฏิสัมภิทา ญาณในนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทา ญาณในปฏิภาณ
เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา.
ปัญญาในความต่างกันแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ
ปัญญาในความต่างกันแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาใน
ความต่างกันแห่งนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่าง
กันแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ
ปัญญาในความกำหนดอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา
ในความกำหนดธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความ
กำหนดนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความกำหนด
ปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ
ปัญญาในความหมายอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา
ในความหมายธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความหมาย
นิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความหมายปฏิภาณ เป็น
ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ

1054